วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

IQ, EQ, PQ

IQ, EQ, PQ
โลกในมุมมองของ Value Investor
{mosimage} นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จสูงในระยะยาวได้นั้น ผมคิดว่าจะต้องมีความสามารถหรือความฉลาดในหลายมิติทั้งในด้านของความคิด อารมณ์ และร่างกาย พูดให้เท่ก็คือต้องมี IQ, EQ และ PQ ในระดับที่สูงพอสมควร จะเด่นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งมากโดยที่อีกด้านหนึ่งขาดแคลนไม่ได้
IQ หรือความฉลาดทางด้านความคิดนั้นผมคิดว่ามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ตัวธุรกิจและหุ้นที่จะลงทุน แต่ผมเชื่อว่าคนที่มี IQ ตั้งแต่ 100 ขึ้นไปจะสามารถเรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นที่จำเป็นได้โดยที่คุณภาพอาจจะต่างจากคนที่มี IQ 130 ไม่มาก


สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ในการที่จะเลือกหุ้นเพื่อลงทุนนั้น นอกจากจะต้องเข้าใจตัวธุรกิจว่าเขาค้าขายอะไรและทำงานกันอย่างไรแล้ว นักลงทุนควรจะต้องรู้เรื่องบัญชีซึ่งประกอบด้วยงบดุล ซึ่งแสดงถึงฐานะการเงินของกิจการ และงบกำไรขาดทุนซึ่งบอกถึงผลการดำเนินงานในแต่ละปีด้วย


พูดถึงเรื่องบัญชีแล้วก็ทำให้คนที่ไม่ได้เรียนมาทางสายธุรกิจหวั่นวิตกว่าจะไม่สามารถเรียนรู้ให้เข้าใจได้เพราะไปนึกถึงตัวเลขต่างๆ มากมาย ข้อนี้ขอให้สบายใจได้ เพราะงบบัญชีที่นักลงทุนจะต้องเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องลึกซึ้งแบบนักบัญชีหรือนักการเงิน ดังนั้นคนธรรมดาที่มี IQ ปกติและไม่เคยเรียนบัญชีมาก่อน รวมทั้งไม่มีความชำนาญในด้านของตัวเลขก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยใช้เวลาไม่มาก


นอกจากเรื่องของบัญชีแล้ว การวิเคราะห์ความถูกความแพงของหุ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ตัวเลขมาตรฐานที่ใช้กันมากก็คือค่า PE, PB, DP หรือการเอาราคาหุ้นในตลาดมาเปรียบเทียบกับกำไร มูลค่าหุ้นทางบัญชี และปันผล ซึ่งได้มาจากงบการเงินที่กล่าวข้างต้น ตัวเลขเหล่านี้มีแสดงในหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจ และในเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ด้วย


ข้อสรุปก็คือ เรื่องของ IQ ที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์หรือเลือกหุ้นที่น่าลงทุนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสูงมาก ว่าที่จริง การวิเคราะห์หุ้นนั้นใช้ Common Sense หรือสามัญสำนึกมากกว่าทักษะทางด้านบัญชีและตัวเลขมาก ดังนั้นความแตกต่างของ IQ จึงน่าจะมีส่วนต่อความสำเร็จทางการลงทุนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบต่อไปนั่นคือ EQ


EQ หรือบางทีเรียกว่าเป็นความฉลาดทางอารมณ์นั้น ไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนักในเรื่องของการลงทุน แต่ผมคิดว่า EQ มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อความสำเร็จในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยที่ตลาดเต็มไปด้วยการเก็งกำไรและการลงทุนเรียกว่าการ “เล่น” หุ้น


EQ ที่จำเป็นและผมเชื่อว่าเป็นตัวที่จะกำหนดความสำเร็จของการลงทุนค่อนข้างมากก็คือความมีเหตุผล ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเร้าใจที่มาจากตลาด ความพึงพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คืออย่าโลภ


ผมคิดว่าคุณสมบัติทางด้าน EQ ที่สำคัญมากอีกอย่างในการลงทุนก็คือความอดทน อดกลั้น และความใจเย็น ซึ่งจะทำให้การซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและทำ แต่น้อยซึ่งจะช่วยประหยัดค่าคอมมิชชั่นและการซื้อขายมีความถูกต้องแน่นอนกว่าการซื้อขายที่เกิดจากสิ่งเร้าใจภายนอก หรือพูดง่ายๆ ว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นอย่ารีบ


ความฉลาดทางอารมณ์อีกข้อหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าที่กล่าวมาแล้วก็คือ เรื่องของความศรัทธา ความเชื่อมั่นที่มีต่อหลักการในการลงทุนที่ตนเองยึดมั่น หลังจากที่ได้ศึกษาไตร่ตรองและปฏิบัติจนเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมและถูกต้องกับตนเองแล้ว

พูดถึงเรื่องความเชื่อหรือความศรัทธานั้นโดยส่วนตัวผมคิดว่านักลงทุนที่มีความสามารถสูงและประสบความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นที่จะต้องมีสไตล์หรือรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนและแนวความคิดหรือวิธีการที่ใช้นั้นมักจะมีพื้นฐานหรือแนวทางจาก “อาจารย์” หรือความคิดของปราชญ์รุ่นก่อนๆ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าและเสนอแนวความคิดและทฤษฎีที่มีคุณค่าเหล่านั้น


วอเร็น บัฟเฟต เป็นตัวอย่างที่นักลงทุนทุกคนควรเอาเป็นตัวอย่างในแง่ที่ว่า เขาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก แต่เมื่อพูดว่าใครคือคนที่สร้างให้เขาเป็นอย่างนั้น เขาบอกว่าเบน เกรแฮม คือคนคนนั้น และแม้ว่าวิธีการการลงทุนของบัฟเฟต จะแตกต่างจากแนวความคิดของเบน เกรแฮมมาก แต่บัฟเฟตไม่เคยพูดวิจารณ์เบน เกรแฮมในทางที่เสียหายตรงกันข้ามเขาบอกว่า หลักการของเบนเกรแฮมคือสิ่งที่ถูกต้องตลอดกาล พูดสั้นๆ ก็คือเขาบูชาเบน เกรแฮม และถือว่าเป็นอาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อเขารองจากพ่อของตัวเอง


องค์ประกอบสำคัญตัวสุดท้ายที่ผมใช้คำว่า PQ นั้นย่อมาจากคำว่า Physical Quotient เลียนแบบ IQ และ EQ ความหมายก็คือความสามารถทางด้านของร่างกายของนักลงทุน


ที่จริงการลงทุนนั้นไม่ได้ใช้กำลังทางร่างกายอะไรนัก แต่ร่างกายและจิตใจนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแค่ไหนผมคงไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงก็จะได้เปรียบคนที่อ่อนแอหรือเป็นโรคในแง่ของการใช้ความคิดวิเคราะห์และศึกษาหาหุ้นที่จะลงทุน


แต่เรื่องที่ทำให้ PQ มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุนมากนั้นผมคิดว่าอยู่ที่เรื่องของอายุของนักลงทุน หรือถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงก็คือเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการลงทุน


ผมเองคิดว่าถ้าไม่เป็นโรคภัยอะไรและมีสุขภาพดีพอประมาณ คนรุ่นนี้น่าจะมีความสามารถในการลงทุนได้จนอายุประมาณ 75 – 80 ปี สำหรับคนที่เลือกที่จะลงทุนตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีอายุน้อยเช่นเด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ และเริ่มเข้ามาศึกษาและลงทุนย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนสูงกว่าผมซึ่งอายุขึ้นเลขห้าแล้ว


เหตุที่ระยะเวลาการลงทุนมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการลงทุน ผมได้เคยเขียนไว้แล้วหลายครั้ง แต่ถ้าจะทบทวนสั้นๆ อีกครั้งก็คือ ถ้านักลงทุนสามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 15% ภายใน 5 ปี ก็สามารถทำเงินเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัว และเงิน 1 ล้านบาทภายในเวลา 50 ปี ก็จะกลายเป็น 1,000 ล้านบาท ดังนั้นสำหรับคนอายุ 25 ปี และตั้งใจลงทุนตลอดชีวิตด้วยหลักการลงทุนที่ถูกต้องจึงมีโอกาสที่จะเป็นเศรษฐี 1,000 ล้านบาทได้ ในขณะที่คนอายุ 50 ปีจะมีโอกาสทำเงินเพิ่มได้เพียงไม่เกิน 20-30 เท่า


วอเร็น บัฟเฟต เป็นตัวอย่างของความสมบูรณ์แบบของ IQ, EQ และ PQ เขาเป็นคนที่มี IQ สูงทีเดียวตามที่ผมเห็น EQ นั้นไม่ต้องพูดถึง และเขาได้อาจารย์ที่ดีตั้งแต่แรก และตลอดชีวิตที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเขาจะยึดอาชีพการลงทุนเพียงประการเดียว สุขภาพเขาก็ดีเป็นเลิศแม้ว่าขณะนี้จะมีอายุกว่า 70 ปี แล้วก็ยังคึกคักมาก


ในเมืองไทยนั้นผมมองดูแล้วอีก 40-50 ปี เราก็อาจจะมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงมากเช่นเดียวกัน มองจาก Value Investor หนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังศึกษาและเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คิดไปแล้วก็รู้สึกอิจฉาอยู่เหมือนกัน เพราะคนเหล่านี้จะมีทั้ง IQ, EQ และ PQ ที่สูงกว่าคนรุ่นก่อนๆ อย่างผม

ลงทุนอย่างมีความสุข

ลงทุนอย่างมีความสุข
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้น ๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความเสียหายมากมายให้กับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดแบบเก็งกำไร


ความสุขแบบเพ้อฝันและความโศกเศร้าเสียใจดูเหมือนว่าจะเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นชีวิตเขาก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลงชีวิตเขาก็เป็นทุกข์


ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียทำให้นักเล่นหุ้นมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาตราบที่ยังมีหุ้นอยู่ในมือ การแก้ปัญหาสำหรับหลายคนก็คือการถือหุ้นให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นผันผวนสูงนั้นคนจำนวนมากไม่ยอมถือหุ้นข้ามวันด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การซื้อขายแบบหักกลบลบหนี้ภายในวันเดียวกันหรือเรียกว่า Net Settlement หรือการซื้อหุ้นตอนเช้าแล้วขายตอนบ่ายมีมากถึง 20 – 30% ของการซื้อขายหุ้นทั้งตลาด


คนเล่นหุ้นจำนวนมากคงเห็นว่านั่นคือความสุขของการเล่นหุ้น คือเมื่อลงเงินแล้วก็อยากเห็นผลเร็วว่าได้หรือเสีย และคำว่าได้หรือเสียก็คือต้องเห็นเม็ดเงินในบัญชีว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง แน่นอน ถ้าเม็ดเงินเพิ่มขึ้นความสุขก็ตามมา แต่ถ้าเม็ดเงินลดลง ความสุขจากการเล่นหุ้นก็กลายเป็นความทุกข์


โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นซื้อ ๆ ขาย ๆ เป็นนิจสินในช่วงเกือบ 30 ปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมานั้นผมคิดว่านอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังขาดทุนด้วย เพราะในช่วง 28 ปีของตลาดหลักทรัพย์นั้น การลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6 – 7% เท่านั้น ในขณะที่คนเล่นหุ้นระยะสั้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายปีหนึ่ง ๆ ผมคิดว่ามากกว่านั้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของผมก็คือ คนเล่นหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีความทุกข์มากกว่าความสุข และนั่นทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะลงทุนในหุ้น


วิธีการลงทุนในหุ้นที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์โดยเฉพาะสำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่มีเงินออมระยะยาวนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนในแนว Value Investment ที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น โดยสูตรง่าย ๆ ที่ผมเสนอก็คือ


ข้อแรก กันเงินประมาณ 30% ของทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือเงินในบัญชีที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อีกนานมาก(ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) เอามาลงทุนในหุ้น โดยที่เงินนี้ถ้าเกิดต้องสูญเสียไปมาก คุณก็ยังไม่เดือดร้อน แต่อย่าเพิ่งห่วงไปว่าคุณจะสูญเสียมาก ผมพูดเผื่อไว้เท่านั้นเพราะโอกาสเกิดอย่างนั้นมีน้อยถ้าคุณปฏิบัติตามวิธีที่ผมจะพูดต่อไป


ข้อสอง เลือกหุ้น 5 – 6 ตัวในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กันโดยหุ้นแต่ละตัวจะต้องเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี นั่นก็คือเป็นธุรกิจที่อยู่มานานพอสมควร มีกำไรและจ่ายปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เจ้าของไม่มีประวัติที่เสียหาย และถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นไปอีกก็ควรเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเขาก็จะยิ่งดี แต่นี่ก็ยังไม่พอจะต้องพิจารณาประกอบกับข้อสาม


ข้อสาม ราคาที่ซื้อหุ้นดังกล่าวในข้อสองจะต้องถูก และการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือแพงนั้นจะต้องดูที่ค่า PE, PB และ DP โดยเงื่อนไขง่าย ๆ ก็คือค่า PE ไม่ควรจะเกิน 10 เท่า ซึ่งแปลว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 10% ค่า PB เป็นตัวประกอบว่าเราจ่ายเงินแพงกว่าผู้ถือหุ้นเดิมมากน้อยแค่ไหน พยายามอย่าให้เกิน 2 เท่า ค่า DP บอกว่าในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราลงทุนไปซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4% ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงปีละ 1%


ข้อสี่ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็ให้กอดหุ้นเหล่านั้นไว้อย่าไปขายเมื่อหุ้นขึ้นหรือลงในช่วงสั้น ๆ โดยเฉลี่ยแล้วผมคิดว่าควรถือหุ้นไว้สัก 5 ปี นั่นก็คือ ถ้าคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งคุณควรขายออกไปโดยเฉลี่ยเพียง 200,000 บาท แต่เมื่อขายแล้วก็ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แทน โดยที่การตัดสินใจขายหุ้นและซื้อหุ้นตัวใหม่นั้นมาจากการวิเคราะห์และติดตามที่จะกล่าวถึงในข้อห้า


ข้อห้า เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้วคุณก็คือเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ดังนั้นคุณจะต้องติดตามผลการดำเนินงานของกิจการในทุกไตรมาศ จะต้องติดตามข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจเป็นประจำ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการตลาดของบริษัทซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค คุณก็ควรจะลองใช้หรือคอยสังเกตว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นอย่างไรด้วย


ข้อหก ในส่วนของราคาหุ้นนั้นคุณจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วในบางช่วง คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขาย สิ่งที่คุณควรสนใจมากกว่าก็คือมูลค่าของราคาหุ้นทั้งพอร์ตหรือของหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ว่ามันปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ถ้ามูลค่าปรับตัวขึ้นก็ถือว่าคุณมาถูกทาง และถ้ามันปรับตัวลงหลังจากลงทุนมานานพอสมควรแล้ว(เป็นบี) บางทีคุณอาจจะต้องทบทวนตัวหุ้นที่เลือกมา


ถ้าคุณทำอย่างที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อ อย่างมั่นคง ผมคิดว่าโอกาสที่คุณจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยที่บางส่วนประมาณ 4 – 5% จะมาจากเงินปันผลและอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะมีสูง นั่นหมายความว่าภายในเวลาประมาณ 7 ปี มูลค่าของพอร์ตลงทุนของคุณจะโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร


คุณอาจจะกังวลบ้างในช่วงแรก ๆ ที่คุณเริ่มลงทุนตามแบบที่กล่าวโดยเฉพาะถ้าคุณเฝ้าตามดัชนีหรือราคาหุ้นในพอร์ตมากเกินไป หรือคุณไปฟังนักเล่นหุ้นหรือเพื่อน “ผู้หวังดี” มากเกินไป แต่ถ้าคุณผ่านช่วงเวลามาพอสมควรและพอร์ตคุณเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ จนโอกาสที่คุณจะ “ขาดทุน” คือมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าต้นทุน มีน้อยลงมากแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะเลิกกังวล และจะรู้สึกว่าการลงทุนของคุณนั้นไม่เสี่ยง ความมั่นใจในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีความสุข

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์ บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและหลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
“ความผิดพลาดข้อแรกของผม แน่นอน คือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ – เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลวในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน


ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจจะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควรถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า “ก้นซิการ์” นั่นคือก้นซิการ์ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก แต่ “ราคาซื้อที่ถูกมาก” จะทำให้การสูบซิการ์นั้นมีกำไร”


บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้นโดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า


“ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการ “ซื้อหุ้นถูก” อื่น ๆ อีก แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม


ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่งที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง


ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจมาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ….”


บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ “…หลังจาก 25 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย… ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต ที่เราสามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต


การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน มันเป็นเรื่องที่สามารถทำกำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและเห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…ในอีกกรณีหนึ่ง โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียวแต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสและ GEICO อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน


การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจก็คือพลังแฝงที่เราอาจจะเรียกว่า “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม….


หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้มน่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ กับคนที่ไม่ดี


ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จักคุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือความรู้หรือความเข้าใจของเขา แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และเป็นธุรกิจที่ผมสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์ รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก


นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็นความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่ มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่าเฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่มจะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย


เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น… ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้ – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่


เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”


Value Investor ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียนอย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่นคงเพียงใด

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์ บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและหลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
“ความผิดพลาดข้อแรกของผม แน่นอน คือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ – เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลวในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน


ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจจะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควรถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า “ก้นซิการ์” นั่นคือก้นซิการ์ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก แต่ “ราคาซื้อที่ถูกมาก” จะทำให้การสูบซิการ์นั้นมีกำไร”


บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้นโดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า


“ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการ “ซื้อหุ้นถูก” อื่น ๆ อีก แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม


ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่งที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง


ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจมาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ….”


บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ “…หลังจาก 25 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย… ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต ที่เราสามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต


การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน มันเป็นเรื่องที่สามารถทำกำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและเห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…ในอีกกรณีหนึ่ง โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียวแต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสและ GEICO อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน


การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจก็คือพลังแฝงที่เราอาจจะเรียกว่า “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม….


หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้มน่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ กับคนที่ไม่ดี


ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จักคุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือความรู้หรือความเข้าใจของเขา แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และเป็นธุรกิจที่ผมสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์ รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก


นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็นความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่ มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่าเฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่มจะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย


เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น… ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้ – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่


เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”


Value Investor ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียนอย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่นคงเพียงใด

เล่นหุ้นต้องมี Story

เล่นหุ้นต้องมี Story
โลกในมุมมองของ Value Investor
ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้น ผมคิดว่าเราจะต้องคิดก่อนว่าเราซื้อเพราะอะไร เหตุผลที่เราใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้นนี้ ปีเตอร์ ลินซ์ เรียกว่า Story ซึ่งเขาบอกว่าควรเป็นเรื่องหรือเหตุผลสั้น ๆ ที่สามารถอธิบายได้ภายใน 2 นาที

Story ที่จะใช้ในการซื้อหุ้นนั้นแน่นอนว่า ควรเป็นเรื่องที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตามที่เราคาด เรื่องราวของหุ้นที่ใช้กันเป็นประจำมีมากมายผมจะลองยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้นักลงทุนเอาไปสร้างเรื่องของตนเองดังต่อไปนี้บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น นี่เป็น Story ที่สำคัญที่สุดในการเลือกหุ้น แต่จะต้องอธิบายต่อว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนและเพราะอะไร


ปริมาณหน่วยการขายเพิ่ม เป็น Story ที่ใช้กันมาก เพราะในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีอุตสาหกรรมหรือบางธุรกิจที่เติบโตเร็วกว่าปกติ เช่น ธุรกิจมือถือ รถยนต์ วัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่ ปูน กระเบื้องปูพื้นและผนัง เหล็ก ไก่ อาหารทะเล การใช้บริการทางด่วน ฯลฯ โดยที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่ได้เพิ่มเร็วเท่ากัน ดังนั้นบริษัทก็จะมียอดขายเพิ่มและเพราะฉะนั้นกำไรจึงเพิ่มขึ้น

ราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องที่ใช้กันมากโดยเฉพาะกับธุรกิจโภคภัณฑ์ที่ราคาสินค้าขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นวัฎจักรตลอดเวลา หุ้นของบริษัทที่จะใช้ Story นี้มีมากมายตั้งแต่ ธุรกิจน้ำมัน ไก่ กุ้ง เหล็ก ซีเมนต์ รวมไปถึงการขนส่งทางเรือ ทางด่วน การโฆษณาทางทีวี ฯลฯ ในหลาย ๆ กรณี การปรับขึ้นของราคาสินค้าทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะต้นทุนมักจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ามาก

การขยายโรงงานหรือกำลังการผลิต โดยที่คาดว่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะสามารถขายออกไปได้มากหรือเกือบทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้นเนื่องจากความต้องการมีมากกว่าผลผลิตมากก็เป็นอีกStory หนึ่งที่มีพลังรุนแรง เพราะถ้าเรื่องเป็นจริงก็จะหมายความว่า กำไรของบริษัทจะพุ่งขึ้น ในหลาย ๆ กรณีบริษัทมักจะเป็นผู้ส่งออกซึ่งมีความต้องการจากตลาดโลกที่สูงมากมารองรับการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

การลดลงของต้นทุนนั้นเป็น Story ที่จะ “เล่น”ได้เช่นเดียวกันแม้ว่าจะมีบริษัทที่เข้าข่ายไม่มากเท่าการเพิ่มของยอดขาย ส่วนใหญ่ของ Story นี้น่าจะมาจากการที่บริษัทใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ข้าวสาลี ตะกั่ว มาใช้ในการผลิตสินค้าที่ไม่ใช่โภคภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อราคาวัตถุดิบลดลงในขณะที่ราคาขายสินค้ายังคงเดิม กำไรก็จะเพิ่มขึ้น

ที่พูดมานี้ก็คือ Story ที่บริษัทจะมีกำไรเพิ่มซึ่งอาจจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น แต่ Story ว่าธุรกิจจะมีกำไรดีเหมือนเดิม บางทีก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้ากำไรของเดิมหรือกำไรไตรมาศล่าสุดนั้นค่อนข้างดี แต่ราคาหุ้นยังต่ำมากเพราะนักลงทุนอาจะยังไม่ค่อยแน่ใจว่ากำไรที่เห็นจะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ บางกรณี Storyที่บอกว่ากำไรจะยังเท่าเดิมนั้นอาจจะดีกว่ากำไรเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะความเสี่ยงที่ Story จะไม่เป็นจริงนั้นต่ำกว่า

นอกจาก Story กำไรเพิ่มแล้ว การจ่ายปันผลก็เป็น Story ที่ใช้กันมากโดยเฉพาะในด้านของนโยบายการจ่ายปันผลเช่น บริษัทเคยจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำด้วยเหตุผลว่าต้องการเก็บเงินไว้ขยายงาน จ่ายคืนหนี้ หรือเพื่อความมั่นคงของกิจการ แต่ด้วยฐานะการเงินที่ดีขึ้น หรือความต้องการเงินเพื่อการลงทุนลดลง บริษัทจะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่เพิ่มขึ้น หรือบริษัทอาจจะประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล หรือเปลี่ยนนโยบายเป็นจ่ายปันผลปีละหลายครั้ง เหล่านี้มักมีส่วนที่จะขับดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้

นอกจาก Story ที่เป็นเรื่องพื้นฐานหลัก ๆ ของกิจการแล้ว Story อื่น ๆที่มักมีส่วนในการขับเคลื่อนราคาหุ้น และนักลงทุนในตลาดไทยชอบใช้ในการพิจารณาลงทุนยังมีอีกหลายเรื่องดังต่อไปนี้

การปรับลดค่าพาร์หรือมูลค่าจดทะเบียนของหุ้นเช่นจากหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 1 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นที่สูงเป็นหลักร้อยบาทเหลือเป็นหลักสิบบาท ก็มีส่วนในการกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวได้เร็วขึ้น Storyนี้มักจะเป็นส่วนประกอบที่นักลงทุนใช้อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับหุ้นที่มีราคาสูงและดูแล้วเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่น่าจะยอมปรับ Parลงมาตามกระแสและความต้องการของตลาดหลักทรัพย์ที่จะทำให้หุ้นมีสภาพคล่องดีขึ้น

การแจก Warrant ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเคยเป็น Story ที่เฟื่องฟูมาในช่วงหนึ่ง แต่ในระยะหลังนี้บริษัทที่อยากจะแจก Warrant คงจะเหลือน้อยลง แต่ผมคิดว่า Story เรื่องนี้ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไปตราบที่ผลของมันยังทรงพลังโดยเฉพาะกับหุ้นที่เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรทั้งหลาย

Story ที่ประยุกต์ได้กับหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท แต่น่าจะมีผลต่อราคาหุ้นก็คือการย้ายจากตลาดใหม่ (MAI) ไปอยู่บนกระดานหลัก ซึ่งว่าที่จริงไม่ได้มีผลอะไรในเชิงเศรษฐกิจเลย แต่นักลงทุนก็มักจะมองว่าหุ้นในตลาดใหม่มักจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนักเมื่อเทียบกับหุ้นในกระดานหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใคร่สนใจที่จะลงทุน ดังนั้นการย้ายกระดานน่าจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

การถูก Take Over เป็น Story ที่มีผลต่อราคาหุ้นสูงมาก แต่ Storyเรื่องนี้มักจะมาจาก “ข่าววงใน” ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่หรือไม่แน่นอน ดังนั้นการใช้ Story นี้มาซื้อหุ้นจึงอาจจะค่อนข้างเสี่ยงมากยกเว้นว่าคุณจะมีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จริง ๆ

เช่นเดียวกัน ข่าวที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐจะมาช่วย “อุ้ม” บริษัทก็เป็น Story ที่มีพลังสูงในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงพอสมควรและขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือได้ของแหล่งข่าว

การปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้สำเร็จ เป็น Story สุดท้ายที่ผมจะพูดถึง และน่าจะเป็น Story ที่โดดเด่นพอสมควรเนื่องจากราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นมาก เพราะนักลงทุนจะมองว่าเป็นหุ้นที่จะ Turn Around แต่ก็เช่นเดียวกับหลาย ๆ Story ที่มีความเสี่ยงสูง โอกาสขาดทุนก็มักมีมากโดยเฉพาะถ้าคุณเข้าไปซื้อหลังจากที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงแล้วจากการเข้าไปซื้อของคนที่อยู่ “วงใน” จริง ๆ

แอนน์ ไชเบอร์

แอนน์ ไชเบอร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
และคิดว่าคนธรรมดาหรือตัวเองจะไม่มีทางทำผลงานได้ดีเท่าแม้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 – 5 ปี แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด


ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จัก ไม่ได้เรียนหรือถูกเทรนมาให้เป็นนักลงทุนฝีมือเยี่ยม แต่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน่าประทับใจมากมาย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐที่มีนักลงทุนและหุ้นจดทะเบียนมากมายมหาศาล และการลงทุนมีประวัติมายาวนาน ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็น่าจะเริ่มมีคนที่สามารถลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แพ้นักลงทุนเอกของโลกในช่วงต้นของการเดินทางอยู่เหมือนกัน


แอนน์ ไชเบอร์ เป็นตัวอย่างของนักลงทุนที่ไม่มีคนรู้จักจนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1995 ขณะมีอายุได้ 101 ปี ประวัติย่อ ๆ ที่ทำให้ผมประทับใจและนำมาเล่าต่อก็คือ


แอนน์ เป็นพนักงานตรวจบัญชีของกรมสรรพากรสหรัฐ กินเงินเดือนไม่เคยเกินปีละ 3,000 เหรียญหรือคิดแล้วไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ในปี 1932 หรือ 3 ปีหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐถล่มและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐซึ่งคงคล้าย ๆ กับภาวะของไทยเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน แอนน์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 38 ปีและเป็นโสด ต้องมนต์ขลังของตลาดหลักทรัพย์ เธอจึงส่งเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้น้องชายซึ่งเป็นโบรกเกอร์ช่วยลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดวอลสตรีท โชคไม่ดี บริษัทที่น้องชายทำงานอยู่เกิดล้มละลายและหล่อนสูญเงินทั้งหมด


ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า แอนน์ไม่ยอมแพ้ แต่คราวนี้หล่อนตัดสินใจที่จะลงทุนเอง เธอเก็บเงินได้ประมาณ 5,000 เหรียญ หรือเท่ากับ 200,000 บาทไทยในเวลานี้ และเริ่มกลับเข้าตลาดใหม่ในปี 1944 และเริ่มลงทุนโดยยึดหลักการลงทุนระยะยาว และการศึกษาติดตามหุ้นที่ตนถืออย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง หุ้นที่เธอลงเป็นหุ้นของบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียง มียี่ห้อแข็งแกร่ง เช่น หุ้นของบริษัทเป๊ปซี่โค เชอริง พลาวก์ ไครส์เลอร์ และโคคา โคล่า


แอนน์ ลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่และเมื่อได้รับปันผลมาหล่อนก็จะเอามาลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ฝากโชคชะตาและเงินของตนเองกับบริษัทที่กำลังเติบโตเหล่านั้น และมองดูกำไรที่เติบโตขึ้นทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า พร้อม ๆ กับการเติบโตขึ้นของราคาหุ้นและเงินลงทุนของตนเอง


เวลาผ่านไปประมาณ 50 ปี พอร์ตของแอนน์เติบโตขึ้นจากเงิน 5,000 เหรียญกลายเป็น 20 ล้านเหรียญ หรือกว่า 800 ล้านบาทไทยในปัจจุบัน เฉพาะผลตอบแทนจากปันผลและดอกเบี้ยรับรายปีก็มากกว่าปีละ 1 ล้านเหรียญหรือ 40 ล้านบาทแล้วด้วยกลยุทธ์การลงทุนง่าย ๆ แบบนี้ โดยรวมแล้ว ผลตอบแทนของแอนน์ในช่วง 50 ปีสูงถึงปีละประมาณ 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งน่าจะเป็นสถิติที่หาคนทำได้ยากแม้แต่เซียนหุ้นชั้นสุดยอดหลาย ๆ คน และเป็นสถิติที่เป็นรองวอเร็น บัฟเฟตต์เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ในช่วงเวลาเดียวกัน


แอนน์ ไชเบอร์ น่าจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย เช่น เศรษฐีคนหนึ่ง ตรงกันข้าม คนที่รู้จักเล่าว่าหล่อนใช้ชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวในห้องเช่าเล็ก ๆ ราคาถูก หล่อนไม่เคยแต่งงานและใช้ชีวิตแบบสมถะสุด ๆ เสื้อโคทที่สวมใส่เป็นประจำก็เป็นเสื้อตัวเดิมที่ใช้มานานปีแล้วปีเล่า บางครั้งเธอถึงกับงดอาหารบางมื้อเพื่อเก็บเงินเอาไว้ลงทุน ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้ใช้เงินเพื่อตนเองเลย เงินทั้งหมดที่ “ทำ” มาเธอบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยเยชิวาในนิวยอร์ค และนี่คือตำนานของนักลงทุนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอีกคนหนึ่งที่เป็นพลังใจและเป็นบทเรียนให้กับ Value Investor ทั้งหลาย


พลังใจที่ว่าก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงได้ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อายุเท่าไร และมีเงินมากน้อยแค่ไหน สำหรับแอนน์ แล้ว อายุ 50 เป็นสาวโสด เงินเดือน 10,000 บาท เงินออม 200,000 บาท ไม่ใช่อุปสรรคของการลงทุน


บทเรียนที่สำคัญก็คือ ศรัทธา และความยึดมั่นเป็นสิ่งที่มีพลังยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตและการลงทุน ศรัทธาในวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง และยึดมั่นในแนวทางที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ลงทุนระยะยาวในบริษัทที่ดีและเติบโต นำปันผลและกำไรที่ได้รับมาลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ปีแล้วปีเล่า นี่คือสูตรสำเร็จที่จะเกิดขึ้นช้า ๆ แต่แน่นอนและนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึง


บทเรียนต่อมาก็คือ นักลงทุนที่แท้จริงนั้นไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะการใช้เงินเพื่อตนเอง แต่นักลงทุนชอบเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้น ผมคิดว่าการเก็บรวบรวมหุ้นนั้นคงเป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับคนที่ชอบสะสมรถเก่า นาฬิกา ของโบราณ หรือแม้แต่ที่ดิน มองในแง่นี้ ความสุขของนักลงทุนพันธุ์แท้ก็คือความสุขจากการลงทุนไม่ใช่ความสุขของการบริโภค


คนอื่นคงไปพูดแทนแอนน์ ไชเบอร์ไม่ได้ว่าชีวิตของหล่อนนั้นเป็นทุกข์ที่มีเงินแล้วไม่รู้จักใช้ หล่อนอาจจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยกับการอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ใช้เสื้อผ้าเก่าหรืออดอาหารบางมื้อ ว่าที่จริงความสุขทั้งหลายนั้นอยู่ที่ใจ ถ้าหล่อนคิดว่าการจ่ายค่าเช่าน้อย แล้วเหลือเงินมาซื้อหุ้นเป็นความสุขกว่าการอยู่ห้องใหญ่แต่ต้องขายหุ้นทิ้ง จะบอกได้อย่างไรว่าเธอเป็นทุกข์จากการอยู่ห้องเล็ก ซึ่งเป็นมาตรฐานของสังคมทั่ว ๆ ไป


ผมเองไม่ได้สนับสนุนให้ Value Investor ทำตัวแบบแอนน์ ไชเบอร์ทุกอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าชีวิตของแอนน์เป็นชีวิตที่น่าอนาถ Value Investor พันธุ์แท้มักจะมีชีวิตและความคิดที่เป็นอิสระ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวิธีคิดในการลงทุนมันสอนให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นผมคิดว่าแต่ละคนคงจะต้องเลือกว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด การเรียนรู้บทเรียนจากคนอื่นโดยเฉพาะจากคนที่มีศรัทธาแรงกล้านั้นเป็นเรื่องสำคัญ เปรียบเสมือนกับการทำความรู้จักกับ “แม่สี” เพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเอามาผสมกันเป็นสีอื่นที่เราพึงพอใจที่สุด

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าถามคนทั่วไปว่าเขามีเงินหรือความมั่งคั่งแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาคิด ไม่ใช่ว่าเขามีมากเสียจนนับไม่ไหวแต่เป็นเพราะว่าคนทั่วไปมักจะไม่ได้สนใจคำนวณหรือติดตามว่าทรัพย์สมบัติของตนนับแล้วที่เท่าไร คนส่วนมากคงรู้ว่าเงินในบัญชีของตนเป็นเท่าไรในแต่ละช่วงแต่ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นทั้งหมดเมื่อนำมารวมกันหักด้วยหนี้สินซึ่งจะทำให้ได้ค่าของความมั่งคั่งนั้น คนจำนวนมากไม่ได้คิดถึง

เรื่องของความมั่งคั่งโดยเฉพาะของคนที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนประจำที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางของไทยนั้นผมคิดว่ามีคนศึกษาน้อยมากว่าที่จริงเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆของคนชั้นกลางซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆและมีความสำคัญต่อธุรกิจที่ขายของให้กับคนชั้นกลางนั้นเรายังมีความรู้น้อยมาก
ผมเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลความมั่งคั่งของใครในอาชีพของตนเองแต่บางครั้งก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเพื่อนที่มีพื้นฐานการเรียน การทำงาน และอาชีพคล้ายๆกันหลังจากทำงานมากว่า 20 ปี บัดนี้มีทรัพย์สมบัติที่เกิดจากความมั่งคั่งเท่าไรแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะได้เปรียบเทียบความมั่งคั่งของตนเอง เพื่อจะดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนทางการเงิน พูดง่ายๆก็คืออยากจะมีดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งเอาไว้เป็นมาตราฐานเปรียบเทียบ

การหาดัชนีวัดความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องมีการออกสำรวจ สอบถาม คนจำนวนมากเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองยังไม่เห็นการศึกษาแบบนั้นแต่จากการคุยกับเพื่อนบ้างและจากการศึกษาและการคำนวณบนกระดาษโดยใช้สมมุติฐานบางอย่างผมก็ได้สมการซึ่งน่าจะนำมาใช้อ้างอิงได้อย่างหยาบๆว่าคนที่มีรายได้ประจำแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวควรมีความมั่งคั่งเท่าไร


สูตรของผมก็คือ ความมั่งคั่งของคนมีรายได้ประจำควรมีช่วงระหว่าง 0.1 x รายได้ต่อปี x อายุ ถึง 0.15 x รายได้ต่อปี x อายุ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินมีเงินเดือนเดือนละ 200,000 บาท มีโบนัสปีละสองเดือน และ คุณอายุ 50ปี คุณควรจะมีความมั่งคั่งระหว่าง 0.1 x (200,000 x 14) x 50 หรือ 14 ล้านถึง 21 ล้านบาท


ถ้าข้อเท็จจริงก็คือคุณมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่น้อยกว่า 14 ล้านบาท ผมคิดว่า คุณคงจะเป็นคนที่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยหรือไม่ก็คงจะมีภาระในการเลี้ยงดูลูกเมียหรือสนับสนุนคนอื่นมากจนทำให้คุณมีความมั่งคั่งต่ำกว่าเพื่อนๆ ที่มีสถานะในระดัะบเดียวกัน


ตรงกันข้ามถ้าคนมีความมั่งคั่งมากกว่า 21 ล้านบาท ผมคิดว่าคุณคงเป็นคนที่มัธยัสและหรือมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายเงินน้อย หรืออาจจะมีความสามารถในการหารายได้อื่นหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนในเงินที่มีอยู่


แน่นอนว่าคนที่มีภรรยาทำงานประจำด้วยและมีลูกน้อยคนโอกาสที่ความมั่งคั่งจะสูงกว่าครอบครัวที่สามีทำงานเพียงคนเดียวและมีลูกหลายคนก็คงจะมีมาก เพราะรายได้จะเป็นสองคนในขณะที่รายจ่ายกลับน้อยกว่า


สูตรความมั่งคั่งข้างต้นนั้นคงจะใช้ได้ดีสำหรับคนที่มีอายุเกิน 35 -40 ปีขึ้นไปแล้ว สำหรับคนที่อายุ น้อยเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่ปี สูตรนี้คงจะต้องปรับลดลงมาเหตุเพราะว่าคนที่อายุการทำงานน้อยโอกาสที่จะสะสมเงินจะยังมีน้อย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ เงินสะสมและนำไปลงทุนนั้นยังมีเวลาเติบโตน้อย หรือถ้าเป็นการลงทุนซื้อบ้านราคาก็ยังไม่ปรับตัวขึ้นมามากที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น


นอกจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุแล้วสมการความมั่งคั่งดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่คิดจากอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมากและที่สำคัญผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคารอยู่ในระดับที่สูงมากจนมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้อง

บริหารเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม


ดังนั้นคนที่จะใช้ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งดังกล่าวในอนาคตเพื่อที่จะวัดผลงานของตนเองจะต้องตระหนักว่า การลงทุนในทรัพย์ที่เก็บออมไว้จะต้องมีการศึกษาและวางแผนเป็นอย่างดีโดยหลักการใหญ่ก็คือจะต้องพยายามให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยทุกปี ของความมั่งคั่งทั้งหมดนอกจากนั้นจะต้องกระจายการถือครองทรัพย์สมบัติอย่างเหมาะสมทั้งที่เป็นที่ดิน บ้าน ตราสารการเงิน หุ้น เงินฝากธนาคาร และรวมถึงการกู้เงินถ้ามี

นับจากนี้ไปมนุษย์เงินเดือนที่หวังจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองในอนาคตจะต้องศึกษาเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจังซึ่งรวมไปถึงการคิดคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบโดยมีกฎเหล็กก็คือรายได้จะต้องมากกว่ารายจ่าย
และเหลือเงินเก็บไม่น้อยกว่า10% โดยที่วิธีเพิ่มรายได้ถ้าจำเป็นนั้นมีวิธีการมากมายเช่นเดียวกับการตัดรายจ่ายต่างๆซึ่งก็ง่ายไม่แพ้กันถ้ามีความตั้งใจจริง

เรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ารายได้และค่าใช้จ่ายก็คือการลงทุนซึ่งมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่จะต้องเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่การซื้อบ้านซึ่งในอดีตมักจะมองแต่เฉพาะความสามารถในการผ่อนและขึ้นอยู่กับความพึงพอใจผมคิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปเป็น
การพิจารณาในประเด็นของความเหมาะสมในแง่ของการลงทุนด้วยเพราะการซื้อบ้านที่ใหญ่เกินไปและลงทุนมากเกินสมควร ในที่สุดจะเป็นภาระและดึงให้ผลตอบแทนของทรัพย์สินรวมต่ำลง


การลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนกินเงินเดือนในอนาคตก็คือเรื่องเกี่ยวกับหุ้นเพราะผมคิดว่าการฝากเงินในธนาคารนับจากนี้ไปคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำไปอีกนานมากคล้ายๆกับในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นสิบๆปี
เพราะประเทศมีเงินเหลือเฟือ ดังนั้นการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเงินในอนาคตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงทุนในหุ้น


. การลงทุนในหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคืออย่างน้อยประมาณ 10 %ต่อปี ผมคิดว่ามีเพียงสองวิธี ถ้าคุณไม่ใช่เซียนเล่นหุ้นจริงๆก็คือ การลงทุนในหน่วยลงทุนหุ้นที่มีอยู่มากมายพยายามเลือกหน่วยลงทุนที่กระจายการลงทุนมากที่สุด
อย่าลงในกองทุนที่ลงเฉพาะหุ้นบางประเภทเช่นหุ้นไฮเทค หุ้นพลังงาน หรือแม้แต่หุ้นปันผลเมื่อเลือกบริษัทที่ดีมีมาตราฐานแล้วก็ถือหน่วยลงทุนไว้ยาวนานหรือตลอดไป


ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในหุ้นคุณจะต้องศึกษาวิธีการลงทุนอย่างลึกซึ้ง และแน่นอนต้องเป็นการลงทุนแบบValue Investmentที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนจนคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนเองและถือหุ้นไว้ยาวนานแทบจะตลอดชีวิต


ทำได้ดังที่ว่าผมเชื่อว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่งและมีทรัพย์สินเหนือกว่าดัชนีอย่างแน่นอน

ขอบเขตแห่งความสามารถ

ขอบเขตแห่งความสามารถ
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวก็คือการลงทุนในสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ เรียกว่า ลงทุนภายในขอบเขตแห่งความสามารถของคุณ
ถ้าคุณอยู่ในวงการบันเทิงและคุณเลือกลงทุนซื้อหุ้นในกลุ่มบันเทิงคุณก็มีแต้มต่อ เมื่อเทียบกับนักลงทุนที่ไม่รู้จักธุรกิจนี้ดี เช่นเดียวกันถ้าอาชีพของคุณอยู่ในแวดวงของปิโตรเคมี คุณย่อมรู้ว่าปิโตรเคมีในเมืองไทยนั้นมีอะไรบ้าง ภาวะตลาดของสินค้าเป็นอย่างไรและคุณควรซื้อหุ้นปิโตรเคมีตอนไหน


แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องทำงานในวงการนั้น ๆ ถึงจะรู้จักธุรกิจพอที่จะลงทุนได้ สิ่งที่จำเป็นก็คือคุณต้องรู้จักธุรกิจแต่ละอย่างอย่างเพียงพอ ที่สำคัญก็คือคุณจะต้องรู้ว่าธุรกิจนั้นเขา “หากิน” หรือทำกำไรกันอย่างไร อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแข่งขัน อะไรเป็นรายได้หลักที่ทำกำไรให้กับธุรกิจ


ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น คุณจะต้องรู้ว่ากำไรมาจากการขายหน้าโฆษณา ไม่ได้มาจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งมักจะไม่มีกำไรเลย นั่นคือรายได้จากการขายหนังสือพิมพ์อาจจะเท่ากับค่าใช้จ่ายในการผลิตหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ที่บริษัทหนังสือพิมพ์ทำกำไรได้ก็เป็นเพราะค่าโฆษณา ดังนั้น หนังสือพิมพ์ที่มีโฆษณามากก็จะมีกำไรมาก และการที่จะมีโฆษณามากได้ก็ต้องเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาดมีคนอ่านมาก


นอกจากเรื่องของรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว หนังสือพิมพ์ยังเป็นสินค้าที่ผู้อ่านหรือผู้บริโภคมีความภักดีหรือ “ติด” ที่จะอ่านฉบับเดิม การที่จะเปลี่ยนไปอ่านฉบับอื่นนั้นค่อนข้างจะยาก เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ที่เป็นผู้นำในด้านของยอดขายหรือมีคนอ่านมากก็มักจะเป็นผู้นำต่อไป หนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ ๆ มักจะเกิดได้ยาก


ถ้าจะสรุปก็คือ หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ขาย good will หรือค่าความนิยม หัวหนังสือพิมพ์หรือก็คือชื่อของหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่มีค่าถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาด และนี่คือจุดเด่นของหนังสือพิมพ์ นั่นก็คือ รายได้และกำไรในอนาคตของหนังสือพิมพ์นั้นมักจะเป็นรายรับที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและมีค่าใช่จ่ายน้อยเพราะเป็นรายได้จากค่าโฆษณาซึ่งบริษัทได้รับเพิ่มโดยมีต้นทุนที่น้อยมาก



วิธีหากินหรือทำกำไรของธุรกิจนั้นบ่อยครั้งคนที่ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งจะไม่ทราบหรือเข้าใจผิดเพราะไปมองในสิ่งที่เห็นได้ชัดหรือถูกทำให้ไขว้เขวจากชื่อของธุรกิจที่ปรากฏ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองนั้น ข้อเท็จจริงก็คือสินค้าหรือรายได้ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นกากถั่วเหลืองที่ขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์


ธุรกิจโรงแรมนั้นปรากฏว่าโรงแรมส่วนใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองกลับมีรายได้จากการขายอาหารหรือจัดงานเลี้ยงต่าง ๆถึง 50% และเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงกว่าการให้เช่าห้องพัก ส่วนโรงภาพยนตร์นั้นผมเองก็ยังไม่มั่นใจนักแต่มีคนพูดว่ากำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำมาจากการขายข้าวโพดคั่ว น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ซึ่งมีกำไรต่อหน่วยในอัตราที่สูงมาก


ที่กล่าวมาเป็นธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวและคนส่วนใหญ่มักจะได้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ยังมีธุรกิจอีกมากที่ “เข้าใจยาก” เช่นธุรกิจเกี่ยวกับเท็คโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือพวกปิโตรเคมีทั้งหลาย ธุรกิจเหล่านี้ผมขอสารภาพว่าผมไม่รู้ว่าเขา “หากิน” กันอย่างไร ผมรู้เพียงแต่ว่าในบางช่วงเวลาจะเกิดการขาดแคลนสินค้าในระดับโลกและราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วทำให้บริษัทผู้ผลิตมีกำไรมหาศาล แต่หลังจากการขาดแคลนสักระยะหนึ่งก็จะมีคนสร้างโรงงานหรือกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากมายและทำให้สินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาสินค้าลดลงมหาศาลและทำให้บริษัทผู้ผลิตขาดทุนจนแทบล้มละลาย


แต่สิ่งที่ผมไม่รู้ก็คือ เมื่อไรสินค้าจะขาดและเมื่อไรสินค้าจะล้นตลาด ว่าที่จริงผมไม่รู้แม้กระทั่งว่า IC หรือแผงวงจรรวมต่าง ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร หรือสินค้าปิโตรเคมีที่มีชื่อเรียกเป็นอักษรย่อภาษาอังกฤษ 4 – 5 ตัวนั้นมีลักษณะทางกายภาพอย่างไรและเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง


สิ่งที่ผมรู้จักดีจริง ๆ มีไม่มากนักส่วนใหญ่มักจะเป็นธุรกิจที่เป็น Low Tech หรือสินค้าที่ใช้เทคโนยี่ต่ำ สินค้าหรือบริการเหล่านั้นเป็นสินค้าที่อยู่ใน Circle of Competence หรือขอบเขตแห่งความสามารถของผม ส่วนสินค้า Hi tech ส่วนใหญ่ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ผมไม่รู้จักนั้นก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ผมไม่มีความสามารถหรือไม่เข้าใจธุรกิจของเขาอย่างเพียงพอ เรียกว่าอยู่นอกขอบเขตความสามารถของผม


นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้จะต้องมุ่งเน้นลงทุนเฉพาะกิจการที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนเองและหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้หรือไม่มีความสามารถพอ


ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณจะต้อง กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นจริง ต้องรู้ว่าคุณรู้อะไรและไม่รู้อะไร อย่างไปคิดว่าตนเองรู้ทั้งที่ความจริงก็คือตนเองไม่รู้


ตลาดหุ้นมีบริษัทหรือกิจการให้เลือกลงทุนมากมาย ไม่มีความจำเป็นที่เราจะพยายามทำกำไรจากหุ้นทุกกลุ่มหรือทุกหุ้นที่กำลัง “ร้อน” เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เราพลาดได้ ทางที่ดีก็คือ จำกัดขอบเขตของความสามารถของเราแล้วลงทุนมากขึ้นในกิจการที่อยู่ในขอบเขตนั้น การพลาดโอกาสในสิ่งที่เราไม่รู้จักดีหรือไม่มีความสามารถนั้นมีผลต่อผลตอบแทนรวมในการลงทุนของเราน้อย ดังนั้นอย่าไป “เสียดาย” ในสิ่งที่ “ไม่ใช่ของเรา”


แม้กระทั่งวอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็ “พลาด” ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไฮเท็คเลยในช่วงที่หุ้นเหล่านั้นบูมทำกำไรให้กับนักลงทุนมหาศาล ทั้งนี้เพราะหุ้นเหล่านั้นไม่ได้อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความสามารถ” ของวอเร็น บัฟเฟตต์


ที่พูดมาทั้งหมดนั้น เรากำลังพูดถึงเรื่องขอบเขตความสามารถในการเข้าใจธุรกิจแต่ละอย่างที่เราจะลงทุนซึ่งมักจะมีความหลากหลายและต้องการการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราต้องการขยายขอบเขตนั้นออกไปให้กว้างขึ้น


แต่สิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องเข้าใจด้วยเพราะถือเป็นพื้นฐานหลักของการลงทุนก็คือเรื่องของผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและระบบการรายงานทางบัญชีของธุรกิจ เช่นเดียวกับเรื่องของการบริหารและผู้บริหารของกิจการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจถ้าคุณเป็นคนที่มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและสามารถบวกลบคูณหารได้ รวมทั้งพร้อมที่จะศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือต่าง ๆ ที่มีมากมาย


ความรู้ทางด้านการลงทุนบวกกับความเข้าใจทางธุรกิจ และวินัยที่จะลงทุนเฉพาะในกิจการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนคือองค์ประกอบของความสำเร็จที่แท้จริง ยั่งยืน และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และนี่คือคำอธิบายของคำพูดคลาสสิค ของวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ว่า “ความเสี่ยงเกิดจากการไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร”

Super Stock

Super Stock
โลกในมุมมองของ Value Investor
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นซึ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มใหญ่ซึ่งเน้นการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรนอนไม่ใคร่หลับและกระวนกระวายใจนั้น Value Investor บางคนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในราคาหุ้นที่เหมาะสม และถือหุ้นลงทุนระยะยาวกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตของหุ้นที่ดี มีจำนวนหุ้นที่มากพอ และกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูและคอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นทุกวัน

เราลองมา “คิดย้อนหลัง” โดยสมมุติว่าเราเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนคือเมื่อสิ้นปี 2536 ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังบูมเต็มที่ ดัชนีตลาดหุ้นเท่ากับประมาณ 1683 จุด ในวันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงทุนระยะยาวโดยการซื้อหุ้นที่ “ดีเยี่ยม” เรียกว่าเป็น “Super Stock” โดยไม่สนใจในเรื่องของราคา และตั้งใจว่าจะถือเก็บไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นและดัชนีตลาด


หุ้น Super Stock ที่ถูกคัดเลือกในวันนั้นคือหุ้นของบริษัทที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่ด้านการตลาดที่จะต้องเป็นบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาดสูง คือเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าได้พอสมควร มีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่ง เป็นผู้นำในด้านของยี่ห้อที่แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้นำในด้านของเทคโนโลยี่ที่น่าเกรงขาม และเป็นผู้นำในด้านของยอดขายในอุตสาหกรรม


ทางด้านการเงินนั้น Super Stock จะต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีกำไรสม่ำเสมอในระดับที่สูงและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน ส่วนในด้านของการบริหารก็มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความน่าเชื่อถือและมีบรรษัทภิบาลที่ดี


ในด้านของภาวะอุตสาหกรรมนั้น หุ้นที่จะเป็น Super Stock จะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำ แต่ก็ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามวัฏจักร หรือยอดขายเพิ่มขึ้นจากภาวะผิดปกติชั่วคราว


จากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านั้น คุณเลือกถือหุ้น “Super Stock” ถึง 12 ตัวใน 12 อุตสาหกรรมซึ่งผมถือโอกาสคัดเลือกให้โดยดูจากหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น Super Stock เนื่องจากราคาหุ้นที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับราคาพาร์ในวันนี้


หุ้น 12 ตัวที่มีราคาสูงลิ่วกว่าหุ้นอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของตนและมีคุณสมบัติหลาย ๆ ประการที่จะเป็น Super Stock ประกอบด้วยหุ้นแบงค์กรุงเทพ (BBL) หุ้นกรุงเทพประกันภัย (BKI) หุ้นไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) หุ้นไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หุ้นเสริมสุข (SSC) หุ้นไทยวาโก้ (WACOAL) หุ้นแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH) หุ้นปตท.สผ.(PTTEP) หุ้นแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) หุ้นมูราโมโต้อีเล็คตรอน (METCO) และหุ้นโรงแรมโอเรียลเต็ล (OHTL)


ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2536 หุ้น BBL มีราคา 218 บาท แต่ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 คือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BBL ลดลงเหลือเพียง 95 บาทหรือยังขาดทุนถึง 56% เช่นเดียวกับหุ้นของ BKI ที่ยังขาดทุน 33% และหุ้น LH ที่ยังขาดทุนถึง 67%


แต่หุ้นที่เหลืออีก 9 ตัวนั้นกลับมีกำไรทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1683 จุดเหลือเพียง 716 จุด หรือลดลงถึง 57% โดยหุ้น WACOAL ทำกำไร 250% หุ้น SSC กำไร 17% TPC กำไร 217% STANLY กำไร 235% SCC 161% PTTEP กำไร 425% ADVANC กำไร 128% METCO กำไร 222% และหุ้น OHTL กำไร 70% โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตหุ้น Super Stock 12 ตัวทำกำไร 121% ในเวลาประมาณ 10 ปี หรือเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณปีละ 8.25% เมื่อรวมปันผลก็จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดลดลงเฉลี่ยปีละ 8% หรือถ้ารวมปันผลก็จะลดลงประมาณ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


แต่ถ้ามองในระยะสั้น การถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ เช่นถ้าดูผลการลงทุนจากสิ้นปี 2536 ไปจนถึงวันที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็พบว่าพอร์ตของ Super Stock ขาดทุนไป 14% หลังจากถือมาประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือราคาหุ้นลดลงประมาณ 4.22% ต่อปี แต่นี่ก็เป็นการลดลงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการลดลงของดัชนีตลาดที่ตกลงมาเหลือเพียง 527 จุด หรือขาดทุนไป 69% คิดเป็นการขาดทุนเฉลี่ยถึงปีละ 28.4%


มองอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณโชคดีเริ่มเข้าตลาดหุ้นหลังจากเกิดวิกฤตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 แล้วถือหุ้น Super Stock 12 ตัว มาจนถึงวันนี้ พอร์ตของคุณจะเติบโตขึ้นถึง 304% ในเวลาประมาณ 6 ปี 8 เดือน หรือเฉลี่ยปีละ 23.3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยในขณะที่ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 36% จาก 527 จุด เป็น 716 จุด หรือให้ผลตอบแทนเพียงประมาณปีละ 4.7%


ข้อสรุปก็คือ การถือพอร์ตของหุ้น “Super Stock” ในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าคุณจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นสูงลิ่ว ในระยะสั้นหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงและคุณอาจจะ “ขาดทุน” แต่การลดลงของพอร์ตก็จะไม่มากจนทำให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ ในอีกด้านหนึ่งถ้าคุณเข้าตลาดถูกจังหวะหรือเข้าในช่วงที่ดัชนีมีราคาต่ำ การถือหุ้น Super Stock ก็ทำกำไรให้ได้อย่างงดงาม โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร


ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเป็น “Super Stock” เพราะ Super Stock ที่เกิดจากการ “มองย้อนหลัง” นั้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะยังเป็น Super Stock ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าที่จริงมีหุ้นหลายตัวที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดยังไม่ถึง 10 ปีที่อาจจะเข้าข่ายเป็น Super Stock เช่นเดียวกับหุ้นที่จดทะเบียนมานาน แต่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานจนทำให้เป็น Super Stock ได้


หน้าที่สำคัญของ Value Investor ก็คือ ค้นหาหุ้นที่จะเป็น Super Stock ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ซื้อหุ้นไว้ให้มากและถือหุ้นเหล่านั้นไว้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดขึ้น ภายใน 5 ถึง 10 ปีก็จะพบว่าพอร์ตของคุณเป็น “ขุมทอง” ที่มีค่ามหาศาล

คำสอนของศาสดา

คำสอนของศาสดา
โลกในมุมมองของ Value Investor
เบน เกรแฮม บิดาของ Value Investment เขียนหนังสือ บทความ และสอนลูกศิษย์เกี่ยวกับการลงทุนมากมาย ต่อไปนี้คือหลักการสำคัญ ๆ 10 ข้อ ที่ Value Investor ควรจดจำและพิจารณานำไปปฏิบัติ

ข้อแรก จงเป็นนักลงทุนอย่างเป็นนักเก็งกำไร โดยคำจำกัดความของนักเก็งกำไรก็คือคนที่แสวงหากำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ส่วนนักลงทุนก็คือคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของบริษัทและขายเมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไปเกินมูลค่าที่แท้จริง


ข้อสอง การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ มีสูตรคือ


มูลค่าของหุ้น = EPS (8.5 + 2 X G)


โดย EPS คือกำไรต่อหุ้น ส่วน G คืออัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นต่อปีโดยคิดเฉลี่ยไป 7 – 10 ปีในอนาคต ตัวอย่างเช่น หุ้น ก. มีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2 บาทและเราคาดว่ากำไรต่อหุ้นนี้จะโตปีละ 5% โดยเฉลี่ยตลอด 10 ปีข้างหน้า มูลค่าของหุ้นจะเท่ากับ 2(8.5 + 2 X 5) หรือเท่ากับ 37 บาท


ข้อสาม จงรู้ว่ากิจการมีราคาเท่าไร สิ่งนี้ทำได้โดยเอาราคาหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่หรือที่จะมีเนื่องจากการแปลงสภาพหรือใช้สิทธิของวอแรนต์ พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเราจะเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดคนเดียวจะต้องจ่ายเงินซื้อในราคาเท่าไร


ข้อสี่ จงตระหนักว่าเราไม่สามารถคำนวณมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการ “เผื่อ” การผิดพลาดหรือจะต้องมี Margin of Safety ในการซื้อหุ้น นั่นก็คือต้องซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ไม่ต่ำกว่า 20%


ข้อห้า ต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เม็ดเงินที่จะลงทุนในหุ้นควรจะอยู่ระหว่าง 25 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือควรเป็นพันธบัตรหรือเงินสดขึ้นอยู่กับภาวะตลาดว่าหุ้นมีค่า PE ของตลาดสูงหรือต่ำหรือมีการจ่ายปันผลสูงหรือต่ำเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร การซื้อหุ้นเองก็ควรซื้อหุ้นกระจายอย่ามีหุ้นที่ “หนักพอร์ต” ควรมีหุ้นอย่างน้อย 30 ตัว (คำสอนข้อนี้จะแตกต่างจากแนวของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ถือหุ้นน้อยตัวกว่ามาก)


ข้อหก หุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานจะมีความเสี่ยงต่ำ คำว่ายาวนานสำหรับเบน เกรแฮม คือ 20 ปีขึ้นไป เขาเห็นว่าการดูแลผู้ถือหุ้นที่ดีที่สุดก็คือการที่บริษัทจ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนบริษัทที่จ่ายปันผลน้อยนั้นนอกจากจะทำให้ผู้ถือหุ้นขาดรายได้จากการลงทุนแล้ว ราคาหุ้นยังมักจะไม่ค่อยวิ่งไปไหน


ข้อเจ็ด เมื่อเกิดความสงสัยให้ยึดคุณภาพ เพราะบริษัทที่มีกำไรดี มีการจ่ายปันผลแน่นอนสม่ำเสมอ มีหนี้น้อย มีค่า PE ที่สมเหตุผลจะปลอดภัยกว่าหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ เบนเกรแฮมพูดว่า นักลงทุนจะไม่ผิดพลาดหรือเจ็บตัวหนักจากการซื้อหุ้นคุณภาพดีในราคาที่ยุติธรรม แต่เขาจะเสียหายมากจากการซื้อหุ้นเน่าโดยเฉพาะที่ถูกปั่นทำราคาด้วยวิธีการต่าง ๆ และบ่อยครั้งอยู่เหมือนกันที่เขาตัดสินใจผิดพลาดโดยการไปซื้อหุ้นของกิจการที่ดีแต่ไปซื้อในช่วงที่ตลาดบูมเป็นกระทิงเปลี่ยวซึ่งทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปถึงยอดดอย


ข้อแปด ระวังตัวเลขข้อมูลจากบริษัท เนื่องจากข้อมูลกำไรของบริษัทและการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตเป็นสิ่งที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่ง ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกตกแต่งให้ดูดีกว่าความเป็นจริง หรือสร้างภาพให้ดีเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้น ควรศึกษาให้ลึกซึ้งเสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไร


ข้อเก้า จงอดทน เบน เกรแฮม พูดว่า นักลงทุนทุกคนควรเตรียมตัวเตรียมใจในการรับกับภาวะที่ตลาดตกต่ำในบางช่วงเวลาสั้น ๆ ปีหรือสองปี ซึ่งเขาอาจจะขาดทุน “เป็นตัวเลข” แต่ถ้าเขาไม่ขายและถือหุ้นต่อไป เขาก็มักจะได้เงินคืน โดยทั่วไปแล้วถ้าถือหุ้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โอกาสได้กำไรในอัตราที่เหมาะสมจะมีสูง


ข้อสิบ คิดเอง อย่าซื้อขายหุ้นตามแห่ เบนบอกว่ามีเงื่อนไขสองประการในการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ข้อหนึ่งคือคุณจะต้องคิดอย่างถูกต้อง และข้อสองคุณจะต้องคิดเอง อย่าเชื่อคนอื่น


คำสอนของเบน เกรแฮม มีมานานแล้ว สานุศิษย์ของเบน เกรแฮม ที่ประสบความสำเร็จสูงต่างก็นำมาประยุกต์ใช้และแนะนำสั่งสอนนักลงทุนรุ่นใหม่ต่อกันมานานจนหลาย ๆ เรื่องเราคิดว่าเป็นความคิดของคนที่พูด แต่เมื่อศึกษาย้อนกลับไปจะพบว่าพื้นฐานนั้นมาจากหนังสือหรือคำสอนของเบน เกรแฮม ที่อาจจะ “ซึม” เข้าไปอยู่ในความคิดของลูกศิษย์อย่างไม่รู้ตัว คำสอนสิบข้อนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นใน “คัมภีร์ไบเบิล” จากศาสดาที่ชื่อว่า เบน เกรแฮม

แต้มต่อ

แต้มต่อ
โลกในมุมมองของ Value Investor
คำโบราณที่ว่า แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งวาสนานั้นแข่งไม่ได้ ดูเหมือนจะมีความเป็นจริงอยู่มากทั้งในเรื่องของชีวิต ธุรกิจ และ หุ้น
การแข่งขันเพื่อความสำเร็จในชีวิตนั้น มักจะมีความไม่เท่าเทียมกันของผู้แข่งขันนั่นก็คือ คนเกิดมาไม่เท่ากันหรืออาจจะเรียกว่ามีวาสนาไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาตัวโต บางคนตัวเล็ก บางคนเกิดมามีไอคิวสูง บางคนก็ไม่ฉลาดนัก บางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนแต่งเท่าไรก็ไม่ขึ้น บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่มีตระกูลสูงหรือร่ำรวย แต่บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่ยากจน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะชนะในการแข่งขันเพื่อความสำเร็จของคนเรานั้น ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ที่ความพยายามหรือการฝึกฝนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานะบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้หรือเป็นเรื่องของวาสนา


คนที่โชคดีมีสถานะที่ได้เปรียบนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ชนะเสมอไป การที่จะประสบความสำเร็จได้ยังต้องอาศัยความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก แต่การมีสถานะที่ดีนั้นเท่ากับมี “แต้มต่อ” ซึ่งจะทำให้เขาได้เปรียบคู่แข่ง และการได้เปรียบนี้เป็นการได้เปรียบที่ถาวร ซึ่งจะทำให้โอกาสชนะของเขามีมากกว่าคนอื่น


แต้มต่อในชีวิตของคนที่ผมเห็นว่าสามารถกำหนดความสำเร็จหรือได้ “ชัยชนะ” ในการแข่งขันมีหลายข้อ เริ่มตั้งแต่เรื่องของไอคิวหรือความฉลาดซึ่งผมเห็นว่าเป็นแต้มต่อที่สำคัญมาก นั่นก็คือ คนที่เกิดมา “หัวดี” นั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะมีค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นอัจฉริยะเรียนหนังสือจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แบบนี้ ความสำเร็จก็รออยู่แค่เอื้อม


ความฉลาดที่โดดเด่นนั้น ผมคิดว่าควรเป็นความฉลาดที่สมดุลมีความหลากหลายคือเก่งทั้งทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์และมีความรอบรู้หลายด้าน บางคนบอกว่ามีทั้ง IQ และ EQ สูง และนี่จะเป็นสุดยอดของคนที่จะประสบความสำเร็จเพราะเขาจะมีแต้มต่อสูงลิ่ว


รูปสมบัติ หรือ รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนประสบความสำเร็จได้ไม่น้อยไปกว่าความฉลาดเหมือนกันโดยเฉพาะที่เจ้าตัวรู้จักที่จะใช้คุณสมบัตินั้น


งานที่เหมาะกับการใช้รูปร่างหน้าตานั้นมีมากมายและเห็นได้ชัดเจนว่าคนที่รูปร่างหน้าตาดี มีแต้มต่อมหาศาลและประสบความสำเร็จสูงมากนั้นเริ่มตั้งแต่งานในวงการบันเทิงเช่น การแสดง การเป็นนางแบบ และการเป็นพิธีกรรายการต่าง ๆ ไปจนถึงงานทางการเมืองที่เรามักเห็นคนหน้าตาดีได้รับการเลือกตั้ง และได้รับการยอมรับว่าเป็นนักการเมืองขวัญใจประชาชน ทั้งหลายเหล่านี้แม้ว่าความสามารถก็มีความสำคัญ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้เขาเหล่านั้นชนะคู่แข่งและขึ้นมาเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” อย่างที่คู่แข่งไม่สามารถทำได้


ว่าที่จริงถ้าให้เลือกว่าจะเป็นคนฉลาด หรือคนสวยหรือหล่อ ผมคิดว่าคนคงอยากจะสวยหรือหล่อมากกว่า เพราะนี่คือแต้มต่อที่น่าจะนำพาไปสู่ความสำเร็จที่ง่ายและมีประสิทธิผลสูงกว่าความฉลาด ถ้าจะว่าไปคนมักไม่ค่อยรู้ว่าใครฉลาด แต่ความสวย หล่อ หรือ รูปร่างดีนั้น คนทั่วไปมองทีเดียวก็รู้แล้ว


การเกิดในตระกูลสูงหรือพ่อแม่ร่ำรวยเป็นนักธุรกิจก็เป็นพาสปอร์ตสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และอาจจะเป็นความสำเร็จที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับแต้มต่อแบบอื่น เพราะการ “รับมรดก” นั้น คุณไม่ต้องทำอะไรมากเนื่องจากคนที่มาก่อนเขาทำให้หมดแล้ว คนที่รับมรดกเพียงแต่เข้าไป “รักษา” หรือ “ต่อยอด” ในสิ่งที่ประสบความสำเร็จและดีอยู่แล้ว


นอกจากการเป็นทายาทแล้ว การแต่งงานกับคนที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงก็มีผลในทำนองเดียวกันเพียงแต่ความสำเร็จน่าจะมีความจำกัดมากกว่า อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแต้มต่อที่อาจจะ “ได้มา” แทนที่จะเป็นเรื่องของโชคชะตา


ความสามารถพิเศษหรือที่เรียกกันว่า กิฟท์ เป็นแต้มต่อที่สำคัญอีกแบบหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จสูงโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เป็นยุคของการสื่อสารมวลชน ความสามารถพิเศษที่สร้างความสำเร็จสูงมีตั้งแต่การพูด กีฬา และการแสดง


หลายคนอาจจะบอกว่าความสามารถเหล่านั้นมักจะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์แต่เกิดจากความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก ข้อนี้ผมคงไม่เถียง ผมเชื่อว่าไม่มีใครเก่งได้โดยไม่ต้องฝึกหนัก แต่คนที่มีพรสวรรค์นั้นมักจะฝึกได้เร็วและชอบที่จะฝึกตลอดเวลา และนี่คือแต้มต่อที่ทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น


การแข่งขันทางธุรกิจเองก็มีเรื่องของ “แต้มต่อ” ที่จะทำให้บริษัทหนึ่งได้เปรียบบริษัทอื่นและทำให้ประสบความสำเร็จสูง


แต้มต่อของธุรกิจเองก็มีหลากหลายและเราต้องค้นให้พบ ลักษณะสำคัญของแต้มต่อทางธุรกิจก็คือจะต้องเป็นสิ่งที่บริษัทมีและทำให้บริษัทได้เปรียบคนอื่น และสิ่งที่บริษัทมีนั้น บริษัทอื่น ๆ ไม่มีและการที่บริษัทอื่นจะสร้างหรือแสวงหามาก็ทำได้ยากมากหรือต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้มา


เป็นการยากที่จะบอกว่าอะไรคือแต้มต่อในแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองในการทำธุรกิจ แต่แต้มต่อหลัก ๆ ที่นำมาประยุกต์ได้มี 2 แบบนั่นก็คือ


การเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น บริษัทที่จะมีแต้มต่อนี้ได้อย่างถาวรก็คือบริษัทที่ผลิตมากกว่าคนอื่นมาก ๆ เพราะการผลิตมากทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงเนื่องจากสามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมากซึ่งจะทำให้ได้ราคาต่ำ นอกจากนั้นเครื่องจักรที่ใช้มักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า


แต้มต่อสำคัญแบบที่สองคือ การเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นความแตกต่างจริงหรือเป็นความแตกต่างที่เกิดจาก “ความรู้สึก” ของลูกค้า


การที่บริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากกว่า หรือสามารถขายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ความแตกต่างที่โดดเด่นของสินค้าจะทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่งได้ หรือสามารถทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแบบใด นี่คือแต้มต่อสำคัญทางธุรกิจที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งขันเป็นเวลานาน และหุ้นของบริษัทเหล่านี้คือหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนหากราคาไม่แพงเกินไป

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าคุณต้องมองไปข้างหน้าอย่ามองกระจกหลัง นั่นก็คืออย่างไปสนใจอดีต สนใจแต่อนาคต เพราะหุ้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ผมเองเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมมักจะมองดูอดีตด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไร และก็ไม่ใช่มองแต่ตลาดหุ้นไทย แต่ผมจะมองไปถึงตลาดหุ้นในโลกโดยเฉพาะตลาดของสหรัฐซึ่งมีข้อมูลที่ผมหาได้มากกว่าที่อื่น



ผมคงไม่พูดถึงหุ้นแต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป แต่จะพูดถึงตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ผมมองดูแล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควรว่าอดีตหรือประวัติศาสตร์นั้นบางทีมันก็ “ซ้ำรอย” เดิม และถ้าเราศึกษาให้ดีก็อาจจะช่วยให้เรามีสติและความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน


ประวัติศาสตร์บทที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ เรื่องของวิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งผมว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าหุ้นไทยต่อจากนี้จะไปทางไหนมองจากมุมทางประวัติศาสตร์?


วิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ผมอยากจะเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว เพราะผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายประการตั้งแต่ความรุนแรงที่เรียกว่าเป็นการถล่มทลายครั้งใหญ่หรือ great crash ของตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศที่ประเทศไทยน่าจะตามหลังอยู่ 70 – 80 ปี


ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเกิดวิกฤตินั้น เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในช่วงเฟื่องฟูมาหลายปี เป็นช่วงที่สหรัฐกำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและกำลังจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลกโดยมีอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู เช่น รถยนต์ เหล็ก และอื่น ๆ ในด้านของรัฐบาลเองก็มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งไม่มีการขาดดุลงบประมาณ ประเทศไม่มีการขาดดุลการค้า ทุกอย่างดูดีไปหมด


ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2540 ก่อนเกิดการลดค่าเงินบาทนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 10% ติดต่อกันหลายปี ถือเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย อนาคตของประเทศสดใสมากถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตขึ้นจนใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในอนาคต ฐานะการเงินของรัฐบาลเข้มแข็งมาก ไม่มีการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้น้อย


ในปี 1929 ที่เกิดวิกฤติในสหรัฐนั้น พูดกันว่านอกจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปแล้ว ระบบการเงินของสหรัฐไม่พร้อมที่จะรับกับการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบการเงินที่ผูกอยู่กับมาตรฐานทองคำ ไม่มีระบบการค้ำประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นก็ขาดการควบคุมเพราะยังไม่มีก.ล.ต ทำให้มีการปั่นหุ้นหรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในตลาด มีการใช้มาร์จินในการลงทุนสูงมากคือสามารถวางเงินเพียง 10% ก็ซื้อหุ้นได้ 100% นักลงทุนในตลาดเองก็ประกอบไปด้วยรายย่อยประเภท “แมงเม่า” เป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วธนาคารกลางกลับแก้ปัญหาผิดทางโดยการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น


ปี 2540 ที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและถือเป็นจุดวิกฤตนั้น ระบบการเงินของไทยเป็นต้นเหตุที่สำคัญ เพราะการเปิดเสรีให้เงินไหลเข้าประเทศโดยยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนง่ายและมากเกินไป ระบบการค้ำประกันเงินฝากยังไม่มีและคนยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นการปั่นหุ้นดูเหมือนจะมีกันแพร่หลาย มีการใช้มาร์จินสูง และก็เช่นเดียวกับสหรัฐในปี 1929 ที่นักลงทุนในตลาดส่วนมากเป็นรายย่อยประเภท “แมงเม่า” ซึ่งลงทุนระยะสั้นและถอนเงินจากตลาดทันทีที่ตกใจ เมื่อเกิดวิกฤติแล้วแบงค์ชาติก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้น


ทางด้านของจิตวิทยาสังคมเองก็มีเรื่องเล่า จริงบ้างไม่จริงบ้างว่านักเล่นหุ้นอเมริกันจำนวนมากต้องฆ่าตัวตายเพราะขาดทุน โดยวิธีที่พูดกันมากก็คือการกระโดดจากตึกสูง ส่วนของไทยเองนั้นคงจะยังจำกันได้ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยปืนที่ตลาดหลักทรัพย์ คนจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศไทยต้องตกงาน ในประเทศไทยคนที่มีการศึกษาและความรู้สูงต้องไปขับแท็กซี่หรือไม่ก็ไปขายแซนด์วิช แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ สถิติคนฆ่าตัวตายก็คงเป็นปกติ เพราะคนที่ซื้อขายหุ้นทั้งในสหรัฐและไทยในช่วงเวลานั้นยังมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ


ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น หลังจากเกิดวิกฤติในปี 1929 แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตกต่ำลงต่อไปอีก 2 ปีคือในปี 1930 และ 1931 ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ที่เคยขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 381 จุดในปี 1929 ลดลงเหลือเพียง 41 จุดในปี 1932 หรือเป็นการลดลงถึง 89% ในเวลา 3 ปี พูดง่าย ๆ ถ้ามีหุ้นอยู่ 100 เหรียญโดยเฉลี่ยจะเหลือเพียง 11 เหรียญ


ตลาดหุ้นไทยเองนั้นดัชนีหุ้นเคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 ที่ประมาณ 1760 จุดในปี 2536 แต่การตกที่รุนแรงเกิดในปี 2540 และต่อเนื่องมาถึงปี 2541 ที่ดัชนีลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุด คิดแล้วเป็นการร่วงลงถึงประมาณ 89% เหมือนกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์คและหุ้นจำนวนมากกลายเป็นเศษกระดาษ


การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์คหลังจากหุ้นตกลงมาต่ำสุดในปี 1932 นั้นน่าประทับใจมากเพราะหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง 5 ปี ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณที่ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 374% ก่อนที่จะถล่มทะลายลงมาอีกครั้งหนึ่ง


ตลาดหุ้นไทยเองหลังจากตกลงถึงพื้นในปี 2541 แล้วก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรงในปี 2542 และแม้ว่าจะปรับตัวลงมาแรงอีกครั้งในปี 2543 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ดัชนีได้ปรับขึ้นมาประมาณ 220% แล้วในเวลาเกือบ 6 ปี


ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์คแบบตรง ๆ การฟื้นตัวหลังวิกฤติของตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ถึงประมาณเกือบ 950 จุด ก่อนที่จะถล่มลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องอันตรายอยู่มากเหมือนกันหากจะยึดประวัติศาสตร์นี้เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าประวัติที่ผ่านมาจะเป็นอย่างนั้น แต่อนาคตชะตาอาจแปรผันไปได้ ประวัติศาสตร์นั้นแม้ว่าบ่อยครั้งมักจะซ้ำรอยแต่ก็ไม่เคยซ้ำรอย 100% การลงทุนที่ระมัดระวัง และอยู่ในหลักการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์การลงทุนส่วนตัวของคุณจะดีอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หุ้นสิ่งพิมพ์

หุ้นสิ่งพิมพ์
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้

1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ


หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมและอาจจะอีกหลายคนที่เป็น Value

Investor ก็คือหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์

สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมากรองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมชอบอ่าน

หนังสือและคิดว่า Value Investor โดยทั่วไปก็ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นผมจึงเข้าใจธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์พอสมควร เช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับธุรกิจอาหารซึ่ง

ทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่คนมีการศึกษาจะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่

คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน

ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว” หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำ

เสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน

“ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวน

มาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่

คือคุณสมบัติข้อที่สอง

เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการ

สำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อ

ไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่แค่

เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริง ๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี

ไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง

กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผม

คิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่

เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการ

เพิมพ์ซ้ำบ่อย ๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่

ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่น ๆ

ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า

ธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผม ก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้

สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า

PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ย

ของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่ง

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะ

ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของ

ราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ

แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่

กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่า

นี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อ

ภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่าง

รวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้

ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ

ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนใน

หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment

ทุกประการ

กฎการตลาด

กฎการตลาด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างการลงทุนแบบ Value Investment กับการลงทุนแบบอื่น ๆ ข้อหนึ่งก็คือ Value Investor จะวิเคราะห์บริษัทละเอียดลึกซึ้งกว่าโดยเฉพาะทางด้านฐานะทางการตลาดของกิจการในขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยทั่วไปเน้นการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน
ความเชื่อก็คือถ้าฐานะทางการตลาดเข้มแข็งโดยเฉพาะถ้าเป็นอันดับหนึ่ง ผลการดำเนินงานทางด้านการเงินก็มักจะดีด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือจะดีต่อเนื่อง สามารถเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะแก่การถือหุ้นลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นคนที่จะรักจะเป็น Value Investor ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอบรู้เรื่องการตลาดพอสมควร
ความคิดและกลยุทธ์ทางการตลาดของปรมาจารย์ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือความคิดของอัลไรส์ และ แจ็ค เทร้าท์ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือชื่อ Positioning, The New Positioning, Marketing Warfare และ The 22 Immutable Laws of Marketing ทั้งหมดนี้เข้าใจว่ามีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย หลักความคิดส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องกฎของการตลาดที่จะต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก


สิ่งที่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านบอกนั้นจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้ามียี่ห้อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และสบายใจมากขึ้นในการถือหุ้นระยะยาวโดยเฉพาะในกิจการที่มีฐานะทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง


กฎการตลาดหลัก ๆ ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะรู้ก็คือ สินค้า 2 ยี่ห้อชนกัน คนที่จะชนะก็คือคนที่ใช้ทรัพยากรมากกว่า นั่นก็คือมีการโฆษณามากกว่า มีช่องทางการขายมากกว่าไม่ใช่มีโฆษณาที่ดูดีกว่าหรือมีพนักงานขายที่เก่งกว่า เพราะฉะนั้น สินค้าใหม่ที่เพิ่งจะเข้าตลาดจะมาแข่งกับผู้นำตลาดจึงทำได้ยากมาก เพราะสินค้าใหม่มักจะมีงบโฆษณาหรือทำการตลาดน้อยกว่ามาก


บางทีเราอาจจะถือหุ้นของกิจการซึ่งมียี่ห้อเป็นผู้นำ แต่แล้วก็มีบริษัทอื่นเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติ “ดี” กว่าสินค้าของบริษัทเราออกมาแข่ง เราอาจจะตกใจเพราะกลัวว่าสินค้าของบริษัทเราคงจะแย่แน่เพราะดูแล้วของเราสู้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเรา แต่กฎการตลาดบอกว่าการที่สินค้าของเราเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับยี่ห้อแรกนั้นย่อมดีกว่าการเป็นสินค้าที่ดีกว่าแต่มาทีหลัง


การเป็นสินค้าที่เป็นเจ้าแรกที่ได้รับการยอมรับนั้น ในทางการตลาดถือว่าได้เปรียบมหาศาล เพราะสินค้าที่มีชื่อเก่าแก่ติดอยู่ในใจของผู้บริโภคมาช้านานจะได้รับความน่าเชื่อถือและคิดถึงก่อนสินค้าที่มาทีหลังถึงแม้ว่าสินค้าที่ออกมาทีหลังจะดีกว่า แต่ความดีกว่าเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเห็นสินค้าใหม่ออกมาและได้รับการต้อนรับหวือหวาจากผู้บริโภคด้วยผลของการโฆษณาและจากการ “อยากลอง” ของใหม่ก็อย่าได้ตกใจ เพราะในที่สุดคนก็จะกลับมาหา “ของจริง” ซึ่งอยู่กับเขามานาน


ถ้าเราซื้อหุ้นของกิจการที่ขายสินค้ามียี่ห้ออยู่ในอันดับที่สองหรือสามในตลาด เราควรจะเข้าใจกฎของ “ขั้นบันได” ซึ่งบอกว่า ผู้บริโภคนั้นมีความคิดเป็น “ขั้นบันได” ในสมองของเขาว่าใครเป็นอันดับหนึ่ง ใครเป็นอันดับสองและอันดับสาม โอกาสที่สินค้าของบริษัทเราจะขายดีถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็ญครกขึ้นภูเขา


สิ่งที่ควรจะรู้ต่อไปอีกก็คือว่า การแข่งขันเมื่อดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ คู่แข่งอันดับหนึ่งมักจะมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าอันดับสองค่อนข้างมาก เพราะเมื่อเขา “ชนะ” แล้ว เขาก็จะได้เปรียบในการแข่งขันและชนะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งก็จะอิ่มตัว ประมาณว่ายี่ห้ออันดับหนึ่งจะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอันดับสองถึงเท่าตัว และสำหรับอันดับสามนั้นในที่สุดก็อาจจะล้มหายตายจากหรือหมดความหมายไป


บ่อยครั้งเราพบว่า บริษัทซึ่งขายสินค้าหรือบริการที่มียี่ห้อแข็งแกร่งมากในตลาดสินค้าประเภทหนึ่ง ทำการ “ขยายสายผลิตภัณฑ์” โดยการเอายี่ห้อหรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการอีกประเภทหนึ่ง โดยเขาเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จเพราะคิดว่า คนรู้จักกับชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์เดิมอยู่แล้ว


ข้อนี้กฎการตลาดบอกว่าไม่จริง เพราะผู้บริโภคเขามีความคิดอยู่ในใจว่าคุณคือใครและคุณเก่งในทางไหน เช่น ถ้าคุณคือคนทำเพลงที่เก่งกาจแล้วคุณขยายไปทำหนังสือ ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับว่าคุณทำได้ดี เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเป็นหนังสือจะต้องเป็นอีกบริษัทหนึ่งไม่ใช่คุณ เพราะฉะนั้นเวลาที่บริษัทจดทะเบียนขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าเพิ่งดีใจว่ากิจการจะมีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอาจจะกลายเป็น “กับดัก” ก็ได้


เกือบทั้งหมดที่กล่าวมาจะพบว่าการตลาดที่บริษัทไม่ใช่เป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นการตลาดที่เสียเปรียบ และการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งกับคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งและไม่ควรทำ วิธีที่จะ “เข้าตลาด” ให้ประสบความสำเร็จก็คือจะต้องสร้างประเภทของสินค้าใหม่ขึ้นมาใหม่และ “จอง” ความเป็น “เจ้าแรก” ในสินค้าประเภทนั้น ยกตัวอย่างเช่นในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนั้น มียาสีฟันหลายประเภทเช่น ประเภทต่อสู้ฟันผุ ประเภทใช้แล้วลมหายใจสดชื่น เราอาจจะสร้างประเภทใหม่ว่าเป็นยาสีฟันสมุนไพรซึ่งถ้าไม่มีผู้นำอยู่ในกลุ่มนี้ เราก็จะเป็น “เจ้าแรก” ทันที และในที่สุดก็จะเป็นผู้นำในกลุ่มนี้


สุดท้ายก็คือ การวิเคราะห์ในเรื่องสินค้ามียี่ห้อนั้น Value Investor จะต้องเข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะสินค้าที่คนสนใจในตัวยี่ห้อมากเวลาจะเลือกใช้เช่นเรื่องเสื้อผ้า อาหาร แต่ไม่ใช่สินค้าที่มียี่ห้อแต่คนไม่ใคร่สนใจมากนักเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี หรือสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับความน่ารื่นรมย์เช่น แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ หรือระบบโทรศัพท์ เป็นต้น


ในตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นของกิจการที่มียี่ห้อมีไม่มากนัก และมักจะเป็นหุ้นที่มีขนาดเล็กและสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นก็น้อยทำให้ไม่ใคร่เป็นที่สนใจของนักเก็งกำไร แต่สำหรับ Value Investor ที่ต้องการถือหุ้นลงทุนระยะยาวโดยมีผลตอบแทนที่ดีพอใช้และความเสี่ยงต่ำแล้ว หุ้นที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งที่ขายในราคาไม่แพงเป็นหุ้นที่น่าสนใจครับ

การใช้เงินแบบ Value Investor

การใช้เงินแบบ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภารกิจในชีวิตของ Value Investor ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินนั่นก็คือ Value Investor อยากมีพอร์ตของหุ้นที่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้เลี้ยงเขาตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าอย่างคร่าว ๆ ก็คือจะต้องมีพอร์ตหุ้นประมาณ 20 ล้านบาท

การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่มีมรดก ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดี ความตั้งใจสูง และมีศักยภาพพอสมควรที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการใช้เงินและการลงทุนที่เหมาะสม

ต่อไปนี้คือวิธีการใช้จ่ายและจัดสรรเงินที่จะช่วยให้ Value Investor สามารถบรรลุภารกิจของการเป็นไทในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ สามารถสร้างพอร์ตหุ้นจนใหญ่พออย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันมีชีวิตที่มีความสุข โดยหลักการใหญ่ก็คือต้องใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งจำเป็นและสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างคุ้มค่า และเหลือเงินมากพอที่จะนำมาลงทุนซื้อหุ้นสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบ Value Investment

รายจ่ายที่สำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือเรื่องของบ้านอยู่อาศัย ผมคิดว่าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานนักควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินจำนวนมากเกินไปกับการซื้อบ้านที่มีราคาสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุน

การมีบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นนั้นนอกจากทำให้ต้องเสียค่าผ่อนสูงแล้ว การดูแลรักษาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและแรงงานมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเงินแล้วการซื้อบ้านที่ใหญ่นั้น “กิน” เงินของคุณไปมากอย่างที่คุณอาจนึกไม่ถึง แต่หลายคนก็พูดว่า การซื้อบ้านก็เหมือนกับการลงทุนและเป็นการลงทุนที่ดีเพราะคุณมีโอกาสได้ “ใช้” มันอย่างคุ้มค่า

ผมเองคิดว่าบ้านส่วนใหญ่แล้วมีราคาขึ้นไปน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น เพราะบ้านนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเก่าลง ราคาจะตกลง และแม้ว่าราคาที่ดินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ราคาจะปรับตัวขึ้นช้ามากในขณะที่ถ้าเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้นซึ่งเติบโตปีละประมาณ 10% ภายในเวลา 7 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งผมคิดว่ามีบ้านน้อยมากที่มีราคาขึ้นมามากขนาดนั้น

ในส่วนของความสุขที่จะได้รับจากการอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตนั้นผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์จากการอยู่บ้านที่เล็กนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก บ้านที่เล็กอาจทำให้เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่เดียวกันหรือห้องเดียวกันซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ทำให้คนในบ้านพบเห็นเจอหน้ากันตลอดเวลาซึ่งสำหรับผมมันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะของ Value Investor บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า

ถัดจากบ้านก็มาถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผ่องถ่ายเงินของเราออกไปมากรอง ๆ จากบ้าน ผมเองคิดว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อรถส่วนตัว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการมีรถนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับบ้านนั่นคือ ต้องจ่ายทั้งค่ารถและค่าซ่อมแซมที่จะตามมา รวมทั้งยังต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าประกัน และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เทียบกับค่ารถไฟฟ้า รถเมล์หรือแท็กซี่แล้วจะพบว่าต่างกันมากในขณะที่ความสะดวกใกล้เคียงกัน

ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถผมคิดว่าควรจะเป็นรถญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพดี คุณภาพสูงและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับรถของประเทศอื่น ส่วนรถที่ผมคิดว่า Value Investor ไม่ควรซื้อก็คือรถหรูที่ราคาแพงมาก เพราะประสบการณ์ของผมก็คือ คุณภาพของเครื่องยนต์และความสะดวกสบายมักจะสู้รถ “มวลชน” ไม่ได้ในขณะที่ราคาอาจจะแพงกว่าเท่าตัว เปรียบเทียบกันแล้ว ความสุขที่จะได้จากการขับรถหรูหราไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป บวกกับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมา

การศึกษาของลูกเป็นค่าใช้จ่ายรายการใหญ่ที่ผมคิดว่าเราไม่ควรประหยัด เพราะผลตอบแทนที่กลับมานั้นมักจะคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวกว่าที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และผลตอบแทนจากการศึกษานั้นไม่ใช่เป็นเพียงตัวเงินแต่รวมถึงพฤติกรรม สังคม และอื่น ๆ อีกมาก

การลงทุนในการศึกษายังต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยเพราะนี่จะเป็นช่วงที่การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจะ “รอ” ไม่ได้ จะต้องยอมจ่ายเพื่อให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี แม้ว่าราคาจะ “แพง” กว่าโรงเรียนอื่น ๆ อยู่มาก

เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา Value Investor ไม่ควรเสียดายเงินในการซื้อหนังสือดี ๆ มาอ่านโดยเฉพาะหนังสือทางด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เรามีความรู้ และความรู้นั้นสุดท้ายก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วผมคิดว่ามันคือแหล่งของความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด หนังสือเล่มละเพียงไม่กี่ร้อยบาทหลายครั้งบรรจุความรู้และประสบการณ์ของคนเขียนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลังเลเลยที่จะซื้อหนังสือที่ผมคิดว่าเขียนโดยคนที่รู้จริงไม่ว่าหนังสือจะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ผมเห็นว่าไม่มีสาระเพียงพอหรือเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าหนังสือจะถูกเพียงใดผมก็ไม่ซื้อ และก็คงจะไม่อ่านไม่ว่าในกรณีใด เพราะการอ่านหนังสือนั้นผมเห็นว่าต้นทุนจริง ๆ ของเราก็คือเวลาที่ใช้ไม่ใช่เรื่องเงินค่าหนังสือซึ่งมักจะมีราคาถูกมาก

รายจ่ายของความบันเทิงที่มีราคาแพงรายการหนึ่งคือการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรจ่าย เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว มันช่วยเปิดโลกทรรศของเราให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ในการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรทำตัวเป็น Value Traveller คือนักท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันนั่นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรืออยู่โรงแรมหรูซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนอกจากการนอน

การใช้สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังซึ่งมีราคาแพงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า Value Investor ที่กำลัง “สร้างตัว” ไม่ควรทำ เพราะนี่จะเป็นการใช้เงินที่ได้รับผลตอบแทนคืนมาน้อย สินค้าเองก็ตกรุ่นเร็ว เทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อครั้งแล้วก็มักจะสูงลิ่ว ในความรู้สึกของผมนั้นคนเราสามารถแต่งตัวดูดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายี่ห้อมากนัก

ทั้งหมดนั้นก็คือมุมมองหนึ่งของ Value Investor ต่อการใช้เงินของเราโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเดินทางสู่เป้าหมายของการเป็นอิสระทางการเงินนั้น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินเท่า ๆ กับหรือมากกว่า
วิธีการลงทุน และก็เช่นเดียวกัน วิธีการใช้เงินที่จะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายของเราก็คือการใช้เงินแบบ Value Investor

บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor

บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
เรื่องของบรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance นั้น เคยมีการพูดถึงกันมากและมีการรณรงค์กันมาพอสมควร ขนาดนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติเอง แต่ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องนี้กำลังแผ่วลงไป เหตุผลคงเป็นเพราะตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก หุ้นวิ่งกันอุตลุตไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลดีหรือหุ้นที่ไม่ค่อยจะมีบรรษัทภิบาลเท่าใดนัก
ว่าที่จริงหุ้นที่วิ่งมากในช่วงนี้กลับเป็นหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาล เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่มีปัญหาทางการเงินนั้น มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อโต้เถียงที่ว่าบรรษัทภิบาลที่ดีจะทำให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วน่าจะมีน้ำหนักน้อย


คนที่อยู่ในวงการหุ้นที่สนใจเรื่องบรรษัทภิบาลจริง ๆ ผมก็คิดว่ายังมีน้อย บางคนดูว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของหน้าตามากกว่าเป็นเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะมีผลต่อผลการดำเนินงานของกิจการหรือราคาหุ้น พูดง่าย ๆ เรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์


นักวิเคราะห์หุ้นที่แนะนำการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยนำองค์ประกอบเรื่องบรรษัทภิบาลเข้ามาคิดในการคำนวณหาราคาหุ้นที่เหมาะสม บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน พูดอะไรไม่ดีอาจจะถูกฟ้องร้องหรือถูกต่อต้านได้ แต่เหตุผลที่หนักแน่นกว่าอาจจะมาจากกรอบความคิดที่ว่าเรื่องบรรษัทภิบาลน่าจะเป็นเรื่องที่จะมีผลในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่ใคร่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทจะมีบรรษัทภิบาลมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม และไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เห็นได้จากหุ้นจำนวนมากที่มีบรรษัทภิบาลต่ำแต่กลับเป็นหุ้นยอดนิยมที่คนเล่นกันมาก


Value Investor มองเรื่องของบรรษัทภิบาลแตกต่างจากคนอื่น คือมองว่าบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งในการพิจารณาลงทุนในหุ้น ว่าที่จริงความเสี่ยงในการลงทุนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือเรื่องของบรรษัทภิบาล เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลต่ำ เวลา Value Investor จะลงทุนซื้อหุ้นก็จะต้องเผื่อ Margin of Safety สูง หรือพูดง่าย ๆ ถ้าไม่ค่อยไว้วางใจผู้บริหารก็จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานมาก ๆ เพื่อความปลอดภัยในการลงทุน


คำถามก็คือจะดูได้อย่างไรว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดี ถ้าบริษัทไม่ได้ไปทำการจัดอันดับหรือได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ การวิเคราะห์เรื่องบรรษัทภิบาลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบุคคลภายนอก แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าเวลาพูดถึงบรรษัทภิบาล เขาพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง


ถ้าถาม “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็จะพบว่าการวิเคราะห์บรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก จะต้องเจาะลึกเข้าไปภายในบริษัทและต้องสัมภาษณ์ผู้บริหารอย่างเข้มข้น เฉพาะรายการคำถามก็ยาวหลายหน้าแล้ว ถ้าอย่างนั้น Value Investor จะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะวิเคราะห์บรรษัทภิบาลของบริษัทที่ตนเองจะลงทุน?


คำตอบของผมอยู่ที่นิยามของคำว่า Good Corporate Governance หรือแปลให้เข้าใจง่ายก็คือ การจัดการหรือการบริหารกิจการบริษัทมหาชนที่ดี ซึ่งในความเห็นของผมควรจะมองใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ หนึ่ง การบริหารกิจการให้ได้กำไรที่ดีมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ สองคือการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และสามคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และทันเวลา


ในความเห็นของผมบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ควรจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลและพิจารณาลงทุนเฉพาะในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุนของบริษัท เพราะนี่จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะต้องดูแลให้ความเสี่ยงของกิจการอยู่ในระดับต่ำ เฉพาะอย่างยิ่งกิจการไม่ควรจะมีหนี้สินมากเกินไป


เรื่องของผลการดำเนินงานนี้ นอกจากเรื่องของกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้ายแล้ว บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมี “ไส้ใน” หรือรายการต่าง ๆ เช่น ยอดขาย ต้นทุนขายและอื่น ๆ ที่ดีด้วยซึ่งจะเป็นการยืนยันว่ากำไรนั้นเป็น “ของจริง” ที่เกิดจากธุรกิจหลัก


เรื่องของผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมีนโยบายการจ่ายปันผลที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการเงินทุนในการขยายงานของกิจการ บริษัทไม่ควรเก็บเงินสดเอาไว้มากมายโดยไม่มีเป้าหมายในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน การกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาจ่ายปันผลก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม


กิจการที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีไม่ควรมีรายการเกี่ยวโยงกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถ้าไม่จำเป็น เพราะคงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดความยุติธรรมกับบริษัท ตัวอย่างของรายการเกี่ยวโยงที่ฟ้องว่าบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาลก็เช่น การซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจากผู้ถือหุ้นใหญ่โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน การให้เงินกู้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่โดยที่ความสามารถในการชำระคืนเป็นที่น่าสงสัย หรือการที่บริษัทแต่งตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตน ทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามีก็อาจจะถือเป็นสัญญาณที่ Value Investor ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ


สุดท้ายก็คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนที่เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของงบการเงิน ซึ่งบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องมีงบการเงินที่สะอาดได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีอย่างไม่มีเงื่อนไข สังเกตได้จากหน้าแรกของงบการเงินที่จะต้องสั้นมากไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ยิ่งบริษัทไหนผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตหรือคำอธิบายมากเท่าใดก็อาจเป็นเครื่องแสดงว่าบัญชีมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น


บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะแสดงรายละเอียดผลการดำเนินของกิจการในหนังสือรายงานประจำปี เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการแยกแยะผลการดำเนินของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ที่เป็นการขยายงานแยกต่างหากจากการบำรุงรักษาประจำปี


เรื่องสุดท้ายของการเปิดเผยข้อมูลนั้นผมคิดว่าบริษัทควรจะมีความจริงใจกับผู้ถือหุ้นในการเปิดเผยข่าวร้ายเช่นเดียวกับข่าวดีที่มักจะเปิดเผยกันอย่างรวดเร็วและในสื่อที่กว้างขวางขณะเดียวกันข่าวร้ายมักจะเปิดเผยเมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแล้วและการเปิดเผยมักอยู่ในสื่อที่คนติดตามน้อย


ทั้งหมดนั้นเป็นวิธีดูเบื้องต้นว่าบริษัทน่าจะมีบรรษัทภิบาลที่ดีหรือไม่ พฤติกรรมหรือข้อมูลที่เห็นภายนอกคงไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะทำให้สามารถคาดเดาหรือประมาณการได้พอสมควร Value Investor รู้ว่าการวิเคราะห์ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์ดังนั้นการกำหนด Margin of Safety จึงเป็นหลักสำคัญและเป็นศิลปที่จะต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ในการลงทุน

ตามล่าหาความคิด

ตามล่าหาความคิด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความคิดดี ๆ ในการลงทุนเป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายและถ้าพบปีละ 2 – 3 เรื่องหรือเจอหุ้นปีละ 2 – 3 ตัว คุณก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

การค้นหากิจการหรือหุ้นที่จะลงทุนสำหรับ Value Investor นั้นจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นบูรณาการคือต้องดูภาพรวมทั้งหมดทุกด้านและต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่เหมือนกับการที่คุณจะกำเงินไปลงทุนทำธุรกิจกับคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของการซื้อหุ้นมาและขายหุ้นไปเพื่อหากำไรระยะสั้น

เวลาวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นผมมักจะใช้เวลาคิดค่อนข้างนานและคิดกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง นอกจากคิดแล้วก็มักจะกลับไปอ่านข้อมูลของกิจการและศึกษางบการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้สึกว่าดูครั้งเดียวคิดครั้งเดียวไม่เพียงพอ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เก่งพอที่จะเข้าใจเรื่องราวของกิจการได้หมดโดยการศึกษาเพียงครั้งเดียว

นอกจากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและคิดถึงสถานะการดำเนินงานและความเข้มแข็งของกิจการแล้วบ่อยครั้งผมจะพยายามเก็บข้อมูลในสนามหรือติดตามและทดสอบสินค้าและบริการของบริษัทถ้าทำได้เพื่อย้ำความมั่นใจในศักยภาพของกิจการ และอีกหลายครั้งเช่นเดียวกันผมจะรอติดตามตัวเลขผลการดำเนินงานรายไตรมาศที่จะออกมาก่อนที่จะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น น้อยครั้งที่ผมจะ “รีบ” ซื้อหุ้นเพราะกลัวว่าราคาจะวิ่งไปเสียก่อน

การคิดหาหุ้นดี ๆ สำหรับผมนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกโอกาส แต่ที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดก็คือในช่วงที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังมีการซื้อขายหุ้นกันอย่างคึกคัก ความคิดดี ๆ และหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากนั้นผมไม่เคยได้จากการติดตามราคาหุ้นนาทีต่อนาที ตรงกันข้าม ผมคิดว่าการเฝ้าหน้ากระดานหุ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ความคิดดี ๆ ไม่เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมการซื้อขายหุ้นเบี่ยงเบนความสนใจของเราไปจากตัวกิจการของบริษัท

เชื่อไหมว่าเวลาที่ผมมักเกิดความคิดดี ๆ ก็คือ ช่วงที่ผมกำลังวิ่งออกกำลังทุกวันหรือเป็นช่วงที่ผมมีความสบายไม่มีภาระการงาน ซึ่งเวลาในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผมใช้ความคิดทบทวนหุ้นที่ผมกำลังสนใจ หรือเป็นหุ้นที่ผมได้ไอเดียมาจากที่อื่น

แหล่งของความคิดเกี่ยวกับหุ้นสำหรับผมนั้นมาจากหลายทางมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตัวหลักก็คือสินค้าหรือบริการของบริษัทซึ่งผมพบเห็นในชีวิตประจำวันหรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ผมได้รับทราบว่ามีความเข้มแข็งหรือดีเลิศอย่างน่าทึ่ง จากจุดนั้นผมจะเริ่มศึกษาต่อถึงรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา

แหล่งที่จะเริ่มหาความคิดดี ๆ ต่อมาก็คือในเวบไซต์ที่เกี่ยวกับหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งเวบไซต์ที่เน้นแนว Value Investment เพราะนี่คือแหล่งของนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น Value Stock ซึ่งจะมี Value Investor เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาก หนึ่งในเวปเหล่านั้นก็คือ Thaivalueinvestor.com

สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปหาความคิดดี ๆ ในเวปไซต์ก็คือ ความคิดความเห็นจะมีหลากหลายมากเนื่องจากทุกคนสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความเห็นไหนเป็นความเห็นที่ถูกและความคิดไหนเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น การเข้าไปหาความคิดในเวปไซต์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ

นอกจาก Website แล้ว กลุ่มเพื่อนนักลงทุนร่วมอุดมการณ์ก็เป็นแหล่งเสาะหาความคิดดี ๆ ได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคนที่เรารู้ว่าเป็น Value Investor พันธุ์แท้ที่ยึดหลักการมั่นคง ผมเองคิดว่าคนที่ทุ่มเทให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังนั้น ควรที่จะมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนแนวเดียวกันซึ่งจะช่วยให้คำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทใจ

บางครั้ง ความคิดดี ๆ หรือหุ้นดี ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวมากเสียจนเรามองไม่เห็นเช่นในที่ทำงานของเราเอง หรือในธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคย ความเคยชินอาจทำให้เราไม่รู้สึกว่ากิจการหรืออุตสาหกรรมนั้นมีความโดดเด่นน่าสนใจ บางทีก็ไม่รู้สึกว่ากิจการนั้นดีเลิศหรือผู้บริหารยอดเยี่ยมแค่ไหน ตรงกันข้ามเรากลับมองธุรกิจอื่นหรือกิจการอื่นในภาพที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริงโดยเฉพาะในยามที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นปรับตัวขึ้นร้อนแรงและมีคนกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง พฤติกรรมในลักษณะใกล้เกลือกินด่างนี้ทำให้คนพลาดจากการได้ความคิดดี ๆ ไปไม่ใช่น้อย

ก่อนที่จะสรุปได้ว่าความคิดใดหรือหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่ดีเยี่ยมและการลงทุนมี Margin of Safety หรือความปลอดภัยในการลงทุนสูงและเหมาะที่จะลงทุนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมจะต้องอ่านรายงานประจำปีของบริษัทซึ่งจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการทั้งหมด รวมทั้งเรื่องปัจจัยเสี่ยงของกิจการเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่เสียหายแอบซ่อนอยู่

เมื่อข้อมูลและเหตุผลทุกอย่างชี้ไปว่าเป็นหุ้นที่ดีคุ้มค่าจริง ๆ แล้ว เราต้องกล้าที่จะเข้าซื้อหุ้นลงทุนและเก็บเอาไว้ยาวนาน ต้องกล้าที่จะซื้อในขณะที่ราคาหุ้นไม่มีความคึกคักหรือแม้ว่าหุ้นกำลังตกต่ำ ต้องกล้าซื้อแม้ว่าหุ้นจะไม่ใคร่มีคนสนใจเสนอซื้อแต่ผู้เสนอขายกลับมีเป็นจำนวนมาก และถ้าสิ่งที่เราคิดตรึกตรองอย่างรอบคอบเป็นเวลานานนั้นเป็นจริง โอกาสที่ความคิดดี ๆ นั้นจะแปลงเป็นผลกำไรมหาศาลก็จะมีสูง

การลงทุนนั้นดูไปแล้วก็คล้าย ๆ กับการผลิตสุรานั่นคือค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำแล้วบ่มไว้ให้นานผลิตภัณฑ์ก็จะมีคุณค่ามีราคา และให้ผลตอบแทนสูงแก่คนทำ

จิม โรเจอร์

จิม โรเจอร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าคุณโชคดีได้กำไรจากหุ้นมากเสียจนเป็นมหาเศรษฐีมีเงินเหลือใช้คุณคิดว่าอยากจะทำอะไรในชีวิต?


คำตอบคงมีหลากหลายแล้วแต่ว่าเขาเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันค่อนข้างมากก็คือท่องเที่ยว เดินทางไปทั่วโลกถ้าเป็นไปได้



จิม โรเจอร์ เป็นหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จสูงและเร็วมากในการลงทุน เขาเป็นหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งกองทุนควอนตัมฟันด์ร่วมกับจอร์จ โซโรส พออายุครบ 37 ปีเขาก็ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีและเกษียณอายุด้วยเงินมหาศาลซึ่งเขาบอกว่า “ผมทำเงินได้มากเสียจนคิดไม่ถึงว่าจะมีเงินมากขนาดนี้อยู่ในโลก”


หลังจากเลิกทำงานในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่ใช่ด้วยเครื่องบินบนที่นั่งชั้นหนึ่งพร้อมรถลีมูซีนหรู แต่ด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ชีพใช้เวลา 2 ปี เดินทาง 100,000 ไมล์ ผ่าน 6 ทวีป ประเภทค่ำไหนนอนนั่น ในระหว่างนั้นเขาเขียนหนังสือซึ่งขายดีติดอันดับเป็นเบสท์เซลเลอร์ชื่อ Investment Biker : Around the World with Jim Roger เล่าเรื่องการเดินทางผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารและประเทศในโลกที่สามที่ยากจนในมุมมองของนักผจญภัยและนักลงทุน


ผลจากการเดินทางครั้งนั้นชื่อเขาได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุคในฐานะเป็นผู้เดินทางยาวที่สุดในโลกในวิธีการที่เขาใช้ หนังสือพิมพ์ไทม์แมกกาซีนที่ทรงอิทธิพลเรียกเขาว่า “อินเดียน่าโจนส์แห่งวงการไฟแนนซ์” และได้กลายเป็น “ยี่ห้อ” ที่ติดตัวเขามาจนทุกวันนี้และคงติดตัวเขาไปจนวันตาย เพราะเขาเป็นคนแรกและคนที่สองหรือสามก็คงจะหายากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนที่จะต้องยังหนุ่มแน่นแข็งแรงและที่สำคัญต้องมีความหลงใหลในการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจอย่างจิม โรเจอร์


นอกจากการเดินทางผจญภัยแล้ว เขาไม่ได้ปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่า เขายังคงลงทุนในเงินของตนเอง และใช้เวลาบางช่วงสอนหนังสือโดยเป็นอาจารย์ทางด้านการเงินสอนเด็กปริญญาโทในคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แหล่งกำเนิดของ Value Investment และ วอเร็น บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการทางการเงินและการลงทุนออกอากาศทางทีวีหลายช่อง


วันที่ 1 มกราคม 1999 จิม โรเจอร์ ตัดสินใจเดินทางรอบโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะสำรวจโลกในช่วงผ่านสหัสวรรษปี 2000 ครั้งนี้เขาเดินทางด้วยรถเบนซ์สีเหลืองสดเปิดประทุน แต่การเดินทางก็ทุรกันดารไม่ต่างจากครั้งแรกเพียงแต่ครั้งนี้เขาเดินทาง “ไปพร้อมกับโลก” เนื่องจากเขาสามารถติดต่อกับคนทั่วโลกผ่านอินเตอร์เนตซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาจากการเดินทางครั้งก่อนที่เขาต้องใช้โพสต์การ์ดเป็นหลัก


เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งแรก เขาเขียนหนังสือในระหว่างเดินทางผ่านประเทศต่าง ๆ ตลอดระยะทาง 150,000 ไมล์ ผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น ซาอุดิอาระเบีย พม่า อังโกลา ซูดาน คองโก โคลัมเบีย และติมอร์ตะวันออก ผ่านสมรภูมิรบ ทะเลทราย ป่าเขา โรคร้ายและพายุหิมะ หลายครั้งเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด


ในระหว่างการเดินทางเขามักจะพักกับชาวบ้านในท้องถิ่นเช่นพักในเต็นท์ของพวกเร่ร่อนในทะเลทราย เขากินหนอนผีเสื้อ ตัวอีกัวนา และงู หนู จระเข้ และตั๊กแตน เขาคลุกคลีกับชาวบ้านใช้ชีวิตแบบคนสามัญในท้องถิ่น ศึกษาและเรียนรู้ความเป็นไปของสังคมแต่ละแห่งที่ผ่านไป เขาบอกว่า “ผมไม่เคยเที่ยวโสเภณีแต่ผมรู้ว่าเราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศใดประเทศหนึ่งได้โดยการพูดคุยกับคุณผู้หญิงของสถานที่เหล่านั้นหรือพูดกับคนที่ทำธุรกิจในตลาดมืดมากกว่าการพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศ”


หนังสือเล่มที่สองซึ่งเพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้วชื่อ Adventure Capitalist ให้ภาพของโลกที่แท้จริงจาก “รากหญ้า” แม้ว่าจะเป็นการสัมผัสเพียงสั้น ๆ แต่ก็ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่พูดถึง เช่นเดียวกับหนังสือท่องเที่ยวก็ไม่สนใจที่จะนำเสนอเพราะนี่เป็นมุมมองของคนที่มีความคิดของนักลงทุนบวกกับนักผจญภัยที่ชอบมองโอกาสและความตื่นเต้นในชีวิต บางส่วนของข้อสรุปของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ


ตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์กำลังเริ่มบูมครั้งใหญ่นี่ดูเหมือนจะเป็นความจริงเพราะเราเห็นราคาของปิโตรเคมี เหล็ก น้ำมันและอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ปรับตัวขึ้นและทำให้หุ้นในกลุ่มนี้วิ่งขึ้นทั่วหน้า


ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของจีนซึ่งจะเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแข่งกับอเมริกาได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากแต่จิม โรเจอร์มองจากพื้นฐานของคนไม่ใช่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ


เอเซียกำลังขาดแคลนผู้หญิงอย่างหนัก ผมเชื่อครับเพราะคนจีนที่มีลูกได้ครอบครัวละคนมักอยากจะได้ลูกชายเพื่อเป็นที่พึ่งในยามแก่เฒ่า ส่วนอินเดียเองการมีลูกผู้หญิงหมายความว่าคุณต้องเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เสร็จแล้วคุณก็ต้องไปสู่ขอผู้ชายที่คุณจะต้องจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นมากมาย และหลังจากนั้นคุณก็ต้อง “เสีย” ลูกของคุณไปให้กับบ้านฝ่ายชายเพราะฉะนั้นใครจะอยากได้ลูกผู้หญิง


แต่การที่ผู้หญิงขาดแคลนนั้น ในที่สุดแล้วผู้หญิงก็จะ “มีค่า” มากขึ้น ผมเองได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีแล้วในอินเดียที่ฝ่ายผู้หญิงกลับไปขอให้ฝ่ายผู้ชายออกเงินค่าสินสอดเพื่อเอามาจ่ายให้ตัวเอง และผมเองเชื่อว่าครอบครัวคนจีนที่มีลูกผู้หญิงคงจะ “ไม่กลุ้ม” อีกต่อไปเพราะจะมีโอกาสเลือกผู้ชายร่ำรวยที่มีเงินสามารถเลี้ยงแม่ยายพ่อตาได้อย่างสบาย


ประวัติของจิม โรเจอร์เองนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากนักลงทุนเอกของโลกหลายคน เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนต้องทำงานเก็บขวดขายมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่เป็นคนเรียนเก่งได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยระดับไอวีลีคคือ เยล เสร็จแล้วไปต่อที่อ็อกฟอร์ด ในช่วงเวลา 10 ปีที่เขาทำงานบริหารกองทุนควอนตัมฟันด์นั้นพอร์ตของกองทุนได้กำไรถึง 4,000% ในขณะที่ดัชนี S&P เพิ่มขึ้นเพียง 50% ซึ่งทำให้เขารวยและตัดสินใจเกษียณตัวเอง


วิธีการลงทุนของจิม โรเจอร์ไม่ได้มีการกล่าวถึงนักและถึงจะมีก็คงไม่ใช่สิ่งที่คนจะสนใจ เพราะเขาก็คงอยู่ภายใต้เงาของจอร์จ โซโรส เซียนหุ้นนักเก็งกำไรชื่อดังของโลก แต่สิ่งที่เขาทำเมื่อประสบความสำเร็จจากการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นั่นก็คือ เขาใช้การลงทุนเป็นหนทางสู่ความใฝ่ฝันในการที่จะผจญภัยท่องโลกแบบอินเดียน่าโจนส์ และนี่ก็คือเรื่องของอินเดียน่าจิม ตำนานของนักลงทุนอีกคนหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้จัก