วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551

วัดผลการลงทุน

การวัดผลการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น มันคงคล้าย ๆ กับการดูหรือติดตามการแข่งกีฬาที่เราชอบ เราลุ้นหรือเชียร์คนหรือทีมที่เราชอบว่าเขากำลังชนะหรือไม่เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละช่วงของการแข่งขัน ในเรื่องของการลงทุนนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อน วอเร็น บัฟเฟตต์ เพิ่งจะ “ชนะ” ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่งด้วยความมั่งคั่ง 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ “แพ้” หรือเสียตำแหน่งให้ บิล เกต มาสิบกว่าปี แต่ถ้าถาม วอเร็น บัฟเฟตต์ ว่าเขาคิดอย่างไร เขาคงบอกว่าเขา “ไม่สนใจ” ที่จริงเขาบอกว่าเขา ไม่ได้วัดความก้าวหน้าของการลงทุนของเขาจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือมูลค่าตลาดของการลงทุนของเขาในแต่ละปี การวัดผลการลงทุนของเขานั้น เขาจะดูสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ ดูว่ากำไรของบริษัทที่เขาลงทุนนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่โดยเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย เรื่องที่สองก็คือ เขาจะดูว่า “คูเมือง” ของบริษัทกว้างขึ้นหรือไม่ในช่วงปีที่ผ่านมา

“คูเมือง” ที่ว่าก็คือ ความแข็งแกร่งหรือความได้เปรียบหรือความเหนือกว่าของบริษัทที่ทำให้คู่แข่งทำงานลำบากหรือแข่งขันยากขึ้น สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือนกับการที่เขาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เขาเน้นที่การทำกำไรของกิจการและการสร้างความเข้มแข็งของกิจการเพื่อที่จะทำให้สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นในอนาคตมากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นวันต่อวัน เดือนต่อเดือน และปีต่อปี เขาเชื่อว่าวิธีการวัดผลแบบนี้ ในระยะยาวแล้วก็จะทำให้การลงทุนของเขาเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนและในอัตราที่ดี มากกว่าที่จะไปเน้นที่การดูหรือตามราคาหุ้น เขาคงเชื่อและมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว ถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นและกำไรที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคตเพราะความสามารถทิ้งห่างคู่แข่งเพิ่มขึ้นนั้น ในที่สุดก็จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปเอง

การวัดผลการลงทุน “แบบบัฟเฟตต์” โดยเฉพาะในเรื่องของการดู “คูเมือง” นั้น เป็นเรื่องเชิงคุณภาพที่วัดได้ยากมาก เช่นเดียวกัน การวัดผลกำไรของบริษัทเองนั้น บางครั้งก็เปรียบเทียบได้ยากเพราะอาจจะหาบริษัทที่มีลักษณะเหมือนกับบริษัทยาก ดังนั้น การวัดผลแบบนี้จึงมักจะไม่มีใครใช้กันโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการลงทุนเช่นกองทุนรวมต่าง ๆ พูดง่าย ๆ คุณจะอ้างอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ตัวเลขว่าพอร์ตคุณกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้วก็มักเป็นตัวตัดสินว่าคุณทำผลงานได้ดีแค่ไหน ส่วนบริษัทจะกำไรเท่าไรหรือบริษัทจะเข้มแข็งขึ้นแค่ไหนคุณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในระยะสั้น ถ้าราคาหุ้นมันไม่เพิ่มหรือกลับลดลง

การวัดผลการลงทุนแบบ “มาตรฐาน” นั้น จะวัดโดยการเปรียบเทียบกับ Bench Mark หรือตัวเลขอ้างอิง ถ้าเป็นการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็คือเราจะเปรียบเทียบผลตอบแทนของเรากับผลตอบแทนของตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทั่ว ๆ ไปมักจะมองกันเป็นปี ๆ วิธีนี้เหมาะกับคนที่ “รับจ้าง” บริหารเงินเช่นบริษัทจัดการกองทุนรวมต่าง ๆ แต่จุดอ่อนก็คือ บางทีเราอาจจะชนะตลาดมาก เช่น ตลาดติดลบไป 20% และของเราติดลบไป 10% แบบนี้อาจจะดูว่าผู้บริหารเก่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เราก็ยังขาดทุนมากอยู่ดี มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

โดยส่วนตัวผมเองนั้น ในการวัดผลการลงทุน ผมเองก็ยังเน้นที่มูลค่าพอร์ตเป็นหลัก แต่ผมจะเน้นว่าทุกปีผมจะพยายามทำให้พอร์ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าการฝากเงินในธนาคาร ผมจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อย่างที่กองทุนรวมทำน้อย ผมคิดว่าการเปรียบเทียบกับตลาดนั้น ทำให้เราไขว้เขวจากการลงทุนแบบ Value Investment เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นในแต่ละปีนั้น มักจะมาจากอิทธิพลของจิตวิทยาในตลาดมากกว่าเรื่องของผลประกอบการ ดังนั้น ถ้าผมพยายามที่จะวิ่งแข่งกับตลาดก็เท่ากับว่าผมให้ความสำคัญกับปัจจัยทางจิตวิทยามากเกินไป

ผมไม่ได้ละเลยปัจจัยทางพื้นฐานของกิจการ ว่าที่จริง ผมคิดว่าการลงทุนของผมนั้น ถ้าจะประสบความสำเร็จจริง ๆ นอกจากราคาหุ้นหรือมูลค่าพอร์ตควรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว กำไรของบริษัทโดยรวมจะต้องเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากกำไรแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะดูก็คือ ตัวเลขเม็ดเงินปันผลรวมที่ผมได้รับในแต่ละปีที่ควรจะเพิ่มขึ้นทุกปี และสุดท้ายก็คือ “คูเมือง” ที่บัฟเฟตต์พูดถึง นี่เป็นสิ่งที่ผมจะติดตามตลอดเวลา นั่นก็คือ ผมจะถือว่าเป็นปัจจัยบวกของบริษัทและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะถือมันไปเรื่อย ๆ ตราบที่มันยังเข้มแข็งอยู่และเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นแต่คู่แข่งกลับมีความเข้มแข็งมากขึ้นและเริ่มเข้ามาคุกคามบริษัทอย่าง “น่ากลัว” แบบนี้ผมก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นทิ้งมากกว่าที่จะถือหุ้นไว้แม้ว่ากำไรในวันนี้จะเพิ่มขึ้น

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ในระยะยาวแล้ว ผมคิดว่าทุกคนรวมทั้งตัวบัฟเฟตต์เองก็ต้องวัดผลการลงทุนจากเม็ดเงินของความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุน ความแตกต่างผมคิดว่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการ “ตัดสิน” ถ้าเราตัดสินกันโดยเอาเวลา 1 ปีเป็นที่ตั้ง เราก็มองแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราตั้งเวลาไว้ 3 ปี เราก็จะมองอีกแบบหนึ่ง สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว ผมคิดว่าเขาให้เวลายาวมาก บางทีอาจจะเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น การวัดผลการลงทุนของเขาจึงออกมาเป็นแบบที่กล่าว และสถิติการลงทุนของเขาก็พิสูจน์แล้วว่า เขาคิดถูกหรือใช้วิธีการวัดผลที่ถูกต้อง ในฐานะนักลงทุน ผมคิดว่าทุกคนควรมีมาตรฐานของตัวเองว่าจะดูอย่างไรว่า เราทำถูกหรือลงทุนถูกต้อง การใช้เพียงแค่ “ผลตอบแทนรายปี” เป็นเครื่องวัดเพียงอย่างเดียวนั้น ผมคิดว่าไม่เพียงพอ ถ้าเราทำไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราอาจจะพบว่ามันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และเป้าหมายระยะยาวในการที่จะมี “อิสระทางการเงิน” อาจจะไม่บรรลุผล
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 มีนาคม 2551

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550

farm house

No.1 wholesale bakery in Thailand
growth rate from wholesale business 15% for next 5 years
opportunity in retail business
p/e 11.32
p/bv 1.84
div yield 4.37
price 71 bht/share
roa 16.31
roe 17.00
market cap 3,195 mil Bht
ปัจจุบันเป็นเวลาที่ไม่ดีนักของฟาร์มเฮ้าส์เนื่องจากแป้งสาลีมีการขึ้นราคาสูงมาก แต่บริษัทก็ยังสามารถปรับราคาสินค้าได้บ้าง โดยการออกสินค้าใหม่ๆ แต่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน เพราะคู่แข่งคือ การ์ดิเนียก็หายไปจากตลาดแล้ว คาดว่าบริษัทจะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีกนิดหน่อย อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสถานการณ์ที่ราคาแป้งสาลีจะสูงไปตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นสินค้าเกษตร ซึ่งราคามีแนวโน้มจะเป็นวัฎจักร แล้วที่ช่วงนี้ราคาแป้งสาลีสูงมาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเมืองจีนได้เตรียมการผลิตอาหารเพื่อรองรับงานโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วราคาแป้งจะลดลง แล้วราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญอีกอย่างนั้น ยากที่จะบอก แต่ถ้าวันใดที่น้ำมันและแป้งราคาถูกลง ย่อมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฟาร์มเฮ้าส์ คู่แข่งจริงๆของบริษัทน่าจะเป็นเครือข่ายร้านค้า เช่นเซเว่น โลตัส แต่ว่าความอร่อยยังเป็นรองฟาร์มเฮ้าส์ และเชื่อว่าต้นทุนในการผลิตของฟาร์มเฮ้าส์น่าจะได้เปรียบ เพราะทางฟาร์มเฮ้าส์เองก็มีการเปิดโรงงานที่หาดใหญ่ แต่คิดแล้ว ต้นทุนสูงกว่าส่งมาจากส่วนกลาง แล้วขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ยังเป็นทางเลือกแรก ของลูกค้าในเซเว่น ดูจากเชล์ฟของฟาร์มเฮ้าส์จะหมดก่อน ยี่ห้ออื่นจึงจะขายได้ แล้วร้านซากิ๊มก็จะเพิ่มเชล์ฟของฟาร์มเฮ้าส์อีกหนึ่งเชล์ฟ มันดีจริงๆ

valuation ดูจากปันผลตอนนี้ กับอัตราการเติบโต ถ้าถือไปห้าปี น่าจะไ้เห็นกำไรปีละ 20% แล้วถ้าคิด ddm เงินปันผล 3.1 บาท เติบโต 15% มูลค่าต่อหุ้นจะอยู่ที่ 143 บาท ปัจจุบันราคาหุ้น 71 บาท มีส่วนลด 50% ดูจากความมั่นคงของธุรกิจแล้ว มันน่าซื้อเหลือเกิน

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550

it city

no.1 it chain store in Thailand
year 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550
store 7 9 17 21 23 30

new store plan
year 2007 2008 2009 2010 2011
it city 5 3 3 3 3
it express 0 1 4 7 10

it city capex 8 mil B
it express capex 3 mil B

seasonal effect H2 better than H1 expect to turnaround in H2/07 but 2009 is the first year to pay 30% effective tax rate

new store plan to postpone from 5 store in 2007 to 1 store

dividend 2007 expect to 0.34 baht/share
share price 6.25 baht/share
dividend yield 5.48%
growth rate 15% annual compound rate for next 5 years
P/E 12.8 P/BV 2.25

BUY