นอกเหนือไปจากต้องพิจารณาถึงชนิดของผู้บริหารแล้วเมื่อท่านตรวจสอบงบการเงินแล้วมักพบว่าท่านตัดสินใจซื้อค่อนข้างเร็วมาก ในส่วนของข้อมูลงบการเงินและลักษณะของธุรกิจโดยรวมท่านพิจารณาปัจจัยต่างๆอะไรอีกบ้าง
ท่านบัฟเฟตต์:พวกเราตัดสินใจซื้อหุ้นหรือกิจการต่างๆรวดเร็วมากก็เนื่องด้วยเราใช้เครื่องกรองเป็นลำดับจวบจนกระทั่งขั้นตอนตัดสินใจ
เครื่องกรองลำดับที่ 1 - เราสามารถทำความเข้าใจบริษัทได้หรือไม่ เรามองไปข้างหน้าว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ลองพิจารณาจากบริษัท Intel เทียบกับ หมากฝรั่ง หรือ กระดาษชำระ เราจำกัดการลงทุนไว้กับบริษัทที่เรามีความถนัด Jacob's Pharmacy ผลิตโค๊กเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1886 พบว่าปริมาณการบริโภคโค๊กต่อหัวเพื่อขึ้นทุกปีนับแต่เริ่มการผลิตครั้งแรกเป็นต้นมา ทั้งนี้เพราะไม่มีต่อมความจำรสชาติของโซดาในช่องปาก คุณไม่มีทางเจ็บไข้ได้ป่วยแน่เพราะการดื่มโค๊ก เทียบการดื่มครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 5 ภายในวันเดียวกับพบว่ามีความอร่อยพอๆกัน
เครื่องกรองลำดับที่ 2 - ธุรกิจมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่คงทนถาวรหรือไม่ นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะไม่ลงทุนในธุรกิจ ห่วง hula-hoop, รูปสัตว์ สลักหิน(pet rock) หรือ Rubik's cube company ผมจะซื้อบริษัทเครื่องดื่มและหมากฝรั่งสำหรับขบเคี้ยว
เครื่องกรองลำดับที่ 3 - ผู้บริหารเป็นที่น่าเชื่อถือไว้วางใจหรือเปล่า
เครื่องกรองลำดับที่ 4 - ราคาดูแล้วเข้าท่าไม่แพงหรือเปล่า
นับตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมาเราไม่เคยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธทางการตลาดหรือขบวนการผลิต ฯลฯ เลย โดยดูจากตัวอย่างของ See's candy เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำลายตราสินค้าของ See's Candy ให้เสื่อมถอยจากความนิยมลงได้ คุณต้องมองว่าตราสินค้าเป็นเสมือนคำสัญญาที่มอบให้กับลูกค้าว่าเราจะนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและบริการอย่างที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เราเชื่อมโยงสินค้าให้เกี่ยวข้องอยู่กับความสุข คุณไม่มีทางได้พบว่า See's Candy เป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมสถานที่ฌาปนกิจศพ แต่เราสนับสนุนการเดินพาเหรดในวันขอบคุณพระเจ้า
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551
กำไรปกติ
กำไรปกติ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความผิดพลาดในการลงทุนของ Value Investor โดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การที่ไม่ได้วิเคราะห์กำไรของบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ไม่ได้ตรวจดูว่ากำไรที่เห็นนั้นเป็น “กำไรปกติ“ ของบริษัทหรือไม่
กำไรปกติหมายถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปในระยะยาวได้ เป็นกำไรที่เกิดจากธรรมชาติของอุตสาหกรรมและศักยภาพที่เป็นอยู่ของบริษัท ไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาปีเดียวหรือสองสามปี เช่นเดียวกัน ไม่ใช่กำไรที่ต่ำกว่าปกติเนื่องจากเหตุการที่ผิดปกติที่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาเดียวหรือเป็นช่วงเวลาไม่เกิน 2-3 ปี
การที่จะดูว่าเป็นกำไรปกติหรือไม่นั้น อย่างน้อยต้องดูว่า หนึ่ง กำไรที่เกิดขึ้นนั้น มี “รายการพิเศษ” หรือเปล่า นี่คือกำไรที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เป็นการค้าปกติของบริษัท เช่น การขายทรัพย์สินบางอย่าง ทำให้มีกำไรเกิดขึ้น กำไรส่วนนี้ เนื่องจากไม่ใช่ทางการค้าปกติ ดังนั้นจึงมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนนี้ ถ้ามี เราต้องเอาไปลบออกจากกำไรที่เห็นเพื่อที่จะหา “กำไรปกติ” เช่นเดียวกัน ถ้าบริษัทมีขาดทุนจากรายการพิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเหมือนกัน ตรงนี้ ก็ต้องเอาไปบวกกลับเพื่อที่จะดูว่าที่จริงบริษัทควรกำไรเท่าไรถ้าไม่มีรายการขาดทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
สอง ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร ควรจะมองดูว่าบริษัทมีการจ่ายภาษีนิติบุคคลหรือไม่และในอัตราที่ควรเป็น นั่นคือ ประมาณ 20-30% ของตัวเลขกำไรก่อนภาษีที่เราเห็น ถ้าปรากฏว่า บริษัทไม่มีการจ่ายภาษีนิติบุคคลทั้งที่มีกำไร เราต้องดูต่อว่าเพราะอะไร โดยปกติมักจะเกิดจากสาเหตุสองประการ นั่นคือ บริษัทอาจจะมีขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีเหลืออยู่ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษี อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากการเปิดดำเนินงานซึ่งโดยปกติมักไม่เกิน 8 ปี ไม่ว่าในกรณีใด ไม่ช้าก็เร็ว บริษัทจะต้องเริ่มเสียภาษีในอัตรา 20-30% ดังนั้น ถ้าจะหากำไรปกติ เราก็จะต้องปรับตัวเลขกำไรลดลงตามอัตราภาษีที่ควรเป็นดังกล่าว
สาม กำไรของบริษัทที่เราดูอยู่นั้น เป็นของกิจการที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ กิจการที่เป็นวัฏจักรนั้น มักจะอยู่ในกิจการที่ผลิตสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละอาจจะหลายปี ดังนั้น กำไรของบริษัทเหล่านี้จะขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ตามราคาของสินค้า กำไรที่เห็นจึงอาจจะไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในบางช่วง กำไรจะสูงกว่าปกติ และในบางช่วง กำไรจะต่ำกว่าปกติ การหากำไรปกติของกิจการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือเอากำไรหลาย ๆ ปี มาเฉลี่ยกัน หรือถ้าจะปลอดภัยจริง ๆ อาจจะดูว่าในปีที่ค่อนข้างเลวร้าย กำไรเป็นเท่าไรก็ใช้ตัวเลขนั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือ การดูตัวเลข Net Profit Margin หรือ กำไรต่อยอดขายว่าควรจะเป็นเท่าไร ตัวเลขนี้คงบอกตายตัวไม่ได้ว่าควรเป็นเท่าไร แต่โดยทั่วไป กิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีกำไรต่อยอดขายไม่สูง
สุดท้ายแต่คงไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร เราควรดูว่า กำไรต่อยอดขาย ของบริษัทเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะนี่เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่สะท้อนถึงการแข่งขันและศักภาพของบริษัท นั่นหมายความว่า ถ้ากำไรต่อยอดขายสูงมาก โอกาสที่คู่แข่งจะเข้ามาเสนอสินค้าแข่งจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาขายและกำไรของบริษัทลดลง การที่บริษัทจะสามารถรักษากำไรสูงกว่าปกติต่อเนื่องได้นั้น หมายความว่าบริษัทจะต้องมีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่ง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าหรือมีสินค้าที่มียี่ห้อที่โดดเด่น หรือมีสิทธิหรือสัมปทานที่บริษัทอื่นเข้ามาแข่งไม่ได้ การดูว่ากำไรต่อยอดขายสูงกว่าที่ควรเป็นหรือไม่นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจอาจจะไม่ง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือการเปรียบเทียบกับข้อมูลของอุตสาหกรรมหรือของบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกัน
โดยทั่วไป กำไรต่อยอดขายปกติ ของแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นการค้าปลีก จะมีกำไรต่อยอดขายเพียงประมาณ 3-4% อุตสาหกรรมการผลิตทั่ว ๆ ไปอาจจะไม่เกิน 5-10% ธุรกิจโรงแรมอาจจะสูงถึง 20% แต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมจะมีกำไรต่อยอดขายแตกต่างกันได้บ้างขึ้นอยู่กับความสามารถดังกล่าว อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปโอกาสที่กำไรต่อยอดขายจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมมาก ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ดังนั้น ถ้าเราพบว่ามีบริษัทบางแห่งที่ทำธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ควรมีกำไรต่อยอดขาย 10% แต่กลับมีกำไรต่อยอดขายถึง 20% เราก็ควรสงสัยว่านี่เป็นกำไรปกติหรือเปล่า แม้ว่าบริษัทจะมีความสามารถค่อนข้างโดดเด่น
วิธีดูว่ากำไรเป็นกำไรปกติหรือเปล่าที่ง่ายและค่อนข้างได้ผลก็คือ การดูสถิติกำไรย้อนหลังของบริษัทหลาย ๆ ปี ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าพบว่ากำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอมาก นั่นก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในระดับหนึ่งว่า กำไรที่เห็นน่าจะเป็นกำไรปกติ เพราะกำไรนั้น ถ้าไม่ใช่กำไรปกติ โดยปกติจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานเป็น 4-5ปี ขึ้นไป แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงเร็ว ๆ นี้ จะต้องเป็นกำไรที่ผิดปกติ เพราะบริษัทอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนแปลงนั้น บางที บริษัทอาจจะไม่ได้ปรับอะไรดีขึ้นเลยก็ได้ แต่กำไรที่ดีขึ้นอาจจะมาจากการที่ในอดีตนั้น บริษัทมีภาวะที่ไม่ปกติมายาวนานซึ่งทำให้กำไรของบริษัทต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัทหลุดพ้นจากภาวะนั้น กำไรจึงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน การหาตัวเลข “กำไรปกติ” เป็นภาระกิจสำคัญของนักลงทุนระยะยาวทุกคน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความผิดพลาดในการลงทุนของ Value Investor โดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การที่ไม่ได้วิเคราะห์กำไรของบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ไม่ได้ตรวจดูว่ากำไรที่เห็นนั้นเป็น “กำไรปกติ“ ของบริษัทหรือไม่
กำไรปกติหมายถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปในระยะยาวได้ เป็นกำไรที่เกิดจากธรรมชาติของอุตสาหกรรมและศักยภาพที่เป็นอยู่ของบริษัท ไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาปีเดียวหรือสองสามปี เช่นเดียวกัน ไม่ใช่กำไรที่ต่ำกว่าปกติเนื่องจากเหตุการที่ผิดปกติที่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาเดียวหรือเป็นช่วงเวลาไม่เกิน 2-3 ปี
การที่จะดูว่าเป็นกำไรปกติหรือไม่นั้น อย่างน้อยต้องดูว่า หนึ่ง กำไรที่เกิดขึ้นนั้น มี “รายการพิเศษ” หรือเปล่า นี่คือกำไรที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เป็นการค้าปกติของบริษัท เช่น การขายทรัพย์สินบางอย่าง ทำให้มีกำไรเกิดขึ้น กำไรส่วนนี้ เนื่องจากไม่ใช่ทางการค้าปกติ ดังนั้นจึงมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนนี้ ถ้ามี เราต้องเอาไปลบออกจากกำไรที่เห็นเพื่อที่จะหา “กำไรปกติ” เช่นเดียวกัน ถ้าบริษัทมีขาดทุนจากรายการพิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเหมือนกัน ตรงนี้ ก็ต้องเอาไปบวกกลับเพื่อที่จะดูว่าที่จริงบริษัทควรกำไรเท่าไรถ้าไม่มีรายการขาดทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
สอง ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร ควรจะมองดูว่าบริษัทมีการจ่ายภาษีนิติบุคคลหรือไม่และในอัตราที่ควรเป็น นั่นคือ ประมาณ 20-30% ของตัวเลขกำไรก่อนภาษีที่เราเห็น ถ้าปรากฏว่า บริษัทไม่มีการจ่ายภาษีนิติบุคคลทั้งที่มีกำไร เราต้องดูต่อว่าเพราะอะไร โดยปกติมักจะเกิดจากสาเหตุสองประการ นั่นคือ บริษัทอาจจะมีขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีเหลืออยู่ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษี อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากการเปิดดำเนินงานซึ่งโดยปกติมักไม่เกิน 8 ปี ไม่ว่าในกรณีใด ไม่ช้าก็เร็ว บริษัทจะต้องเริ่มเสียภาษีในอัตรา 20-30% ดังนั้น ถ้าจะหากำไรปกติ เราก็จะต้องปรับตัวเลขกำไรลดลงตามอัตราภาษีที่ควรเป็นดังกล่าว
สาม กำไรของบริษัทที่เราดูอยู่นั้น เป็นของกิจการที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ กิจการที่เป็นวัฏจักรนั้น มักจะอยู่ในกิจการที่ผลิตสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละอาจจะหลายปี ดังนั้น กำไรของบริษัทเหล่านี้จะขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ตามราคาของสินค้า กำไรที่เห็นจึงอาจจะไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในบางช่วง กำไรจะสูงกว่าปกติ และในบางช่วง กำไรจะต่ำกว่าปกติ การหากำไรปกติของกิจการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือเอากำไรหลาย ๆ ปี มาเฉลี่ยกัน หรือถ้าจะปลอดภัยจริง ๆ อาจจะดูว่าในปีที่ค่อนข้างเลวร้าย กำไรเป็นเท่าไรก็ใช้ตัวเลขนั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือ การดูตัวเลข Net Profit Margin หรือ กำไรต่อยอดขายว่าควรจะเป็นเท่าไร ตัวเลขนี้คงบอกตายตัวไม่ได้ว่าควรเป็นเท่าไร แต่โดยทั่วไป กิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีกำไรต่อยอดขายไม่สูง
สุดท้ายแต่คงไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร เราควรดูว่า กำไรต่อยอดขาย ของบริษัทเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะนี่เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่สะท้อนถึงการแข่งขันและศักภาพของบริษัท นั่นหมายความว่า ถ้ากำไรต่อยอดขายสูงมาก โอกาสที่คู่แข่งจะเข้ามาเสนอสินค้าแข่งจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาขายและกำไรของบริษัทลดลง การที่บริษัทจะสามารถรักษากำไรสูงกว่าปกติต่อเนื่องได้นั้น หมายความว่าบริษัทจะต้องมีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่ง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าหรือมีสินค้าที่มียี่ห้อที่โดดเด่น หรือมีสิทธิหรือสัมปทานที่บริษัทอื่นเข้ามาแข่งไม่ได้ การดูว่ากำไรต่อยอดขายสูงกว่าที่ควรเป็นหรือไม่นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจอาจจะไม่ง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือการเปรียบเทียบกับข้อมูลของอุตสาหกรรมหรือของบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกัน
โดยทั่วไป กำไรต่อยอดขายปกติ ของแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นการค้าปลีก จะมีกำไรต่อยอดขายเพียงประมาณ 3-4% อุตสาหกรรมการผลิตทั่ว ๆ ไปอาจจะไม่เกิน 5-10% ธุรกิจโรงแรมอาจจะสูงถึง 20% แต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมจะมีกำไรต่อยอดขายแตกต่างกันได้บ้างขึ้นอยู่กับความสามารถดังกล่าว อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปโอกาสที่กำไรต่อยอดขายจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมมาก ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ดังนั้น ถ้าเราพบว่ามีบริษัทบางแห่งที่ทำธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ควรมีกำไรต่อยอดขาย 10% แต่กลับมีกำไรต่อยอดขายถึง 20% เราก็ควรสงสัยว่านี่เป็นกำไรปกติหรือเปล่า แม้ว่าบริษัทจะมีความสามารถค่อนข้างโดดเด่น
วิธีดูว่ากำไรเป็นกำไรปกติหรือเปล่าที่ง่ายและค่อนข้างได้ผลก็คือ การดูสถิติกำไรย้อนหลังของบริษัทหลาย ๆ ปี ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าพบว่ากำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอมาก นั่นก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในระดับหนึ่งว่า กำไรที่เห็นน่าจะเป็นกำไรปกติ เพราะกำไรนั้น ถ้าไม่ใช่กำไรปกติ โดยปกติจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานเป็น 4-5ปี ขึ้นไป แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงเร็ว ๆ นี้ จะต้องเป็นกำไรที่ผิดปกติ เพราะบริษัทอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนแปลงนั้น บางที บริษัทอาจจะไม่ได้ปรับอะไรดีขึ้นเลยก็ได้ แต่กำไรที่ดีขึ้นอาจจะมาจากการที่ในอดีตนั้น บริษัทมีภาวะที่ไม่ปกติมายาวนานซึ่งทำให้กำไรของบริษัทต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัทหลุดพ้นจากภาวะนั้น กำไรจึงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน การหาตัวเลข “กำไรปกติ” เป็นภาระกิจสำคัญของนักลงทุนระยะยาวทุกคน
นายทุนผู้ยิ่งใหญ่
นายทุนผู้ยิ่งใหญ่
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการบริจาคเงินให้กับการกุศลของวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมของโลก และคงทำให้คนที่เคยมองว่าบัฟเฟตต์เป็น “เศรษฐีขี้เหนียว” เปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แต่ทั้งหมดที่บัฟเฟตต์ได้ทำไปนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของบัฟเฟตต์มานานแล้ว เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของเวลาและผู้ที่จะได้รับเงินซึ่งเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบ
สรุปย่อ ๆ ก็คือ เงินที่จะมอบให้เป็นการกุศลของบัฟเฟตต์นั้น จะเป็นประมาณ 85% ของเงินที่มีอยู่ในวันนี้นั่นคือจากเงิน 44 พันล้านเหรียญ เขาจะ “มอบคืนให้กับสังคม” ประมาณ 37 พันล้านเหรียญ โดย ประมาณ 31 พันล้านจะมอบให้กับมูลนิธิของบิลเกต 3 พันล้านให้กับมูลนิธิของภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2547 อีก 3 พันล้านมอบให้กับมูลนิธิของลูก 3 คน คนละ 1 พันล้านเหรียญ แต่การจ่ายเงินจริง ๆ จะทยอยจ่ายปีละ 5% ของวงเงินที่บริจาค นั่นหมายความว่ากว่าจะบริจาคหมดก็อีก 20 ปีถ้าบัฟเฟตต์ไม่ตายเสียก่อน แต่ผมคิดว่าบัฟเฟตต์คงอยู่ไม่ถึงเวลานั้น และนี่น่าจะเป็นการประกาศการบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลก
เงินที่เหลืออยู่อีก 15% คือประมาณ 7 พันล้านเหรียญนั้น ผมเชื่อว่าคงจะแบ่งเท่า ๆ กันให้กับลูก 3 คน คนละ 5% หรือประมาณ 2.3 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทไทยเมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิตแล้ว และนี่เป็นเม็ดเงินที่ดูเหมือนจะมากกว่าที่บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเขาตายก่อนภรรยา ทรัพย์สมบัติเขาก็คงจะส่งต่อให้ภรรยา (ผมเชื่อว่าให้ในนามมูลนิธิ) หรือถ้าเขาตายหลังภรรยา เงินเกือบทั้งหมดจะมอบให้กับการกุศล โดยลูก ๆ อาจจะได้เงินมรดกน้อยมาก เพราะเขาคิดว่า คนไม่ควรมั่งคั่งมหาศาลเพียงเพราะเกิดมาจาก “มดลูกที่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเขาเปลี่ยนความคิดไปบ้าง และรู้สึกว่าควรจะมอบมรดกให้กับลูกมากขึ้น และนี่ก็น่าจะเป็นที่มาของจำนวน 5% ที่ผมพูดถึง
การเปลี่ยนแปลงกำหนดการ “คืนทุน” ของบัฟเฟตต์นั้น น่าจะมาจากแรงบันดาลใจ 2 เรื่อง นั่นคือ ข้อแรก ซูซาน ภรรยาของบัฟเฟตต์เสียชีวิตโดยที่เขาไม่คาดหมาย เนื่องจากเขาคิดว่าภรรยาน่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แต่สิ่งที่ผมคิดว่าทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจครั้งนี้น่าจะมาจากการตัดสินใจของบิลเกตที่จะวางมือจากธุรกิจที่เขาปั้นขึ้นมาเองในอีก 2-3 ข้างหน้าและหันมาทำงานการกุศลคือบริหารมูลนิธิของตนเองที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ และเป็นกองทุนที่เขาได้บริจาคเงินให้มหาศาลจนทำให้บิลเกตเอง กลายเป็นคนที่บริจาคเงินให้กับการกุศลมากที่สุดในโลกและทำให้มูลนิธินี้มีเงินถึงประมาณ 29 พันล้านเหรียญ บัฟเฟตต์เองคงคิดว่าเขาได้เจอคนที่จะดูแลเงินของเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจบริจาคก่อนที่เขาจะตาย
ความคิดเกี่ยวกับการบริจาคของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าชัดเจน เขาไม่ใช่ “เศรษฐีขี้เหนียว” แน่นอน เขาไม่ใช่คนที่ชอบที่จะใช้เงินเพื่อความสุขของตนเองเห็นได้จากการที่เขายังอยู่ในบ้านเดิมตั้งแต่ยังไม่มีเงินมากนักและน่าจะเป็นบ้านในระดับของคนชั้นกลาง เขายังขับรถที่คนชั้นกลางใช้และค่อนข้างเป็นรถเก่า อาหารการกินของเขาที่ชื่นชอบยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์และเชอรี่โค๊ก การใช้ชีวิตทั่วไปก็ยังเป็นแบบคนชั้นกลางและดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ ในเรื่องของการบริจาคเงินนั้น ก่อนหน้านี้เขาบริจาคค่อนข้างน้อย เหตุผลนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขาต้องการที่จะใช้เงินนั้นเพื่อ “ลงทุนต่อ” เขาคิดว่าถ้าเขาเก็บเงินไว้ลงทุนต่อ เงินนั้นจะงอกเงยขึ้นมาก และนั่นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเมื่อเขามอบคืนให้กับสังคมในวันหลัง… เมื่อเขาตาย อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก็เริ่มบริจาคมากขึ้นเรื่อยจนติดอันดับโลกในการบริจาคคนหนึ่ง และมาถึงวันนี้ ที่เขาคงคิดแล้วว่า ความตายน่าจะใกล้เข้ามา หลังจากเห็นภรรยาเสียชีวิต เขาก็เริ่มเห็นว่า เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ตนเองตายอีกต่อไป
สำหรับ Value Investor ผมคิดว่า นี่คือบทเรียนของชีวิตอีกบทหนึ่งที่บัฟเฟตต์สอนเราไว้ เราคงทำตามแบบบัฟเฟตต์ได้ยากมากด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าแนวความคิดที่บัฟเฟตต์ทำนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับการลงทุนที่เราทำตามแนวทางของเขา สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะแตกต่างกันชัดเจนก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่คนไทยเรานั้นมีความผูกพันกันในครอบครัวและญาติพี่น้องมากกว่าสังคมอเมริกัน เรามักจะต้องมองจาก ครอบครัวตนเอง ญาติพี่น้องที่ด้อยกว่าและยังต้องการความช่วยเหลือ คนจำนวนมากยังจะมองไปที่ “ภพหน้า” ถ้ามี และสุดท้าย เราถึงจะมองไปที่สังคม นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงอีกมากมายตั้งแต่เรื่องของเม็ดเงิน อายุ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่า เราจะต้องบริจาคเงินโดยเฉพาะที่ได้จากการลงทุนอย่างไร
ในฐานะของ Value Investor ที่มุ่งมั่น ผมคิดว่า การ “คืนให้กับสังคม” นั้น ควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักของการลงทุน โดยเฉพาะถ้าเราประสบความสำเร็จจนร่ำรวยและมีความสามารถที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะมีใครสามารถหรือควรที่จะตัดสินใครได้ว่าได้ทำบุญหรือบริจาคเพียงพอหรือไม่ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่ เหนือสิ่งอื่นใด วอเร็น บัฟเฟตต์เองถูกต่อว่าค่อนขอดมานานแค่ไหนก่อนจะถึงวันนี้ที่คนเห็นว่าเขาคือ “สุดยอดของนายทุน” ที่ไม่มีการติดยึดกับทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมมาอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการบริจาคเงินให้กับการกุศลของวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมของโลก และคงทำให้คนที่เคยมองว่าบัฟเฟตต์เป็น “เศรษฐีขี้เหนียว” เปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แต่ทั้งหมดที่บัฟเฟตต์ได้ทำไปนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของบัฟเฟตต์มานานแล้ว เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของเวลาและผู้ที่จะได้รับเงินซึ่งเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบ
สรุปย่อ ๆ ก็คือ เงินที่จะมอบให้เป็นการกุศลของบัฟเฟตต์นั้น จะเป็นประมาณ 85% ของเงินที่มีอยู่ในวันนี้นั่นคือจากเงิน 44 พันล้านเหรียญ เขาจะ “มอบคืนให้กับสังคม” ประมาณ 37 พันล้านเหรียญ โดย ประมาณ 31 พันล้านจะมอบให้กับมูลนิธิของบิลเกต 3 พันล้านให้กับมูลนิธิของภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2547 อีก 3 พันล้านมอบให้กับมูลนิธิของลูก 3 คน คนละ 1 พันล้านเหรียญ แต่การจ่ายเงินจริง ๆ จะทยอยจ่ายปีละ 5% ของวงเงินที่บริจาค นั่นหมายความว่ากว่าจะบริจาคหมดก็อีก 20 ปีถ้าบัฟเฟตต์ไม่ตายเสียก่อน แต่ผมคิดว่าบัฟเฟตต์คงอยู่ไม่ถึงเวลานั้น และนี่น่าจะเป็นการประกาศการบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลก
เงินที่เหลืออยู่อีก 15% คือประมาณ 7 พันล้านเหรียญนั้น ผมเชื่อว่าคงจะแบ่งเท่า ๆ กันให้กับลูก 3 คน คนละ 5% หรือประมาณ 2.3 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทไทยเมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิตแล้ว และนี่เป็นเม็ดเงินที่ดูเหมือนจะมากกว่าที่บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเขาตายก่อนภรรยา ทรัพย์สมบัติเขาก็คงจะส่งต่อให้ภรรยา (ผมเชื่อว่าให้ในนามมูลนิธิ) หรือถ้าเขาตายหลังภรรยา เงินเกือบทั้งหมดจะมอบให้กับการกุศล โดยลูก ๆ อาจจะได้เงินมรดกน้อยมาก เพราะเขาคิดว่า คนไม่ควรมั่งคั่งมหาศาลเพียงเพราะเกิดมาจาก “มดลูกที่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเขาเปลี่ยนความคิดไปบ้าง และรู้สึกว่าควรจะมอบมรดกให้กับลูกมากขึ้น และนี่ก็น่าจะเป็นที่มาของจำนวน 5% ที่ผมพูดถึง
การเปลี่ยนแปลงกำหนดการ “คืนทุน” ของบัฟเฟตต์นั้น น่าจะมาจากแรงบันดาลใจ 2 เรื่อง นั่นคือ ข้อแรก ซูซาน ภรรยาของบัฟเฟตต์เสียชีวิตโดยที่เขาไม่คาดหมาย เนื่องจากเขาคิดว่าภรรยาน่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แต่สิ่งที่ผมคิดว่าทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจครั้งนี้น่าจะมาจากการตัดสินใจของบิลเกตที่จะวางมือจากธุรกิจที่เขาปั้นขึ้นมาเองในอีก 2-3 ข้างหน้าและหันมาทำงานการกุศลคือบริหารมูลนิธิของตนเองที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ และเป็นกองทุนที่เขาได้บริจาคเงินให้มหาศาลจนทำให้บิลเกตเอง กลายเป็นคนที่บริจาคเงินให้กับการกุศลมากที่สุดในโลกและทำให้มูลนิธินี้มีเงินถึงประมาณ 29 พันล้านเหรียญ บัฟเฟตต์เองคงคิดว่าเขาได้เจอคนที่จะดูแลเงินของเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจบริจาคก่อนที่เขาจะตาย
ความคิดเกี่ยวกับการบริจาคของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าชัดเจน เขาไม่ใช่ “เศรษฐีขี้เหนียว” แน่นอน เขาไม่ใช่คนที่ชอบที่จะใช้เงินเพื่อความสุขของตนเองเห็นได้จากการที่เขายังอยู่ในบ้านเดิมตั้งแต่ยังไม่มีเงินมากนักและน่าจะเป็นบ้านในระดับของคนชั้นกลาง เขายังขับรถที่คนชั้นกลางใช้และค่อนข้างเป็นรถเก่า อาหารการกินของเขาที่ชื่นชอบยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์และเชอรี่โค๊ก การใช้ชีวิตทั่วไปก็ยังเป็นแบบคนชั้นกลางและดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ ในเรื่องของการบริจาคเงินนั้น ก่อนหน้านี้เขาบริจาคค่อนข้างน้อย เหตุผลนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขาต้องการที่จะใช้เงินนั้นเพื่อ “ลงทุนต่อ” เขาคิดว่าถ้าเขาเก็บเงินไว้ลงทุนต่อ เงินนั้นจะงอกเงยขึ้นมาก และนั่นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเมื่อเขามอบคืนให้กับสังคมในวันหลัง… เมื่อเขาตาย อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก็เริ่มบริจาคมากขึ้นเรื่อยจนติดอันดับโลกในการบริจาคคนหนึ่ง และมาถึงวันนี้ ที่เขาคงคิดแล้วว่า ความตายน่าจะใกล้เข้ามา หลังจากเห็นภรรยาเสียชีวิต เขาก็เริ่มเห็นว่า เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ตนเองตายอีกต่อไป
สำหรับ Value Investor ผมคิดว่า นี่คือบทเรียนของชีวิตอีกบทหนึ่งที่บัฟเฟตต์สอนเราไว้ เราคงทำตามแบบบัฟเฟตต์ได้ยากมากด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าแนวความคิดที่บัฟเฟตต์ทำนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับการลงทุนที่เราทำตามแนวทางของเขา สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะแตกต่างกันชัดเจนก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่คนไทยเรานั้นมีความผูกพันกันในครอบครัวและญาติพี่น้องมากกว่าสังคมอเมริกัน เรามักจะต้องมองจาก ครอบครัวตนเอง ญาติพี่น้องที่ด้อยกว่าและยังต้องการความช่วยเหลือ คนจำนวนมากยังจะมองไปที่ “ภพหน้า” ถ้ามี และสุดท้าย เราถึงจะมองไปที่สังคม นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงอีกมากมายตั้งแต่เรื่องของเม็ดเงิน อายุ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่า เราจะต้องบริจาคเงินโดยเฉพาะที่ได้จากการลงทุนอย่างไร
ในฐานะของ Value Investor ที่มุ่งมั่น ผมคิดว่า การ “คืนให้กับสังคม” นั้น ควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักของการลงทุน โดยเฉพาะถ้าเราประสบความสำเร็จจนร่ำรวยและมีความสามารถที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะมีใครสามารถหรือควรที่จะตัดสินใครได้ว่าได้ทำบุญหรือบริจาคเพียงพอหรือไม่ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่ เหนือสิ่งอื่นใด วอเร็น บัฟเฟตต์เองถูกต่อว่าค่อนขอดมานานแค่ไหนก่อนจะถึงวันนี้ที่คนเห็นว่าเขาคือ “สุดยอดของนายทุน” ที่ไม่มีการติดยึดกับทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมมาอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร
Business Model
Business Model
โลกในมุมมองของ Value Investor
รูปแบบการทำธุรกิจหรือ Business Model นั้นหมายรวมถึงกระบวนการในการทำธุรกิจทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย เรื่องของการบริหารบุคลากร และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหลายที่สำคัญ Business Model นั้นรวมไปถึงรายละเอียดว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร คุณภาพระดับไหน ราคาเท่าไร การขายนั้นขายผ่านหน้าร้านหรือขายผ่านตัวแทนการขาย ถ้ามีหน้าร้าน ร้านนั้นใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ถ้าเป็นการขายตรงจะเป็นการขายตรงแบบหลายชั้นหรือชั้นเดียว เป็นต้น เพราะฉะนั้น การที่จะทำความเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจที่จะลงทุนนั้น เราต้องเริ่มที่การศึกษา Business Model ของบริษัทก่อน
ในธุรกิจที่แข่งขันกันโดยตรงนั้น ในหลายธุรกิจอาจมี Business Model ที่คล้ายคลึงกันมากแทบจะเรียกว่ามีรูปแบบเดียวเพราะมีความแตกต่างกันในโครงสร้างหรือวิธีการดำเนินการน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยนั้น เกือบทุกบริษัทเน้นที่การเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น มีกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการเปิดสาขากระจายกันไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยสาขาที่เปิดจะมีขนาดเล็กแทนที่จะเป็นสาขาใหญ่หรูหราอย่างที่เป็นในสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว การหาลูกค้ามักจะเน้นที่การดึงพนักงานมาร์เก็ตติ้งที่มีลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมักจะติดตามไปใช้บริการไม่ว่าจะอยู่ที่โบรกเกอร์ไหน การให้ผลตอบแทนแก่พนักงานเหล่านี้ก็คือการให้เป็นค่าคอมมิชชั่นตามปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ทำได้ ธุรกิจอื่นที่ทำก็คือ การรับประกันการจำหน่ายหุ้นในกรณีของหุ้นออกใหม่และการให้คำปรึกษาทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมที่มีรายได้น้อยมาก
ธุรกิจค้าปลีกนั้นมี Business Model หลายรูปแบบที่แข่งขันกันอยู่ ไล่ตั้งแต่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีร้านค้าร้านเดียวหรือไม่กี่ร้านและบริหารงานโดยเจ้าของเป็นหลัก รูปแบบต่อมาก็คือรูปแบบห้างสรรพสินค้าซึ่งมีสินค้าหลากหลายแทบจะทุกอย่างที่ผู้บริโภคทั่ว ๆ ไปต้องการในชีวิตประจำวัน และรูปแบบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้าน Discounted Store หรือที่บางทีเราเรียกว่า Super Store ซึ่งขายสินค้าเกือบทุกอย่างเช่นเดียวกันแต่มักเป็นสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมาและราคาจะต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า ในธุรกิจค้าปลีกนี้ ดูเหมือนว่ารูปแบบค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังเสียเปรียบและค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ โดยมีเพียงการปกป้องโดยกฎหมายผังเมืองที่ช่วยชะลอการรุกของร้านรูปแบบอื่นโดยเฉพาะจาก Discounted Store
Business Model หลักของแต่ละธุรกิจนั้น โดยปกติมักเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจนั้นซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจนำโครงสร้างนั้นมาใช้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง บางบริษัทก็สร้าง Business Model ใหม่ขึ้นมาเพื่อหารูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ารูปแบบเดิมที่เป็นที่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น บ่อยครั้งมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในกรณีที่ประสบความสำเร็จ บริษัทก็จะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้มาก และถ้าบริษัทสามารถขยายตัวกินส่วนแบ่งทางตลาดได้เร็วและมากพอ บริษัทก็จะเติบโตได้มหาศาลและกลายเป็นผู้นำที่เหนือกว่าโดยที่คนอื่นอาจจะตามไม่ทันแม้ว่าจะพยายามปรับเปลี่ยน Business Model ของตนเองตามแบบ Business Model ใหม่นั้น
Business Model ที่ดีนั้น โดยหลักก็คือ ทุกกิจกรรมทางธุรกิจ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ การผลิต การตลาด การจัดจำหน่าย การดำเนินการ บุคลากร จะต้องมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมี Economy of Scale หรือการประหยัดเนื่องจากขนาดที่เหมาะสม เป็นรูปแบบที่สามารถให้บริการที่รวดเร็วน่าประทับใจ และที่สำคัญที่สุดก็คือสามารถให้คุณค่าโดยรวมแก่ลูกค้าสูงกว่าราคาที่ลูกค้าจ่ายมากกว่าคู่แข่ง ดังนั้น กิจการที่มีความโดดเด่นทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่นมีสินค้าที่มีคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว หรือมีช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ตัวอย่างของกิจการที่มี Business Model ที่ดีโดดเด่นมากก็คือร้านเครือข่ายของแม็คโดนัลด์ของอเมริกา ส่วนของไทยที่ผมคิดว่ามีความเยี่ยมยอดไม่แพ้กันก็คือ เอ็มเคสุกี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นกิจการที่มี Business Model ที่สุดยอด
ในการวิเคราะห์กิจการเพื่อการลงทุนซื้อหุ้นนั้น ควรจะต้องดูว่า Business Model ที่คู่แข่งทั่วไปใช้อยู่คืออะไรและบริษัทที่เราสนใจมี Business Model แบบไหน ประเด็นสำคัญก็คือ เราไม่อยากลงทุนในกิจการที่มี Business Model ที่ด้อยกว่า เพราะในระยะยาวแล้ว ผู้ที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ ก็คือ กิจการที่มี Business Model ที่เหนือกว่าและสามารถ Execute หรือดำเนินการตาม Business Model นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โลกในมุมมองของ Value Investor
รูปแบบการทำธุรกิจหรือ Business Model นั้นหมายรวมถึงกระบวนการในการทำธุรกิจทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย เรื่องของการบริหารบุคลากร และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหลายที่สำคัญ Business Model นั้นรวมไปถึงรายละเอียดว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร คุณภาพระดับไหน ราคาเท่าไร การขายนั้นขายผ่านหน้าร้านหรือขายผ่านตัวแทนการขาย ถ้ามีหน้าร้าน ร้านนั้นใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ถ้าเป็นการขายตรงจะเป็นการขายตรงแบบหลายชั้นหรือชั้นเดียว เป็นต้น เพราะฉะนั้น การที่จะทำความเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจที่จะลงทุนนั้น เราต้องเริ่มที่การศึกษา Business Model ของบริษัทก่อน
ในธุรกิจที่แข่งขันกันโดยตรงนั้น ในหลายธุรกิจอาจมี Business Model ที่คล้ายคลึงกันมากแทบจะเรียกว่ามีรูปแบบเดียวเพราะมีความแตกต่างกันในโครงสร้างหรือวิธีการดำเนินการน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยนั้น เกือบทุกบริษัทเน้นที่การเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น มีกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการเปิดสาขากระจายกันไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยสาขาที่เปิดจะมีขนาดเล็กแทนที่จะเป็นสาขาใหญ่หรูหราอย่างที่เป็นในสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว การหาลูกค้ามักจะเน้นที่การดึงพนักงานมาร์เก็ตติ้งที่มีลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมักจะติดตามไปใช้บริการไม่ว่าจะอยู่ที่โบรกเกอร์ไหน การให้ผลตอบแทนแก่พนักงานเหล่านี้ก็คือการให้เป็นค่าคอมมิชชั่นตามปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ทำได้ ธุรกิจอื่นที่ทำก็คือ การรับประกันการจำหน่ายหุ้นในกรณีของหุ้นออกใหม่และการให้คำปรึกษาทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมที่มีรายได้น้อยมาก
ธุรกิจค้าปลีกนั้นมี Business Model หลายรูปแบบที่แข่งขันกันอยู่ ไล่ตั้งแต่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีร้านค้าร้านเดียวหรือไม่กี่ร้านและบริหารงานโดยเจ้าของเป็นหลัก รูปแบบต่อมาก็คือรูปแบบห้างสรรพสินค้าซึ่งมีสินค้าหลากหลายแทบจะทุกอย่างที่ผู้บริโภคทั่ว ๆ ไปต้องการในชีวิตประจำวัน และรูปแบบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้าน Discounted Store หรือที่บางทีเราเรียกว่า Super Store ซึ่งขายสินค้าเกือบทุกอย่างเช่นเดียวกันแต่มักเป็นสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมาและราคาจะต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า ในธุรกิจค้าปลีกนี้ ดูเหมือนว่ารูปแบบค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังเสียเปรียบและค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ โดยมีเพียงการปกป้องโดยกฎหมายผังเมืองที่ช่วยชะลอการรุกของร้านรูปแบบอื่นโดยเฉพาะจาก Discounted Store
Business Model หลักของแต่ละธุรกิจนั้น โดยปกติมักเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจนั้นซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจนำโครงสร้างนั้นมาใช้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง บางบริษัทก็สร้าง Business Model ใหม่ขึ้นมาเพื่อหารูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ารูปแบบเดิมที่เป็นที่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น บ่อยครั้งมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในกรณีที่ประสบความสำเร็จ บริษัทก็จะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้มาก และถ้าบริษัทสามารถขยายตัวกินส่วนแบ่งทางตลาดได้เร็วและมากพอ บริษัทก็จะเติบโตได้มหาศาลและกลายเป็นผู้นำที่เหนือกว่าโดยที่คนอื่นอาจจะตามไม่ทันแม้ว่าจะพยายามปรับเปลี่ยน Business Model ของตนเองตามแบบ Business Model ใหม่นั้น
Business Model ที่ดีนั้น โดยหลักก็คือ ทุกกิจกรรมทางธุรกิจ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ การผลิต การตลาด การจัดจำหน่าย การดำเนินการ บุคลากร จะต้องมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมี Economy of Scale หรือการประหยัดเนื่องจากขนาดที่เหมาะสม เป็นรูปแบบที่สามารถให้บริการที่รวดเร็วน่าประทับใจ และที่สำคัญที่สุดก็คือสามารถให้คุณค่าโดยรวมแก่ลูกค้าสูงกว่าราคาที่ลูกค้าจ่ายมากกว่าคู่แข่ง ดังนั้น กิจการที่มีความโดดเด่นทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่นมีสินค้าที่มีคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว หรือมีช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ตัวอย่างของกิจการที่มี Business Model ที่ดีโดดเด่นมากก็คือร้านเครือข่ายของแม็คโดนัลด์ของอเมริกา ส่วนของไทยที่ผมคิดว่ามีความเยี่ยมยอดไม่แพ้กันก็คือ เอ็มเคสุกี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นกิจการที่มี Business Model ที่สุดยอด
ในการวิเคราะห์กิจการเพื่อการลงทุนซื้อหุ้นนั้น ควรจะต้องดูว่า Business Model ที่คู่แข่งทั่วไปใช้อยู่คืออะไรและบริษัทที่เราสนใจมี Business Model แบบไหน ประเด็นสำคัญก็คือ เราไม่อยากลงทุนในกิจการที่มี Business Model ที่ด้อยกว่า เพราะในระยะยาวแล้ว ผู้ที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ ก็คือ กิจการที่มี Business Model ที่เหนือกว่าและสามารถ Execute หรือดำเนินการตาม Business Model นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจของเศรษฐีไทย
ธุรกิจของเศรษฐีไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิตยสารฟอร์บส์ เอเซีย ฉบับประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จัดอันดับเศรษฐีไทยที่มั่งคั่งที่สุด 40 คน นั้นผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เศรษฐีเหล่านี้ทำดังต่อไปนี้
ข้อแรก ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยมาก ๆ นั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับคนจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นคนระดับรากหญ้า ข้อสอง ธุรกิจที่ทำมักเป็นธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดสูง ไม่โดยสัมปทานก็โดยความภักดีในยี่ห้อของลูกค้า ข้อสาม ถ้าไม่ใช่ข้อหนึ่งหรือสองก็เป็นธุรกิจที่กำลังรุ่ง เป็นดารา หรือเป็นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคากำลังดี ทำให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ ลองมาดูว่าเศรษฐีไทย พ.ศ. นี้ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง
เศรษฐีอันดับต้นที่สุดดูเหมือนว่าจะอยู่ในธุรกิจน้ำเมาและเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเจ้าของธุรกิจนี้มีชื่ออยู่ในอันดับที่ 1, 2, 8, 22 และ 36 และเป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง เครื่องดื่มกระทิงแดง เบียร์สิงห์ เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็ม และกระทิงแดงตามลำดับ นี่คือธุรกิจที่มียอดขายสูงมาก อิ่มตัว และทำกำไรได้ดี ขณะเดียวกัน คู่แข่งก็เข้ามาแข่งขันได้ยากเพราะมีข้อจำกัดมากมายเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในด้านของการโฆษณาที่ทำได้จำกัด
เศรษฐีที่รวยในอันดับต่อมาก็คือผู้ที่ทำธุรกิจสื่อสารซึ่งติดอันดับ 3 คนในอันดับที่ 3, 4 และ 19 โดยอันดับที่ 3 นั้นนอกจากทำธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือแล้ว ยังเป็นเจ้าของธุรกิจเกษตรและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นี่คือกลุ่มของ TRUE และ CP ส่วนอันดับที่ 4 และ 19 นั้นเคยเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้บริษัท AIS และ DTAC นี่เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่และเคยโตเร็วมาก ปัจจุบันผู้ใช้บริการมีจำนวนมากครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ มีผู้ใช้บริการหลายสิบล้านคน และผู้เล่นรายใหม่ก็ไม่สามารถเข้ามาเล่นได้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องมีสัมปทาน
เศรษฐีกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดอันดับคนรวยจำนวนมากก็คือผู้ที่ทำอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งติดอันดับ 10, 21, 30, 31 และ 39 ซึ่งเป็นกลุ่มของไทยซัมมิต กลุ่มณรงค์เดช กลุ่มสมบูรณ์แอดว้านซ์ กลุ่มไทยสแตนเลย์ และกลุ่มเครือของไทยซัมมิตตามลำดับ เศรษฐีในกลุ่มนี้ ติดอันดับขึ้นมาเนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่บูมขึ้นมากและสามารถส่งออกได้มากขึ้นอย่างมหาศาลเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย
การเจริญเติบโตของห้างสมัยใหม่ในแบบของ Modern Trade ในประเทศไทยได้สร้างเศรษฐีให้ติดอันดับขึ้นมา 2 ราย คืออันดับที่ 5 และ 34 นั่นคือรายของกลุ่มห้างเซ็นทรัลและบิ๊กซีตามลำดับ และนี่ก็เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ แม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตจะไม่สูงมากนัก แต่แนวโน้มน่าจะยังคงค่อย ๆ เติบโตไปได้อีกนานจนกว่าจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศจะมีห้างสมัยใหม่เหล่านี้
ธุรกิจบันเทิงที่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายค่อนข้างสูงและมีฐานะทางการตลาดที่โดดเด่นและสามารถกีดกันคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถที่จะทำให้เจ้าของร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แม้ว่าตัวธุรกิจจะเติบโตไม่มากแต่เงินสดที่ได้จากธุรกิจจะมีสูงมากและทำให้มูลค่าหุ้นสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรจากธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม ใน 40 รายที่มีการจัดอันดับนั้น คนในกลุ่มนี้ติดอันดับถึง 5 ราย คือในอันดับที่ 7, 9, 26, 37 และ 40 โดยอันดับที่เจ็ดนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าของช่อง 7 แล้ว ยังเป็นนายแบงค์ด้วย อันดับที่ 9 เป็นเจ้าของช่อง 3 อันดับที่ 26 เป็นกลุ่มที่คุมโรงภาพยนตร์ในประเทศกว่าครึ่งคือ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ อันดับที่ 37 ก็ยังมาจากช่อง 7 และอันดับที่ 40 คือกิจการเครือ แกรมมี่
แม้ว่าช่วงเวลานี้จะไม่ใช่ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก เราจึงยังเห็นเศรษฐีในกลุ่มนี้ที่ติดอันดับคนรวยที่สุดในประเทศถึง 4 คน ในอันดับที่ 13, 18, 29 และ 35 เริ่มจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤษาเรียลเอสเตท นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และเครือญาติของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์อีกรายหนึ่ง
เศรษฐีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือผู้รับเหมาซึ่งถึงจะอยู่ในภาวะธุรกิจที่ไม่สดใสแต่เจ้าของธุรกิจก็ยังติดกลุ่มมหาเศรษฐีไทยแม้ว่าจะติดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็คือลำดับที่28, 32 และ 33 นี่คือกลุ่มอิตาเลียนไทย 2 ราย และกลุ่มของ ช. การช่างตามลำดับ
กลุ่มสุดท้ายซึ่งมี 2 รายก็คือผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำตาล นั่นคืออันดับที่ 6 และ 15 โดยอันดับที่ 6 เป็นกลุ่มมิตรผลซึ่งมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่าง และอันดับที่ 15 คือน้ำตาลขอนแก่น นี่คงมาจากการที่ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้ธุรกิจที่ไม่ค่อยสดใสนักกลายเป็นธุรกิจที่มีค่าสูงในช่วงเวลาอันสั้น
ยังมีมหาเศรษฐีอีกหลายคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงเพราะส่วนใหญ่ติดอันดับด้วยเหตุผลเฉพาะของตนเอง ที่น่าสังเกตก็คือ เศรษฐีที่มาจากการทำธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักนั้น มีน้อยมาก ที่เด่นชัดจริง ๆ ก็คือ กลุ่มไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นหรือ TUF ที่ติดอันดับ 25 เท่านั้น
ในฐานะของนักลงทุน เราควรจะมองไปข้างหน้า อย่างน้อยสัก 5 ปีขึ้นไป เพื่อดูว่าในอนาคตธุรกิจอะไรที่จะสร้างมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศไทยขึ้นมา ประวัติศาสตร์บอกเราว่า อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าเรารู้หรือคาดได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะมาและใครจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต่อไป การขอ “ร่วมเดินทาง” เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการซื้อหุ้นลงทุนถ้าทำได้ ก็น่าจะทำให้เราพลอยร่ำรวยไปด้วยได้เหมือนกัน
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิตยสารฟอร์บส์ เอเซีย ฉบับประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จัดอันดับเศรษฐีไทยที่มั่งคั่งที่สุด 40 คน นั้นผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เศรษฐีเหล่านี้ทำดังต่อไปนี้
ข้อแรก ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยมาก ๆ นั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับคนจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นคนระดับรากหญ้า ข้อสอง ธุรกิจที่ทำมักเป็นธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดสูง ไม่โดยสัมปทานก็โดยความภักดีในยี่ห้อของลูกค้า ข้อสาม ถ้าไม่ใช่ข้อหนึ่งหรือสองก็เป็นธุรกิจที่กำลังรุ่ง เป็นดารา หรือเป็นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคากำลังดี ทำให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ ลองมาดูว่าเศรษฐีไทย พ.ศ. นี้ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง
เศรษฐีอันดับต้นที่สุดดูเหมือนว่าจะอยู่ในธุรกิจน้ำเมาและเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเจ้าของธุรกิจนี้มีชื่ออยู่ในอันดับที่ 1, 2, 8, 22 และ 36 และเป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง เครื่องดื่มกระทิงแดง เบียร์สิงห์ เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็ม และกระทิงแดงตามลำดับ นี่คือธุรกิจที่มียอดขายสูงมาก อิ่มตัว และทำกำไรได้ดี ขณะเดียวกัน คู่แข่งก็เข้ามาแข่งขันได้ยากเพราะมีข้อจำกัดมากมายเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในด้านของการโฆษณาที่ทำได้จำกัด
เศรษฐีที่รวยในอันดับต่อมาก็คือผู้ที่ทำธุรกิจสื่อสารซึ่งติดอันดับ 3 คนในอันดับที่ 3, 4 และ 19 โดยอันดับที่ 3 นั้นนอกจากทำธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือแล้ว ยังเป็นเจ้าของธุรกิจเกษตรและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นี่คือกลุ่มของ TRUE และ CP ส่วนอันดับที่ 4 และ 19 นั้นเคยเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้บริษัท AIS และ DTAC นี่เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่และเคยโตเร็วมาก ปัจจุบันผู้ใช้บริการมีจำนวนมากครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ มีผู้ใช้บริการหลายสิบล้านคน และผู้เล่นรายใหม่ก็ไม่สามารถเข้ามาเล่นได้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องมีสัมปทาน
เศรษฐีกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดอันดับคนรวยจำนวนมากก็คือผู้ที่ทำอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งติดอันดับ 10, 21, 30, 31 และ 39 ซึ่งเป็นกลุ่มของไทยซัมมิต กลุ่มณรงค์เดช กลุ่มสมบูรณ์แอดว้านซ์ กลุ่มไทยสแตนเลย์ และกลุ่มเครือของไทยซัมมิตตามลำดับ เศรษฐีในกลุ่มนี้ ติดอันดับขึ้นมาเนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่บูมขึ้นมากและสามารถส่งออกได้มากขึ้นอย่างมหาศาลเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย
การเจริญเติบโตของห้างสมัยใหม่ในแบบของ Modern Trade ในประเทศไทยได้สร้างเศรษฐีให้ติดอันดับขึ้นมา 2 ราย คืออันดับที่ 5 และ 34 นั่นคือรายของกลุ่มห้างเซ็นทรัลและบิ๊กซีตามลำดับ และนี่ก็เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ แม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตจะไม่สูงมากนัก แต่แนวโน้มน่าจะยังคงค่อย ๆ เติบโตไปได้อีกนานจนกว่าจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศจะมีห้างสมัยใหม่เหล่านี้
ธุรกิจบันเทิงที่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายค่อนข้างสูงและมีฐานะทางการตลาดที่โดดเด่นและสามารถกีดกันคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถที่จะทำให้เจ้าของร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แม้ว่าตัวธุรกิจจะเติบโตไม่มากแต่เงินสดที่ได้จากธุรกิจจะมีสูงมากและทำให้มูลค่าหุ้นสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรจากธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม ใน 40 รายที่มีการจัดอันดับนั้น คนในกลุ่มนี้ติดอันดับถึง 5 ราย คือในอันดับที่ 7, 9, 26, 37 และ 40 โดยอันดับที่เจ็ดนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าของช่อง 7 แล้ว ยังเป็นนายแบงค์ด้วย อันดับที่ 9 เป็นเจ้าของช่อง 3 อันดับที่ 26 เป็นกลุ่มที่คุมโรงภาพยนตร์ในประเทศกว่าครึ่งคือ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ อันดับที่ 37 ก็ยังมาจากช่อง 7 และอันดับที่ 40 คือกิจการเครือ แกรมมี่
แม้ว่าช่วงเวลานี้จะไม่ใช่ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก เราจึงยังเห็นเศรษฐีในกลุ่มนี้ที่ติดอันดับคนรวยที่สุดในประเทศถึง 4 คน ในอันดับที่ 13, 18, 29 และ 35 เริ่มจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤษาเรียลเอสเตท นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และเครือญาติของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์อีกรายหนึ่ง
เศรษฐีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือผู้รับเหมาซึ่งถึงจะอยู่ในภาวะธุรกิจที่ไม่สดใสแต่เจ้าของธุรกิจก็ยังติดกลุ่มมหาเศรษฐีไทยแม้ว่าจะติดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็คือลำดับที่28, 32 และ 33 นี่คือกลุ่มอิตาเลียนไทย 2 ราย และกลุ่มของ ช. การช่างตามลำดับ
กลุ่มสุดท้ายซึ่งมี 2 รายก็คือผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำตาล นั่นคืออันดับที่ 6 และ 15 โดยอันดับที่ 6 เป็นกลุ่มมิตรผลซึ่งมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่าง และอันดับที่ 15 คือน้ำตาลขอนแก่น นี่คงมาจากการที่ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้ธุรกิจที่ไม่ค่อยสดใสนักกลายเป็นธุรกิจที่มีค่าสูงในช่วงเวลาอันสั้น
ยังมีมหาเศรษฐีอีกหลายคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงเพราะส่วนใหญ่ติดอันดับด้วยเหตุผลเฉพาะของตนเอง ที่น่าสังเกตก็คือ เศรษฐีที่มาจากการทำธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักนั้น มีน้อยมาก ที่เด่นชัดจริง ๆ ก็คือ กลุ่มไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นหรือ TUF ที่ติดอันดับ 25 เท่านั้น
ในฐานะของนักลงทุน เราควรจะมองไปข้างหน้า อย่างน้อยสัก 5 ปีขึ้นไป เพื่อดูว่าในอนาคตธุรกิจอะไรที่จะสร้างมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศไทยขึ้นมา ประวัติศาสตร์บอกเราว่า อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าเรารู้หรือคาดได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะมาและใครจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต่อไป การขอ “ร่วมเดินทาง” เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการซื้อหุ้นลงทุนถ้าทำได้ ก็น่าจะทำให้เราพลอยร่ำรวยไปด้วยได้เหมือนกัน
กระต่ายกับเต่า
กระต่ายกับเต่า
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิทานอีสบที่มีคนอ้างถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องกระต่ายกับเต่า เพราะในแทบทุกเรื่องที่มีการแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจหรือชีวิต หรือการแข่งขันกันของสังคมหรือแม้แต่ในระดับนานาชาติ การเป็น “เต่า” นั้นมักจะได้รับการสรรเสริญและยอมรับนับถือและเป็นที่น่าทึ่งจากผู้คนจำนวนมาก เหตุคงเป็นเพราะว่าเต่านั้นดูเหมือนจะเป็นรองมากทางด้านสรีระ ดังนั้น การได้ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มาจากจิตใจล้วน ๆ
เรื่องที่เล่ากันมานานนับพันปีก็คือ เต่าถูกกระต่ายเยาะเย้ยว่าเชื่องช้าจึงท้ากระต่ายแข่งขันวิ่งเข้าเส้นชัย การแข่งขันเริ่มขึ้นจากการที่กระต่ายวิ่งนำเต่าไปมากโขในเวลาอันสั้น แต่หลังจากนำไปมาก กระต่ายก็ชะล่าใจแวะพักและงีบหลับไป พอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอึกทึกของหมู่สัตว์น้อยใหญ่ก็พบว่าเต่ากำลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัย กระต่ายพยายามวิ่งตามสุดกำลังแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขี้เกียจและประมาทก็จะพ่ายแพ้และนำมาซึ่งความผิดหวัง ผู้ที่มุ่งมั่น ขยันและมีความเพียรพยายามจะเป็นผู้ชนะและประสบความสำเร็จ นั่นคือกระต่ายกับเต่าภาคแรกดั้งเดิมที่มีมานาน แต่ในระยะหลังที่โลกของการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปมาก คนพูดกันแต่เรื่องของความเร็วว่าเป็นหัวใจของชัยชนะ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าก็เลยมีภาคสอง เรื่องมีว่า
หลังจากกระต่ายพ่ายแพ้การแข่งขันในครั้งนั้นซึ่งทำให้เสียหน้าไปมากก็กลับไปคิดทบทวนความผิดพลาดของตนเอง หลังจากนั้นก็กลับไปท้าเต่าแข่งใหม่ เต่ารับคำท้าอย่างมั่นใจเพราะเคยเอาชนะมาแล้ว คราวนี้กระต่ายวิ่งรวดเดียวไม่พักจนถึงเส้นชัยแล้วก็นอนเล่นรอจนเต่าเดินต้วมเตี้ยมมาถึง กระต่ายจึงพูดเยาะเย้ยเต่าว่า “ทีหลังอย่ากำแหง” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเก่ง มีความขยัน และไม่ประมาท อย่างไรก็ชนะคนที่มีแต่ความเพียรพยายามแต่มีศักยภาพที่จำกัด ดูเหมือนว่าโลกในยุคข้อมูลข่าวสารนั้น หลักฐานมีมากมายว่า “กระต่าย” กลายเป็นพระเอก “เต่า” ดูเหมือนว่ากำลังจะตกยุค คนที่ทำอะไรชักช้าไม่มีทางชนะได้ แต่นี่เป็นจริงในทุกเรื่องหรือ? โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนที่ผมพูดอยู่เสมอว่าเราควรลงทุนแบบ “เต่า” และนี่นำเราไปสู่ กระต่ายกับเต่าภาคสาม
หลังจากพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการแข่งขันครั้งที่สอง เต่าเองไม่ท้อถอยหมดหวังหมดกำลังใจตามภาษาเต่าที่มีชีวิตอยู่มานานและผ่านช่วงขึ้นและลงของชีวิตมามาก หลังจากคิดทบทวนจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตนอย่างรอบคอบ เต่าก็กลับไปท้ากระต่ายใหม่ คราวนี้เต่าขอเป็นคนกำหนดเส้นทางแข่งขันเองซึ่งกระต่ายก็ยิ้มเยาะรับคำท้าเพราะคิดว่าอย่างไรเสียเต่าก็ไม่มีทางเอาชนะตนเองได้ พอเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งอย่างรวดเร็วนำหน้าเต่าไปมาก แต่พอเข้าใกล้เหลือเพียงไม่กี่เมตรก่อนถึงเส้นชัย กระต่ายก็พบกับลำน้ำขวางหน้าวิ่งต่อไปไม่ได้ เต่าเดินตามมาอย่างช้า ๆ จนทันกระต่ายที่ริมฝั่งน้ำและว่ายข้ามลำห้วยถึงเส้นชัยในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ในการแข่งขันเอง และมีกลยุทธ์และแผนการที่จะเดินไปตามแนวทางนั้น คุณก็จะเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครขวางคุณได้
การเป็นนักลงทุนแบบเต่านั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ เราต้องเป็นเต่าภาคสาม นั่นคือ เราจะต้องเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาเอง อย่าปล่อยให้คนอื่นมาเป็นคนกำหนดกติกา ความหมายก็คือ เราอย่าไปเล่นตามตลาดหรือตามวิธีการเล่นของคนอื่น ตัวอย่างเช่น การTrade หรือซื้อขายหุ้นเป็นประจำนั้น เป็นเกมหรือสิ่งที่คนทั่วไปทำกัน ถ้าเราทำตามวิธีการนั้นก็แปลว่าเรากำลังเล่นตามกฎเกณฑ์ของคนอื่นซึ่งโอกาสที่เราจะชนะนั้นน้อยเหลือเกินถ้าเราเป็น “เต่า” ที่ไม่มีความสามารถที่เหนือกว่าในด้านของการ Trade หุ้น
การกำหนดเส้นทางหรือเส้นชัยหรือเป้าหมายในการลงทุนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าเราเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง โอกาสชนะหรือประสบความสำเร็จก็จะสูงมาก การกำหนดเส้นทางและเป้าหมายของการลงทุนหมายถึงการวางแผนว่าเราจะมีความมั่งคั่งประมาณเท่าไรในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าจะให้ดีควรกำหนดไว้ด้วยว่าตนเองจะ “เกษียณ” เมื่อไร แต่ไม่ใช่การเกษียณที่กำหนดโดยคนอื่นเช่นนายจ้าง
กำหนดเส้นทางหรือเป้าหมายแล้วก็จะต้องวางกลยุทธ์ที่จะเดินไปให้ถึง กลยุทธ์นั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงความเป็นจริงว่า “เราเป็นเต่า” ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเต่าที่ขยัน เราก็มีศักยภาพที่จำกัด เราเดินได้ปีละไม่เกิน 15-20 เปอร์เซ็นต์ โอกาสที่จะเดินได้ปีละ 10-15% น่าจะมีมากกว่า และนี่ก็คือเฉพาะการลงทุนในหุ้น แต่ถ้าลงทุนในตราสารหนี้หรือฝากเงิน เราจะไปช้ากว่า คือน่าจะได้ปีละไม่เกิน 5- 10% ถ้าเปรียบเทียบกับเต่าจริง ๆ ก็คือ การเดินทางในน้ำกับการเดินทางบนบกก็มีความเร็วไม่เหมือนกัน มีความเหน็ดเหนื่อยไม่เท่ากัน นักลงทุน “เต่า” ที่ไม่รู้หรือไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดนี้และพยายามทำตัวแบบ “กระต่าย” หรือเดินด้วยอัตราเร่งมากเกินไปอาจจะ “เหนื่อยตาย” เสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย
พูดโดยสรุปก็คือ การลงทุนสไตล์เต่าภาคสามนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการลงทุนสูง เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้คุณได้เปรียบ คุณเลือกได้แม้กระทั่งว่าคุณจะลงทุนเฉพาะหุ้นในกลุ่มไหนที่คุณรู้จักและเข้าใจมันได้ดี ส่วนหุ้นที่คนอื่นเล่นกันและบอกว่าดีแต่คุณไม่เข้าใจ คุณก็จะไม่เล่น ข้อสำคัญมีเพียงว่าคุณต้องจริงใจกับตนเองว่าคุณรู้อะไรจริง ๆ และอะไรที่คุณไม่รู้ อย่าประมาณตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ชัยชนะของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณแต่มันขึ้นอยู่กับการกำหนดกติกาของคุณต่างหาก เพราะฉะนั้น กำหนดกติกาให้ดี เดินไปตามทางนั้น แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณคิด
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิทานอีสบที่มีคนอ้างถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องกระต่ายกับเต่า เพราะในแทบทุกเรื่องที่มีการแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจหรือชีวิต หรือการแข่งขันกันของสังคมหรือแม้แต่ในระดับนานาชาติ การเป็น “เต่า” นั้นมักจะได้รับการสรรเสริญและยอมรับนับถือและเป็นที่น่าทึ่งจากผู้คนจำนวนมาก เหตุคงเป็นเพราะว่าเต่านั้นดูเหมือนจะเป็นรองมากทางด้านสรีระ ดังนั้น การได้ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มาจากจิตใจล้วน ๆ
เรื่องที่เล่ากันมานานนับพันปีก็คือ เต่าถูกกระต่ายเยาะเย้ยว่าเชื่องช้าจึงท้ากระต่ายแข่งขันวิ่งเข้าเส้นชัย การแข่งขันเริ่มขึ้นจากการที่กระต่ายวิ่งนำเต่าไปมากโขในเวลาอันสั้น แต่หลังจากนำไปมาก กระต่ายก็ชะล่าใจแวะพักและงีบหลับไป พอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอึกทึกของหมู่สัตว์น้อยใหญ่ก็พบว่าเต่ากำลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัย กระต่ายพยายามวิ่งตามสุดกำลังแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขี้เกียจและประมาทก็จะพ่ายแพ้และนำมาซึ่งความผิดหวัง ผู้ที่มุ่งมั่น ขยันและมีความเพียรพยายามจะเป็นผู้ชนะและประสบความสำเร็จ นั่นคือกระต่ายกับเต่าภาคแรกดั้งเดิมที่มีมานาน แต่ในระยะหลังที่โลกของการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปมาก คนพูดกันแต่เรื่องของความเร็วว่าเป็นหัวใจของชัยชนะ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าก็เลยมีภาคสอง เรื่องมีว่า
หลังจากกระต่ายพ่ายแพ้การแข่งขันในครั้งนั้นซึ่งทำให้เสียหน้าไปมากก็กลับไปคิดทบทวนความผิดพลาดของตนเอง หลังจากนั้นก็กลับไปท้าเต่าแข่งใหม่ เต่ารับคำท้าอย่างมั่นใจเพราะเคยเอาชนะมาแล้ว คราวนี้กระต่ายวิ่งรวดเดียวไม่พักจนถึงเส้นชัยแล้วก็นอนเล่นรอจนเต่าเดินต้วมเตี้ยมมาถึง กระต่ายจึงพูดเยาะเย้ยเต่าว่า “ทีหลังอย่ากำแหง” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเก่ง มีความขยัน และไม่ประมาท อย่างไรก็ชนะคนที่มีแต่ความเพียรพยายามแต่มีศักยภาพที่จำกัด ดูเหมือนว่าโลกในยุคข้อมูลข่าวสารนั้น หลักฐานมีมากมายว่า “กระต่าย” กลายเป็นพระเอก “เต่า” ดูเหมือนว่ากำลังจะตกยุค คนที่ทำอะไรชักช้าไม่มีทางชนะได้ แต่นี่เป็นจริงในทุกเรื่องหรือ? โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนที่ผมพูดอยู่เสมอว่าเราควรลงทุนแบบ “เต่า” และนี่นำเราไปสู่ กระต่ายกับเต่าภาคสาม
หลังจากพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการแข่งขันครั้งที่สอง เต่าเองไม่ท้อถอยหมดหวังหมดกำลังใจตามภาษาเต่าที่มีชีวิตอยู่มานานและผ่านช่วงขึ้นและลงของชีวิตมามาก หลังจากคิดทบทวนจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตนอย่างรอบคอบ เต่าก็กลับไปท้ากระต่ายใหม่ คราวนี้เต่าขอเป็นคนกำหนดเส้นทางแข่งขันเองซึ่งกระต่ายก็ยิ้มเยาะรับคำท้าเพราะคิดว่าอย่างไรเสียเต่าก็ไม่มีทางเอาชนะตนเองได้ พอเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งอย่างรวดเร็วนำหน้าเต่าไปมาก แต่พอเข้าใกล้เหลือเพียงไม่กี่เมตรก่อนถึงเส้นชัย กระต่ายก็พบกับลำน้ำขวางหน้าวิ่งต่อไปไม่ได้ เต่าเดินตามมาอย่างช้า ๆ จนทันกระต่ายที่ริมฝั่งน้ำและว่ายข้ามลำห้วยถึงเส้นชัยในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ในการแข่งขันเอง และมีกลยุทธ์และแผนการที่จะเดินไปตามแนวทางนั้น คุณก็จะเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครขวางคุณได้
การเป็นนักลงทุนแบบเต่านั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ เราต้องเป็นเต่าภาคสาม นั่นคือ เราจะต้องเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาเอง อย่าปล่อยให้คนอื่นมาเป็นคนกำหนดกติกา ความหมายก็คือ เราอย่าไปเล่นตามตลาดหรือตามวิธีการเล่นของคนอื่น ตัวอย่างเช่น การTrade หรือซื้อขายหุ้นเป็นประจำนั้น เป็นเกมหรือสิ่งที่คนทั่วไปทำกัน ถ้าเราทำตามวิธีการนั้นก็แปลว่าเรากำลังเล่นตามกฎเกณฑ์ของคนอื่นซึ่งโอกาสที่เราจะชนะนั้นน้อยเหลือเกินถ้าเราเป็น “เต่า” ที่ไม่มีความสามารถที่เหนือกว่าในด้านของการ Trade หุ้น
การกำหนดเส้นทางหรือเส้นชัยหรือเป้าหมายในการลงทุนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าเราเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง โอกาสชนะหรือประสบความสำเร็จก็จะสูงมาก การกำหนดเส้นทางและเป้าหมายของการลงทุนหมายถึงการวางแผนว่าเราจะมีความมั่งคั่งประมาณเท่าไรในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าจะให้ดีควรกำหนดไว้ด้วยว่าตนเองจะ “เกษียณ” เมื่อไร แต่ไม่ใช่การเกษียณที่กำหนดโดยคนอื่นเช่นนายจ้าง
กำหนดเส้นทางหรือเป้าหมายแล้วก็จะต้องวางกลยุทธ์ที่จะเดินไปให้ถึง กลยุทธ์นั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงความเป็นจริงว่า “เราเป็นเต่า” ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเต่าที่ขยัน เราก็มีศักยภาพที่จำกัด เราเดินได้ปีละไม่เกิน 15-20 เปอร์เซ็นต์ โอกาสที่จะเดินได้ปีละ 10-15% น่าจะมีมากกว่า และนี่ก็คือเฉพาะการลงทุนในหุ้น แต่ถ้าลงทุนในตราสารหนี้หรือฝากเงิน เราจะไปช้ากว่า คือน่าจะได้ปีละไม่เกิน 5- 10% ถ้าเปรียบเทียบกับเต่าจริง ๆ ก็คือ การเดินทางในน้ำกับการเดินทางบนบกก็มีความเร็วไม่เหมือนกัน มีความเหน็ดเหนื่อยไม่เท่ากัน นักลงทุน “เต่า” ที่ไม่รู้หรือไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดนี้และพยายามทำตัวแบบ “กระต่าย” หรือเดินด้วยอัตราเร่งมากเกินไปอาจจะ “เหนื่อยตาย” เสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย
พูดโดยสรุปก็คือ การลงทุนสไตล์เต่าภาคสามนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการลงทุนสูง เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้คุณได้เปรียบ คุณเลือกได้แม้กระทั่งว่าคุณจะลงทุนเฉพาะหุ้นในกลุ่มไหนที่คุณรู้จักและเข้าใจมันได้ดี ส่วนหุ้นที่คนอื่นเล่นกันและบอกว่าดีแต่คุณไม่เข้าใจ คุณก็จะไม่เล่น ข้อสำคัญมีเพียงว่าคุณต้องจริงใจกับตนเองว่าคุณรู้อะไรจริง ๆ และอะไรที่คุณไม่รู้ อย่าประมาณตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ชัยชนะของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณแต่มันขึ้นอยู่กับการกำหนดกติกาของคุณต่างหาก เพราะฉะนั้น กำหนดกติกาให้ดี เดินไปตามทางนั้น แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณคิด
เงินเฟ้อกับหุ้น
เงินเฟ้อกับหุ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภาวะเงินเฟ้อนั้น ตามนิยามก็คือ สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นวัตถุสิ่งของทั้งที่ใช้เพื่อการบริโภคและเพื่อการผลิตทั้งหลายมักจะมีราคาแพงขึ้น ที่ชัดเจนก็คือ ที่ดินและบ้านมักมีมูลค่าสูงขึ้น ทองมีราคาสูงขึ้น มองอีกด้านหนึ่ง เงินที่เป็นธนบัตรและที่อยู่ในบัญชีมีค่าน้อยลง เพราะฉะนั้น ในยามที่เกิดเงินเฟ้อ การเก็บเป็นเงินสดไว้จะมีแต่ “ขาดทุน” เพราะยิ่งนานก็ยิ่งซื้อของได้น้อยลง การฝากเงินไว้ในธนาคารก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นคุ้มกับเงินที่มีค่าลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อหรือไม่ ถ้าดอกเบี้ยได้ปีละ 2% แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 5% อย่างที่เกิดขึ้นในบางช่วง ก็แปลว่าเรากำลัง “ขาดทุน” หรือมีอำนาจในการซื้อลดลงปีละ 3% หรือที่พูดกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบปีละ 3%
ในยามที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมากอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ ในฐานะของนักลงทุน เราควรรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่น่าจะมีมูลค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น พูดโดยทั่วไป อะไรที่เป็นสิ่งของ เป็นสินค้า หรือเป็นทรัพย์สิน ที่นำบริโภคหรือใช้สอยได้ มักจะมีค่ามากขึ้น อะไรที่เป็น “กระดาษ” เช่นธนบัตรหรือเงินสดในบัญชีมักจะมีค่าน้อยลง ซึ่งนี่ก็นำมาสู่การลงทุนที่สำคัญนั่นก็คือ หุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่จะถูกกระทบทันทีจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เหตุผลที่ทำให้พันธบัตรมีค่าหรือมีราคาลดลงก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้คนเทขายพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้นราคาของพันธบัตรจึงปรับตัวลง ยิ่งพันธบัตรมีอายุเหลืออยู่มากขึ้น ราคาของพันธบัตรนั้นก็จะมีราคาลดลงมากขึ้น ดังนั้นถ้าคิดว่าเงินเฟ้อกำลังมา อย่าซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่
หุ้นก็เป็น “กระดาษ” เหมือนกัน ดังนั้นโดยการเปรียบเทียบหุ้นก็น่าจะมีค่าลดลงในยามที่เงินเฟ้อ แต่หุ้นก็คือความเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ พูดให้ง่ายก็คือการถือหุ้นก็คือการถือที่ดิน โรงงาน อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นระบบการบริหาร ยี่ห้อสินค้า และอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว หุ้นเป็นตัวแทนของทรัพย์สินที่จับต้องได้ หุ้นไม่ใช่ “กระดาษ” ดังนั้นหุ้นจึงน่าจะมีมูลค่าหรือราคาเพิ่มขึ้นในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงมีแนวความคิดว่า ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ เช่นบ้านและที่ดิน
ที่กล่าวถึงนั้นเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง แต่ในโลกของความเป็นจริงในตลาดหุ้นนั้น เวลาเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง มีน้อยมากที่หุ้นจะมีมูลค่ามากขึ้น ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ราคาหุ้นกลับตกลงมาอย่างหนัก บางครั้งเกือบจะวิกฤติ เหตุผลที่หุ้นตกนั้นมีมากมายดังต่อไปนี้
ข้อแรก เงินเฟ้อทำให้วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีราคาสูงขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้หรือทำได้ช้ากว่าเพราะแรงกดดันของคู่แข่งหรือจากการควบคุมราคาของรัฐ ดังนั้น ในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ เราจึงมักจะพบว่ายอดขายของกิจการเพิ่มขึ้นแต่กำไรกลับคงที่หรือลดน้อยลงทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนหรือลดลง
ข้อสอง ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น กระแสเงินสดของกิจการที่สามารถนำมาจ่ายปันผลมักจะลดลง เหตุผลก็คือ เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กิจการจะต้องใช้เงินมากขึ้นในการสต็อคสินค้าจำนวนเท่าเดิม เงินสดถูกล็อคไว้ในสินทรัพย์หมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนั้น ภาวะเงินเฟ้อทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่กิจการจะต้องลงทุนซื้อมาบำรุงรักษาและขยายกำลังการผลิตมีราคาสูงขึ้น ทำให้กิจการต้องเก็บเงินสดไว้เพื่อการนี้มากขึ้น ผลก็คือ ปันผลซึ่งเป็นตัวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริงลดลงทำให้ราคาหุ้นลดลง
สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ทางวิชาการเงินเรียกว่าอัตราคิดลดหรือ Discount Rate นี่ก็คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว นั่นคือ ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงนั้น นักลงทุนสามารถลงทุนซื้อพันธบัตรหรือฝากเงินกับสถาบันการเงินโดยมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ดังนั้นเขาจึงย้ายเงินไปลงทุนในตราสารดังกล่าว และจะมาลงทุนในหุ้นต่อเมื่อราคาหุ้นตกลงมามากพอที่เขาจะสามารถลงทุนและได้ปันผลคุ้มค่าเท่านั้น ผลจากการนี้ก็คือ เมื่อมีการคาดว่าเงินจะเฟ้อมากขึ้น ราคาหุ้นจะปรับตัวลง และนี่ทำให้หุ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ตามทฤษฎีที่พูดกันอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ หุ้นอาจจะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แต่ก็อย่างที่ลอร์ดเคน เคยพูดไว้ ในระยะยาวแล้วทุกคนก็ตายหมด เลยไม่รู้ว่าจะพูดกันไปทำไม
ข้อสรุปของผมก็คือ ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการลงทุนโดยเฉพาะในตราสารหนี้และหุ้น ไม่ต้องพูดถึงการถือเงินสด อย่างไรก็ตาม การย้ายเงินไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ รวมถึงทองก็ไม่ได้รับประกันว่าจะให้ผลดี เหตุผลก็คือ เราไม่รู้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน ถ้าเงินเฟ้อลดลงในเวลารวดเร็ว การผูกติดกับทรัพย์สินที่ขายยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงซึ่งอาจรวมถึงค่าคอมมิชชั่นและภาษี อาจจะทำให้การลงทุนนั้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นดี ๆ ที่อาจจะถูกกระทบบ้างแต่ไม่มาก และพร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปเมื่อภาวะเงินเฟ้อลดลงแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำก็คือ ในภาวะที่เรากลัวเงินเฟ้อ เราก็ต้องหาหุ้นที่สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ซึ่งก็มีอยู่ แม้ว่าจะมีไม่มากนัก มันคงเหมือนกับการฝ่ามรสุมที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การที่จะเดินเรืออ้อมไปนั้นมักจะเสียเวลามากกว่า
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภาวะเงินเฟ้อนั้น ตามนิยามก็คือ สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นวัตถุสิ่งของทั้งที่ใช้เพื่อการบริโภคและเพื่อการผลิตทั้งหลายมักจะมีราคาแพงขึ้น ที่ชัดเจนก็คือ ที่ดินและบ้านมักมีมูลค่าสูงขึ้น ทองมีราคาสูงขึ้น มองอีกด้านหนึ่ง เงินที่เป็นธนบัตรและที่อยู่ในบัญชีมีค่าน้อยลง เพราะฉะนั้น ในยามที่เกิดเงินเฟ้อ การเก็บเป็นเงินสดไว้จะมีแต่ “ขาดทุน” เพราะยิ่งนานก็ยิ่งซื้อของได้น้อยลง การฝากเงินไว้ในธนาคารก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นคุ้มกับเงินที่มีค่าลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อหรือไม่ ถ้าดอกเบี้ยได้ปีละ 2% แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 5% อย่างที่เกิดขึ้นในบางช่วง ก็แปลว่าเรากำลัง “ขาดทุน” หรือมีอำนาจในการซื้อลดลงปีละ 3% หรือที่พูดกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบปีละ 3%
ในยามที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมากอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ ในฐานะของนักลงทุน เราควรรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่น่าจะมีมูลค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น พูดโดยทั่วไป อะไรที่เป็นสิ่งของ เป็นสินค้า หรือเป็นทรัพย์สิน ที่นำบริโภคหรือใช้สอยได้ มักจะมีค่ามากขึ้น อะไรที่เป็น “กระดาษ” เช่นธนบัตรหรือเงินสดในบัญชีมักจะมีค่าน้อยลง ซึ่งนี่ก็นำมาสู่การลงทุนที่สำคัญนั่นก็คือ หุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่จะถูกกระทบทันทีจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เหตุผลที่ทำให้พันธบัตรมีค่าหรือมีราคาลดลงก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้คนเทขายพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้นราคาของพันธบัตรจึงปรับตัวลง ยิ่งพันธบัตรมีอายุเหลืออยู่มากขึ้น ราคาของพันธบัตรนั้นก็จะมีราคาลดลงมากขึ้น ดังนั้นถ้าคิดว่าเงินเฟ้อกำลังมา อย่าซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่
หุ้นก็เป็น “กระดาษ” เหมือนกัน ดังนั้นโดยการเปรียบเทียบหุ้นก็น่าจะมีค่าลดลงในยามที่เงินเฟ้อ แต่หุ้นก็คือความเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ พูดให้ง่ายก็คือการถือหุ้นก็คือการถือที่ดิน โรงงาน อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นระบบการบริหาร ยี่ห้อสินค้า และอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว หุ้นเป็นตัวแทนของทรัพย์สินที่จับต้องได้ หุ้นไม่ใช่ “กระดาษ” ดังนั้นหุ้นจึงน่าจะมีมูลค่าหรือราคาเพิ่มขึ้นในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงมีแนวความคิดว่า ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ เช่นบ้านและที่ดิน
ที่กล่าวถึงนั้นเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง แต่ในโลกของความเป็นจริงในตลาดหุ้นนั้น เวลาเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง มีน้อยมากที่หุ้นจะมีมูลค่ามากขึ้น ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ราคาหุ้นกลับตกลงมาอย่างหนัก บางครั้งเกือบจะวิกฤติ เหตุผลที่หุ้นตกนั้นมีมากมายดังต่อไปนี้
ข้อแรก เงินเฟ้อทำให้วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีราคาสูงขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้หรือทำได้ช้ากว่าเพราะแรงกดดันของคู่แข่งหรือจากการควบคุมราคาของรัฐ ดังนั้น ในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ เราจึงมักจะพบว่ายอดขายของกิจการเพิ่มขึ้นแต่กำไรกลับคงที่หรือลดน้อยลงทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนหรือลดลง
ข้อสอง ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น กระแสเงินสดของกิจการที่สามารถนำมาจ่ายปันผลมักจะลดลง เหตุผลก็คือ เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กิจการจะต้องใช้เงินมากขึ้นในการสต็อคสินค้าจำนวนเท่าเดิม เงินสดถูกล็อคไว้ในสินทรัพย์หมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนั้น ภาวะเงินเฟ้อทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่กิจการจะต้องลงทุนซื้อมาบำรุงรักษาและขยายกำลังการผลิตมีราคาสูงขึ้น ทำให้กิจการต้องเก็บเงินสดไว้เพื่อการนี้มากขึ้น ผลก็คือ ปันผลซึ่งเป็นตัวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริงลดลงทำให้ราคาหุ้นลดลง
สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ทางวิชาการเงินเรียกว่าอัตราคิดลดหรือ Discount Rate นี่ก็คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว นั่นคือ ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงนั้น นักลงทุนสามารถลงทุนซื้อพันธบัตรหรือฝากเงินกับสถาบันการเงินโดยมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ดังนั้นเขาจึงย้ายเงินไปลงทุนในตราสารดังกล่าว และจะมาลงทุนในหุ้นต่อเมื่อราคาหุ้นตกลงมามากพอที่เขาจะสามารถลงทุนและได้ปันผลคุ้มค่าเท่านั้น ผลจากการนี้ก็คือ เมื่อมีการคาดว่าเงินจะเฟ้อมากขึ้น ราคาหุ้นจะปรับตัวลง และนี่ทำให้หุ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ตามทฤษฎีที่พูดกันอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ หุ้นอาจจะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แต่ก็อย่างที่ลอร์ดเคน เคยพูดไว้ ในระยะยาวแล้วทุกคนก็ตายหมด เลยไม่รู้ว่าจะพูดกันไปทำไม
ข้อสรุปของผมก็คือ ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการลงทุนโดยเฉพาะในตราสารหนี้และหุ้น ไม่ต้องพูดถึงการถือเงินสด อย่างไรก็ตาม การย้ายเงินไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ รวมถึงทองก็ไม่ได้รับประกันว่าจะให้ผลดี เหตุผลก็คือ เราไม่รู้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน ถ้าเงินเฟ้อลดลงในเวลารวดเร็ว การผูกติดกับทรัพย์สินที่ขายยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงซึ่งอาจรวมถึงค่าคอมมิชชั่นและภาษี อาจจะทำให้การลงทุนนั้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นดี ๆ ที่อาจจะถูกกระทบบ้างแต่ไม่มาก และพร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปเมื่อภาวะเงินเฟ้อลดลงแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำก็คือ ในภาวะที่เรากลัวเงินเฟ้อ เราก็ต้องหาหุ้นที่สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ซึ่งก็มีอยู่ แม้ว่าจะมีไม่มากนัก มันคงเหมือนกับการฝ่ามรสุมที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การที่จะเดินเรืออ้อมไปนั้นมักจะเสียเวลามากกว่า
บัฟเฟตต์ภาคแรก
บัฟเฟตต์ภาคแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ชีวิตและการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์ ในปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปในอเมริกา ในเมืองไทยเองนั้น นักลงทุนจำนวนมากน่าจะรู้จักเขาพอสมควร นักลงทุนหลายคนนับถือและยึดถือเขาเป็นแบบอย่างในการลงทุน บทความเกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกเขียนขึ้นหลาย ๆ ครั้งทั้งในคอลัมน์นี้และในที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วพูดถึงสิ่งที่เขาทำ ผลงาน พอร์ตโฟลิโอ และความมั่งคั่งของเขาเมื่อเขาดังและประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับ Value Investor ทั่ว ๆ ไปนั้น น่าจะอยู่ที่ชีวิตของบัฟเฟตต์ในขณะที่เขายังไม่ดัง ไม่เป็นที่รู้จัก ในเวลาที่คนยังถามว่า ใครนะวอเร็นบัฟเฟตต์ ? เพราะนี่คือช่วงเวลาที่นักลงทุนควรศึกษาว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ทำอย่างไรถึงได้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้และเราจะสามารถเดินตามรอยเขาได้แค่ไหน
วอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกกล่าวขวัญเป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ Supermoney ซึ่งเขียนโดย "Adam Smith" ผู้โด่งดัง หรือชื่อจริงคือ George Goodman บทความเขียนขึ้นในช่วงประมาณปี 1970 ซึ่งเป็นเสมือนการเปิดตัวบัฟเฟตต์ในฐานะของเซียนหุ้นที่มีผลงานโดดเด่นโดยใช้แนวทางของ เบน เกรแฮม ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครในวงการผู้บริหารเงินมืออาชีพทั้งหลายในยุคนั้น และต่อไปนี้คือสาระสำคัญบางส่วนที่น่าสนใจ
อดัม สมิทธ์ เล่าว่าเขารู้จักบัฟเฟตต์ เนื่องจากเบนเกรแฮม ขอให้เขาช่วยเขียน The Intelligent Investor ในการพิมพ์ครั้งใหม่ เกรแฮมบอกเขาว่า มีคนเพียงสองคนที่เขาอยากให้ร่วมเขียนด้วยคือเขาและวอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นทำให้อดัม สมิทธ์ งงและอยากรู้จักว่าใครคือวอเร็น บัฟเฟตต์ เพราะในขณะนั้น ไม่มีใครในวงการหุ้นแม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นนักเขียนเรื่องหุ้นชื่อดังรู้จักบัฟเฟตต์
เมื่อได้พบและรู้จักบัฟเฟตต์แล้ว อดัม สมิทธ์ ได้เขียนเรื่องของเขาโดยบอกว่า สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ บัฟเฟตต์ นั้นก็คือ เขาเข้าข่ายที่จะเรียกได้ว่าเป็นนักบริหารเงินลงทุนที่โดดเด่นในยุคสมัยได้อย่างสบายมาก แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือ เขาทำมันได้ด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง นั่นก็คือ ในขณะที่พวกสิงห์ปืนไวในช่วงทศวรรษที่ 1960 กำลังโปรโมทกันเองในพับชื่อดังที่พวกเขาชอบพบกัน แล้วก็กลับมาเฝ้าจอหุ้นในออฟฟิสที่นิวยอร์ค บัฟเฟตต์ก็กำลังทำผลงานการลงทุนที่ดีที่สุดในวงการจากเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาโดยที่ไม่มีจอดูหุ้น ไม่มีพับชื่อดัง ไม่มีการกัดเล็บ ไม่มียาคลายเครียด ไม่มียารักษาโรคกระเพาะ ไม่มีเกมแบ็คแกมมอนหลังจากตลาดปิด ไม่มีหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ไม่มีหุ้นเทคโนโลยี ไม่มีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่มีหุ้นแบบ "Concept Stock" หรือหุ้นที่กำลังนิยมกันมากในช่วงนั้น มีแต่เพียง การลงทุนแบบ เบน เกรแฮม พันธุ์แท้ ที่ถูกประยุคใช้อย่างเสมอต้นเสมอปลายสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ หุ้นธรรมดา ๆ ที่เงียบเหงา เข้าใจง่าย และมีเวลาเหลือเฟือให้กับลูก ๆ สำหรับเกมแฮนด์บอล และการฟังเสียงข้าวโพดที่กำลังแตกยอดในท้องทุ่ง
ก็จริง ที่บัฟเฟตต์ ไม่ได้บริหารกองทุนรวม ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องถูกกดดันจากเซลแมนที่ต้องการขายหน่วยลงทุน ในขณะที่เขาสร้างสถิติการลงทุนด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง หุ้นตัวที่ทำกำไรมาก ๆ บางตัวก็เข้าข่ายเป็นหุ้นตามปรัชญาการลงทุนแบบหุ้นโตเร็ว เขาไม่มีคณะกรรมการที่จะต้องขออนุมัติหรือรายงาน เขาไม่มีจ้าวนาย เขาไม่ทำตัวเป็นข่าว ที่จริงสื่อเองก็ไม่สนใจเขา ถ้าเขาซื้อหุ้นในบริษัทมากจนมีอำนาจในการควบคุมเขาก็พร้อมที่จะเข้าไปคุม ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เขามีอิสระและคล่องตัวจากข้อจำกัดทั้งหลาย
ห้างหุ้นส่วนของเขาเริ่มในปี 1956 ด้วยเงิน 105,000 เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลุง ป้า และญาติคนอื่น ๆ มันปิดตัวลงในปี 1969 ด้วยการเติบโตปีละ 31% ทบต้น เงิน 10,000 เหรียญในปี 1957 จะเพิ่มขึ้นเป็น 260,000 เหรียญในช่วงเวลา 13 ปีนั้น ห้างหุ้นส่วนกำไรทุกปีไม่มีปีไหนขาดทุนรวมทั้งในปีที่ตลาดหุ้นตกหนักในปี 1962 และ 1966 หุ้นส่วนทุกคนจะได้รับรายงานปีละครั้งที่จะบอกถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากทำสถิติการลงทุนและทำให้ทั้งหุ้นส่วนและตัวเขาค่อนข้างสบายแล้ว บัฟเฟตต์ก็ทำในสิ่งที่ผิดธรรมดาอีกครั้งหนึ่งคือ เขาเลิก ในตอนนั้นเขาอายุ 39 ปี เขาบอกว่ามันยากขึ้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ ในการที่จะหาหุ้นดี ๆ และแน่นอน แรงกระตุ้นของเขาก็อ่อนลงไปมากจากความสำเร็จของตนเองเพราะในขณะนั้นเขามีเงินถึงประมาณ 25 ล้านเหรียญและเขามีอย่างอื่นในชีวิตที่จะทำ และนี่คือภาคแรกของบัฟเฟตต์ที่เล่าโดย อดัม สมิทธ์เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว
แน่นอน หลังจากที่เลิกห้างหุ้นส่วน และออกจากตลาดไปในช่วงที่ตลาดกำลังบูมมาก บัฟเฟตต์ได้กลับมาอีกครั้งโดยอาศัยบริษัทเบิร์กไชร์ฮาธาเวย์ หลังจากที่ตลาดถล่มกลับลงมาแล้วและกลายเป็นภาคสองของบัฟเฟตต์ที่เรารู้จักกันมาก บทเรียนบางประการสำหรับภาคแรกของบัฟเฟตต์ก็คือ ข้อแรก ในช่วงแรกที่เม็ดเงินยังน้อยนั้น ผลตอบแทนของเขาสูงถึง 31% ในขณะที่ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของเขาทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งแปลว่า ช่วงที่พอร์ตยังเล็ก ผลตอบแทนจะสูงกว่าช่วงพอร์ตใหญ่ สอง ในช่วงที่มีเงินน้อยนั้นเงินส่วนใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจากการบริหารเงินให้คนอื่นแล้วได้ส่วนแบ่งกำไร ดังนั้นคนที่คิดจะเลิกจากการทำงานที่มีรายได้แน่นอนแล้วมาลงทุนอย่างเดียวควรคิดให้หนัก ข้อสาม การใช้ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของบัฟเฟตต์ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าเม็ดเงินและชื่อเสียงของบัฟเฟตต์จะเพิ่มขึ้นมาก และนี่ก็เป็นข้อสังเกตและบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ Value Investor ที่กำลังเริ่มเดินทางตามผู้นำที่ยิ่งใหญ่
โลกในมุมมองของ Value Investor
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ชีวิตและการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์ ในปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปในอเมริกา ในเมืองไทยเองนั้น นักลงทุนจำนวนมากน่าจะรู้จักเขาพอสมควร นักลงทุนหลายคนนับถือและยึดถือเขาเป็นแบบอย่างในการลงทุน บทความเกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกเขียนขึ้นหลาย ๆ ครั้งทั้งในคอลัมน์นี้และในที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วพูดถึงสิ่งที่เขาทำ ผลงาน พอร์ตโฟลิโอ และความมั่งคั่งของเขาเมื่อเขาดังและประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับ Value Investor ทั่ว ๆ ไปนั้น น่าจะอยู่ที่ชีวิตของบัฟเฟตต์ในขณะที่เขายังไม่ดัง ไม่เป็นที่รู้จัก ในเวลาที่คนยังถามว่า ใครนะวอเร็นบัฟเฟตต์ ? เพราะนี่คือช่วงเวลาที่นักลงทุนควรศึกษาว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ทำอย่างไรถึงได้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้และเราจะสามารถเดินตามรอยเขาได้แค่ไหน
วอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกกล่าวขวัญเป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ Supermoney ซึ่งเขียนโดย "Adam Smith" ผู้โด่งดัง หรือชื่อจริงคือ George Goodman บทความเขียนขึ้นในช่วงประมาณปี 1970 ซึ่งเป็นเสมือนการเปิดตัวบัฟเฟตต์ในฐานะของเซียนหุ้นที่มีผลงานโดดเด่นโดยใช้แนวทางของ เบน เกรแฮม ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครในวงการผู้บริหารเงินมืออาชีพทั้งหลายในยุคนั้น และต่อไปนี้คือสาระสำคัญบางส่วนที่น่าสนใจ
อดัม สมิทธ์ เล่าว่าเขารู้จักบัฟเฟตต์ เนื่องจากเบนเกรแฮม ขอให้เขาช่วยเขียน The Intelligent Investor ในการพิมพ์ครั้งใหม่ เกรแฮมบอกเขาว่า มีคนเพียงสองคนที่เขาอยากให้ร่วมเขียนด้วยคือเขาและวอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นทำให้อดัม สมิทธ์ งงและอยากรู้จักว่าใครคือวอเร็น บัฟเฟตต์ เพราะในขณะนั้น ไม่มีใครในวงการหุ้นแม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นนักเขียนเรื่องหุ้นชื่อดังรู้จักบัฟเฟตต์
เมื่อได้พบและรู้จักบัฟเฟตต์แล้ว อดัม สมิทธ์ ได้เขียนเรื่องของเขาโดยบอกว่า สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ บัฟเฟตต์ นั้นก็คือ เขาเข้าข่ายที่จะเรียกได้ว่าเป็นนักบริหารเงินลงทุนที่โดดเด่นในยุคสมัยได้อย่างสบายมาก แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือ เขาทำมันได้ด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง นั่นก็คือ ในขณะที่พวกสิงห์ปืนไวในช่วงทศวรรษที่ 1960 กำลังโปรโมทกันเองในพับชื่อดังที่พวกเขาชอบพบกัน แล้วก็กลับมาเฝ้าจอหุ้นในออฟฟิสที่นิวยอร์ค บัฟเฟตต์ก็กำลังทำผลงานการลงทุนที่ดีที่สุดในวงการจากเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาโดยที่ไม่มีจอดูหุ้น ไม่มีพับชื่อดัง ไม่มีการกัดเล็บ ไม่มียาคลายเครียด ไม่มียารักษาโรคกระเพาะ ไม่มีเกมแบ็คแกมมอนหลังจากตลาดปิด ไม่มีหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ไม่มีหุ้นเทคโนโลยี ไม่มีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่มีหุ้นแบบ "Concept Stock" หรือหุ้นที่กำลังนิยมกันมากในช่วงนั้น มีแต่เพียง การลงทุนแบบ เบน เกรแฮม พันธุ์แท้ ที่ถูกประยุคใช้อย่างเสมอต้นเสมอปลายสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ หุ้นธรรมดา ๆ ที่เงียบเหงา เข้าใจง่าย และมีเวลาเหลือเฟือให้กับลูก ๆ สำหรับเกมแฮนด์บอล และการฟังเสียงข้าวโพดที่กำลังแตกยอดในท้องทุ่ง
ก็จริง ที่บัฟเฟตต์ ไม่ได้บริหารกองทุนรวม ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องถูกกดดันจากเซลแมนที่ต้องการขายหน่วยลงทุน ในขณะที่เขาสร้างสถิติการลงทุนด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง หุ้นตัวที่ทำกำไรมาก ๆ บางตัวก็เข้าข่ายเป็นหุ้นตามปรัชญาการลงทุนแบบหุ้นโตเร็ว เขาไม่มีคณะกรรมการที่จะต้องขออนุมัติหรือรายงาน เขาไม่มีจ้าวนาย เขาไม่ทำตัวเป็นข่าว ที่จริงสื่อเองก็ไม่สนใจเขา ถ้าเขาซื้อหุ้นในบริษัทมากจนมีอำนาจในการควบคุมเขาก็พร้อมที่จะเข้าไปคุม ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เขามีอิสระและคล่องตัวจากข้อจำกัดทั้งหลาย
ห้างหุ้นส่วนของเขาเริ่มในปี 1956 ด้วยเงิน 105,000 เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลุง ป้า และญาติคนอื่น ๆ มันปิดตัวลงในปี 1969 ด้วยการเติบโตปีละ 31% ทบต้น เงิน 10,000 เหรียญในปี 1957 จะเพิ่มขึ้นเป็น 260,000 เหรียญในช่วงเวลา 13 ปีนั้น ห้างหุ้นส่วนกำไรทุกปีไม่มีปีไหนขาดทุนรวมทั้งในปีที่ตลาดหุ้นตกหนักในปี 1962 และ 1966 หุ้นส่วนทุกคนจะได้รับรายงานปีละครั้งที่จะบอกถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากทำสถิติการลงทุนและทำให้ทั้งหุ้นส่วนและตัวเขาค่อนข้างสบายแล้ว บัฟเฟตต์ก็ทำในสิ่งที่ผิดธรรมดาอีกครั้งหนึ่งคือ เขาเลิก ในตอนนั้นเขาอายุ 39 ปี เขาบอกว่ามันยากขึ้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ ในการที่จะหาหุ้นดี ๆ และแน่นอน แรงกระตุ้นของเขาก็อ่อนลงไปมากจากความสำเร็จของตนเองเพราะในขณะนั้นเขามีเงินถึงประมาณ 25 ล้านเหรียญและเขามีอย่างอื่นในชีวิตที่จะทำ และนี่คือภาคแรกของบัฟเฟตต์ที่เล่าโดย อดัม สมิทธ์เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว
แน่นอน หลังจากที่เลิกห้างหุ้นส่วน และออกจากตลาดไปในช่วงที่ตลาดกำลังบูมมาก บัฟเฟตต์ได้กลับมาอีกครั้งโดยอาศัยบริษัทเบิร์กไชร์ฮาธาเวย์ หลังจากที่ตลาดถล่มกลับลงมาแล้วและกลายเป็นภาคสองของบัฟเฟตต์ที่เรารู้จักกันมาก บทเรียนบางประการสำหรับภาคแรกของบัฟเฟตต์ก็คือ ข้อแรก ในช่วงแรกที่เม็ดเงินยังน้อยนั้น ผลตอบแทนของเขาสูงถึง 31% ในขณะที่ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของเขาทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งแปลว่า ช่วงที่พอร์ตยังเล็ก ผลตอบแทนจะสูงกว่าช่วงพอร์ตใหญ่ สอง ในช่วงที่มีเงินน้อยนั้นเงินส่วนใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจากการบริหารเงินให้คนอื่นแล้วได้ส่วนแบ่งกำไร ดังนั้นคนที่คิดจะเลิกจากการทำงานที่มีรายได้แน่นอนแล้วมาลงทุนอย่างเดียวควรคิดให้หนัก ข้อสาม การใช้ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของบัฟเฟตต์ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าเม็ดเงินและชื่อเสียงของบัฟเฟตต์จะเพิ่มขึ้นมาก และนี่ก็เป็นข้อสังเกตและบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ Value Investor ที่กำลังเริ่มเดินทางตามผู้นำที่ยิ่งใหญ่
ศาสตร์เพื่อชีวิต
ศาสตร์เพื่อชีวิต
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หลังจากผ่านชีวิตมากว่า 50 ปี พร้อมกับปริญญาอีกหลายใบถึงปริญญาเอก ผมพบว่าวิชาความรู้และศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนและศึกษามาหลาย ๆ วิชานั้น บัดนี้แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย หลายวิชาเคยได้ใช้ประโยชน์จากมันในช่วงเวลาหนึ่ง หลายวิชาผมยังคงใช้มันอยู่และคงจะใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ที่น่าแปลกก็คือ ความรู้หลายอย่างนั้น ผมต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองและใช้มันอย่างที่อาจจะรู้ไม่จริงแต่กลับเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนผมคิดว่ายังไม่ค่อยสอดคล้องกับชีวิตความเป็นจริง เรื่องสำคัญที่ต้องใช้ในชีวิตของคนส่วนใหญ่จำนวนมากไม่ได้ถูกสอน แต่เรื่องที่สอนจำนวนมากกลับไม่ได้ใช้ เราคงไปเปลี่ยนหลักสูตรต่าง ๆ ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาเรียนรู้เอง ในความเห็นของผม มีศาสตร์ 3 เรื่องที่เราต้องรู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ศาสตร์แรกก็คือศาสตร์เพื่อการทำมาหากิน นี่คือศาสตร์ที่เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจนถึงวันที่เริ่มทำงาน เรามักถูกกำหนดหรือชี้นำจากเงินเดือนหรือความยากง่ายในการหางานทำเมื่อจบการศึกษา สถานะทางสังคมของอาชีพ การมีชื่อเสียงของคนในอาชีพนั้น และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ได้ถูกพิจารณามากนักนั่นก็คือ ความชอบหรือทักษะส่วนตัวที่เหมาะสมกับอาชีพที่จะทำ และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่เด็กเรียนเก่งและไอคิวสูงส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนแพทย์ วิศวกรรม นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ในขณะที่สาขาวิชาอื่น ๆ ที่มีความสำคัญเหมือนกันกลับไม่ค่อยมีคนเรียนเก่งมาก ๆ มาเข้าเรียน
การเลือกศาสตร์เพื่อทำมาหากินตามค่านิยมนั้นเป็นเรื่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นและไม่เปลี่ยนแปลงมายาวนานตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนจนถึงปัจจุบันและผมเองก็น่าจะเป็นคนหนึ่งในนั้น คนเก่งจำนวนมากที่เลือกเรียนศาสตร์ตามค่านิยม สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จนักเมื่อเทียบกับคนที่เก่งเท่ากันแต่เลือกเรียนในศาสตร์ที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า ตัวอย่างหนึ่งที่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดก็คือ นักเรียนมัธยมปลายสองคนที่เรียนดีที่สุดของประเทศต่างก็ได้ทุนแบงค์ชาติไปศึกษาในต่างประเทศ คนหนึ่งเลือกเรียนวิศวกรรมและกลับมาทำงานในโรงพิมพ์ธนบัตร อีกคนหนึ่งไปเรียนเศรษฐศาสตร์และกลับมาทำงานในฝ่ายวิชาการ สุดท้ายคนแรกได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโรงพิมพ์แต่คนที่สองกลายเป็นผู้ว่าการหรือรองผู้ว่าการธนาคาร ความสำเร็จในชีวิตต่างกันมาก
ผมคิดว่าตัวอย่างคล้าย ๆ กันนี้มีเต็มไปหมด การเลือกศาสตร์ในการทำมาหากินผมคิดว่ามีผลมหาศาลต่อความสำเร็จ บางทีอาจจะมากกว่าเรื่องของไอคิวหรือความเก่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า ความชอบหรือทักษะน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเลือกศาสตร์นี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำไปอีกนานมาก และถ้าเราไม่ชอบหรือไม่ถนัด โอกาสที่จะทำได้ดีก็มีน้อย ที่สำคัญก็คือเราจะทำอย่างไม่มีความสุข
ศาสตร์ที่สองที่เราจำเป็นต้องใช้เมื่อเราเริ่มมีเงินและต้องเริ่มเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคตแต่มักไม่ได้รับการสอนก็คือศาสตร์ทางการเงินซึ่งไม่ได้หมายถึงการบริหารเงินของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการเงินส่วนบุคคล เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลนั้นผมเชื่อว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการเงินของคนไม่น้อยไปกว่าเรื่องของรายได้ที่เกิดจากอาชีพการงาน คนมีรายได้มากนั้น จำนวนมากไม่รู้จักการใช้หรือดูแลเงินที่หามาได้ บางคนอาจจะรู้จักเก็บออมแต่ไม่รู้จักวิธีการลงทุนให้เงินทองงอกเงย ซึ่งในระยะสั้นอาจจะไม่เห็นความแตกต่างมากนัก แต่ในระยะยาวแล้ว คนที่มีความรู้และความเข้าใจศาสตร์นี้จะทำได้ดีกว่ามาก ในความรู้สึกของผม คนที่มีเงินเก็บถึง 2-3 ล้านบาทขึ้นไปแต่ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้นในทางใดทางหนึ่งนั้น ผมถือว่าเป็นคนที่น่าจะเรียกว่าไม่มีความรู้ในศาสตร์ทางการเงิน และจำเป็นที่จะต้องขวนขวายเรียนรู้อย่างรีบด่วน เพราะยิ่งทิ้งไว้นานก็จะยิ่งเสียหายได้มาก
ศาสตร์สุดท้ายที่ผมพบว่ามีความจำเป็นและสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็คือ ศาสตร์ของสุขภาพและความสุข สิ่งเหล่านี้เราได้เรียนรู้มาบ้างในชั้นเรียน แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอและหลาย ๆ อย่างเราก็ไม่ใส่ใจจดจำเนื่องจากในช่วงที่เราเรียนนั้น เราไม่เคยรู้สึกว่าสุขภาพกายหรือใจเราจะมีปัญหา วิชาเกี่ยวกับสุขภาพและเรื่องของจิตใจนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมจำได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สุขภาพคือความเสี่ยงที่สูงที่สุดสำหรับทุกคน การลดความเสี่ยงทางด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะทางด้านการเงินนั้น เราเรียนรู้และพยายามหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง แต่ทำไมเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่ามากที่เกี่ยวกับชีวิตเรา เราจึงไม่ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างเพียงพอ? เราทำงานแทบตายเพื่อหาเงิน เราออมและลงทุนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเพิ่มหรือสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต แต่เรากลับปล่อยปละละเลยการดูแลสุขภาพและความสุขทางใจต่าง ๆ และพบในที่สุดว่าเงินทั้งหมดนั้นอาจจะไม่สามารถซื้อสุขภาพและความสุขที่เสื่อมโทรมกลับมาได้ ดังนั้น ผมคิดว่า ศาสตร์ทางด้านสุขภาพซึ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคนโดยเฉพาะที่มีอายุขึ้นเลขสี่แล้ว
คนที่มีอาชีพทางการเงินหรือทางด้านของสุขภาพน่าจะโชคดีที่ต้องเรียนรู้ศาสตร์หลักเพียงสองอย่าง คนที่เกษียณจากการทำงานแล้วศาสตร์ที่เขาต้องเรียนรู้ก็คือการเงินและเรื่องของสุขภาพ แต่สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรจะต้องจำไว้เสมอว่า มีศาสตร์สำคัญ 3 อย่างที่เราต้องเรียนรู้ เพราะมันเป็นศาสตร์เพื่อชีวิตที่เราจะต้องไม่หลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้และยิ่งเร็วก็ยิ่งดี นั่นคือ ศาสตร์เพื่อการงาน การเงิน และสุขภาพกายใจ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หลังจากผ่านชีวิตมากว่า 50 ปี พร้อมกับปริญญาอีกหลายใบถึงปริญญาเอก ผมพบว่าวิชาความรู้และศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนและศึกษามาหลาย ๆ วิชานั้น บัดนี้แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย หลายวิชาเคยได้ใช้ประโยชน์จากมันในช่วงเวลาหนึ่ง หลายวิชาผมยังคงใช้มันอยู่และคงจะใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ที่น่าแปลกก็คือ ความรู้หลายอย่างนั้น ผมต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองและใช้มันอย่างที่อาจจะรู้ไม่จริงแต่กลับเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนผมคิดว่ายังไม่ค่อยสอดคล้องกับชีวิตความเป็นจริง เรื่องสำคัญที่ต้องใช้ในชีวิตของคนส่วนใหญ่จำนวนมากไม่ได้ถูกสอน แต่เรื่องที่สอนจำนวนมากกลับไม่ได้ใช้ เราคงไปเปลี่ยนหลักสูตรต่าง ๆ ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาเรียนรู้เอง ในความเห็นของผม มีศาสตร์ 3 เรื่องที่เราต้องรู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ศาสตร์แรกก็คือศาสตร์เพื่อการทำมาหากิน นี่คือศาสตร์ที่เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจนถึงวันที่เริ่มทำงาน เรามักถูกกำหนดหรือชี้นำจากเงินเดือนหรือความยากง่ายในการหางานทำเมื่อจบการศึกษา สถานะทางสังคมของอาชีพ การมีชื่อเสียงของคนในอาชีพนั้น และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ได้ถูกพิจารณามากนักนั่นก็คือ ความชอบหรือทักษะส่วนตัวที่เหมาะสมกับอาชีพที่จะทำ และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่เด็กเรียนเก่งและไอคิวสูงส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนแพทย์ วิศวกรรม นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ในขณะที่สาขาวิชาอื่น ๆ ที่มีความสำคัญเหมือนกันกลับไม่ค่อยมีคนเรียนเก่งมาก ๆ มาเข้าเรียน
การเลือกศาสตร์เพื่อทำมาหากินตามค่านิยมนั้นเป็นเรื่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นและไม่เปลี่ยนแปลงมายาวนานตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนจนถึงปัจจุบันและผมเองก็น่าจะเป็นคนหนึ่งในนั้น คนเก่งจำนวนมากที่เลือกเรียนศาสตร์ตามค่านิยม สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จนักเมื่อเทียบกับคนที่เก่งเท่ากันแต่เลือกเรียนในศาสตร์ที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า ตัวอย่างหนึ่งที่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดก็คือ นักเรียนมัธยมปลายสองคนที่เรียนดีที่สุดของประเทศต่างก็ได้ทุนแบงค์ชาติไปศึกษาในต่างประเทศ คนหนึ่งเลือกเรียนวิศวกรรมและกลับมาทำงานในโรงพิมพ์ธนบัตร อีกคนหนึ่งไปเรียนเศรษฐศาสตร์และกลับมาทำงานในฝ่ายวิชาการ สุดท้ายคนแรกได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโรงพิมพ์แต่คนที่สองกลายเป็นผู้ว่าการหรือรองผู้ว่าการธนาคาร ความสำเร็จในชีวิตต่างกันมาก
ผมคิดว่าตัวอย่างคล้าย ๆ กันนี้มีเต็มไปหมด การเลือกศาสตร์ในการทำมาหากินผมคิดว่ามีผลมหาศาลต่อความสำเร็จ บางทีอาจจะมากกว่าเรื่องของไอคิวหรือความเก่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า ความชอบหรือทักษะน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเลือกศาสตร์นี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำไปอีกนานมาก และถ้าเราไม่ชอบหรือไม่ถนัด โอกาสที่จะทำได้ดีก็มีน้อย ที่สำคัญก็คือเราจะทำอย่างไม่มีความสุข
ศาสตร์ที่สองที่เราจำเป็นต้องใช้เมื่อเราเริ่มมีเงินและต้องเริ่มเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคตแต่มักไม่ได้รับการสอนก็คือศาสตร์ทางการเงินซึ่งไม่ได้หมายถึงการบริหารเงินของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการเงินส่วนบุคคล เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลนั้นผมเชื่อว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการเงินของคนไม่น้อยไปกว่าเรื่องของรายได้ที่เกิดจากอาชีพการงาน คนมีรายได้มากนั้น จำนวนมากไม่รู้จักการใช้หรือดูแลเงินที่หามาได้ บางคนอาจจะรู้จักเก็บออมแต่ไม่รู้จักวิธีการลงทุนให้เงินทองงอกเงย ซึ่งในระยะสั้นอาจจะไม่เห็นความแตกต่างมากนัก แต่ในระยะยาวแล้ว คนที่มีความรู้และความเข้าใจศาสตร์นี้จะทำได้ดีกว่ามาก ในความรู้สึกของผม คนที่มีเงินเก็บถึง 2-3 ล้านบาทขึ้นไปแต่ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้นในทางใดทางหนึ่งนั้น ผมถือว่าเป็นคนที่น่าจะเรียกว่าไม่มีความรู้ในศาสตร์ทางการเงิน และจำเป็นที่จะต้องขวนขวายเรียนรู้อย่างรีบด่วน เพราะยิ่งทิ้งไว้นานก็จะยิ่งเสียหายได้มาก
ศาสตร์สุดท้ายที่ผมพบว่ามีความจำเป็นและสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็คือ ศาสตร์ของสุขภาพและความสุข สิ่งเหล่านี้เราได้เรียนรู้มาบ้างในชั้นเรียน แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอและหลาย ๆ อย่างเราก็ไม่ใส่ใจจดจำเนื่องจากในช่วงที่เราเรียนนั้น เราไม่เคยรู้สึกว่าสุขภาพกายหรือใจเราจะมีปัญหา วิชาเกี่ยวกับสุขภาพและเรื่องของจิตใจนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมจำได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สุขภาพคือความเสี่ยงที่สูงที่สุดสำหรับทุกคน การลดความเสี่ยงทางด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะทางด้านการเงินนั้น เราเรียนรู้และพยายามหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง แต่ทำไมเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่ามากที่เกี่ยวกับชีวิตเรา เราจึงไม่ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างเพียงพอ? เราทำงานแทบตายเพื่อหาเงิน เราออมและลงทุนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเพิ่มหรือสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต แต่เรากลับปล่อยปละละเลยการดูแลสุขภาพและความสุขทางใจต่าง ๆ และพบในที่สุดว่าเงินทั้งหมดนั้นอาจจะไม่สามารถซื้อสุขภาพและความสุขที่เสื่อมโทรมกลับมาได้ ดังนั้น ผมคิดว่า ศาสตร์ทางด้านสุขภาพซึ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคนโดยเฉพาะที่มีอายุขึ้นเลขสี่แล้ว
คนที่มีอาชีพทางการเงินหรือทางด้านของสุขภาพน่าจะโชคดีที่ต้องเรียนรู้ศาสตร์หลักเพียงสองอย่าง คนที่เกษียณจากการทำงานแล้วศาสตร์ที่เขาต้องเรียนรู้ก็คือการเงินและเรื่องของสุขภาพ แต่สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรจะต้องจำไว้เสมอว่า มีศาสตร์สำคัญ 3 อย่างที่เราต้องเรียนรู้ เพราะมันเป็นศาสตร์เพื่อชีวิตที่เราจะต้องไม่หลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้และยิ่งเร็วก็ยิ่งดี นั่นคือ ศาสตร์เพื่อการงาน การเงิน และสุขภาพกายใจ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว
หลักการของ Templeton
หลักการของ Templeton
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หลักการของ Templeton
เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน ตำนานเซียนหุ้นระดับอินเตอร์ซึ่งมีการลงทุนกระจายอยู่ทั่วโลก มีหลักการลงทุนที่ยึดถือมานาน Value Investor ที่มุ่งมั่นควรจะเรียนรู้ไว้ และนำมาประยุกต์ใช้ ต่อไปนี้เป็นหลักปฏิบัติ 22 ข้อของเขา
สำหรับนักลงทุนระยะยาวทุกคนแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว นั่นคือ "สร้างผลตอบแทนรวมที่แท้จริงหลังภาษีสูงสุด"
การบรรลุผลตอบแทนการลงทุนที่ดีต้องการการศึกษาและการทำงานอย่างหนัก และมันยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า ยกเว้นแต่ว่าคุณจะทำบางสิ่งบางอย่างแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
เวลาที่คนมองโลกในแง่ร้ายที่สุด คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้อ และเวลาที่คนมองโลกในแง่ดีที่สุด ก็คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะขาย
ถ้าจะพูดหลักการข้อที่สี่ในอีกแบบหนึ่งก็คือ ในตลาดหุ้น วิธีเดียวที่จะซื้อหุ้นถูกก็คือ การซื้อในสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังขาย
การซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขายอย่างหมดหวัง และการขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้ออย่างละโมบ ต้องการความกล้าหาญสูงสุด แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่กำลังเสนอผลตอบแทนสูงสุด
ตลาดหมีนั้น อยู่ชั่วคราวเสมอ ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นประมาณ 1- 12 เดือน ก่อนวัฏจักร์ธุรกิจจะตกถึงจุดต่ำสุด
ถ้าอุตสาหกรรมใดหรือหลักทรัพย์แบบใดได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน ความนิยมนั้นจะเกิดขึ้นชั่วคราวเสมอ และเมื่อความนิยมนั้นหมดไป มันจะไม่กลับมาอีกนานหลาย ๆ ปี
ในระยะยาว ดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามแนวโน้มระยะยาวของการเติบโตของกำไรต่อหุ้น
ในโลกเสรี กำไรของดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามมูลค่าการสร้างทดแทนของมูลค่าตามบัญชีของหุ้นที่อยู่ในดัชนีนั้น
ถ้าคุณซื้อหลักทรัพย์ตัวเดียวกับที่คนอื่นซื้อ คุณก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับคนอื่น
เวลาที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่งก็คือ เมื่อเจ้าของหุ้นที่ลงทุนระยะสั้นขายหุ้นของพวกเขาหมด และเวลาที่จะขายหุ้นก็มักจะเป็นเมื่อเจ้าของหุ้นระยะสั้นได้ซื้อเสร็จแล้ว
ราคาหุ้นผันผวนมากกว่าคุณค่าของมันมาก ดังนั้น กองทุนหุ้นที่อิงดัชนีจะไม่มีทางสร้างผลตอบแทนรวมที่สูงที่สุด
มีนักลงทุนจำนวนมากเกินไปที่เน้นที่ "ภาพในอนาคต" และ "แนวโน้ม" ดังนั้น เราสามารถทำกำไรได้มากกว่าโดยการเน้นที่คุณค่า
ถ้าคุณค้นหาหุ้นทั่วโลก คุณจะพบหุ้นที่ถูกได้มากกว่าและถูกกว่าการศึกษาเพียงชาติเดียว นอกจากนั้น คุณยังได้ความปลอดภัยจากการกระจายการลงทุนด้วย
ความผันผวนของราคาหุ้นนั้นจะเป็นสัดส่วนประมาณเท่ากับรากที่สองของราคาหุ้น
เวลาที่จะขายทรัพย์สินตัวหนึ่งก็คือ เมื่อคุณได้พบทรัพย์สินที่ราคาถูกกว่ามากที่จะมาแทนมัน
เมื่อวิธีการเลือกหุ้นแบบหนึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย คุณควรเปลี่ยนไปใช้อีกวิธีหนึ่งที่ไม่เป็นที่นิยม ก็อย่างที่ได้แนะนำในหลักการข้อ 3 ถ้ามีนักลงทุนใช้หลักการนั้นมากเกินไป วิธีการเลือกหุ้นหรือวิธีการคาดการณ์จังหวะซื้อขายหุ้นนั้นก็จะหมดประสิทธิภาพ
อย่าใช้วิธีการเลือกหุ้นหรือเลือกลงทุนในทรัพย์สินแบบใดแบบหนึ่งอย่างถาวร พยายามยืดหยุ่น เปิดกว้าง และตั้งคำถามเสมอ ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาวนั้น จะเป็นไปได้ก็เฉพาะโดยการเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือวิธีการเลือกหลักทรัพย์จากที่เป็นที่นิยม เป็นแบบที่คนไม่นิยม
ทักษะในการเลือกนั้น มีผลมากที่สุดสำหรับส่วนที่เป็นหุ้นในเงินลงทุนรวมของคุณ
ผลงานดีที่สุดนั้น ถูกทำโดยบุคล ไม่ใช่คณะกรรมการ
ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ คุณจะสามารถคิดได้ชัดเจนและทำผิดแบบโง่ ๆ น้อยลง
ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นตัวหนึ่งและกำลังคิดจะเปลี่ยนเป็นอีกตัวหนึ่ง หุ้นตัวที่สองควรที่จะมีค่ามากกว่าตัวแรกอย่างน้อย 50% ถึงจะคุ้มค่าที่จะเปลี่ยน
และทั้งหมดนั้นก็คือหลักการของเทมเปิลตันที่ได้รับการพิสูจน์มายาวนานจนน่าจะเรียกได้ว่าคลาสสิค คงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อและปฏิบัติตามได้ทุกข้อ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ ข้อนั้น น่าจะมีความเป็นจริงอยู่มาก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หลักการของ Templeton
เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน ตำนานเซียนหุ้นระดับอินเตอร์ซึ่งมีการลงทุนกระจายอยู่ทั่วโลก มีหลักการลงทุนที่ยึดถือมานาน Value Investor ที่มุ่งมั่นควรจะเรียนรู้ไว้ และนำมาประยุกต์ใช้ ต่อไปนี้เป็นหลักปฏิบัติ 22 ข้อของเขา
สำหรับนักลงทุนระยะยาวทุกคนแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว นั่นคือ "สร้างผลตอบแทนรวมที่แท้จริงหลังภาษีสูงสุด"
การบรรลุผลตอบแทนการลงทุนที่ดีต้องการการศึกษาและการทำงานอย่างหนัก และมันยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า ยกเว้นแต่ว่าคุณจะทำบางสิ่งบางอย่างแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
เวลาที่คนมองโลกในแง่ร้ายที่สุด คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้อ และเวลาที่คนมองโลกในแง่ดีที่สุด ก็คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะขาย
ถ้าจะพูดหลักการข้อที่สี่ในอีกแบบหนึ่งก็คือ ในตลาดหุ้น วิธีเดียวที่จะซื้อหุ้นถูกก็คือ การซื้อในสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังขาย
การซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขายอย่างหมดหวัง และการขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้ออย่างละโมบ ต้องการความกล้าหาญสูงสุด แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่กำลังเสนอผลตอบแทนสูงสุด
ตลาดหมีนั้น อยู่ชั่วคราวเสมอ ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นประมาณ 1- 12 เดือน ก่อนวัฏจักร์ธุรกิจจะตกถึงจุดต่ำสุด
ถ้าอุตสาหกรรมใดหรือหลักทรัพย์แบบใดได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน ความนิยมนั้นจะเกิดขึ้นชั่วคราวเสมอ และเมื่อความนิยมนั้นหมดไป มันจะไม่กลับมาอีกนานหลาย ๆ ปี
ในระยะยาว ดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามแนวโน้มระยะยาวของการเติบโตของกำไรต่อหุ้น
ในโลกเสรี กำไรของดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามมูลค่าการสร้างทดแทนของมูลค่าตามบัญชีของหุ้นที่อยู่ในดัชนีนั้น
ถ้าคุณซื้อหลักทรัพย์ตัวเดียวกับที่คนอื่นซื้อ คุณก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับคนอื่น
เวลาที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่งก็คือ เมื่อเจ้าของหุ้นที่ลงทุนระยะสั้นขายหุ้นของพวกเขาหมด และเวลาที่จะขายหุ้นก็มักจะเป็นเมื่อเจ้าของหุ้นระยะสั้นได้ซื้อเสร็จแล้ว
ราคาหุ้นผันผวนมากกว่าคุณค่าของมันมาก ดังนั้น กองทุนหุ้นที่อิงดัชนีจะไม่มีทางสร้างผลตอบแทนรวมที่สูงที่สุด
มีนักลงทุนจำนวนมากเกินไปที่เน้นที่ "ภาพในอนาคต" และ "แนวโน้ม" ดังนั้น เราสามารถทำกำไรได้มากกว่าโดยการเน้นที่คุณค่า
ถ้าคุณค้นหาหุ้นทั่วโลก คุณจะพบหุ้นที่ถูกได้มากกว่าและถูกกว่าการศึกษาเพียงชาติเดียว นอกจากนั้น คุณยังได้ความปลอดภัยจากการกระจายการลงทุนด้วย
ความผันผวนของราคาหุ้นนั้นจะเป็นสัดส่วนประมาณเท่ากับรากที่สองของราคาหุ้น
เวลาที่จะขายทรัพย์สินตัวหนึ่งก็คือ เมื่อคุณได้พบทรัพย์สินที่ราคาถูกกว่ามากที่จะมาแทนมัน
เมื่อวิธีการเลือกหุ้นแบบหนึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย คุณควรเปลี่ยนไปใช้อีกวิธีหนึ่งที่ไม่เป็นที่นิยม ก็อย่างที่ได้แนะนำในหลักการข้อ 3 ถ้ามีนักลงทุนใช้หลักการนั้นมากเกินไป วิธีการเลือกหุ้นหรือวิธีการคาดการณ์จังหวะซื้อขายหุ้นนั้นก็จะหมดประสิทธิภาพ
อย่าใช้วิธีการเลือกหุ้นหรือเลือกลงทุนในทรัพย์สินแบบใดแบบหนึ่งอย่างถาวร พยายามยืดหยุ่น เปิดกว้าง และตั้งคำถามเสมอ ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาวนั้น จะเป็นไปได้ก็เฉพาะโดยการเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือวิธีการเลือกหลักทรัพย์จากที่เป็นที่นิยม เป็นแบบที่คนไม่นิยม
ทักษะในการเลือกนั้น มีผลมากที่สุดสำหรับส่วนที่เป็นหุ้นในเงินลงทุนรวมของคุณ
ผลงานดีที่สุดนั้น ถูกทำโดยบุคล ไม่ใช่คณะกรรมการ
ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ คุณจะสามารถคิดได้ชัดเจนและทำผิดแบบโง่ ๆ น้อยลง
ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นตัวหนึ่งและกำลังคิดจะเปลี่ยนเป็นอีกตัวหนึ่ง หุ้นตัวที่สองควรที่จะมีค่ามากกว่าตัวแรกอย่างน้อย 50% ถึงจะคุ้มค่าที่จะเปลี่ยน
และทั้งหมดนั้นก็คือหลักการของเทมเปิลตันที่ได้รับการพิสูจน์มายาวนานจนน่าจะเรียกได้ว่าคลาสสิค คงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อและปฏิบัติตามได้ทุกข้อ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ ข้อนั้น น่าจะมีความเป็นจริงอยู่มาก
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551
Practice Makes Permanent
Practice Makes Permanent
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเพิ่งหัดเล่นกอล์ฟได้ไม่นานแต่ก็รู้สึกว่ากอล์ฟมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายหุ้น
ข้อแรกก็คือ กอล์ฟนั้นเป็นกีฬาที่สามารถเล่นไปได้จนแก่ เพราะกอล์ฟไม่ใช่กีฬาหนัก แต่เป็นกีฬาที่เล่นไปเรื่อย ๆ ใช้เวลานาน และเล่นตามกำลังของคนเล่น นี่ก็เช่นเดียวกับหุ้นที่เราสามารถเล่นหรือลงทุนไปได้เรื่อย ๆ จนแก่ ความเสียเปรียบและข้อจำกัดเนื่องจากคนเล่นอายุมากนั้นมีน้อย ว่าที่จริงกอล์ฟนั้นมักจะเป็นกีฬาชนิดสุดท้ายของคนจำนวนมากที่พยายามออกกำลังเพื่อให้ร่างกายของตนเองแอ็คทิปไปให้นานที่สุด ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากหุ้นที่น่าจะช่วยให้สมองของเราแอ็คทิปไปจนเกือบหมดอายุขัย ผมเองคิดว่าคนลงทุนที่มีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว น่าจะพิจารณาเล่นกอล์ฟเป็นงานอดิเรกด้วย
ข้อสองที่ทำให้กอล์ฟคล้ายกับหุ้นก็คือ เกมกอล์ฟนั้น ว่ากันว่า เป็นเกมที่เราแข่งกับตัวเอง คือเป็นเกมที่คนเก่งและคนที่ไม่เก่งมาเล่นในก๊วนเดียวกันได้ การวัดผลงานนั้นมักจะวัดเปรียบเทียบกับสถิติเดิมของตนเองเป็นหลัก เช่นเดียวกัน การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องสู้กับตนเอง เราไม่ได้ไปแข่งกับคนอื่น เราเพียงแต่พยายามสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและน่าพอใจสำหรับตัวเราเองเท่านั้น
เกมกอล์ฟนั้น เขาบอกว่าเราไม่ควรตีลูกตามความถนัดหรือความรู้สึกของตนเอง แต่ควรตีลูกตามตำรา ตามวงสวิงที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ อย่าไปคิดเอาเอง แต่ควรทำตามที่โปรกอล์ฟสอน ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน การเล่นหุ้นโดยอาศัยความรู้สึกหรือเล่นตามความคิดของตนเองนั้น ยากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ หลักการและเทคนิคการลงทุนต่าง ๆ ที่ปรมาจารย์หลาย ๆ ท่านได้เคยบอกไว้นั้นถูกต้องและดีอยู่แล้ว อย่าพยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าดีจริง ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังก็คือ ในเรื่องของหุ้นนั้น มีปรมาจารย์เทียมอยู่มากมาย การปฏิบัติตามวิธีที่อาจจะไม่ถูกต้องของปรมาจารย์เทียมจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จได้
ข้อสี่ เรื่องของกอล์ฟนั้น สมาธิในการตีลูกมีผลมากต่อความสำเร็จของเกม การตีกอล์ฟที่ดีนั้น อย่ารีบร้อนหรือตีแรงเพื่อหวังให้ลูกไปไกล เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้ลูกมีโอกาสเข้าป่ามากขึ้น กลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับนักเล่นมือสมัครเล่นก็คือ ควรตีเบาและให้ลูกวิ่งไปตรง ๆ จะดีกว่า นี่ก็ไม่ต่างไปจากหุ้นที่เราไม่ควรเล่นเร็วหรือเล่น “แรง” นั่นคือ การลงทุนในหุ้นไม่ควรรีบร้อนซื้อหุ้นที่กำลังฮ็อตหรือทุ่มซื้อหุ้นแบบได้เสียเพียงตัวเดียว แต่ควรลงทุนแบบระมัดระวัง ใจเย็น และเน้นความปลอดภัยจะดีกว่า นักกอล์ฟที่ตีลูกไม่ไกลแต่ตีได้ตรงมักจะเอาชนะนักกอล์ฟที่ตีไปไกลแต่ทิศทางไม่แน่นอน ฉันใด นักลงทุนที่ใจเย็น ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป ย่อมสามารถเอาชนะนักลงทุนที่ใจร้อน หวังผลเลิศ ฉันนั้น
สุดท้ายที่ผมคิดว่าการเล่นกอล์ฟกับการเล่นหุ้นนั้นมีความคล้ายคลึงกันมากก็คือคำพูดจากโปรกอล์ฟชื่อดังคนหนึ่งซึ่งพูดว่า Practice does not make perfect, practice makes permanent. ซึ่งแปลว่า การซ้อมตีกอล์ฟมากมายนั้น ไม่ได้ทำให้การตีกอล์ฟดีสุดยอดไม่มีที่ติอย่างที่เข้าใจ แต่การซ้อมมากมายนั้นจะทำให้วิธีตีของเรานั้นติดตัวเราตลอดไป และถ้าวิธีที่เราซ้อมนั้นเป็นวิธีที่ผิด เราจะไม่สามารถแก้วงสวิงให้ถูกต้องได้
การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น ถ้าเราทำโดยเทคนิคหรือหลักการที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มและเราก็ปฏิบัติมานาน ประสบการการซื้อขายด้วยวิธีการดังกล่าวจะไม่ทำให้การลงทุนของเราดีขึ้น แต่มันกลับทำให้เราติดนิสัย และชินกับวิธีการนั้นจนแก้ไม่ได้ ดังนั้น การมีประสบการณ์การลงทุนมานานจึงอาจไม่ทำให้เราเก่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม ยิ่งมีประสบการณ์มากก็ยิ่งทำให้การปรับวิธีการลงทุนให้ถูกต้องทำได้ยากขึ้น
ด้วยเหตุดังกล่าว นักกอล์ฟที่ดีจะต้องเริ่มจากวิธีการที่ถูกต้อง แล้วจึงปฏิบัติและฝึกซ้อมไปตามนั้น ผลที่ได้ออกมาจึงจะดีอย่างไม่มีที่ติ เช่นเดียวกัน การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น หลักและวิธีการที่ถูกต้อง ต้องมาก่อน การปฏิบัติหรือประสบการณ์ที่ตามมาถึงจะเป็นประโยชน์ และผลงานที่ตามมาจะน่าประทับใจ ประสบการณ์ที่ผิด ๆ ทั้งในเรื่องของกอล์ฟและการลงทุนในหุ้นนั้นไม่มีประโยชน์ แต่มันกลับเป็นโทษที่ทำให้การแก้ไขทำได้ยาก
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ผมพบว่า Value Investor หนุ่ม ๆ ที่เริ่มจากหลักการและวิธีที่ถูกต้องหลายคน สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นมากทั้ง ๆ ที่มีประสบการณ์การลงทุนมาเพียงไม่กี่ปี ในขณะที่คนที่ “คร่ำหวอด” ในวงการหุ้นหลายคนกลับไม่สามารถสร้างผลงานที่เปรียบเทียบกันได้ ผมเองเชื่อว่า ในเรื่องของหุ้นนั้นก็เช่นเดียวกับเรื่องของกอล์ฟ นั่นคือ Practice นั้นไม่ได้ Make Perfect แต่ Practice นั้น Make Permanent
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเพิ่งหัดเล่นกอล์ฟได้ไม่นานแต่ก็รู้สึกว่ากอล์ฟมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายหุ้น
ข้อแรกก็คือ กอล์ฟนั้นเป็นกีฬาที่สามารถเล่นไปได้จนแก่ เพราะกอล์ฟไม่ใช่กีฬาหนัก แต่เป็นกีฬาที่เล่นไปเรื่อย ๆ ใช้เวลานาน และเล่นตามกำลังของคนเล่น นี่ก็เช่นเดียวกับหุ้นที่เราสามารถเล่นหรือลงทุนไปได้เรื่อย ๆ จนแก่ ความเสียเปรียบและข้อจำกัดเนื่องจากคนเล่นอายุมากนั้นมีน้อย ว่าที่จริงกอล์ฟนั้นมักจะเป็นกีฬาชนิดสุดท้ายของคนจำนวนมากที่พยายามออกกำลังเพื่อให้ร่างกายของตนเองแอ็คทิปไปให้นานที่สุด ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากหุ้นที่น่าจะช่วยให้สมองของเราแอ็คทิปไปจนเกือบหมดอายุขัย ผมเองคิดว่าคนลงทุนที่มีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว น่าจะพิจารณาเล่นกอล์ฟเป็นงานอดิเรกด้วย
ข้อสองที่ทำให้กอล์ฟคล้ายกับหุ้นก็คือ เกมกอล์ฟนั้น ว่ากันว่า เป็นเกมที่เราแข่งกับตัวเอง คือเป็นเกมที่คนเก่งและคนที่ไม่เก่งมาเล่นในก๊วนเดียวกันได้ การวัดผลงานนั้นมักจะวัดเปรียบเทียบกับสถิติเดิมของตนเองเป็นหลัก เช่นเดียวกัน การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องสู้กับตนเอง เราไม่ได้ไปแข่งกับคนอื่น เราเพียงแต่พยายามสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและน่าพอใจสำหรับตัวเราเองเท่านั้น
เกมกอล์ฟนั้น เขาบอกว่าเราไม่ควรตีลูกตามความถนัดหรือความรู้สึกของตนเอง แต่ควรตีลูกตามตำรา ตามวงสวิงที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ อย่าไปคิดเอาเอง แต่ควรทำตามที่โปรกอล์ฟสอน ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน การเล่นหุ้นโดยอาศัยความรู้สึกหรือเล่นตามความคิดของตนเองนั้น ยากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ หลักการและเทคนิคการลงทุนต่าง ๆ ที่ปรมาจารย์หลาย ๆ ท่านได้เคยบอกไว้นั้นถูกต้องและดีอยู่แล้ว อย่าพยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าดีจริง ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังก็คือ ในเรื่องของหุ้นนั้น มีปรมาจารย์เทียมอยู่มากมาย การปฏิบัติตามวิธีที่อาจจะไม่ถูกต้องของปรมาจารย์เทียมจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จได้
ข้อสี่ เรื่องของกอล์ฟนั้น สมาธิในการตีลูกมีผลมากต่อความสำเร็จของเกม การตีกอล์ฟที่ดีนั้น อย่ารีบร้อนหรือตีแรงเพื่อหวังให้ลูกไปไกล เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้ลูกมีโอกาสเข้าป่ามากขึ้น กลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับนักเล่นมือสมัครเล่นก็คือ ควรตีเบาและให้ลูกวิ่งไปตรง ๆ จะดีกว่า นี่ก็ไม่ต่างไปจากหุ้นที่เราไม่ควรเล่นเร็วหรือเล่น “แรง” นั่นคือ การลงทุนในหุ้นไม่ควรรีบร้อนซื้อหุ้นที่กำลังฮ็อตหรือทุ่มซื้อหุ้นแบบได้เสียเพียงตัวเดียว แต่ควรลงทุนแบบระมัดระวัง ใจเย็น และเน้นความปลอดภัยจะดีกว่า นักกอล์ฟที่ตีลูกไม่ไกลแต่ตีได้ตรงมักจะเอาชนะนักกอล์ฟที่ตีไปไกลแต่ทิศทางไม่แน่นอน ฉันใด นักลงทุนที่ใจเย็น ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป ย่อมสามารถเอาชนะนักลงทุนที่ใจร้อน หวังผลเลิศ ฉันนั้น
สุดท้ายที่ผมคิดว่าการเล่นกอล์ฟกับการเล่นหุ้นนั้นมีความคล้ายคลึงกันมากก็คือคำพูดจากโปรกอล์ฟชื่อดังคนหนึ่งซึ่งพูดว่า Practice does not make perfect, practice makes permanent. ซึ่งแปลว่า การซ้อมตีกอล์ฟมากมายนั้น ไม่ได้ทำให้การตีกอล์ฟดีสุดยอดไม่มีที่ติอย่างที่เข้าใจ แต่การซ้อมมากมายนั้นจะทำให้วิธีตีของเรานั้นติดตัวเราตลอดไป และถ้าวิธีที่เราซ้อมนั้นเป็นวิธีที่ผิด เราจะไม่สามารถแก้วงสวิงให้ถูกต้องได้
การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น ถ้าเราทำโดยเทคนิคหรือหลักการที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มและเราก็ปฏิบัติมานาน ประสบการการซื้อขายด้วยวิธีการดังกล่าวจะไม่ทำให้การลงทุนของเราดีขึ้น แต่มันกลับทำให้เราติดนิสัย และชินกับวิธีการนั้นจนแก้ไม่ได้ ดังนั้น การมีประสบการณ์การลงทุนมานานจึงอาจไม่ทำให้เราเก่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม ยิ่งมีประสบการณ์มากก็ยิ่งทำให้การปรับวิธีการลงทุนให้ถูกต้องทำได้ยากขึ้น
ด้วยเหตุดังกล่าว นักกอล์ฟที่ดีจะต้องเริ่มจากวิธีการที่ถูกต้อง แล้วจึงปฏิบัติและฝึกซ้อมไปตามนั้น ผลที่ได้ออกมาจึงจะดีอย่างไม่มีที่ติ เช่นเดียวกัน การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น หลักและวิธีการที่ถูกต้อง ต้องมาก่อน การปฏิบัติหรือประสบการณ์ที่ตามมาถึงจะเป็นประโยชน์ และผลงานที่ตามมาจะน่าประทับใจ ประสบการณ์ที่ผิด ๆ ทั้งในเรื่องของกอล์ฟและการลงทุนในหุ้นนั้นไม่มีประโยชน์ แต่มันกลับเป็นโทษที่ทำให้การแก้ไขทำได้ยาก
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ผมพบว่า Value Investor หนุ่ม ๆ ที่เริ่มจากหลักการและวิธีที่ถูกต้องหลายคน สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นมากทั้ง ๆ ที่มีประสบการณ์การลงทุนมาเพียงไม่กี่ปี ในขณะที่คนที่ “คร่ำหวอด” ในวงการหุ้นหลายคนกลับไม่สามารถสร้างผลงานที่เปรียบเทียบกันได้ ผมเองเชื่อว่า ในเรื่องของหุ้นนั้นก็เช่นเดียวกับเรื่องของกอล์ฟ นั่นคือ Practice นั้นไม่ได้ Make Perfect แต่ Practice นั้น Make Permanent
ความผิดพลาดของการลงทุน
ความผิดพลาดของการลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความผิดพลาดของการลงทุนนั้น ถ้าจะพูด มี 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า การผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำ นั่นก็คือ ผิดพลาดเพราะไปซื้อหุ้นผิดตัว ซื้อแล้วราคาหุ้นตกต่ำลงจากราคาที่เราซื้อ- อย่างถาวร เราขาดทุนไม่ว่าจะขายทิ้งไปหรือไม่ ความผิดพลาดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากการไม่กระทำ นี่คือการที่เราไม่ซื้อหุ้นบางตัวที่เราคิดว่าน่าซื้อแต่เราไม่ได้ทำเพราะอะไรบางอย่าง เรารีรอ แต่ระหว่างนั้นหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปและขึ้นไปเรื่อย ๆ - อย่างถาวร ราคาหุ้นขึ้นไปเกินราคาที่เราคิดว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ เราเสียดาย แต่เราไม่ได้ขาดทุน เราเพียงแต่เสียโอกาสที่ควรได้ แน่นอน ความผิดพลาดแบบแรกนั้นร้ายแรงกว่าแบบที่สองมาก
ความผิดพลาดในแบบแรกที่ Value Investor ควรระวังมีมากมาย และสิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวน้อยนิดเท่านั้น นักลงทุนแต่ละคนเองเมื่อลงทุนและประสบกับความผิดพลาดก็ควรจะจดจำเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในครั้งต่อไป ประเด็นสำคัญมากก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะต้องไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนที่เป็นทรัพย์สินตัวหลักที่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ดังนั้น การลงทุนที่เป็นรายการใหญ่ ๆ ประเภท "ตีแตก" นั้น เราจะผิดพลาดไม่ได้
ความผิดพลาดจากการซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์ผิดตัวนั้น บางทีเป็นเพราะเราไม่ได้ดูรายละเอียดของงบการเงินเพียงพอ เราดูแต่บรรทัดสุดท้ายซึ่งรายงานว่ากิจการของบริษัทมีกำไรที่ดีน่าประทับใจและเมื่อเทียบกับราคาหุ้นแล้วอาจจะดูว่าถูกมาก แต่จริง ๆ แล้ว กำไรที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในขณะที่ผลการดำเนินงานของกิจการปกตินั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก เราซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงแต่เมื่อความจริงปรากฏในภายหลังหุ้นก็ตกลงมา เราขาดทุน
บางครั้งเราซื้อหุ้นผิดตัวเพราะเราประมาณการปัจจัยความเสี่ยงบางอย่างของกิจการต่ำเกินไป หรือบางทีเราอาจจะไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงบางอย่างเลยเนื่องจากเราไม่ได้ศึกษาละเอียดพอ เมื่อเราซื้อหุ้นแล้ว "โชคไม่ดี" สิ่งที่เป็นความเสี่ยงนั้น บังเอิญเกิดขึ้น หุ้นที่ซื้อมาตกลงมาหนักมาก พื้นฐานเปลี่ยนไปภายในชั่วข้ามคืน เราขาดทุนยับเยิน ตัวอย่างที่ผมคิดว่าใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ผมพูดนี้ก็คือหุ้นของกิจการสัมปทานหลาย ๆ ตัวที่สัญญาของกิจการมีปัญหาและทำให้พื้นฐานการทำกำไรเปลี่ยนไปมาก ข้อคิดของผมก็คือ ถ้าความเป็นความตายหรือผลการดำเนินงานหลักของบริษัทต้องพึ่งพิงกับสัญญาอะไรบางอย่าง เราต้องคิดว่าสัญญานั้นเป็นความเสี่ยง ไม่ว่าจะมีโอกาสที่จะมีการบอกเลิกมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น หุ้นที่มีความเสี่ยงแบบนี้ ผมจะไม่ "ตีแตก" แม้ว่าบางครั้งจะดูว่าราคาถูกมาก
การซื้อหุ้นที่มี "ราคาถูกมาก" บางครั้งก็เป็นความผิดพลาดเหมือนกัน เพราะราคาที่ถูกนั้น จริง ๆ แล้วอาจจะถูกเพราะกิจการกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังถดถอย ผู้บริหารเองก็มักจะไม่ยอม"ปลดปล่อย" ทรัพย์สิน โดยเฉพาะเงินสดที่อาจจะมีมากมายในบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นเนื่องจากต้องการกันเอาไว้ใช้ต่อสู้กับ "ความยากลำบาก" ที่จะตามมา ดังนั้น ผู้ถือหุ้นจึงมักจะไม่ได้อะไรจากการถือหุ้นเหล่านี้ เพราะราคาหุ้นนิ่งอยู่นานและในที่สุดก็ลดลงจนทำให้เราขาดทุน
ความผิดพลาดในแบบที่สองนั้น ที่พบบ่อยมากที่สุดก็คือ เราพบหุ้นที่เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพสูงทุกประการ แต่ราคาหุ้นในวันที่เราพบนั้นถึงจะคุ้มค่าที่จะซื้อแต่ก็มีราคาค่อนข้างสูงในสายตาของเรา เราคิดว่า "หุ้นจะดีแค่ไหนก็ตามมันก็ไม่คุ้มถ้ามีราคาที่สูงเกินไป" เราเฝ้าติดตามรอว่าถ้าเมื่อไรหุ้นตกลงมาจนมีค่า PE "ประมาณ 10″ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่เราลงทุนซื้อหุ้นโดยทั่ว ๆ ไป เราจะซื้อ แต่ยิ่งรอราคาหุ้นก็ยิ่งขึ้นไปสูงกว่าวันที่เริ่มมองมันมาก เราไม่ได้ซื้อหุ้นและเรารู้สึกเสียดายว่าทำไมเราไม่ซื้อตอนที่หุ้นมีราคา PE ที่ 15 ในวันแรกที่เราเริ่มสนใจ
มีเพื่อนมาแนะนำหุ้นให้เราตัวหนึ่ง เขาอธิบายให้เห็นว่าหุ้นตัวนั้นดีและคุ้มค่ามาก เหตุผลของเขาฟังดูดีทุกอย่างยกเว้นแต่ว่ากิจการนั้นเราดูแล้วไม่เห็นว่าจะมีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากและเราคิดว่า เมื่อคำนึงถึงความแน่นอนของผลการดำเนินงานแล้ว การซื้อหุ้นจะมีความเสี่ยงเกินไป เราไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนั้นแต่ก็จับตามองอยู่ และแล้วเราก็เห็นว่าหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นและปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนราคาสูงกว่าวันแรกที่เขาบอกเรามาก เรารู้สึกว่าเราอาจจะคิดผิดที่ไม่ได้ซื้อ แต่ถ้าถามว่าเสียดายไหม เราอาจจะเสียดายน้อยเพราะเราดูแล้วกิจการก็ยังไม่มีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนอยู่ดี ราคาหุ้นที่ขึ้นไปอาจจะไม่ยั่งยืนก็ได้ ถ้าคิดแบบนี้ ผมจะไม่ถือว่าเป็นความผิดพลาดของการลงทุนแบบที่สอง เหตุผลก็คือ เราไม่ได้คิดจะซื้อมันตั้งแต่แรกเพราะเรายังไม่มั่นใจในคุณภาพของมันหรือเรายังไม่มั่นใจในเรื่องของความเสี่ยง
จากประสบการณ์ของผม ความผิดพลาดแบบที่หนึ่งของผมนั้นเกิดขึ้นน้อยและมักจะไม่ใช่การลงทุนที่สำคัญ แต่ความผิดพลาดในแบบที่สองจะมีมากกว่ามาก เหตุผลก็คือ ผมมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นถ้าไม่แน่ใจเพียงพอ ผมคิดว่าผมยอมทำผิดแบบที่สองดีกว่าจะตัดสินใจพลาดซื้อหุ้นผิดตัวและทำให้มันกลายเป็นความผิดพลาดแบบที่หนึ่งซึ่งทำให้ต้องขาดทุนจริง แทนที่จะเป็นเรื่องของการเสียโอกาส พูดง่าย ผมคิดว่า เสียดายดีกว่าเสียใจ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ความผิดพลาดของการลงทุนนั้น ถ้าจะพูด มี 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า การผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำ นั่นก็คือ ผิดพลาดเพราะไปซื้อหุ้นผิดตัว ซื้อแล้วราคาหุ้นตกต่ำลงจากราคาที่เราซื้อ- อย่างถาวร เราขาดทุนไม่ว่าจะขายทิ้งไปหรือไม่ ความผิดพลาดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากการไม่กระทำ นี่คือการที่เราไม่ซื้อหุ้นบางตัวที่เราคิดว่าน่าซื้อแต่เราไม่ได้ทำเพราะอะไรบางอย่าง เรารีรอ แต่ระหว่างนั้นหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปและขึ้นไปเรื่อย ๆ - อย่างถาวร ราคาหุ้นขึ้นไปเกินราคาที่เราคิดว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ เราเสียดาย แต่เราไม่ได้ขาดทุน เราเพียงแต่เสียโอกาสที่ควรได้ แน่นอน ความผิดพลาดแบบแรกนั้นร้ายแรงกว่าแบบที่สองมาก
ความผิดพลาดในแบบแรกที่ Value Investor ควรระวังมีมากมาย และสิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวน้อยนิดเท่านั้น นักลงทุนแต่ละคนเองเมื่อลงทุนและประสบกับความผิดพลาดก็ควรจะจดจำเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในครั้งต่อไป ประเด็นสำคัญมากก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะต้องไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนที่เป็นทรัพย์สินตัวหลักที่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ดังนั้น การลงทุนที่เป็นรายการใหญ่ ๆ ประเภท "ตีแตก" นั้น เราจะผิดพลาดไม่ได้
ความผิดพลาดจากการซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์ผิดตัวนั้น บางทีเป็นเพราะเราไม่ได้ดูรายละเอียดของงบการเงินเพียงพอ เราดูแต่บรรทัดสุดท้ายซึ่งรายงานว่ากิจการของบริษัทมีกำไรที่ดีน่าประทับใจและเมื่อเทียบกับราคาหุ้นแล้วอาจจะดูว่าถูกมาก แต่จริง ๆ แล้ว กำไรที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในขณะที่ผลการดำเนินงานของกิจการปกตินั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก เราซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงแต่เมื่อความจริงปรากฏในภายหลังหุ้นก็ตกลงมา เราขาดทุน
บางครั้งเราซื้อหุ้นผิดตัวเพราะเราประมาณการปัจจัยความเสี่ยงบางอย่างของกิจการต่ำเกินไป หรือบางทีเราอาจจะไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงบางอย่างเลยเนื่องจากเราไม่ได้ศึกษาละเอียดพอ เมื่อเราซื้อหุ้นแล้ว "โชคไม่ดี" สิ่งที่เป็นความเสี่ยงนั้น บังเอิญเกิดขึ้น หุ้นที่ซื้อมาตกลงมาหนักมาก พื้นฐานเปลี่ยนไปภายในชั่วข้ามคืน เราขาดทุนยับเยิน ตัวอย่างที่ผมคิดว่าใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ผมพูดนี้ก็คือหุ้นของกิจการสัมปทานหลาย ๆ ตัวที่สัญญาของกิจการมีปัญหาและทำให้พื้นฐานการทำกำไรเปลี่ยนไปมาก ข้อคิดของผมก็คือ ถ้าความเป็นความตายหรือผลการดำเนินงานหลักของบริษัทต้องพึ่งพิงกับสัญญาอะไรบางอย่าง เราต้องคิดว่าสัญญานั้นเป็นความเสี่ยง ไม่ว่าจะมีโอกาสที่จะมีการบอกเลิกมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น หุ้นที่มีความเสี่ยงแบบนี้ ผมจะไม่ "ตีแตก" แม้ว่าบางครั้งจะดูว่าราคาถูกมาก
การซื้อหุ้นที่มี "ราคาถูกมาก" บางครั้งก็เป็นความผิดพลาดเหมือนกัน เพราะราคาที่ถูกนั้น จริง ๆ แล้วอาจจะถูกเพราะกิจการกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังถดถอย ผู้บริหารเองก็มักจะไม่ยอม"ปลดปล่อย" ทรัพย์สิน โดยเฉพาะเงินสดที่อาจจะมีมากมายในบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นเนื่องจากต้องการกันเอาไว้ใช้ต่อสู้กับ "ความยากลำบาก" ที่จะตามมา ดังนั้น ผู้ถือหุ้นจึงมักจะไม่ได้อะไรจากการถือหุ้นเหล่านี้ เพราะราคาหุ้นนิ่งอยู่นานและในที่สุดก็ลดลงจนทำให้เราขาดทุน
ความผิดพลาดในแบบที่สองนั้น ที่พบบ่อยมากที่สุดก็คือ เราพบหุ้นที่เข้าข่ายที่จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพสูงทุกประการ แต่ราคาหุ้นในวันที่เราพบนั้นถึงจะคุ้มค่าที่จะซื้อแต่ก็มีราคาค่อนข้างสูงในสายตาของเรา เราคิดว่า "หุ้นจะดีแค่ไหนก็ตามมันก็ไม่คุ้มถ้ามีราคาที่สูงเกินไป" เราเฝ้าติดตามรอว่าถ้าเมื่อไรหุ้นตกลงมาจนมีค่า PE "ประมาณ 10″ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่เราลงทุนซื้อหุ้นโดยทั่ว ๆ ไป เราจะซื้อ แต่ยิ่งรอราคาหุ้นก็ยิ่งขึ้นไปสูงกว่าวันที่เริ่มมองมันมาก เราไม่ได้ซื้อหุ้นและเรารู้สึกเสียดายว่าทำไมเราไม่ซื้อตอนที่หุ้นมีราคา PE ที่ 15 ในวันแรกที่เราเริ่มสนใจ
มีเพื่อนมาแนะนำหุ้นให้เราตัวหนึ่ง เขาอธิบายให้เห็นว่าหุ้นตัวนั้นดีและคุ้มค่ามาก เหตุผลของเขาฟังดูดีทุกอย่างยกเว้นแต่ว่ากิจการนั้นเราดูแล้วไม่เห็นว่าจะมีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากและเราคิดว่า เมื่อคำนึงถึงความแน่นอนของผลการดำเนินงานแล้ว การซื้อหุ้นจะมีความเสี่ยงเกินไป เราไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนั้นแต่ก็จับตามองอยู่ และแล้วเราก็เห็นว่าหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นและปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนราคาสูงกว่าวันแรกที่เขาบอกเรามาก เรารู้สึกว่าเราอาจจะคิดผิดที่ไม่ได้ซื้อ แต่ถ้าถามว่าเสียดายไหม เราอาจจะเสียดายน้อยเพราะเราดูแล้วกิจการก็ยังไม่มีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนอยู่ดี ราคาหุ้นที่ขึ้นไปอาจจะไม่ยั่งยืนก็ได้ ถ้าคิดแบบนี้ ผมจะไม่ถือว่าเป็นความผิดพลาดของการลงทุนแบบที่สอง เหตุผลก็คือ เราไม่ได้คิดจะซื้อมันตั้งแต่แรกเพราะเรายังไม่มั่นใจในคุณภาพของมันหรือเรายังไม่มั่นใจในเรื่องของความเสี่ยง
จากประสบการณ์ของผม ความผิดพลาดแบบที่หนึ่งของผมนั้นเกิดขึ้นน้อยและมักจะไม่ใช่การลงทุนที่สำคัญ แต่ความผิดพลาดในแบบที่สองจะมีมากกว่ามาก เหตุผลก็คือ ผมมักจะพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นถ้าไม่แน่ใจเพียงพอ ผมคิดว่าผมยอมทำผิดแบบที่สองดีกว่าจะตัดสินใจพลาดซื้อหุ้นผิดตัวและทำให้มันกลายเป็นความผิดพลาดแบบที่หนึ่งซึ่งทำให้ต้องขาดทุนจริง แทนที่จะเป็นเรื่องของการเสียโอกาส พูดง่าย ผมคิดว่า เสียดายดีกว่าเสียใจ
บัฟเฟตต์พูด
บัฟเฟตต์พูด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เมื่อไม่กี่วันมานี้ Sham Gad ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบของมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูดคุยกับวอเร็น บัฟเฟตต์ และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นใน BLOG ส่วนตัวของเขาที่เวป buffettspeak.blogspot.com
ถามว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นเบิร์กไชร์ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในปี 1962 บัฟเฟตต์ตอบว่า ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7 3/8 เหรียญ แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10 - 11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 โรงเหลือเพียง 2 โรงทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมากซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ "ก้นบุหรี่" ในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนของเขา ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และใช้มันเป็นบริษัท Holding ที่ถือหุ้นอื่น ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก
กรณีการซื้อหุ้นของ See's Candy ในปี 1972 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See's ซึ่งขายลูกกวาดและช็อคโกแล็ต ซึ่งสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อย ๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น บัฟเฟตต์บอกว่า เมื่อเขาจะลงทุน เขาจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ "คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้" และนี่คือกรณีแรก ๆ ที่บัฟเฟตต์เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น กิจการมีคุณภาพดีมากในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้านั้น
เมื่อถูกถามว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากมาย เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบก็คือ โอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ คนนั้น จะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร ตัวบัฟเฟตต์เองนั้น ร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาสขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือตื่นเต้นจากความโลภ สรุปง่าย ๆ น่าจะเป็นว่า บัฟเฟตต์มองว่าโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้นยังมีอยู่เสมอถ้าเราสามารถแยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่าง ๆ
เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ คำถามคือ บัฟเฟตต์สนใจสถานการณ์ของประเทศที่เขาจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัทเอง คำตอบคือ เขาสนใจ และยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เขากำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัว คือ PetroChina ของจีนกับ Yucos ของรัสเซีย ซึ่งบัฟเฟตต์เลือก PetroChina เขาบอกว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80 % ของ Exxon แต่สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจซื้อก็คือเมื่อเขาอ่านรายงานประจำปีและพบว่าประธานของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไรซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้ เขาบอกว่า ถ้าเป็นในสหรัฐ บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ ดังนั้น เขาเลือก PetroChina หลังจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่า เจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในรัสเซียก็ถูกประธานาธิบดีปูตินสั่งจับโทษฐานที่ไปคิดแข่งกับปูติน บัฟเฟตต์บอกต่อว่า PetroChina รักษาคำพูดโดยการจ่ายปันผล 45% โดยคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง ในขณะที่ในรัสเซียนั้น สถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก
บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ ใบแรกคือถาด In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส ใบที่สองคือ Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน และถาดที่สามคือ Too hard ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่น ๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ ๆ เอาไว้ทิ้ง นั่นคือ เขาแนะนำว่า เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่นในชีวิตนี้ ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน
สุดท้าย คำถามที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน
คำตอบก็คือ เขามีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ
เครื่องกรองที่ 1 : เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม มันจะเป็นอย่างไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น Intel กับหมากฝรั่ง บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี เช่น โค๊ก
เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่ซื้อกิจการที่เป็นแฟชั่นเช่นของเล่นเด็ก แต่จะซื้อน้ำอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่งไม่ได้
เครื่องกรองที่ 3 : บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่
เครื่องกรองที่ 4 : ราคาหุ้นสมเหตุผลไหม
และนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นครั้งคราว และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากบัฟเฟตต์เอง ดังนั้น มันจึงเป็นของแท้
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เมื่อไม่กี่วันมานี้ Sham Gad ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบของมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูดคุยกับวอเร็น บัฟเฟตต์ และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นใน BLOG ส่วนตัวของเขาที่เวป buffettspeak.blogspot.com
ถามว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นเบิร์กไชร์ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำในปี 1962 บัฟเฟตต์ตอบว่า ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7 3/8 เหรียญ แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10 - 11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 โรงเหลือเพียง 2 โรงทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมากซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบ "ก้นบุหรี่" ในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนของเขา ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และใช้มันเป็นบริษัท Holding ที่ถือหุ้นอื่น ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก
กรณีการซื้อหุ้นของ See's Candy ในปี 1972 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See's ซึ่งขายลูกกวาดและช็อคโกแล็ต ซึ่งสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อย ๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น บัฟเฟตต์บอกว่า เมื่อเขาจะลงทุน เขาจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ "คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้" และนี่คือกรณีแรก ๆ ที่บัฟเฟตต์เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น กิจการมีคุณภาพดีมากในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้านั้น
เมื่อถูกถามว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากมาย เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม คำตอบก็คือ โอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ คนนั้น จะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร ตัวบัฟเฟตต์เองนั้น ร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์ มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาสขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือตื่นเต้นจากความโลภ สรุปง่าย ๆ น่าจะเป็นว่า บัฟเฟตต์มองว่าโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้นยังมีอยู่เสมอถ้าเราสามารถแยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่าง ๆ
เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ คำถามคือ บัฟเฟตต์สนใจสถานการณ์ของประเทศที่เขาจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัทเอง คำตอบคือ เขาสนใจ และยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เขากำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัว คือ PetroChina ของจีนกับ Yucos ของรัสเซีย ซึ่งบัฟเฟตต์เลือก PetroChina เขาบอกว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80 % ของ Exxon แต่สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจซื้อก็คือเมื่อเขาอ่านรายงานประจำปีและพบว่าประธานของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไรซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้ เขาบอกว่า ถ้าเป็นในสหรัฐ บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ ดังนั้น เขาเลือก PetroChina หลังจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่า เจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในรัสเซียก็ถูกประธานาธิบดีปูตินสั่งจับโทษฐานที่ไปคิดแข่งกับปูติน บัฟเฟตต์บอกต่อว่า PetroChina รักษาคำพูดโดยการจ่ายปันผล 45% โดยคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง ในขณะที่ในรัสเซียนั้น สถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก
บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ ใบแรกคือถาด In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส ใบที่สองคือ Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน และถาดที่สามคือ Too hard ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่น ๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ ๆ เอาไว้ทิ้ง นั่นคือ เขาแนะนำว่า เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่นในชีวิตนี้ ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน
สุดท้าย คำถามที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน
คำตอบก็คือ เขามีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ
เครื่องกรองที่ 1 : เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม มันจะเป็นอย่างไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น Intel กับหมากฝรั่ง บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี เช่น โค๊ก
เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่ซื้อกิจการที่เป็นแฟชั่นเช่นของเล่นเด็ก แต่จะซื้อน้ำอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่งไม่ได้
เครื่องกรองที่ 3 : บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่
เครื่องกรองที่ 4 : ราคาหุ้นสมเหตุผลไหม
และนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นครั้งคราว และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากบัฟเฟตต์เอง ดังนั้น มันจึงเป็นของแท้
Mega Trend
Mega Trend
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 เมษายน 2550
การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ เรารู้ว่าอนาคตบริษัทจะไปทางไหน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ บริษัทจะเติบโตขึ้นมากหรือบริษัทจะอยู่อย่างเดิมหรือบริษัทจะเล็กลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แน่นอน เราอยากลงทุนในบริษัทที่โตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน เพราะนั่นคือหุ้นที่จะทำเงินให้เรามหาศาล
การที่บริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานได้นั้น อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่บริษัททำอยู่จะต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานด้วย และนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Mega Trend หรือ แนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อยใน 10-20 ปีขึ้นไป
การมองหา Mega Trend นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะดูจากเรื่องของโครงสร้างประชากรซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและการใช้จ่ายของคนในสังคมในอนาคต การดูโครงสร้างประชากรเป็นการวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูงมากเพราะอายุของคนนั้นเดินตามเวลาที่แน่นอน นั่นคือ เวลาผ่านไป 10 ปี คนเราก็แก่ขึ้น 10 ปี และเรารู้ว่าคนที่มีอายุมากขึ้นนั้น เขามักจะต้องใช้จ่ายในด้านใดมากขึ้น
นอกจากเรื่องของประชากรแล้ว เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีผลทำให้แนวโน้มต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้นมักจะเกิดขึ้นเป็นยุค ๆ และกินเวลายาวพอสมควร พูดให้ชัดขึ้นก็คือ โลกเราผ่านมาหลายยุคตั้งแต่ยุคของการเฟื่องฟูของเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม ยุคบริการ และสุดท้ายก็คือยุคของข้อมูลข่าวสารและความรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านของสังคมอย่างใหญ่หลวง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ Globalization หรือการที่โลกกลายเป็นสังคมที่คนทำอะไรหรือคิดอะไรเหมือนกันไปหมด
สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่า Mega Trend ที่จะเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่แตกต่างจากประเทศหลักอื่น ๆ ในโลกซึ่งผมจะพูดแบบย่อ ๆ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ดังต่อไปนี้
แนวโน้มแรกที่ค่อนข้างชัดเจนมากก็คือ คนไทยจะมีอายุมากขึ้นในขณะที่คนเกิดใหม่จะน้อยลงซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยของคนจะสูงขึ้น นี่จะก่อให้เกิดความต้องการในด้านของสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลและฟิตเนสน่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ
การที่คนไทยมีอายุมากขึ้นก็จะต้องมีรายได้มากขึ้น มีการใช้จ่ายและเก็บเงินมากขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ ดังนั้น ธุรกิจการเงินเช่นการให้บริการการลงทุนก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับธุรกิจการให้กู้เงินและบริการทางการเงินส่วนบุคคลทั้งหลาย การที่คนไทยมีลูกน้อยลงและครอบครัวเล็กลงทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่ให้บริการแบบด่วนและสะดวกประเภท “สำเร็จรูป” เช่นอาหารสำเร็จรูปและภัตตาคารประเภทจานด่วนขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการที่มีสมาชิกน้อยทำให้การทำอาหารกินเองมีความคุ้มค่าน้อยลง นอกจากนั้น บ้านที่อยู่อาศัยก็น่าจะมีแนวโน้มที่มีขนาดเล็กลงด้วย
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือราคาที่ถูกลงมากทำให้แนวโน้มในการใช้ไอทีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย และเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการใช้ชีวิตในสมัยใหม่นั้นจะขาดคอมพิวเตอร์ได้ยากขึ้นทุกที ทำให้การเติบโตของธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รวมถึงอินเตอร์เน็ตจะเติบโตไปอีกนานมาก
การที่เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลกมีการขยายตัวต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการลดลงของค่าใช้จ่ายในการเดินทางทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างใหญ่หลวงและเป็น Mega Trend ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง เมืองไทยในฐานะที่เป็นประเทศเก่าแก่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจจะได้รับอานิสงส์มาก ดังนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยว เฉพาะอย่างยิ่ง โรงแรม จะได้รับผลดีและจะเติบโตต่อไปได้อีกนาน
เช่นเดียวกัน คนไทยเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเศรษฐกิจก็จะยังคงเติบโตต่อไป ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับความบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง ภาพยนตร์ เพลง หนังสือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูงจะได้รับสัดส่วนในการใช้จ่ายมากขึ้นแม้ว่าการเติบโตจะไม่เร็วนักเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
สุดท้ายที่เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดมากก็คือ พฤติกรรมของการจับจ่ายสินค้า แนวโน้มก็คือ ผู้บริโภคต้องการช้อบหรือเลือกซื้อสินค้าจากร้านที่รวมสินค้าจำนวนมากไว้ในที่เดียวกันหรือเรียกว่า One Stop Service นี่คือพฤติกรรมที่คนต้องการความสะดวกและลดเวลาในการเดินทาง ซึ่งธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ก็คือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งหลาย
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของ Mega Trend ที่ผมพอจะนึกและเขียนได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องไม่เข้าใจผิดว่าหุ้นทุกตัวที่อยู่ในธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend จะต้องดี บริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่เป็น Mega Trend ที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมจะต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถสูง หรือมีกำแพงที่จะป้องกันคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของตนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ดังนั้น ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะหา Super Stock หรือหุ้นสุดยอดที่จะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน ผมจึงอยากแนะนำว่า เราควรมองหาอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend เมื่อพบแล้วเรายังต้องหาผู้ชนะโดยเฉพาะที่มีความสามารถเหนือคู่แข่งมาก เมื่อได้แล้ว เรายังต้องดูด้วยว่าราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ถ้าทุกองค์ประกอบครบ เราก็ซื้อแล้วเก็บไว้นานมากโดยที่เราแทบไม่ต้องทำอะไร ผลตอบแทนที่ได้นั้นจะสูงจนแทบไม่น่าเชื่อ Super Stock ที่โดดเด่นนั้น น่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 15-20% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลานานนับ 10 ปี
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 เมษายน 2550
การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ เรารู้ว่าอนาคตบริษัทจะไปทางไหน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ บริษัทจะเติบโตขึ้นมากหรือบริษัทจะอยู่อย่างเดิมหรือบริษัทจะเล็กลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แน่นอน เราอยากลงทุนในบริษัทที่โตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน เพราะนั่นคือหุ้นที่จะทำเงินให้เรามหาศาล
การที่บริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานได้นั้น อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่บริษัททำอยู่จะต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานด้วย และนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Mega Trend หรือ แนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อยใน 10-20 ปีขึ้นไป
การมองหา Mega Trend นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะดูจากเรื่องของโครงสร้างประชากรซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและการใช้จ่ายของคนในสังคมในอนาคต การดูโครงสร้างประชากรเป็นการวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูงมากเพราะอายุของคนนั้นเดินตามเวลาที่แน่นอน นั่นคือ เวลาผ่านไป 10 ปี คนเราก็แก่ขึ้น 10 ปี และเรารู้ว่าคนที่มีอายุมากขึ้นนั้น เขามักจะต้องใช้จ่ายในด้านใดมากขึ้น
นอกจากเรื่องของประชากรแล้ว เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีผลทำให้แนวโน้มต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้นมักจะเกิดขึ้นเป็นยุค ๆ และกินเวลายาวพอสมควร พูดให้ชัดขึ้นก็คือ โลกเราผ่านมาหลายยุคตั้งแต่ยุคของการเฟื่องฟูของเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม ยุคบริการ และสุดท้ายก็คือยุคของข้อมูลข่าวสารและความรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านของสังคมอย่างใหญ่หลวง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ Globalization หรือการที่โลกกลายเป็นสังคมที่คนทำอะไรหรือคิดอะไรเหมือนกันไปหมด
สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่า Mega Trend ที่จะเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่แตกต่างจากประเทศหลักอื่น ๆ ในโลกซึ่งผมจะพูดแบบย่อ ๆ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ดังต่อไปนี้
แนวโน้มแรกที่ค่อนข้างชัดเจนมากก็คือ คนไทยจะมีอายุมากขึ้นในขณะที่คนเกิดใหม่จะน้อยลงซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยของคนจะสูงขึ้น นี่จะก่อให้เกิดความต้องการในด้านของสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลและฟิตเนสน่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ
การที่คนไทยมีอายุมากขึ้นก็จะต้องมีรายได้มากขึ้น มีการใช้จ่ายและเก็บเงินมากขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ ดังนั้น ธุรกิจการเงินเช่นการให้บริการการลงทุนก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับธุรกิจการให้กู้เงินและบริการทางการเงินส่วนบุคคลทั้งหลาย การที่คนไทยมีลูกน้อยลงและครอบครัวเล็กลงทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่ให้บริการแบบด่วนและสะดวกประเภท “สำเร็จรูป” เช่นอาหารสำเร็จรูปและภัตตาคารประเภทจานด่วนขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการที่มีสมาชิกน้อยทำให้การทำอาหารกินเองมีความคุ้มค่าน้อยลง นอกจากนั้น บ้านที่อยู่อาศัยก็น่าจะมีแนวโน้มที่มีขนาดเล็กลงด้วย
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือราคาที่ถูกลงมากทำให้แนวโน้มในการใช้ไอทีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย และเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการใช้ชีวิตในสมัยใหม่นั้นจะขาดคอมพิวเตอร์ได้ยากขึ้นทุกที ทำให้การเติบโตของธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รวมถึงอินเตอร์เน็ตจะเติบโตไปอีกนานมาก
การที่เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลกมีการขยายตัวต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการลดลงของค่าใช้จ่ายในการเดินทางทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างใหญ่หลวงและเป็น Mega Trend ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง เมืองไทยในฐานะที่เป็นประเทศเก่าแก่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจจะได้รับอานิสงส์มาก ดังนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยว เฉพาะอย่างยิ่ง โรงแรม จะได้รับผลดีและจะเติบโตต่อไปได้อีกนาน
เช่นเดียวกัน คนไทยเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเศรษฐกิจก็จะยังคงเติบโตต่อไป ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับความบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง ภาพยนตร์ เพลง หนังสือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูงจะได้รับสัดส่วนในการใช้จ่ายมากขึ้นแม้ว่าการเติบโตจะไม่เร็วนักเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
สุดท้ายที่เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดมากก็คือ พฤติกรรมของการจับจ่ายสินค้า แนวโน้มก็คือ ผู้บริโภคต้องการช้อบหรือเลือกซื้อสินค้าจากร้านที่รวมสินค้าจำนวนมากไว้ในที่เดียวกันหรือเรียกว่า One Stop Service นี่คือพฤติกรรมที่คนต้องการความสะดวกและลดเวลาในการเดินทาง ซึ่งธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ก็คือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งหลาย
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของ Mega Trend ที่ผมพอจะนึกและเขียนได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องไม่เข้าใจผิดว่าหุ้นทุกตัวที่อยู่ในธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend จะต้องดี บริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่เป็น Mega Trend ที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมจะต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถสูง หรือมีกำแพงที่จะป้องกันคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของตนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ดังนั้น ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะหา Super Stock หรือหุ้นสุดยอดที่จะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน ผมจึงอยากแนะนำว่า เราควรมองหาอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend เมื่อพบแล้วเรายังต้องหาผู้ชนะโดยเฉพาะที่มีความสามารถเหนือคู่แข่งมาก เมื่อได้แล้ว เรายังต้องดูด้วยว่าราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ถ้าทุกองค์ประกอบครบ เราก็ซื้อแล้วเก็บไว้นานมากโดยที่เราแทบไม่ต้องทำอะไร ผลตอบแทนที่ได้นั้นจะสูงจนแทบไม่น่าเชื่อ Super Stock ที่โดดเด่นนั้น น่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 15-20% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลานานนับ 10 ปี
Great Company
Great Company
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 พฤษภาคม 2550
ถ้าสังเกตดู ในระยะนี้ หุ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงมากในแง่ของสินค้าหรือบริการจะมีราคาสูงมาก ค่า PE ของหุ้นของบริษัทเหล่านั้นมักจะสูงลิ่ว บางตัวมีค่า PE ถึง 30 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดเท่ากับประมาณ 10 เท่า เท่านั้น ในความเห็นของผม นี่คือ ช่วงเวลาทองของบริษัทที่ยิ่งใหญ่หรือเรียกว่า Great Company คนที่ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นสามารถทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะถ้าได้ซื้อหุ้นในช่วงราคาที่ยังไม่สูงค่า PE เพียงสิบกว่าเท่า
Great Company หรือบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด การจะบอกว่าบริษัทไหนยิ่งใหญ่นั้น แต่ละคนก็อาจจะมีความเห็นไม่เหมือนกัน จากมุมมองของนักลงทุน ผมเองมีนิยามสำหรับคุณสมบัติที่มองเห็นจากภายนอกง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
ข้อแรก บริษัทที่ยิ่งใหญ่ควรจะต้องเป็นบริษัทที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับที่รองลงมามากโดยเฉพาะในด้านของขนาดหรือยอดขายของกิจการ ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า Dominant Firm ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดขายถึง 50% ของตลาด ในขณะที่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 20% อันดับ 3 เหลือเพียง 10% และอันดับ 4 อาจจะไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน หรือในบางอุตสาหกรรมที่มีผู้ขายหรือให้บริการมาก บริษัทอาจมียอดขาย 5,000 ล้านบาท ในขณะที่อันดับสองเหลือเพียง 1-2,000 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าบริษัทอันดับหนึ่งเป็น Dominant Firm ชัดเจน ในบางกรณี Dominant Firm อาจจะมี 2 บริษัทก็ได้เพราะอันดับ 1 และ 2 อาจจะมียอดขายสูงมากในขณะนี้อันดับ 3 นั้น เล็กลงไปมากจนแทบไม่มีความสำคัญ
ข้อสอง Great Company ควรจะมีชื่อยี่ห้อที่เป็นอันดับหนึ่งในใจของลูกค้าใน Sector หรือในกลุ่มของตนเอง เช่น กลุ่มที่มีรายได้สูงหรือต่ำ หรือในกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเป็นในทุกกลุ่ม ยี่ห้อนี้จะต้องโดดเด่นมากคือ คนเลือกที่จะซื้อหรือใช้ แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าหรือความสะดวกที่จะซื้อหรือใช้อาจจะด้อยกว่าคู่แข่งบ้าง สิ่งที่ต้องระวังคือ การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งแต่ผู้บริโภคไม่ได้ติดยี่ห้อ ลักษณะแบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับสิ้นค้าบางอย่างที่เป็นโภคภัณฑ์ เช่น น้ำดื่ม แบตเตอรี่รถยนต์ น้ำมัน สินค้าเหล่านี้ยี่ห้อจะมีความหมายไม่มากนัก และมักไม่ใช่บริษัทที่จะเป็น Great Company ได้
ข้อสาม บริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นควรจะต้องมี Durable Competitive Advantage หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นคือ บริษัทจะต้องมีความได้เปรียบคู่แข่งในทางใดทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหรือยี่ห้อที่โดดเด่น มีสัมปทานหรือสิทธิพิเศษ ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ ความได้เปรียบนี้จะต้องยั่งยืน คือ จะเป็นความได้เปรียบที่จะอยู่ต่อไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี และโอกาสที่จะมีคนอื่นมาทำลายความได้เปรียบนี้หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองจนทำให้ความได้เปรียบนั้นหมดไปจะต้องมีน้อยมาก
ข้อสี่ กิจการควรจะมีกำไรสูงซึ่งวัดจาก Net Profit Margin หรือผลกำไรต่อยอดขาย เช่น กำไรต่อยอดขายสูงถึง 10% ในขณะที่คู่แข่งโดยทั่วไปนั้นได้แค่ 5% หรือบริษัทมีกำไรต่อผู้ถือหุ้นหรือ ROE สูงถึง 20% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอโดยที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินกับสถาบันการเงินมากกว่าปกติ
ข้อห้า ถ้าจะเข้าข่ายเป็น Great Company ได้ ผมคิดว่าบริษัทควรที่จะต้องเติบโต นั่นก็คือ เป็นบริษัทที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีในอัตราอย่างน้อยสองเท่าของรายได้ประชาชาติ นั่นก็คือ ถ้า GDP สูงขึ้นปีละ 5% บริษัทควรมีรายได้ และกำไรโตขึ้นอย่างน้อย 10% ในประเด็นนี้ หลาย ๆ คน อาจดูว่าเป็นเงื่อนไขที่ง่ายเกินไปเพราะเคยชินกับการโตเป็น 20-30% บางบริษัทโตเป็น 100% ในปีเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นแบบเดียวกับเรื่องของกำไรหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่คนเล่นหุ้นมักคิดว่าการทำกำไรหรือทำให้พอร์ตโตปีละ 20-30% ต่อปีเป็นเรื่องง่าย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ การโตเป็น 10 ปีติดต่อกันหรือกำไรโตเป็น 10 ปีติดต่อกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ถ้าบริษัทโตโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าค่อนข้างดีแล้ว
นอกจากคุณลักษณะ 5 ข้อข้างต้นแล้ว อาจจะมีคุณลักษณะอื่น ๆ เช่นในเรื่องของผู้บริหาร หรือคุณสมบัติอย่างอื่นที่สำคัญมากหรือเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้บริษัทเข้าข่ายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ในประเด็นว่า บริษัทไหนน่าจะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นเรื่องที่จะต้องดูและศึกษาอย่างละเอียด
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องพยายามมองหาหุ้นของกิจการที่ "กำลัง" จะกลายเป็น Great Company มากกว่าบริษัทที่ดูเหมือนว่าเป็น Great Company ไปแล้วในสายตาของนักลงทุน เพราะหุ้นของบริษัทหลังจากนั้นราคาขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะลงทุน
ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่กำลังจะเป็น Great Company หรือบริษัทที่เป็น Great Company แล้ว แต่นักลงทุนยังไม่ตระหนักทำให้ราคาหุ้นยังซื้อขายกันที่ PE เพียงสิบกว่าเท่านั้น ถ้าเราค้นพบและลงทุนซื้อเก็บไว้ ในอนาคตเมื่อนักลงทุนโดยทั่วไปยอมรับกัน และเข้ามาทุ่มซื้อหุ้น เราก็จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เพราะ Great Company นั้น จะให้ Great Value แก่เจ้าของเสมอ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 พฤษภาคม 2550
ถ้าสังเกตดู ในระยะนี้ หุ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงมากในแง่ของสินค้าหรือบริการจะมีราคาสูงมาก ค่า PE ของหุ้นของบริษัทเหล่านั้นมักจะสูงลิ่ว บางตัวมีค่า PE ถึง 30 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดเท่ากับประมาณ 10 เท่า เท่านั้น ในความเห็นของผม นี่คือ ช่วงเวลาทองของบริษัทที่ยิ่งใหญ่หรือเรียกว่า Great Company คนที่ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นสามารถทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะถ้าได้ซื้อหุ้นในช่วงราคาที่ยังไม่สูงค่า PE เพียงสิบกว่าเท่า
Great Company หรือบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด การจะบอกว่าบริษัทไหนยิ่งใหญ่นั้น แต่ละคนก็อาจจะมีความเห็นไม่เหมือนกัน จากมุมมองของนักลงทุน ผมเองมีนิยามสำหรับคุณสมบัติที่มองเห็นจากภายนอกง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
ข้อแรก บริษัทที่ยิ่งใหญ่ควรจะต้องเป็นบริษัทที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับที่รองลงมามากโดยเฉพาะในด้านของขนาดหรือยอดขายของกิจการ ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า Dominant Firm ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดขายถึง 50% ของตลาด ในขณะที่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 20% อันดับ 3 เหลือเพียง 10% และอันดับ 4 อาจจะไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน หรือในบางอุตสาหกรรมที่มีผู้ขายหรือให้บริการมาก บริษัทอาจมียอดขาย 5,000 ล้านบาท ในขณะที่อันดับสองเหลือเพียง 1-2,000 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าบริษัทอันดับหนึ่งเป็น Dominant Firm ชัดเจน ในบางกรณี Dominant Firm อาจจะมี 2 บริษัทก็ได้เพราะอันดับ 1 และ 2 อาจจะมียอดขายสูงมากในขณะนี้อันดับ 3 นั้น เล็กลงไปมากจนแทบไม่มีความสำคัญ
ข้อสอง Great Company ควรจะมีชื่อยี่ห้อที่เป็นอันดับหนึ่งในใจของลูกค้าใน Sector หรือในกลุ่มของตนเอง เช่น กลุ่มที่มีรายได้สูงหรือต่ำ หรือในกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเป็นในทุกกลุ่ม ยี่ห้อนี้จะต้องโดดเด่นมากคือ คนเลือกที่จะซื้อหรือใช้ แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าหรือความสะดวกที่จะซื้อหรือใช้อาจจะด้อยกว่าคู่แข่งบ้าง สิ่งที่ต้องระวังคือ การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งแต่ผู้บริโภคไม่ได้ติดยี่ห้อ ลักษณะแบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับสิ้นค้าบางอย่างที่เป็นโภคภัณฑ์ เช่น น้ำดื่ม แบตเตอรี่รถยนต์ น้ำมัน สินค้าเหล่านี้ยี่ห้อจะมีความหมายไม่มากนัก และมักไม่ใช่บริษัทที่จะเป็น Great Company ได้
ข้อสาม บริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นควรจะต้องมี Durable Competitive Advantage หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นคือ บริษัทจะต้องมีความได้เปรียบคู่แข่งในทางใดทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหรือยี่ห้อที่โดดเด่น มีสัมปทานหรือสิทธิพิเศษ ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ ความได้เปรียบนี้จะต้องยั่งยืน คือ จะเป็นความได้เปรียบที่จะอยู่ต่อไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี และโอกาสที่จะมีคนอื่นมาทำลายความได้เปรียบนี้หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองจนทำให้ความได้เปรียบนั้นหมดไปจะต้องมีน้อยมาก
ข้อสี่ กิจการควรจะมีกำไรสูงซึ่งวัดจาก Net Profit Margin หรือผลกำไรต่อยอดขาย เช่น กำไรต่อยอดขายสูงถึง 10% ในขณะที่คู่แข่งโดยทั่วไปนั้นได้แค่ 5% หรือบริษัทมีกำไรต่อผู้ถือหุ้นหรือ ROE สูงถึง 20% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอโดยที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินกับสถาบันการเงินมากกว่าปกติ
ข้อห้า ถ้าจะเข้าข่ายเป็น Great Company ได้ ผมคิดว่าบริษัทควรที่จะต้องเติบโต นั่นก็คือ เป็นบริษัทที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีในอัตราอย่างน้อยสองเท่าของรายได้ประชาชาติ นั่นก็คือ ถ้า GDP สูงขึ้นปีละ 5% บริษัทควรมีรายได้ และกำไรโตขึ้นอย่างน้อย 10% ในประเด็นนี้ หลาย ๆ คน อาจดูว่าเป็นเงื่อนไขที่ง่ายเกินไปเพราะเคยชินกับการโตเป็น 20-30% บางบริษัทโตเป็น 100% ในปีเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นแบบเดียวกับเรื่องของกำไรหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่คนเล่นหุ้นมักคิดว่าการทำกำไรหรือทำให้พอร์ตโตปีละ 20-30% ต่อปีเป็นเรื่องง่าย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ การโตเป็น 10 ปีติดต่อกันหรือกำไรโตเป็น 10 ปีติดต่อกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ถ้าบริษัทโตโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าค่อนข้างดีแล้ว
นอกจากคุณลักษณะ 5 ข้อข้างต้นแล้ว อาจจะมีคุณลักษณะอื่น ๆ เช่นในเรื่องของผู้บริหาร หรือคุณสมบัติอย่างอื่นที่สำคัญมากหรือเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้บริษัทเข้าข่ายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ในประเด็นว่า บริษัทไหนน่าจะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นเรื่องที่จะต้องดูและศึกษาอย่างละเอียด
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องพยายามมองหาหุ้นของกิจการที่ "กำลัง" จะกลายเป็น Great Company มากกว่าบริษัทที่ดูเหมือนว่าเป็น Great Company ไปแล้วในสายตาของนักลงทุน เพราะหุ้นของบริษัทหลังจากนั้นราคาขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะลงทุน
ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่กำลังจะเป็น Great Company หรือบริษัทที่เป็น Great Company แล้ว แต่นักลงทุนยังไม่ตระหนักทำให้ราคาหุ้นยังซื้อขายกันที่ PE เพียงสิบกว่าเท่านั้น ถ้าเราค้นพบและลงทุนซื้อเก็บไว้ ในอนาคตเมื่อนักลงทุนโดยทั่วไปยอมรับกัน และเข้ามาทุ่มซื้อหุ้น เราก็จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เพราะ Great Company นั้น จะให้ Great Value แก่เจ้าของเสมอ
การลงทุนเพื่อชีวิต
การลงทุนเพื่อชีวิต
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 ตุลาคม 2550
คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่าย ๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”
การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งโดยการลงทุนในธุรกิจที่ดีและจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเองซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากินและมีความพยายามและความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้น ๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น
ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลาและศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน
ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป
ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ
ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้นจะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงานมาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป
ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัวที่ทำเงินชดเชยได้
สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเราสามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอน เราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดี ๆ ที่ได้สร้างความมั่งคงและความมั่งคั่งให้เรามายาวนานเพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า
และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่าคนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 ตุลาคม 2550
คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่าย ๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”
การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งโดยการลงทุนในธุรกิจที่ดีและจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเองซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากินและมีความพยายามและความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้น ๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น
ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลาและศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน
ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป
ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ
ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้นจะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงานมาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป
ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัวที่ทำเงินชดเชยได้
สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเราสามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอน เราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดี ๆ ที่ได้สร้างความมั่งคงและความมั่งคั่งให้เรามายาวนานเพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า
และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่าคนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ถาด 3 ใบ
ถาด 3 ใบ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 4 ธันวาคม 2550
วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ชอบอุปมา อุปไม และมักจะมีอารมณ์ขันเวลาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม คำพูดต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะซ่อนแนวความคิดและปรัชญาที่ลึกซื้งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คำพูดเปรียบเปรยเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่น เพราะมันเป็นหัวใจของการวิเคราะห์หุ้นที่นักลงทุนมักทำผิดพลาดอยู่เสมอ
บัฟเฟตต์ บอกว่า เขาได้รับรายงานการวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก เขาจะอ่านมัน และเมื่ออ่านจบ เขาจะวางลงบนถาดใบใดใบหนึ่งใน 3 ใบ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานเขา หุ้นตัวที่เขาดูว่ามีคุณภาพดีราคาถูกเหมาะสมที่จะพิจารณาลงทุน เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “In” หุ้นตัวที่เขาดูแล้วไม่คุ้มค่าเลยและไม่น่าสนใจลงทุน เขาจะวางในถาด “Out” ส่วนหุ้นที่เขาอ่านแล้วรู้สึกงงหรือหาข้อสรุปไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “Too Hard” หรือ “ยากเกินไป”
ในประสบการณ์ของเขา บัฟเฟตต์บอกว่าหุ้นที่ดีหรือที่อยู่ในถาด “In” มีน้อยมาก หุ้นที่ไม่คุ้มค่าที่อยู่ในถาด “Out” นั้นมีมากพอสมควร แต่หุ้นที่อยู่ในถาด “Too Hard” นั้น มีเต็มไปหมดจนล้นถาด และนี่คือความเห็นของเซียนหุ้นมือหนึ่งของโลกที่อยู่กับการลงทุนมาตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นการบอกให้นักลงทุนรู้ว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่เราพบเจอนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นธุรกิจหรือเป็นหุ้นที่ “ยากเกินไป” สำหรับเรา ความรู้ของเรานั้นมีจำกัดอยู่ใน “วง” วงหนึ่ง ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “Circle Of Competence” เมื่อไรที่เราออกนอกวงนี้ เราก็มักจะวิเคราะห์ผิดพลาด วิธีที่ดีก็คือ พยายามหาหุ้นที่เราสามารถเข้าใจได้ง่ายพอที่จะให้ความเห็นได้ถูกต้องว่ามันเป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี ส่วนหุ้นที่เราไม่เข้าใจก็อย่าเข้าไปยุ่ง อย่าพยายามนึกว่าเรารู้
ผมเองยอมรับว่าเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญค่อนข้างจำกัด และไม่ค่อยจะมีความสามารถในการมองหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องที่สลับซับซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ สินค้า หรือธุรกิจไฮเทค ในเรื่องที่เป็นนามธรรม ผมเองก็ค่อนข้างอ่อนในการที่จะคาดการณ์สภาวะในอนาคต ไล่ตั้งแต่เรื่องของวงจรความรุ่งเรืองและตกต่ำของธุรกิจวัฎจักร์ทั้งหลายไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาผมดูหรือวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก ข้อสรุปหรือคำตอบของผมจึงมักออกมาว่ามัน “Too Hard” จนตอนหลัง ๆ ผมแทบจะไม่อยากวิเคราะห์เลยถ้าดูแล้วธุรกิจของบริษัทเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจหรือคาดการณ์ได้
ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของกองทุนรวมที่ต้องหาหุ้นลงทุนอย่างน้อยหลายสิบตัว ส่วนผมเองนั้นต้องการหุ้นเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น ดังนั้นผมจึงยังสามารถที่จะหาหุ้นลงทุนที่ดีได้แม้ว่าในหลาย ๆ ครั้งจะ “เสียโอกาส” ที่ไม่ได้เก็บหุ้นที่ถูกมากและได้ผลตอบแทนมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วเพียงเพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าผมรู้ดีพอ แต่ผมก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า “เสียดายดีกว่าเสียใจ”
สำหรับ Value Investor ที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมี “ถาด 3 ใบ” อยู่บนโต๊ะหรืออย่างน้อยในสมองสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่เขาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาลงทุน สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ เขาจะต้องประเมินอย่างเป็นกลางและจริงใจต่อตนเองมากที่สุดว่าเขามีความรอบรู้แค่ไหน กิจการที่เขากำลังวิเคราะห์อยู่นั้น อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความรอบรู้” ของเขาหรือไม่ อย่าคิดว่าเรารู้ ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ เราไม่รู้ เพราะนั่นจะทำให้เราสรุปผิด นอกจากนั้น เราจะต้องตระหนักด้วยว่า มีสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากในโลกนี้ที่เป็นเรื่องที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้หรือมีคนที่สามารถคาดได้น้อยมาก ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยว่าเรารู้หรือเราไม่รู้ ผมแนะนำว่า เราเอาหุ้นตัวนั้นไปใส่ไว้ในถาด “Too Hard” จะปลอดภัยกว่า
Value Investor หลายคน แทนที่จะวิเคราะห์และสรุปการประเมินเอง กลับใช้วิธีลอกการบ้านคนอื่นโดยเฉพาะที่คิดว่าเป็นคนเก่งเป็นเซียนและเคยมีผลงานประทับใจให้เห็นมาแล้ว แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญก็คือ “ต้นฉบับ” นั้นมักจะซื้อหุ้นลงทุนไปก่อนแล้วในราคาที่ต่ำกว่าก่อนที่จะปล่อยต้นฉบับมาให้คนลอก ดังนั้น โอกาสที่คนลอกจะซื้อหุ้นดีในราคาที่สูงเกินไปก็มีอยู่ไม่น้อย ในอีกด้านหนึ่ง คนเก่งหรือเซียนเองก็มีโอกาสผิดพลาดได้ และเซียนนั้น เมื่อผิดพลาดแล้วก็จะรู้วิธีแก้และแก้ไขได้เร็วกว่า ในขณะที่คนตามนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว การลอกการบ้านคนอื่นโดยไม่ได้คิดเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
การมีถาด 3 ใบ ในใจนั้น ในทางปฎิบัติ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เหตุผลก็คือ นักลงทุนมักอ่อนไหวไปตามราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาบนกระดาน เวลาวิเคราะห์หุ้นเรามักจะมองราคาหุ้นไปด้วย และเมื่อราคาหุ้นกับสิ่งที่เราวิเคราะห์สอดคล้องกัน “อย่างชัดเจน” เราก็อาจจะด่วนสรุปว่าเรารู้ เราวิเคราะห์ถูก ทั้งที่มันไม่ใช่และมันเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ดังนั้น เวลาวิเคราะห์และลงความเห็นว่าหุ้นตัวนั้นควรจะอยู่บนถาดไหน ผมแนะนำว่า เราควรปิดจอดูหุ้นไว้ก่อน อย่าให้ราคาหุ้นที่ขึ้นลงทุกนาทีมาตัดสิน “การลงทุน 5 ปี” ของเรา
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 4 ธันวาคม 2550
วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ชอบอุปมา อุปไม และมักจะมีอารมณ์ขันเวลาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม คำพูดต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะซ่อนแนวความคิดและปรัชญาที่ลึกซื้งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คำพูดเปรียบเปรยเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่น เพราะมันเป็นหัวใจของการวิเคราะห์หุ้นที่นักลงทุนมักทำผิดพลาดอยู่เสมอ
บัฟเฟตต์ บอกว่า เขาได้รับรายงานการวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก เขาจะอ่านมัน และเมื่ออ่านจบ เขาจะวางลงบนถาดใบใดใบหนึ่งใน 3 ใบ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานเขา หุ้นตัวที่เขาดูว่ามีคุณภาพดีราคาถูกเหมาะสมที่จะพิจารณาลงทุน เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “In” หุ้นตัวที่เขาดูแล้วไม่คุ้มค่าเลยและไม่น่าสนใจลงทุน เขาจะวางในถาด “Out” ส่วนหุ้นที่เขาอ่านแล้วรู้สึกงงหรือหาข้อสรุปไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “Too Hard” หรือ “ยากเกินไป”
ในประสบการณ์ของเขา บัฟเฟตต์บอกว่าหุ้นที่ดีหรือที่อยู่ในถาด “In” มีน้อยมาก หุ้นที่ไม่คุ้มค่าที่อยู่ในถาด “Out” นั้นมีมากพอสมควร แต่หุ้นที่อยู่ในถาด “Too Hard” นั้น มีเต็มไปหมดจนล้นถาด และนี่คือความเห็นของเซียนหุ้นมือหนึ่งของโลกที่อยู่กับการลงทุนมาตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นการบอกให้นักลงทุนรู้ว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่เราพบเจอนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นธุรกิจหรือเป็นหุ้นที่ “ยากเกินไป” สำหรับเรา ความรู้ของเรานั้นมีจำกัดอยู่ใน “วง” วงหนึ่ง ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “Circle Of Competence” เมื่อไรที่เราออกนอกวงนี้ เราก็มักจะวิเคราะห์ผิดพลาด วิธีที่ดีก็คือ พยายามหาหุ้นที่เราสามารถเข้าใจได้ง่ายพอที่จะให้ความเห็นได้ถูกต้องว่ามันเป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี ส่วนหุ้นที่เราไม่เข้าใจก็อย่าเข้าไปยุ่ง อย่าพยายามนึกว่าเรารู้
ผมเองยอมรับว่าเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญค่อนข้างจำกัด และไม่ค่อยจะมีความสามารถในการมองหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องที่สลับซับซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ สินค้า หรือธุรกิจไฮเทค ในเรื่องที่เป็นนามธรรม ผมเองก็ค่อนข้างอ่อนในการที่จะคาดการณ์สภาวะในอนาคต ไล่ตั้งแต่เรื่องของวงจรความรุ่งเรืองและตกต่ำของธุรกิจวัฎจักร์ทั้งหลายไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาผมดูหรือวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก ข้อสรุปหรือคำตอบของผมจึงมักออกมาว่ามัน “Too Hard” จนตอนหลัง ๆ ผมแทบจะไม่อยากวิเคราะห์เลยถ้าดูแล้วธุรกิจของบริษัทเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจหรือคาดการณ์ได้
ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของกองทุนรวมที่ต้องหาหุ้นลงทุนอย่างน้อยหลายสิบตัว ส่วนผมเองนั้นต้องการหุ้นเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น ดังนั้นผมจึงยังสามารถที่จะหาหุ้นลงทุนที่ดีได้แม้ว่าในหลาย ๆ ครั้งจะ “เสียโอกาส” ที่ไม่ได้เก็บหุ้นที่ถูกมากและได้ผลตอบแทนมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วเพียงเพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าผมรู้ดีพอ แต่ผมก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า “เสียดายดีกว่าเสียใจ”
สำหรับ Value Investor ที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมี “ถาด 3 ใบ” อยู่บนโต๊ะหรืออย่างน้อยในสมองสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่เขาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาลงทุน สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ เขาจะต้องประเมินอย่างเป็นกลางและจริงใจต่อตนเองมากที่สุดว่าเขามีความรอบรู้แค่ไหน กิจการที่เขากำลังวิเคราะห์อยู่นั้น อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความรอบรู้” ของเขาหรือไม่ อย่าคิดว่าเรารู้ ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ เราไม่รู้ เพราะนั่นจะทำให้เราสรุปผิด นอกจากนั้น เราจะต้องตระหนักด้วยว่า มีสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากในโลกนี้ที่เป็นเรื่องที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้หรือมีคนที่สามารถคาดได้น้อยมาก ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยว่าเรารู้หรือเราไม่รู้ ผมแนะนำว่า เราเอาหุ้นตัวนั้นไปใส่ไว้ในถาด “Too Hard” จะปลอดภัยกว่า
Value Investor หลายคน แทนที่จะวิเคราะห์และสรุปการประเมินเอง กลับใช้วิธีลอกการบ้านคนอื่นโดยเฉพาะที่คิดว่าเป็นคนเก่งเป็นเซียนและเคยมีผลงานประทับใจให้เห็นมาแล้ว แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญก็คือ “ต้นฉบับ” นั้นมักจะซื้อหุ้นลงทุนไปก่อนแล้วในราคาที่ต่ำกว่าก่อนที่จะปล่อยต้นฉบับมาให้คนลอก ดังนั้น โอกาสที่คนลอกจะซื้อหุ้นดีในราคาที่สูงเกินไปก็มีอยู่ไม่น้อย ในอีกด้านหนึ่ง คนเก่งหรือเซียนเองก็มีโอกาสผิดพลาดได้ และเซียนนั้น เมื่อผิดพลาดแล้วก็จะรู้วิธีแก้และแก้ไขได้เร็วกว่า ในขณะที่คนตามนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว การลอกการบ้านคนอื่นโดยไม่ได้คิดเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
การมีถาด 3 ใบ ในใจนั้น ในทางปฎิบัติ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เหตุผลก็คือ นักลงทุนมักอ่อนไหวไปตามราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาบนกระดาน เวลาวิเคราะห์หุ้นเรามักจะมองราคาหุ้นไปด้วย และเมื่อราคาหุ้นกับสิ่งที่เราวิเคราะห์สอดคล้องกัน “อย่างชัดเจน” เราก็อาจจะด่วนสรุปว่าเรารู้ เราวิเคราะห์ถูก ทั้งที่มันไม่ใช่และมันเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ดังนั้น เวลาวิเคราะห์และลงความเห็นว่าหุ้นตัวนั้นควรจะอยู่บนถาดไหน ผมแนะนำว่า เราควรปิดจอดูหุ้นไว้ก่อน อย่าให้ราคาหุ้นที่ขึ้นลงทุกนาทีมาตัดสิน “การลงทุน 5 ปี” ของเรา
บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลี
บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลี
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 มกราคม 2551
Value Investor จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ “หุ้นก้นบุหรี่” แนวคิดก็คือ ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนในสไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด เหตุผลก็คือ เราคิดว่าเราสามารถ “เล่นรอบ” กับหุ้นก้นบุหรี่ได้ ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน สรุปแล้ว เรารู้สึกว่า ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
ประเด็นว่าเราควรซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์ ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ 3 ข้อ สำหรับการลงทุน และบทเรียนนี้ ว่าที่จริง เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบบัฟเฟตต์ บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ
1) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
2) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
3) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
ความหมายก็คือ สำหรับชาร์ลีแล้ว เขาคิดว่า คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา แน่นอน ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ ในราคาที่ถูกมาก เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง
ในประเด็นเดียวกันนี้ บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ คุณควรซื้อหุ้น ในราคาที่สมเหตุผล เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5, 10 และ 20 ปีจากวันนี้”
คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของชาร์ลีที่ว่า เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย กำไรต้องเติบโต อย่างแน่นอน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนราคาหุ้นนั้น จะต้องมีราคาที่เหมาะสม
จากการติดตามธุรกิจที่บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น เราพบว่า กิจการที่ “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4 ข้อ ที่ชัดเจนก็คือ ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่นระดับโลก ต้องมีผู้บริหารที่ดี ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน เราก็มักจะพบว่า กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน” คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น
ทั้งหมดนั้นก็คือ บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งไม่ใช่นัก “นักคิด-นักลงทุน” อย่าง เบน เกรแฮม หรือ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาร์ลี มังเกอร์ คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง และอาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของเกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้
สำหรับ Value Investor ในเมืองไทยนั้น วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่ คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ไหน ที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ Value Investor แม้ในระดับโลก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 มกราคม 2551
Value Investor จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ “หุ้นก้นบุหรี่” แนวคิดก็คือ ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนในสไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด เหตุผลก็คือ เราคิดว่าเราสามารถ “เล่นรอบ” กับหุ้นก้นบุหรี่ได้ ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน สรุปแล้ว เรารู้สึกว่า ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
ประเด็นว่าเราควรซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์ ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ 3 ข้อ สำหรับการลงทุน และบทเรียนนี้ ว่าที่จริง เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบบัฟเฟตต์ บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ
1) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
2) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
3) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
ความหมายก็คือ สำหรับชาร์ลีแล้ว เขาคิดว่า คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา แน่นอน ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ ในราคาที่ถูกมาก เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง
ในประเด็นเดียวกันนี้ บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ คุณควรซื้อหุ้น ในราคาที่สมเหตุผล เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5, 10 และ 20 ปีจากวันนี้”
คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของชาร์ลีที่ว่า เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย กำไรต้องเติบโต อย่างแน่นอน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนราคาหุ้นนั้น จะต้องมีราคาที่เหมาะสม
จากการติดตามธุรกิจที่บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น เราพบว่า กิจการที่ “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4 ข้อ ที่ชัดเจนก็คือ ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่นระดับโลก ต้องมีผู้บริหารที่ดี ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน เราก็มักจะพบว่า กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน” คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น
ทั้งหมดนั้นก็คือ บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งไม่ใช่นัก “นักคิด-นักลงทุน” อย่าง เบน เกรแฮม หรือ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาร์ลี มังเกอร์ คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง และอาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของเกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้
สำหรับ Value Investor ในเมืองไทยนั้น วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่ คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ไหน ที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ Value Investor แม้ในระดับโลก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)