ข้าคือพระเจ้า
อะไรที่ทำให้เด็กชาย จอร์จ โซรอส ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงแห่งกรุงบูดาเปสต์ และเป็นเพียงเด็กธรรมดาสามัญที่มีมิตรสหายมากหน้า รักการเล่นกีฬา และประพฤติปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับเด็กในวัยเดียวกัน เชื่อว่า เขาคือพระเจ้า?
การที่เขาเก็บจินตนาการในวัยเด็กเป็นความลับ ทำให้คนคุ้นเคยหรือผู้ที่รู้จักเขาในวัยเด็ก จำไม่ได้ว่าเขาเคยอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเลยสักคนเดียว พวกเขาจำได้เพียงว่า โซรอสมักจะชอบตั้งตัวเป็นใหญ่เหนือเด็กคนอื่นเสมอ
จอร์จถือกำเนิดที่กรุงบูดาเปสต์ ในปี 1930 โดยที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นวันที่และเดือนอะไร เพราะไม่เคยได้รับการเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นในชีวประวัติหรือในรายงานข่าวที่ออกโดยองค์กรที่เขาเป็นผู้สนับสนุนก็ตาม และก็ไม่มีใครทราบเหตุผลเช่นกัน
พี่น้องคนเดียวของเขามีชื่อว่า พอล เกิดก่อนเขาสองปี ส่วนทิวาดาร์ บิดาของเขา คือต้นแบบบทบาทที่สำคัญสำหรับบุตรชายคนที่สองเลยทีเดียว เขามีอาชีพเป็นทนายความ จอร์จเรียนรู้ว่าบิดาของตนนั้นเป็นคนที่ฉลาด แม้จะเป็นคนเจ้าเล่ห์และใช้ความฉลาดของตนในการเอาเปรียบคนอื่นก็ตาม เด็กชายจอร์จก็ยังคงให้ความเคารพผู้เป็นบิดามากที่สุด
ทิวาดาร์มองว่าการอยู่รอดทางกายภาพมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การมีเงินมากเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะมันกระตุ้นให้คนอื่น ๆ อยากได้เงินส่วนที่เป็นความมั่งคั่งส่วนเกิน ความมั่งคั่งมากเกินไปสามารถทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ และไม่สามารถต่อสู้เพื่อความอยู่รอดได้ ทิวาดาร์ถ่ายทอดสิ่งที่มีค่ายิ่งแก่ลูกชายของเขา ซึ่งพวกเขาก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี และในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความมั่งคั่งเกินกว่าที่ใครคาดคิด จอร์จ โซรอส ก็ยังคงไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อการทำเงินได้เป็นจำนวนมาก ๆ แต่อย่างใด
ในบ้านที่มีความเป็นฮังกาเรียนมากกว่ายิว ซึ่งก็เหมือนกับครอบครัวยิวฮังกาเรียนที่เป็นชนชั้นกลางระดับสูงทั่วไป ที่มักไม่ค่อยสบายใจกับพื้นฐานทางศาสนาของตนเอง โซรอสเคยเล่าให้กับผู้คุ้นเคยในภายหลังว่า "ผมเติบโตขึ้นมาในบ้านคนยิวที่ต่อต้านความเป็นยิว"
เรียนรู้ศิลปะการอยู่รอดจากสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1939 จอร์จมีอายุได้เก้าขวบ แต่ชีวิตของคนในกรุงบูดาเปสต์ในปี 1943 ดำเนินไปอย่างปกติจนน่าประหลาด เพราะในขณะนั้นกองทัพพันธมิตรเริ่มรุกสู่ภาคใต้ของอิตาลีแล้ว ในระหว่างที่บูดาเปสต์ยังคงเป็นอิสระจากการโจมตีใด ๆ นั้น พื้นที่ส่วนอื่นของยุโรปกลับตกอยู่ในบรรยากาศการสู้รบอย่างรุนแรง
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1944 ชุมชนชาวยิวทั่วยุโรปถูกกวาดล้างอย่างหนักโดยกองทัพนาซี ทำให้เกิดความกลัวว่าชาวยิวจำนวนหนึ่งล้านคนซึ่งอาศัยอยู่ในฮังการี ซึ่งเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จะเป็นเป้าหมายต่อไป และในช่วง 12 เดือนถัดมา ชาวยิวในกรุงบูดาเปสต์ถูกสังหารไป 400,000 ราย เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายจะไม่ถูกพวกนาซีจับได้ ทิวาดาร์จึงจัดการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลฮังกาเรียนเพื่ออนุญาตให้ลูกชายปลอมตัวเป็นหลายชายของเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ไม่ใช่ยิว และได้ซื้อเอกสารประจำตัวปลอมให้กับจอร์จ ด้วยเอกสารนี่เอง ที่ทำให้เด็กชายจอร์จมีชีวิตรอดมาได้
ทิวาดาร์ได้สอนบทเรียนที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับศิลปะแห่งการอยู่รอด บทเรียนที่หนึ่งคือ เป็นการถูกต้องที่จะเสี่ยง และบทเรียนที่สองคือ ถ้าจะเสี่ยง จงอย่าทุ่มสุดตัว นั่นคือจงอย่าทุ่มเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันอาจหมายถึงความโง่เขลา ไม่บังเกิดผลและเป็นสิ่งไม่จำเป็นแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเขาประกอบอาชีพในโลกธุรกิจในเวลาต่อมา ทำให้จอร์จมีสายตาที่ชัดเจนมากขึ้น
ชีวิตการเรียนและการทำงานในช่วงเริ่มต้น
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 จอร์จได้กลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้งหลังจากสงครามสงบ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะมีอายุเพียง 15 ปี แต่เขาก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่สามารถรอดพ้นจากความหฤโหดของพวกนาซีคือ เป็นผู้ใหญ่เกินอายุ
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินทางออกจากฮังการีด้วยตัวเอง ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1947 ด้วยวัยเพียง 17 และมุ่งมั่นที่จะศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งต้องขอบคุณบิดาของเขาที่ทำให้จอร์จมีเงินพอสำหรับการเดินทาง แต่เมื่อไปถึงลอนดอนเด็กหนุ่มต้องหาเลี้ยงตัวเอง เขาทำงานเป็นบริกรในภัตตาคารในย่านเมย์เฟย์ของมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกขุนนางและดาราภาพยนตร์ มารับประทานอาหารเย็นและเต้นรำตลอดคืน ในบางคราวที่การเงินของเขาร่อยหรอจนเกือบถึงจุดศูนย์ จอร์จยังชีพอยู่ได้ด้วยการกินอาหารที่เหลือ
ในปี 1949 จอร์จได้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาที่สถาบัน ลอนดอน สกูล ออฟ อิโคโนมิค หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า แอลเอสอี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ มันเป็นสถานที่ในอุดมคติสำหรับจอร์จ โซรอส ซึ่งต้องการฝึกฝนเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ และมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาแนวโน้มความเป็นไปของการเมืองโลกในปัจจุบัน ซึ่งโซรอสสามารถจบหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีได้ในเวลาเพียงสองปี
อาจกล่าวได้ว่าแอลเอสอีเป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนอย่างโซรอส ผู้ซึ่งดำรงชีพในฐานะนักลงทุนในเวลาต่อมา แต่เขาก็ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตลาดการเงินที่สถาบันดังกล่าว และที่จริงก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีตลาดดังกล่าวอยู่ในโลก ครั้นเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาจึงเริ่มตระหนักว่ามีเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถหาได้จากการลงทุน โดยจะต้องเข้าไปทำงานกับวานิชธนกิจให้ได้ ดังนั้นเขาจึงร่างจดหมายถึงวานิชธนกิจทุกแห่งในลอนดอน ด้วยความหวังว่าโชคชะตาของตนจะเปลี่ยนไป และในที่สุด ซิงเกอร์ แอนด์ ฟรีด์แลนเดอร์ได้เสนองานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมแก่เขา ซึ่งเขาก็รับทำด้วยความยินดี
ในที่สุด จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นเทรดเดอร์ หรือนักค้าขายหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญในการค้ากำไรหุ้นทองคำ โดยอาศัยความได้เปรียบจากความแตกต่างด้านราคาในตลาดหลายแห่ง แม้ว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อย่างไรก็ตามในปี 1956 วานิชธนากรหนุ่มก็เชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องโยกย้าย และที่ ๆ เขาต้องการจะไปก็คือ นิวยอร์ก ซิตี้ นั่นเอง
ชีวิตใหม่ที่นิวยอร์ก
การย้ายมาอยู่นิวยอร์ก ทำให้เขามีความได้เปรียบเหนือเพื่อนร่วมงานโดยอัตโนมัติ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องตลาดเงินของยุโรปจะมีอยู่มากมายในตลาดหุ้นลอนดอน แต่ที่วอลล์สตรีตแล้วมีประสบการณ์หรือความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดยุโรปน้อยมาก ในช่วงนั้นโซรอสได้กลายเป็นนักวิเคราะห์ซึ่งคอยให้คำแนะนำแก่องค์กรการเงินอเมริกันเกี่ยวกับหลักทรัพย์ในยุโรป ดังนั้นโซรอสจึงถือว่าเป็นนักบุกเบิกและก้าวล้ำหน้ากว่าใคร ๆ
หนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินระหว่างประเทศของโซรอสเกิดขึ้นในปี 1960 โดยเขาเห็นว่า หุ้นของบริษัทประกันภัยเยอรมัน ชื่อแอลไลแอนซ์ถูกขายในราคาส่วนลดจากมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทำหนังสือแนะนำให้คนอื่นทำการลงทุนในหุ้นของแอลไลแอนซ์ ซึ่งปรากฏว่ามอร์แกนการันตีและไดรฟัส ฟันด์ ชอบความคิดของเขา และเริ่มซื้อหุ้นของแอลไลแอนซ์เป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าสิ่งที่โซรอสคิดเป็นจริง ราคาหุ้นของแอลไลแอนซ์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างชื่อให้กับเขาอย่างมาก
ในปี 1963 โซรอสเริ่มทำงานที่ อาร์นโฮล์ด แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศชั้นแนวหน้าของอเมริกา โซรอสได้รับการจ้างในตำแหน่งนักวิเคราะห์ โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างประเทศ ด้วยเครือข่ายการติดต่อที่มีอยู่ในยุโรปและความสามารถในการพูดภาษายุโรปหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน ทำให้โซรอสเป็นบุคคลที่เหมาะสำหรับการทำงานในตำแหน่งนี้อย่างมาก และในปี 1967 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท
ความสำเร็จในการค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดเกี่ยวกับการตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเป็นของตนเอง
มนต์เสน่ห์ของความไร้ระเบียบ
จอร์จมีความสนใจในวิถีความเป็นไปของโลกมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาในลอนดอนในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เขาได้ข้อสรุปว่า "โดยพื้นฐานแล้ว ทัศนะเกี่ยวกับโลกของเราเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน" ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ซึ่งได้พยายามที่จะวิเคราะห์ตลาดหุ้น ต่างพากันสรุปว่า เราสามารถคำนวณหรือประเมินความเป็นไปของราคาหุ้นได้ด้วยหลักตรรกะซึ่งก็หมายความว่า ราคาหุ้นนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล และราคาหุ้นทุกตัวจะได้รับการกำหนดมูลค่าอย่างถูกต้อง นี่คือสมมติฐานของตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเกี่ยวกับการทำงานของตลาดหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุด สมมติฐานดังกล่าวเชื่อว่า โลกใบนี้คือโลกที่มีเหตุผลสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าราคาหุ้นทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลที่มีอยู่
แต่โซรอสกลับเชื่อว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ทฤษฎีใดก็ตามที่เชื่อว่า เราสามารถเข้าถึงความรู้โดยสมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นักลงทุนจะต้องเข้าใจว่า นักลงทุนรายอื่นมีการรับรู้หรือเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างไร การประเมินว่าตลาดหรือนักลงทุนทั้งหมดคิดอย่างไรในขณะนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนี่คือหัวใจสำคัญของเทคนิคการลงทุนของโซรอส
ไบรอน เวน นักกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่ง มอร์แกน สแตนเลย์ในนิวยอร์ก และเป็นเพื่อนสนิทของโซรอส อธิบายทฤษฎีของโซรอสด้วยภาษาที่ฟังง่ายไว้ดังนี้
"ในความคิดของเขาก็คือ สิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปด้วยดีมาก ๆ และกลับกลายเป็นเลวร้ายในเวลาต่อมา คุณควรจะรู้ว่าในระหว่างที่มันกำลังไปได้ดี มันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเช่นกัน และเพื่อทำให้ทฤษฎีของเขาฟังดูง่ายขึ้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องตระหนักไว้เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย ประเด็นสำคัญก็คือจะต้องระบุจุดสะท้อนกลับหรือจุดหักเหให้ได้"
แต่การมีเคล็ดลับในการลงทุนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งประกันว่า โซรอสจะสามารถทำกำไรเสมอไป บางครั้งมันก็มีปัญหาที่เขาไม่สามารถแก้ไขได้ และบางครั้งสติปัญญาความสามารถของเขาก็สามารถจัดการกับมันได้ทั้งหมด
ลงทุนก่อนตรวจสอบทีหลัง
การจัดการเรื่องการลงทุนอย่างไรนั้น เป็นความสามารถของเขาและมันเป็นการผสมผสานของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า มีความเป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัวของมันเอง
ประการแรกคือ พลังสมองของเขา ในขณะที่นักลงทุนคนอื่น ๆ ในตลาดกำลังดิ้นรนเพื่อตามให้ทันความเคลื่อนไหวของหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าโภคภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง โซรอสกลับพยายามดูดซับฉากหรือสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับการค้าในระดับโลก ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง เขาให้ความสนใจต่อแนวโน้มและความเคลื่อนไหว ตลอดจนจังหวะซึ่งเป็นผลจากแถลงการณ์ต่อสาธารณชนและการตัดสินใจของบรรดาผู้นำการเงินโลก สิ่งที่โซรอสมีความเข้าใจดีกว่าคนอื่น ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลในเศรษฐกิจโลก หากมี A เกิดขึ้นแล้ว ก็จะมี B และ C ติดตามมา ซึ่งเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในความสำเร็จของโซรอส
ประการที่สองคือ โซรอสมีความกล้าหาญ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากกิริยาท่าทีที่สงบในยามที่เขาทำการซื้อและขายเป็นจำนวนมหาศาล แม้ว่าเขาอาจจะปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้มีความกล้าหาญมากนัก เพราะเขามักจะอ้างเสมอว่า กุญแจสำคัญต่อการลงทุนก็คือ ต้องรู้ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร และรู้ว่าการอยู่รอดนั้น หมายความว่าในบางครั้งอาจต้องยอมเสียเมื่อจำเป็น และต้องเก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่เอาไว้
ประการที่สามคือ ความมั่นใจในตัวเองของโซรอส เมื่อเชื่อว่าเขาตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเขาได้ ไม่มีการถือหุ้นหรือการลงทุนใดที่ใหญ่เกินไป และการรีรอ ลังเล ก็เหมาะสำหรับคนอ่อนแอเท่านั้น ความผิดพลาดอันเลวร้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ใจกล้าเกินไป แต่อยู่ที่ระมัดระวังมากเกินไป และหนึ่งในคำถามที่เขาชอบมากที่สุดก็คือ "ทำไมถึงน้อยนัก?"
ประการสุดท้ายคือ สัญชาติญาณของเขา นี่คือความสามารถที่ประเมินไม่ได้ของเขา ในการที่จะรู้ว่าเมื่อใดควรที่จะเก็งกำไรอย่างหนัก และเมื่อใดควรเลิกถือหุ้นการลงทุน กุญแจสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ จิตวิทยาของเขานั่นเอง เขาเข้าใจสัญชาติญาณในการอยู่กันเป็นกลุ่ม เขามีความเข้าใจในยามที่คนหมู่มากกำลังทำอะไรเพื่ออะไรบางอย่าง
จอร์จมักจะพูดว่า ลงทุนก่อน ตรวจสอบทีหลัง ซึ่งหมายความว่า สร้างสมมติฐานขึ้นมาก่อน และลองลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว และคอยดูว่าตลาดจะพิสูจน์ว่าคุณผิดหรือถูก
เริ่มตั้งกองทุนของตนเอง
ในปลายทศวรรษ 1980 จอร์จ โซรอส ได้เข้าสู่โลกการเงินที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในบริษัทมากขึ้น โซรอสจึงชักจูงเจ้านายของเขาที่อาร์นโฮลด์ แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ให้ตั้งกองทุนต่างประเทศขึ้นมาสองกองทุน เพื่อให้เขาได้เป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว
กองทุนแรก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า เฟิร์สต์ อีเกิ้ล ฟันด์ ตั้งขึ้นในปี 1967 และเป็นที่รู้จักกันในแวดลงวอลล์สตรีตว่า ลอง ฟันด์ (long fund) ซึ่งหมายความว่า ลูกค้าเลือกถือหุ้นการลงทุนในปริมาณมากกว่าที่มีการตกลงซื้อขายในขณะใดขณะหนึ่งด้วยความหวังว่าราคาหุ้นเหล่านี้จะสูงขึ้น และสามารถทำกำไรต่อไปในภายหน้า
กองทุนที่สอง คือ ดับเบิ้ล อีเกิ้ล ฟันด์ หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) เริ่มขึ้นในปี 1969 กองทุนดังกล่าวมีโครงสร้างในลักษณะที่โซรอสสามารถใช้หุ้นและพันธบัตรเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้ยืม เพื่อใช้ซื้อเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ หุ้น พันธบัตร และเงินตราต่างประเทศ และเขาได้เริ่มกองทุนด้วยเงินของเขาเองประมาณ 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งในเวลาไม่นานเงินจำนวนหกล้านดอลลาร์ก็หลั่งไหลมาจากชาวยุโรปผู้มั่งคั่งที่โซรอสรู้จักหลายคน และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองของโซรอส
สิ่งที่กระตุ้นการเติบโตของกองทุนป้องกันความเสี่ยงในปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ตลอดจนการผงาดสู่ความเป็นนักลงทุนระดับโลกของจอร์จ โซรอส คือการตัดสินใจลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนกับเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางในยุโรป ในปี 1985 เพื่อเพิ่มการส่งออกของอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลงได้สร้างแรงจูงใจใหม่แก่การค้าขายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งโซรอสและนักลงทุนคนอื่นก็รีบฉวยโอกาสทันที
ในปี 1970 โซรอสร่วมทีมกับ จิมมี่ โรเจอร์ส บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยล คนทั้งสองมีความต้องการที่จะออกไปเป็นผู้จัดการเงินตราอิสระ และพวกเขาได้ลาออกจากบริษัทเพื่อมาตั้งกิจการของตนเอง ในปี 1973 ทั้งสองได้ตั้ง โซรอส ฟันด์ แมเนจเม้นต์ หรือ เอสเอฟเอ็ม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานขนาดสามห้องที่สามารถมองออกไปเห็นสวนสาธารณะเซ็นทรัล ปาร์ค ในนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวอลล์สตรีต และในตอนแรกสำนักงานแห่งนี้มีพนักงานเพียงสามคนคือ โซรอส ในฐานะเทรดเดอร์ โรเจอร์ส ในฐานะนักวิจัย และแถมเลขานุการอีกหนึ่งคน
การก้าวกระโดดของกองทุนควันตั้ม
หนึ่งในเกมที่โซรอสโปรดปรานมากที่สุดคือ การถือหุ้นหรือหลักทรัพย์แบบชอร์ต เซล (short sale) บทบาทของโซรอสต่อหุ้นเอวอน นับเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคอย่างหนึ่งของการสร้างกำไรจากการทำชอร์ต เซล โดยโซรอสได้ขอยืมหุ้นจำนวน 10,000 หุ้นในราคาตลาดคือ 120 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังจากนั้นราคาหุ้นทรุดตัวลง สองปีต่อมา โซรอสจึงซื้อหุ้นคืนแต่ในราคาเพียง 20 ดอลลาร์ต่อหุ้น และส่งผลให้กองทุนของเขามีรายได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโซรอสประสบความสำเร็จด้วยการติดตามแนวโน้มวัฒนธรรม กล่าวคือ ก่อนหน้าที่รายได้ของเอวอนจะเริ่มลดลง เขาสังเกตเห็นว่าประชากรเริ่มสูงวัยมากขึ้น ส่อเค้าให้เห็นว่ายอดขายของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจะน้อยลงอย่างมาก
นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1969 จนถึงเดือนธันวาคมปี 1974 มูลค่าหุ้นของกองทุนของทั้งสองมีค่าสูงขึ้นเกือบสามเท่า โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.1 ล้านดอลลาร์เป็น 18 ล้านดอลลาร์ และตลอดช่วงปีเหล่านั้นสถิติของมันเป็นไปในเชิงบวกโดยตลอด ในปี 1978 กองทุนของเขาสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 55.1 เปอร์เซ็นต์ขณะที่สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 103 ล้านดอลลาร์ และปีถัดมาเพิ่มขึ้นเป็น 59.1 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์กองทุนเพิ่มเป็น 178 ล้านดอลลาร์
ในปี 1979 โซรอสทำการเปลี่ยนชื่อกองทุนของตนใหม่ โดยใช่ชื่อว่าควันตั้มฟันด์ หรือกองทุนควันตั้ม เพื่อเป็นเกียรติแก่ไฮเซนเบิร์กผู้ตั้งกฏเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในด้านกลศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบของระดับอะตอมและนิวเคลียส หลักการดังกล่าวเชื่อว่า เราไม่สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของอนุภาคอะตอมย่อยในกลศาสตร์ อันเป็นความคิดที่ตรงกันกับความเชื่อของโซรอสเกี่ยวกับตลาดหุ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าอยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถทำเงินได้โดยไม่สนใจสิ่งที่ชัดเจน แต่เดิมพันกับสิ่งที่ไม่อยู่ในความคาดหวังแทน
ในปี 1980 หรือ 10 ปีหลังจากการเริ่มตั้งกองทุนโซรอส นับเป็นปีที่น่าอัศจรรย์สำหรับกองทุนดังกล่าว เพราะมูลค่าหุ้นของกองทุนมีค่าเพิ่มขึ้น 102.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 381 ล้านดอลลาร์ และในตอนสิ้นปี 1980 โซรอสมีทรัพย์สินส่วนตัวทั้งสิ้นคิดเป็นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
วิกฤตของโซรอส
ขณะที่กองทุนโซรอสดำเนินไปอย่างดีเลิศ จอร์จ โซรอส ดูเหมือนจะกำลังประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ในปี 1977 ชีวิตสมรสของเขาเริ่มแตกสลาย หนึ่งปีต่อมาเขาก็แยกทางกับภรรยา ในช่วงแรก ๆ เขาคบกับหญิงสาววัย 22 นามว่า ซูซาน เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยพบปะในงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นซูซานและเขาก็ได้สมรสกันในอีกห้าปีต่อมา
ปี 1980 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จมากที่สุด แต่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โรเจอร์สได้ลาออกจากบริษัทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในส่วนของเขา 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 14 ล้านดอลลาร์ ส่วนของโซรอส 80 เปอร์เซ็นต์ นั้นมีมูลค่าประมาณ 56 ล้านดอลลาร์
โซรอสมีความสงสัยว่าคุ้มหรือไม่ที่จะทำธุรกิจต่อไป เขาสามารถทำเงินได้มากเกินกว่าที่เขาจะใช้ได้หมด ภารกิจประจำวันเริ่มทำให้เขาเบื่อหน่าย เขาเริ่มรู้สึกถึงความกดดันจากการที่ต้องเดิมพันด้วยเงินของผู้อื่น จากการที่ต้องดูแลพนักงานมากกว่าที่เขาจะทำได้ และเพื่ออะไรกัน? รางวัลอยู่ที่ไหน? ความรื่นรมย์อยู่ที่ไหน? วิกฤตการณ์เกี่ยวกับตัวตนของโซรอสมีผลกระทบต่อธุรกิจของเขา โดยเขาจะเปลี่ยนใจทันทีที่เห็นว่าการลงทุนเริ่มส่อเค้าไม่ดีเร็วขึ้น ๆ เรื่อย ๆ และถือหุ้นแบบ long position มากเกินไป
ปัญหาของโซรอสกับพันธบัตรอเมริกันเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 1979 โซรอสคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะขึ้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และจะบีบให้ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ต้องลดอัตราดอกเบี้ย อันจะส่งผลดีต่อพันธบัตรที่เขาถือครองไว้ ทว่าเศรษฐกิจกลับแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้ และอัตราดอกเบี้ยกลับสูงขึ้นไปอีก
โซรอสต้องขาดทุนจากพันธบัตรที่ถือไว้ทุกตัวประมาณตัวละ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ประมาณกันว่าลูกค้าในกองทุนของเขาต้องขาดทุนประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ จากการที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มไม่พอใจและลูกค้าจากยุโรปรายสำคัญ ๆ ได้ถอนตัวออกจากกองทุนของเขา
ในปี 1980 เป็นปีที่แย่ที่สุดสำหรับกองทุนของเขา หุ้นควันตั้มร่วงลง 22.9 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นครั้งแรกและเป็นปีเดียวที่กองทุนไม่มีกำไรสูงกว่าปีก่อน นักลงทุนในกองทุนของเขาจึงพากันถอนตัวออกไปประมาณหนึ่งในสาม การจากไปของพวกเขาเท่ากับหั่นมูลค่าของกองทุนลงไปเกือบครึ่งหนึ่งจนเหลือประมาณ 193.3 ล้านดอลลาร์
การฟื้นคืนชีพของกองทุนควันตั้ม
แม้ว่าโซรอสจะยังคงมีความกระตือรือร้น แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาดูแลกองทุนแบบเต็มเวลา และก่อนที่เขาจะลดบทบาทตัวเอง เขารู้ดีว่าต้องฝากกองทุนดังกล่าวไว้ในมือที่เชื่อถือได้ เขาใช้เวลาในปี 1982 ในการแสวงหาบุคคลที่เหมาะสม และในที่สุดเขาก็ค้นพบคนดังกล่าว เขาคนนั้นคือ จิม มาร์เกวซ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 33 ปี และเป็นผู้ดูแลกองทุนรวมที่มีฐานอยู่ในมินเนอาโปลิสที่มีชื่อว่า ไอดีเอส โปรเกรสซีฟ ฟันด์ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นกองทุนที่เขาดูแลมีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 69 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์กองทุนรวมในปี 1982
มาร์เกวซเริ่มงานในวันที่ 1 มกราคม ปี 1983 โดยโซรอสได้มอบหมายเงินกองทุนครึ่งหนึ่งให้เขาดูแล ส่วนอีกครี่งหนึ่งมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนนอกบริษัทอีก 10 คนเป็นผู้ดูแล ดูเหมือนว่าโซรอสและมาร์เกวซจะปรับตัวเข้าหากันได้ดีทีเดียว โดยโซรอสจะทำหน้าที่วิเคราะห์เศรษฐกิจในระดับมหภาค ติดตามภาพความเคลื่อนไหวในวงกว้าง การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและสกุลเงิน ส่วนมาร์เกวซจะมองหาอุตสาหกรรมและบริษัทที่น่าจะมีความได้เปรียบหรือได้รับประโยชน์มากที่สุด จากการรวมตัวของบริษัทครั้งใหม่
ในปี 1983 กองทุนมีมูลค่าประมาณ 385,532,688 ดอลลาร์ หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิ 75,410,714 ดอลลาร์ หรือสูงกว่าปีก่อน 24.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีถัดมาแม้ว่ากองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็เพียง 9.4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 448,998,187 ดอลลาร์เท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โซรอสได้รับแรงกดดันจากคณะกรรมการกองทุนให้กลับมาบริหารกองทุนควันตั้มเต็มเวลา ซึ่งเขาก็ยินยอม
โซรอสเผยว่ามาร์เกวซตัดสินใจลาออก ด้วยเชื่อว่าตัวเองถูกกันออกนอกวงและจะมีอำนาจน้อยลง ในระหว่างนั้นโซรอสจึงได้ขอให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นคนนอกบริษัท 10 รายเสนอรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจ เพื่อมองหาเลือดใหม่เข้ามาบริหาร และแล้วชื่อของ อัลแลน ราฟาเอล ก็สะดุดใจเขา ประสบการณ์งานด้านการวิจัยเศรษฐกิจโลกของราฟาเอล ทำให้เขามีความเหมาะสมกับงานดังกล่าวอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน ราฟาเอลก็สามารถฝ่าฟันคู่แข่งอีก 75 คน จนได้ร่วมงานกับโซรอส ในต้นเดือนกันยายน ปี 1984
การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ในเดือนธันวาคม ปี 1984 เขาพุ่งความสนใจไปที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โซรอสเข้าใจว่า นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษขณะนั้น ต้องการให้ประชาชนอังกฤษแต่ละคนเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทอังกฤษ และวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ ต้องทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง
โซรอสขอให้ราฟาเอลติดตามบริษัท จากัวร์ และบริติซ เทเลคอม จากการศึกษาของราฟาเอลเกี่ยวกับจากัวร์ ทำให้เขามั่นใจว่าบริษัทกำลังดำเนินงานไปด้วยดีทีเดียว จากหุ้นราคา 160 เพนซ์ต่อหุ้น กองทุนควันตั้มได้เข้าไปซื้อหุ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจากัวร์ซึ่งมีมูลค่าในพอร์ตการลงทุนเกือบ 449 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าอาจจะดูเป็นการลงทุนที่มากสำหรับคนอื่น ๆ แต่สำหรับโซรอสแล้วไม่ใช่ แม้ว่าราฟาเอลจะค่อนข้างเป็นห่วงกับการเดิมพันในครั้งนี้ของโซรอส แต่แล้วก็สบายใจขึ้นเมื่อพบว่า กองทุนควันตั้มได้กำไรจากจากัวร์ถึง 25 ล้านดอลลาร์
การป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือหุ้นแบบ ชอร์ต โพซิทชั่น (short position) ครั้งใหญ่สุดของโซรอส ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 คือการถือหุ้นของ เวสเทิร์น ยูเนี่ยน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1985 นักวิเคราะห์สถาบันหลายรายต่างแนะนำว่า บริษัทเวสเทิร์น ยูเนี่ยนเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เล่นเดิมพันโดยไม่ได้คำนึงว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทที่แท้จริงนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่บริษัทอ้าง ซึ่งโซรอสก็เข้าใจดีและถือหุ้นในเวสเทิร์น ยูเนี่ยน แบบ ชอร์ต โพซิทชั่น จำนวนหนึ่งล้านหุ้น ซึ่งทำให้กองทุนมีกำไรหลายล้านดอลลาร์ทีเดียว
โซรอสเชื่อว่า นโยบายของเรแกนต่อเงินดอลลาร์จะนำไปสู่ลำดับขั้นของการตกต่ำในภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงในที่สุด แม้จะดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐมีเหตุผลดีในการรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้สูงไว้ แต่เขาก็มีเหตุผลที่ดีกว่าที่จะต้องลดค่าเงิน
การทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโซรอสเกิดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน ปี 1985 โดยเขาได้เดิมพันว่าเงินมาร์กและเงินเยนจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ปรากฏว่ามันกลับลดลง แม้ว่าเขาจะสูญเสียเงินไปบางส่วนแต่ก็ยังมั่นใจว่าสถานการณ์จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อของเขาถูกต้อง ดังนั้นโซรอสจึงเพิ่มการลงทุนในสกุลเงินทั้งสองกว่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่ามูลค่าของกองทุนควันตั้มประมาณ 200 ล้านดอลลาร์
และแล้วรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ตัดสินใจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลดลงด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ข้อตกลงพลาซ่า" หนึ่งวันหลังจากประกาศข้อตกลงดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์ลดลงจาก 239 เยน เป็น 222.5 เยน หรือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการลดลงของค่าเงินที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความยินดีของโซรอส เพราะเขาสามารถทำเงินได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน ซึ่งโซรอสได้เรียกข้อตกลงพลาซ่าว่า "การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต"
ในปลายเดือนตุลาคม ค่าเงินดอลลาร์ลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ระดับ 205 เยน เดือนกันยายน ปี 1986 ลดลงมาที่ระดับ 153 เยน สรุปแล้วค่าเงินตราต่างประเทศเทียบกับดอลลาร์สูงขึ้นประมาณ 24-28 เปอร์เซ็นต์ โซรอสได้ทุ่มเงินเดิมพันประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเขาใช้เงินที่กู้ยืมมาเพื่อลงทุนซื้อเงินมาร์กและเยนมากขึ้น นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถทำกำไรถึง 150 ล้านดอลลาร์
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน กองทุนควันตั้มเติบโตขึ้นเป็น 850 ล้านดอลลาร์ ปี1985 คือปีแห่งความมหัศจรรย์สำหรับโซรอส เมื่อเทียบกับปี 1984 กองทุนควันตั้มเติบโตด้วยอัตราที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งคือ 122.2 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นจาก 448.9 ล้านดอลลาร์ ตอนสิ้นปี 1984 เป็น 1.003 พันล้านดอลลาร์ตอนสิ้นปี 1985 หรือเกือบสี่เท่าของดัชนีดาวโจนส์
เรียกว่าสถิติโดยรวมของโซรอสโดดเด่นมากทีเดียว เงินหนึ่งดอลลาร์ที่ลงทุนกับกองทุนของเขาในปี 1969 เพิ่มมูลค่าเป็น 164 ดอลลาร์ในตอนสิ้นปี 1985 หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว ในขณะที่เงินดอลลาร์เดียวกันที่ลงทุนในดัชนีหุ้น 500 ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ภายในช่วงเวลาเดียวกัน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 4.57 ดอลลาร์เท่านั้น สรุปแล้วปีนั้นทั้งปีเขามีรายได้ทั้งสิ้น 93.5 ล้านดอลลาร์
งานการกุศลของยอดนักเก็งกำไร
ในช่วงแรกของการทำงานของเขา งานการกุศลยังเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากความคิดของ จอร์จ โซรอสมาก ต่อมาเขาก็ตระหนักได้ว่า เหตุการณ์ที่เปรียบเหมือนกับเส้นแบ่งเขตชีวิตของเขา ได้แก่เหตุการณ์ที่เขาหนีจาก "สังคมปิด" ที่เข้าครอบงำฮังการี ประเทศบ้านเกิดของตน นับแต่จากบ้านมา เขาได้ลิ้มรสชาติแห่งอิสรภาพ ครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษและต่อมาที่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นทำไมไม่ลองให้คนอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตมีโอกาสได้สัมผัสบ้าง?
โซรอสจึงตัดสินใจว่า เขาจะใช้อำนาจทางการเงินของตนในการส่งเสริมสังคมเปิด ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมีความเป็นอิสระ สามารถพูดถึงความคิดและดำเนินรอยตามความประสงค์ส่วนตนได้โดยอิสระ
ความจริงแล้ว โซรอสเริ่มกิจกรรมสาธารณกุศลของตนเป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ในปี 1979 เขาระบุว่ามหาวิทยาลัยเคพทาวน์ เป็นสถานที่ที่ดูเหมือนจะอุทิศตนให้กับการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสังคมเปิดมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเสนอที่จะให้ทุนการศึกษาแก่นักผิวดำ ทว่าความพยายามดังกล่าวกลับกลายเป็นสิ่งเลวร้าย เมื่อโซรอสพบว่าเงินของตนถูกใช้ไปเพื่อให้การสนับสนุนแก่นักศึกษาที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมอบให้แก่นักศึกษาใหม่เพียงน้อยนิด ดังนั้นเขาจึงเพิกถอนการให้ทุน
ในปี 1984 หลังจากตั้งมูลนิธิในฮังการีแล้ว โซรอสตัดสินใจที่จะขยายกิจกรรมการกุศลของตนต่อไป เขาได้เข้าไปที่จีนในปี 1986 และถูกทำให้หลงใหลด้วยความคิดที่ว่า จะตั้งมูลนิธิแห่งหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่สุดของโลกให้ได้ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แต่มันก็ไม่ได้ยับยั้งโซรอสในการเดินหน้าสู่ยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียตต่อไป
ในปี 1987 เขาจึงเริ่มความพยายามในสหภาพโซเวียต จนกระทั่งถึงปี 1988 จึงเข้าไปที่โปแลนด์ และเชคโกสโลวะเกียในปี 1989 แต่ที่ ๆ ท้าทายเขามากที่สุดคือโรมาเนีย ดังนั้นโซรอสจึงตัดสินใจเดินทางไปเยือนโรมาเนียในเดือนมกราคม ด้วยความหวังว่าจะสามารถตั้งมูลนิธิขึ้นที่นั่น
มูลนิธิเริ่มเปิดดำเนินงานในเดือนมิถุนายน ปี 1990 โดยใช้ชื่อว่า มูลนิธิเพื่อสังคมเปิด (Foundation for an Open Society) การตั้งมูลนิธิตั้งแต่แรกเริ่มไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพียงแค่การลงประกาศรับสมัครเจ้าหน้าที่มูลนิธิก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เช่นเดียวกับการประกาศให้ทุนการศึกษา แม้ว่าคอมมิวนิสต์จะถูกโค่นอำนาจไปแล้ว แต่โรมาเนียยังคงเป็นแดนแห่งความลี้ลับและน่าสงสัย นอกจากนี้เขาได้ตั้งมูลนิธิ โอเพน เอสโทเนีย และมูลนิธิในลักษณะเดียวกันใน แลตเวีย และลิธัวเนีย เพื่อให้การฝึกอบรมด้านธุรกิจและการบริหาร ให้ทุนแก่นักศึกษาในการไปศึกษาเล่าเรียน หรือเดินทางไปต่างประเทศ และฝึกสอนภาษาอังกฤษ
ในเดือนธันวาคมปี 1992 โซรอสประกาศโครงการให้ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในอดีตสหภาพโซเวียต
นับแต่ปี 1987 โซรอสได้เปิดสำนักงานมูลนิธิขึ้นทั่วยุโรปตะวันออก ค่าใช้จ่ายของเขาเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ความพยายามในการให้ความช่วยเหลือของเขาเติบโตขึ้นในปี 1990 เมื่อเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยยุโรปกลาง หรือ ซีอียู ซึ่งมีวิทยาเขตในปราก และบูดาเปสต์ รับนักศึกษาจำนวน 400 คนจากประเทศต่าง ๆ 22 ประเทศ ซีอียูคือความฝันของโซรอส เป็นโครงการที่มีความหมายสำหรับเขามากที่สุด ในฤดูใบไม้ผลิปี 1994 อาณาจักรการกุศลของโซรอสได้ขยายจำนวนเป็น 86 แห่งใน 26 ประเทศ เมื่อสองปีก่อนเขาได้ให้เงินไปแล้ว 500 ล้านดอลลาร์ และเขาให้สัญญาว่าจะให้เงินอีกครึ่งพันล้านดอลลาร์
ผู้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของโซรอสบางคนเชื่อว่า วัตถุประสงค์เดียวของงานการกุศลของโซรอสก็คือ ทำให้เขามีช่องทางเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถลงทุนด้วยความชาญฉลาดมากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามโซรอสได้กล่าวว่า "งานมูลนิธิทำให้ผมเข้าใกล้สำนึกเกี่ยวกับความพึงพอใจที่แท้จริงยิ่งกว่าการทำเงินจำนวนมหาศาลเสียอีก"
เมื่อโซรอสตกเป็นข่าว
เมื่อครั้งที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ จอร์จ โซรอส คิดว่า ชื่อเสียงเป็นสิ่งไม่ดีอันจะนำมาซึ่งความตกต่ำของอาชีพ เพราะชื่อเสียงหมายถึงการเป็นที่รู้จัก หมายถึงโทรศัพท์จากสื่อมวลชน และหมายถึงการหมดความสุขจากความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียงถือว่าเป็นเครื่องประหัตถ์ประหารอาชีพนักลงทุนให้ดับสูญ
แม้จะเคยเป็นข่าวมาบ้างในหน้าหนังสือต่าง ๆ แต่ทันทีที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ ในเดือนมิถุนายน 1981 จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนในวงกว้างไปโดยปริยาย นิตยสารดังกล่าวยกย่องให้โซรอสเป็น "ผู้จัดการการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" ในขณะที่มุมมองของ อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ เป็นไปในทางบวก แต่สิ่งที่ตามมากลับทำให้จอร์จ โซรอส กังขาว่าการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนนั้นน่าปรารถนาจริงหรือ เพราะปรากฏว่าไม่กี่เดือนหลังจากลงปกนิตยสารดังกล่าว โซรอสก็ต้องประสบกับปีที่ขาดทุนซึ่งเป็นเพียงปีเดียวในชีวิตการลงทุนของเขา
สำหรับจอร์จแล้ว นี่เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุของการสูญเสียครั้งนั้นก็ว่าได้ จอร์จรู้ว่า การหลงเชื่อภาพพจน์ของตัวเองไปตามสื่อนั้นเป็นความเสี่ยง ดังนั้นในช่วงต้นและกลางทศวรรษ 1980 นโยบายการข่าวของโซรอสก็คือ ไม่มีการออกข่าวใด ๆ เลย ไม่มีโฆษก และไม่มีการเปิดแถลงข่าว อย่างไรก็ตามหากจะเปรียบก็เหมือนกับโซรอสกำลังเล่นชักเย่อกับตัวเอง ปลายข้างหนึ่งเป็นการลงทุนซึ่งดึงเขาเข้าไปสู่ความลึกลับ ส่วนปลายเชือกอีกข้างคือโครงการอุปถัมภ์ ก็พยายามดึงเขาออกมาเปิดเผยตัวเอง
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ตลาดกระทิงดุหรือบูลมาร์เก็ตในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ทำให้นักลงทุนพากันร่ำรวยมหาศาล แต่แน่นอนไม่มีใครเกินจอร์จ โซรอส ในปี 1986 ควันตั้มฟันด์มีผลประกอบการเพิ่มขึ้น 42.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะส่วนของโซรอสเอง 200 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วในช่วงปี 1985 ถึง 1986 โซรอสและกลุ่มนักลงทุนของเขามีรายได้ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ก็ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จาก 776.92 จุด เมื่อเดือนสิงหาคม 1982 ขึ้นไปถึง 2722.42 จุดในเดือนเดียวกันปี 1987 และจากทฤษฎีก้าวกระโดดของโซรอส ตลาดนี้จะยังคงเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อย ๆ โดยบรรยากาศการลงทุนที่ดีและความหวังของนักลงทุนเป็นส่วนผลักดันอีกแรง แต่ถึงกระนั้นในใจลึก ๆ โซรอสรู้ดีว่า ไม่ช้าไม่นาน ถ้าหากทฤษฎีก้าวกระโดดของเขาถูกต้องช่วงขาลงของภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงก็จะคืบคลานเข้ามาอยู่ที่เวลาเท่านั้นว่าจะเป็นเมื่อไร
หลังจากการปรับระบบการบัญชีในญี่ปุ่นแล้ว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีมูลค่ากำไรต่อหุ้น ณ เดือนตุลาคม 1987 ถึง 48.5 จุด เทียบกับ 17.3 จุดที่อังกฤษ และ 19.7 จุดในสหรัฐ แต่โซรอสกลับคิดว่า น่าจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดญี่ปุ่นมากกว่า เพราะเขารู้ดีว่าราคาที่ดินในญี่ปุ่นกำลังพุ่งขึ้นอย่างมาก ทำให้เงินไหลเข้าไปตรงนั้นเกินควร ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อไป นอกจากนี้บรรดากิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารและบริษัทประกันในญี่ปุ่น ต่างก็ลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก บางแห่งถึงกับใช้เงินกู้ในการเล่นหุ้นโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจัยนี้เองที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นมาก แต่หากมีอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยความหายนะก็จะตามมาอย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม โซรอสเชื่อว่า หากตลาดญี่ปุ่นพังจริง ๆ ก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดสหรัฐมากนัก เพราะราคาหุ้นในสหรัฐยังไม่ได้สูงจนเกินจริงเหมือนในญี่ปุ่น แม้ว่าวอลล์สตรีทกำลังดำเนินรอยตามตลาดญี่ปุ่น โซรอสก็ยังไม่กังวลมากนัก
19 ตุลาคม 1987 ตลาดหุ้นนิวยอร์กตกถึง 508.32 จุด มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นการสิ้นสุดของเวลาห้าปีแห่งตลาดกระทิงดุ โซรอสนั้นคาดว่าตลาดญี่ปุ่นจะตกตามไปด้วย แต่กลับไม่เป็นดังคาด เพราะปรากฏว่าตลาดญี่ปุ่นกลับทรงตัวอยู่ได้ โซรอสขาดทุนไปถึง 200 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปี 1987 ปรากฏว่า ควันตั้มฟันด์ยังมีผลประกอบการสูงขึ้นถึง 14.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าเท่ากับ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ที่จริงแล้ววิกฤตการณ์นี้สร้างความเสียหายให้แก่โซรอสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ในปีนั้นโซรอสติดอันดับสองของบุคคลที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีต ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสาร ไฟแนนเชียล เวิล์ด รองจาก พอล ทิวเดอร์ โจนส์ที่สอง ซึ่งมีรายได้ประมาณ 80-100 ล้านดอลลาร์ ส่วนโซรอสนั้นมีรายได้ในปี 1987 เท่ากับ 75 ล้านดอลลาร์
ทายาทคนล่าสุด
กลางทศวรรษ 1980 ควันตั้มฟันด์มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ โซรอสกำลังจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ถึงตอนนี้เขาพอที่จะรามือจากกองทุนได้บ้างแล้ว โซรอสหันมาทุ่มเทเวลากับการพัฒนายุโรปตะวันออกและโซเวียตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้เวลากับควันตั้มฟันด์น้อยลง
ฤดูใปไม้ร่วง ปี 1988 โซรอสตั้งใจว่าจะหาใครสักคนมารับช่วงการบริหารกองทุน รวมทั้งอำนาจตัดสินใจในการลงทุนทั้งหมดแทน การเฟ้นหาบุคคลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และนับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
บุคคลที่โซรอสเลือกคือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ ซึ่งในที่สุดโซรอสก็รับดรัคเคนมิลเลอร์เข้าร่วมงานในเดือนกันยายน 1988 ตอนนี้โซรอสก็มีตัวตายตัวแทนแล้ว เหลือแต่เพียงดรัคเคนมิลเลอร์เท่านั้นที่จะต้องพิสูจน์ว่า เขาเหมาะสมกับตำแหน่งแค่ไหน
ดรัคเคนมิลเลอร์ตัดสินใจการซื้อขายครั้งใหญ่ให้กับควันตั้มฟันด์ กับเงินเยอรมันโดยเชื่อว่า เงินมาร์กจะต้องแข็งขึ้นหลังจากทลายกำแพงเบอร์ลิน ดรัคเคนมิลเลอร์ใช้ทฤษฎีของโซรอสจาก The Alchemy of Finance ที่ว่า เมื่อประเทศมีตัวเลขการขาดดุลสูง ผนวกกับการเพิ่มงบประมาณ และการดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุม จะทำให้เงินตราของประเทศนั้นแข็งขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศเยอรมันกำลังอยู่ในภาวะนี้พอดี และเขาซื้อเงินมาร์กไว้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ปรากฏว่าเขาได้กำไรมหาศาล นอกจากนี้ดรัคเคนมิลเลอร์ยังพบว่าดัชนีนิคเคอิดูจะขึ้นสูงเกินไป ทำให้ธนาคารชาติญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายรัดกุมทางการเงิน คราวนี้เขาตัดสินใจเทขายหุ้นในตลาดญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 1989 เขาทำกำไรเข้าควันตั้มได้อีกเป็นจำนวนมาก
ดรัคเคนมิลเลอร์ทำให้โซรอสได้ครองอันดับผู้ที่ทำรายได้สูงที่สุดในอเมริกาประจำปี 1991 โดยมีรายได้ถึง 117 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น และนับตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารงาน ทำให้กองทุนมีกำไรเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าสถิติที่โซรอสเองเคยทำไว้ที่ 30 เปอร์เซ็นต์
วันพุธทมิฬ
ยุทธการครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชื่อเสียงของโซรอสขจรขจายในฐานะนักเก็งกำไรที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือ การเก็งกำไรจำนวนมหาศาลจากค่าเงินปอนด์เมื่อเดือนกันยายน 1992 โซรอสได้ท้าทายสถาบันหลักสองสถาบันของอังกฤษ หนึ่งคือ เงินปอนด์สเตอร์ลิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในโลก สองคือ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ
กลไลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หรือ อีอาร์เอ็ม ซึ่งก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1979 โดยจุดประสงค์เพื่อการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนำไปสู่การสร้างระบบเงินสกุลเดียวของยุโรปในที่สุด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของยุโรปเข้มแข็งและลดอำนาจของบรรดานักเก็งกำไรค่าเงินลงได้
แต่โซรอสทำนายว่าอีอาร์เอ็มไม่อาจจะคงอำนาจอยู่ต่อไปได้ ตราบใดที่อัตราแลกเปลี่ยนยังต่างกัน นักเก็งกำไรรวมทั้งโซรอสก็พร้อมเสมอที่จะเข้าไปหากำไรกับสกุลเงินที่อ่อนตัว และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอังกฤษในปี 1992 ในขณะที่อังกฤษกำลังหาหนทางที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่นั้น นักเก็งกำไรต่างก็เชื่อว่าอังกฤษจะไม่สามารถรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้สูงอยู่ได้ วิธีเดียวที่จะช่วยได้คือ จะต้องลดอัตราดอกเบี้ย แต่นั่นหมายถึงการที่เงินปอนด์จะต้องอ่อนตัวลงอีก และผลักดันให้อังกฤษต้องถอนตัวออกจากอีอาร์เอ็ม
โซรอสจึงตัดสินใจขายเงินสกุลอ่อน ๆ ของยุโรปทิ้ง โดยเทขายเงินปอนด์ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเงินเยอรมันไว้ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์พร้อมกับเงินฟรังค์อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังซื้อหุ้นในตลาดอังกฤษไว้ 500 ล้านดอลลาร์ โดยเชื่อว่าหุ้นมักจะถีบตัวขึ้นหลังจากที่มีการลดค่าเงินของประเทศนั้น ๆ
วันพุธที่ 16 กันยายน 1992 หรือที่ภายหลังเรียกกันว่า "วันพุธทมิฬ" ธนาคารแห่งชาติอังกฤษใช้เงินสำรองอัตราแลกเปลี่ยนไปถึง 15,000 ล้านปอนด์ (26,900 ล้านดอลลาร์) จากที่มีอยู่ 44,000 ล้านปอนด์ (78,800 ล้านดอลลาร์) ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินปอนด์ไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว จากเหตุการณ์วันพุธทมิฬ โซรอสทำได้ถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ คือ 1 พันล้านจากค่าเงินปอนด์ และอีก 1 พันล้านจากวิกฤตการณ์ค่าเงินในอิตาลี สวีเดน และตลาดหุ้นญี่ปุ่น นั่นคือจุดหักเหในอาชีพของโซรอส โดยก่อนหน้านี้บรรดาสื่อมวลชนและผู้คนนอกวงการวอลล์สตรีทไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
ในปี 1992 โซรอสได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีท โดยมีรายได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 5 เท่าของรายได้ปี 1991 ส่วนอันดับ 5 ของปีก็คือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ หัวหน้านักค้าเงินของโซรอสด้วยวัยเพียง 39 ปี เขาทำเงินได้ถึง 110 ล้านดอลลาร์
บทสรุปของจอร์จ โซรอส
จอร์จ โซรอส ชายผู้ทำให้ธนาคารแห่งชาติอังกฤษล้ม ทุบค่าเงินปอนด์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ วลีนี้บอกอะไรแก่เราบ้าง? หลายคนมองเขาด้วยความทึ่ง เมื่อเทียบกับคนระดับเดียวกันแล้วเขาเด่นกว่าใครด้วยทรัพยากรที่เขามีคือ สติปัญญาระดับคอมพิวเตอร์ และพรสวรรค์ในการวิเคราะห์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลายคนคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากหาเงิน ไม่สร้างสรรค์ ไม่ช่วยเหลือ และอีกหลายคนที่มองเขาอย่างเคลือบแคลงระแวงสงสัยว่า วิธีการหาเงินจำนวนมหาศาลของโซรอสมีเพียงแค่อ่านรายงานบริษัท พูดคุยกันคนนั้นคนนี้ อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็คาดการณ์ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเองหรือ
ต้นปี 1997 นิตยสารฟอร์ปส์รายงานว่า โซรอสมีสินทรัพย์ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ในวัย 66 ปี เขาใช้เงินถึงปีละ 350 ล้านดอลลาร์ไปในการสร้างระบบสังคมเปิดในยุโรปตะวันออกและดินแดนโซเวียตเดิม รวมทั้งส่วนอื่น ๆ ของโลก เครือข่ายมูลนิธิของเขาครอบคลุมถึง 25 ประเทศ ในยุโรปตะวันออก ดินแดนโซเวียตเดิม ในประเทศแอฟริกาใต้และไฮติ
โซรอสบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการฟื้นฟูสภาพนักโทษหลายโครงการ ได้แก่โครงการหาที่พักพิงให้แก่นักโทษหญิงที่พ้นโทษ โครงการหางานให้กับนักโทษที่เพิ่งมีความผิดครั้งแรกและไม่ร้ายแรงที่พ้นโทษมาแล้ว ยังมีโครงการที่น่าสนใจกว่านี้อีกคือ สนับสนุนโครงการยาเสพติดของสหรัฐในการที่จะทำให้การใช้ยาเสพติดถูกกฏหมายโดยมีใบสั่งยาและจดทะเบียนผู้ติดยาไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีนหรือยาเสพติดอื่นใด โซรอสเขียนในเดอะโพสต์ว่า "การทำให้การเสพยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฏหมายก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เป็นอุปสรรคต่อการรักษาที่ถูกวิธี และทำให้คนต้องถูกจำคุกไปเป็นจำนวนมาก" โซรอสถูกโจมตีทั้งจากรัฐบาลและสื่อมวลชนในการเสนอความคิดนี้
โซรอสคาดการณ์ว่าโครงการอุปถัมภ์ต่าง ๆ ของเขาคงจะอยู่ไปได้เพียง 10 ปีหลังจากเขาเสียชีวิตลง ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีแผนที่จะค่อย ๆ วางมือจากการบริหารงานประจำของมูลนิธิเหล่านั้นลงบ้าง "ตอนนี้ผมก็ถอยออกมาจากการตัดสินใจต่าง ๆ ในธุรกิจแล้ว ผมอยากจะถอยออกมาจากการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของมูลนิธิเช่นกัน ผมต้องการสร้างองค์กรที่สามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องมีผม ซึ่งผมทำสำเร็จมาแล้วในธุรกิจกับงานมูลนิธิผมก็กำลังพยายามทำอยู่"
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้นแบบ VI
Monday, 23 March 2009
บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้นแบบ VI
พูดถึงเรื่องของการซื้อขายหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามีเทคนิคหรือมีกฎต่าง ๆ มากมายที่มีการคิดค้นและนำเสนอ วิธีการหรือกลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละเรื่องนั้นมีหลากหลายแนวทางขึ้นอยู่กับว่าคนที่เสนอเป็นนักลงทุนแนวไหน กลยุทธ์เหล่านั้นบ่อยครั้งขัดกันเอง เช่น ถ้าเป็นนักเก็งกำไร พวกเขาอาจจะบอกว่าการเล่นหุ้นต้องเล่น “ตามกระแส” แต่ถ้าเป็นแบบ Value Investor บางพวกเขาจะให้ซื้อขาย “สวนกระแส” วันนี้ผมขอนำเสนอหลักสำคัญบางประการของการซื้อขายหุ้นที่ผมเชื่อและใช้ เรียกให้เท่ว่า บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้น
ข้อ 1 ศึกษาข้อมูลหุ้นให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น อย่าซื้อหุ้นโดยใช้อารมณ์ อย่าโลภ อย่ารีบด่วนตัดสินใจซื้อหุ้นโดยเฉพาะในกรณีที่หุ้นกำลังวิ่ง อย่าลืมว่ามีหุ้นที่กำลัง “วิ่ง” ทุกวัน ถ้าเราซื้อ เราก็จะเป็นนักเล่นหุ้นรายวันที่มีโอกาสถูกผิด 50-50 ถ้าเราทำแบบนี้ในระยะยาวเราจะขาดทุนเสมอ
ข้อ 2 อย่าสนใจข่าวลือหรือ “หุ้นเด็ด” ที่เราได้ยินมาไม่ว่าจะมาจากเซียน คนในหรือ Insider ของบริษัท หรือจากคนแปลกหน้าในงานเลี้ยง เชื่อเถอะว่าถ้าเราได้ยินก็คงมีคนอีกไม่น้อยที่ได้ยิน ข่าวหรือข้อมูลแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรนอกจากจะทำให้เราเสียเงิน
ข้อ 3 ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป เพราะถึงแม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีแต่ตัวบริษัทก็อาจจะดีได้ นอกจากนั้น ถึงกิจการอาจจะไม่ดีนักแต่ราคาหุ้นก็อาจจะต่ำกว่าพื้นฐานมาก ดังนั้น อย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
ข้อ 4 หุ้นนั้นมักจะดูแย่กว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดตกต่ำถึงพื้นในช่วงตลาดหมี และดูดีกว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดวิ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงตลาดกระทิง มีความกล้าหาญที่จะซื้อเมื่อทุกอย่างดูเลวร้าย และขายเมื่อทุกอย่างดูดีจนไม่น่าเชื่อ
ข้อ 5 จำไว้ว่า มันเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถซื้อหุ้นที่พื้นพอดีและขายหุ้นได้ที่จุดสูงสุด ในยามที่ตลาดเลวร้ายมาก ๆ นั้น หุ้นอาจจะตกต่ำลงไปเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานจริงได้มาก เช่นเดียวกัน ในยามที่ทุกคนกำลังมองโลกในแง่ดีมาก ๆ หุ้นอาจจะขึ้นไปเกินพื้นฐานได้มากเหมือนกัน ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาจะต้องขึ้นทันที หรือขายหุ้นแล้วก็หวังว่ามันจะลงถึงแม้ว่าเราจะเชื่อมั่นกับการวิเคราะห์หามูลค่าของเรา
ข้อ 6 ถ้ามั่นใจว่าบริษัทที่เราลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีอนาคตในการเติบโตที่ดีมาก อย่าขายเพียงเพราะว่าราคาหุ้นอาจจะดูเหมือนว่าสูงเกินไปหรือหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็วเกินไปชั่วคราว เพราะถ้าเราพลาด เราอาจจะไม่สามารถซื้อมันกลับมาและทำให้เราพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในอนาคต
ข้อ 7 อย่า “หลงรักหุ้น” จน “ตาบอด” เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์กิจการได้อย่างเป็นกลางไม่มีความลำเอียง หุ้นนั้นรักได้แต่อย่าหลง เราจะต้องตรวจสอบและประเมินดูฐานะและความคุ้มค่าอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาเราก็อาจจะต้องมีความ “โหดร้าย” พอที่จะ “ตัดรัก” หรือขายทิ้งได้ถ้าพิจารณาดูแล้วว่ามัน “หมดเสน่ห์” แล้ว
ข้อ 8 อย่าสนใจว่าหุ้นเคยอยู่ที่จุดไหนมาก่อน จงสนใจว่าหุ้นจะไปที่ไหน กิจการอาจจะเคยกำไร 100 ล้านบาท ราคาหุ้นอาจจะเคยอยู่ที่ 10 บาทต่อหุ้น แต่ขณะนี้กำไรเหลือเพียงหลัก 10-20 ล้านบาท ราคาหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 2 บาทต่อหุ้น อย่าไปคิดว่ากิจการและหุ้นจะต้องกลับไปที่เดิมหรือใกล้ ๆ กับที่เดิม อย่าลืมว่าของเดิมอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติก็ได้ ตัวเลขใหม่คือของจริง ดังนั้น ลืมตัวเลขเก่าแล้วมองไปข้างหน้า หุ้นราคา 2 บาทอาจจะยังแพงเกินไปก็ได้
ข้อ 9 เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง หุ้นคุณภาพต่ำนั้นบางครั้งอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีและเร็วมาก แต่ความสำเร็จในระยะยาวนั้นมีโอกาสสูงกว่าที่จะเกิดกับพอร์ตของหุ้นที่เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงหุ้นดีประเภทซุปเปอร์สต็อกและชอบเล่นหุ้นคุณภาพต่ำที่มีโอกาสทำกำไรหวือหวารวดเร็ว การทำแบบนี้ถ้าทำเป็นครั้งคราวก็คงไม่เสียหายอะไรนัก แต่ถ้าเริ่มต้นก็ทำแล้วจนในที่สุดติดเป็นนิสัย โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จในระยะยาวก็จะยาก พอร์ตที่ประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพต่ำนั้นยากที่จะทำให้เรารวย ตรงกันข้าม พอร์ตของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น สามารถทำให้เรารวยได้และด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่ามาก
ข้อ 10 ใช้เวลากับการลงทุน ตรวจสอบกิจการและหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เราต้องปรับการลงทุนเพื่อให้สะท้อนกับการเปลี่ยนแปลง ตัดหุ้นที่อ่อนแอลงออก ซื้อหุ้นที่ดีกว่าเข้ามา แต่นี่ไม่ใช่การเทรดหรือซื้อขายหุ้นรายวัน รายเดือน หรือแม้แต่รายปี มันขึ้นกับสถานการณ์และตัวหุ้น โดยเฉลี่ยแล้วถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไม่ถึงปี วิธีการลงทุนของเราคงไม่ใช่การเน้นหุ้นคุณภาพในการลงทุนเป็นหลัก
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของกฎในการซื้อขายหุ้นลงทุนที่ผมคิดว่าดีและสอดคล้องกันเป็นชุด แน่นอน มีกฎอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนและอาจจะตรงกันข้ามกับที่ผมพูดถึง นักลงทุนคงต้องเลือกเองว่าจะเชื่อแนวความคิดหรือวิธีไหน แต่ขอบอกว่านี่คือวิธีการที่นักลงทุนเอกของโลก อาทิ วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้อยู่และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้นแบบ VI
พูดถึงเรื่องของการซื้อขายหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามีเทคนิคหรือมีกฎต่าง ๆ มากมายที่มีการคิดค้นและนำเสนอ วิธีการหรือกลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละเรื่องนั้นมีหลากหลายแนวทางขึ้นอยู่กับว่าคนที่เสนอเป็นนักลงทุนแนวไหน กลยุทธ์เหล่านั้นบ่อยครั้งขัดกันเอง เช่น ถ้าเป็นนักเก็งกำไร พวกเขาอาจจะบอกว่าการเล่นหุ้นต้องเล่น “ตามกระแส” แต่ถ้าเป็นแบบ Value Investor บางพวกเขาจะให้ซื้อขาย “สวนกระแส” วันนี้ผมขอนำเสนอหลักสำคัญบางประการของการซื้อขายหุ้นที่ผมเชื่อและใช้ เรียกให้เท่ว่า บัญญัติ 10 ประการของการเล่นหุ้น
ข้อ 1 ศึกษาข้อมูลหุ้นให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น อย่าซื้อหุ้นโดยใช้อารมณ์ อย่าโลภ อย่ารีบด่วนตัดสินใจซื้อหุ้นโดยเฉพาะในกรณีที่หุ้นกำลังวิ่ง อย่าลืมว่ามีหุ้นที่กำลัง “วิ่ง” ทุกวัน ถ้าเราซื้อ เราก็จะเป็นนักเล่นหุ้นรายวันที่มีโอกาสถูกผิด 50-50 ถ้าเราทำแบบนี้ในระยะยาวเราจะขาดทุนเสมอ
ข้อ 2 อย่าสนใจข่าวลือหรือ “หุ้นเด็ด” ที่เราได้ยินมาไม่ว่าจะมาจากเซียน คนในหรือ Insider ของบริษัท หรือจากคนแปลกหน้าในงานเลี้ยง เชื่อเถอะว่าถ้าเราได้ยินก็คงมีคนอีกไม่น้อยที่ได้ยิน ข่าวหรือข้อมูลแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรนอกจากจะทำให้เราเสียเงิน
ข้อ 3 ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป เพราะถึงแม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีแต่ตัวบริษัทก็อาจจะดีได้ นอกจากนั้น ถึงกิจการอาจจะไม่ดีนักแต่ราคาหุ้นก็อาจจะต่ำกว่าพื้นฐานมาก ดังนั้น อย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
ข้อ 4 หุ้นนั้นมักจะดูแย่กว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดตกต่ำถึงพื้นในช่วงตลาดหมี และดูดีกว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดวิ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงตลาดกระทิง มีความกล้าหาญที่จะซื้อเมื่อทุกอย่างดูเลวร้าย และขายเมื่อทุกอย่างดูดีจนไม่น่าเชื่อ
ข้อ 5 จำไว้ว่า มันเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถซื้อหุ้นที่พื้นพอดีและขายหุ้นได้ที่จุดสูงสุด ในยามที่ตลาดเลวร้ายมาก ๆ นั้น หุ้นอาจจะตกต่ำลงไปเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานจริงได้มาก เช่นเดียวกัน ในยามที่ทุกคนกำลังมองโลกในแง่ดีมาก ๆ หุ้นอาจจะขึ้นไปเกินพื้นฐานได้มากเหมือนกัน ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาจะต้องขึ้นทันที หรือขายหุ้นแล้วก็หวังว่ามันจะลงถึงแม้ว่าเราจะเชื่อมั่นกับการวิเคราะห์หามูลค่าของเรา
ข้อ 6 ถ้ามั่นใจว่าบริษัทที่เราลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีอนาคตในการเติบโตที่ดีมาก อย่าขายเพียงเพราะว่าราคาหุ้นอาจจะดูเหมือนว่าสูงเกินไปหรือหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็วเกินไปชั่วคราว เพราะถ้าเราพลาด เราอาจจะไม่สามารถซื้อมันกลับมาและทำให้เราพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในอนาคต
ข้อ 7 อย่า “หลงรักหุ้น” จน “ตาบอด” เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถวิเคราะห์กิจการได้อย่างเป็นกลางไม่มีความลำเอียง หุ้นนั้นรักได้แต่อย่าหลง เราจะต้องตรวจสอบและประเมินดูฐานะและความคุ้มค่าอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาเราก็อาจจะต้องมีความ “โหดร้าย” พอที่จะ “ตัดรัก” หรือขายทิ้งได้ถ้าพิจารณาดูแล้วว่ามัน “หมดเสน่ห์” แล้ว
ข้อ 8 อย่าสนใจว่าหุ้นเคยอยู่ที่จุดไหนมาก่อน จงสนใจว่าหุ้นจะไปที่ไหน กิจการอาจจะเคยกำไร 100 ล้านบาท ราคาหุ้นอาจจะเคยอยู่ที่ 10 บาทต่อหุ้น แต่ขณะนี้กำไรเหลือเพียงหลัก 10-20 ล้านบาท ราคาหุ้นตกลงมาเหลือเพียง 2 บาทต่อหุ้น อย่าไปคิดว่ากิจการและหุ้นจะต้องกลับไปที่เดิมหรือใกล้ ๆ กับที่เดิม อย่าลืมว่าของเดิมอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติก็ได้ ตัวเลขใหม่คือของจริง ดังนั้น ลืมตัวเลขเก่าแล้วมองไปข้างหน้า หุ้นราคา 2 บาทอาจจะยังแพงเกินไปก็ได้
ข้อ 9 เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง หุ้นคุณภาพต่ำนั้นบางครั้งอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีและเร็วมาก แต่ความสำเร็จในระยะยาวนั้นมีโอกาสสูงกว่าที่จะเกิดกับพอร์ตของหุ้นที่เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงหุ้นดีประเภทซุปเปอร์สต็อกและชอบเล่นหุ้นคุณภาพต่ำที่มีโอกาสทำกำไรหวือหวารวดเร็ว การทำแบบนี้ถ้าทำเป็นครั้งคราวก็คงไม่เสียหายอะไรนัก แต่ถ้าเริ่มต้นก็ทำแล้วจนในที่สุดติดเป็นนิสัย โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จในระยะยาวก็จะยาก พอร์ตที่ประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพต่ำนั้นยากที่จะทำให้เรารวย ตรงกันข้าม พอร์ตของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น สามารถทำให้เรารวยได้และด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่ามาก
ข้อ 10 ใช้เวลากับการลงทุน ตรวจสอบกิจการและหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เราต้องปรับการลงทุนเพื่อให้สะท้อนกับการเปลี่ยนแปลง ตัดหุ้นที่อ่อนแอลงออก ซื้อหุ้นที่ดีกว่าเข้ามา แต่นี่ไม่ใช่การเทรดหรือซื้อขายหุ้นรายวัน รายเดือน หรือแม้แต่รายปี มันขึ้นกับสถานการณ์และตัวหุ้น โดยเฉลี่ยแล้วถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไม่ถึงปี วิธีการลงทุนของเราคงไม่ใช่การเน้นหุ้นคุณภาพในการลงทุนเป็นหลัก
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของกฎในการซื้อขายหุ้นลงทุนที่ผมคิดว่าดีและสอดคล้องกันเป็นชุด แน่นอน มีกฎอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนและอาจจะตรงกันข้ามกับที่ผมพูดถึง นักลงทุนคงต้องเลือกเองว่าจะเชื่อแนวความคิดหรือวิธีไหน แต่ขอบอกว่านี่คือวิธีการที่นักลงทุนเอกของโลก อาทิ วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้อยู่และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
GEORGE SOROS & QUANTUM FUND
GEORGE SOROS & QUANTUM FUND
ข้าคือพระเจ้า
อะไรที่ทำให้เด็กชาย จอร์จ โซรอส ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงแห่งกรุงบูดาเปสต์ และเป็นเพียงเด็กธรรมดาสามัญที่มีมิตรสหายมากหน้า รักการเล่นกีฬา และประพฤติปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับเด็กในวัยเดียวกัน เชื่อว่า เขาคือพระเจ้า?
การที่เขาเก็บจินตนาการในวัยเด็กเป็นความลับ ทำให้คนคุ้นเคยหรือผู้ที่รู้จักเขาในวัยเด็ก จำไม่ได้ว่าเขาเคยอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเลยสักคนเดียว พวกเขาจำได้เพียงว่า โซรอสมักจะชอบตั้งตัวเป็นใหญ่เหนือเด็กคนอื่นเสมอ
จอร์จถือกำเนิดที่กรุงบูดาเปสต์ ในปี 1930 โดยที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นวันที่และเดือนอะไร เพราะไม่เคยได้รับการเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นในชีวประวัติหรือในรายงานข่าวที่ออกโดยองค์กรที่เขาเป็นผู้สนับสนุนก็ตาม และก็ไม่มีใครทราบเหตุผลเช่นกัน
พี่น้องคนเดียวของเขามีชื่อว่า พอล เกิดก่อนเขาสองปี ส่วนทิวาดาร์ บิดาของเขา คือต้นแบบบทบาทที่สำคัญสำหรับบุตรชายคนที่สองเลยทีเดียว เขามีอาชีพเป็นทนายความ จอร์จเรียนรู้ว่าบิดาของตนนั้นเป็นคนที่ฉลาด แม้จะเป็นคนเจ้าเล่ห์และใช้ความฉลาดของตนในการเอาเปรียบคนอื่นก็ตาม เด็กชายจอร์จก็ยังคงให้ความเคารพผู้เป็นบิดามากที่สุด
ทิวาดาร์มองว่าการอยู่รอดทางกายภาพมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การมีเงินมากเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะมันกระตุ้นให้คนอื่น ๆ อยากได้เงินส่วนที่เป็นความมั่งคั่งส่วนเกิน ความมั่งคั่งมากเกินไปสามารถทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ และไม่สามารถต่อสู้เพื่อความอยู่รอดได้ ทิวาดาร์ถ่ายทอดสิ่งที่มีค่ายิ่งแก่ลูกชายของเขา ซึ่งพวกเขาก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี และในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความมั่งคั่งเกินกว่าที่ใครคาดคิด จอร์จ โซรอส ก็ยังคงไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อการทำเงินได้เป็นจำนวนมาก ๆ แต่อย่างใด
ในบ้านที่มีความเป็นฮังกาเรียนมากกว่ายิว ซึ่งก็เหมือนกับครอบครัวยิวฮังกาเรียนที่เป็นชนชั้นกลางระดับสูงทั่วไป ที่มักไม่ค่อยสบายใจกับพื้นฐานทางศาสนาของตนเอง โซรอสเคยเล่าให้กับผู้คุ้นเคยในภายหลังว่า "ผมเติบโตขึ้นมาในบ้านคนยิวที่ต่อต้านความเป็นยิว"
เรียนรู้ศิลปะการอยู่รอดจากสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1939 จอร์จมีอายุได้เก้าขวบ แต่ชีวิตของคนในกรุงบูดาเปสต์ในปี 1943 ดำเนินไปอย่างปกติจนน่าประหลาด เพราะในขณะนั้นกองทัพพันธมิตรเริ่มรุกสู่ภาคใต้ของอิตาลีแล้ว ในระหว่างที่บูดาเปสต์ยังคงเป็นอิสระจากการโจมตีใด ๆ นั้น พื้นที่ส่วนอื่นของยุโรปกลับตกอยู่ในบรรยากาศการสู้รบอย่างรุนแรง
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1944 ชุมชนชาวยิวทั่วยุโรปถูกกวาดล้างอย่างหนักโดยกองทัพนาซี ทำให้เกิดความกลัวว่าชาวยิวจำนวนหนึ่งล้านคนซึ่งอาศัยอยู่ในฮังการี ซึ่งเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จะเป็นเป้าหมายต่อไป และในช่วง 12 เดือนถัดมา ชาวยิวในกรุงบูดาเปสต์ถูกสังหารไป 400,000 ราย เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายจะไม่ถูกพวกนาซีจับได้ ทิวาดาร์จึงจัดการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลฮังกาเรียนเพื่ออนุญาตให้ลูกชายปลอมตัวเป็นหลายชายของเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ไม่ใช่ยิว และได้ซื้อเอกสารประจำตัวปลอมให้กับจอร์จ ด้วยเอกสารนี่เอง ที่ทำให้เด็กชายจอร์จมีชีวิตรอดมาได้
ทิวาดาร์ได้สอนบทเรียนที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับศิลปะแห่งการอยู่รอด บทเรียนที่หนึ่งคือ เป็นการถูกต้องที่จะเสี่ยง และบทเรียนที่สองคือ ถ้าจะเสี่ยง จงอย่าทุ่มสุดตัว นั่นคือจงอย่าทุ่มเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันอาจหมายถึงความโง่เขลา ไม่บังเกิดผลและเป็นสิ่งไม่จำเป็นแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเขาประกอบอาชีพในโลกธุรกิจในเวลาต่อมา ทำให้จอร์จมีสายตาที่ชัดเจนมากขึ้น
ชีวิตการเรียนและการทำงานในช่วงเริ่มต้น
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 จอร์จได้กลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้งหลังจากสงครามสงบ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะมีอายุเพียง 15 ปี แต่เขาก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่สามารถรอดพ้นจากความหฤโหดของพวกนาซีคือ เป็นผู้ใหญ่เกินอายุ
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินทางออกจากฮังการีด้วยตัวเอง ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1947 ด้วยวัยเพียง 17 และมุ่งมั่นที่จะศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งต้องขอบคุณบิดาของเขาที่ทำให้จอร์จมีเงินพอสำหรับการเดินทาง แต่เมื่อไปถึงลอนดอนเด็กหนุ่มต้องหาเลี้ยงตัวเอง เขาทำงานเป็นบริกรในภัตตาคารในย่านเมย์เฟย์ของมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกขุนนางและดาราภาพยนตร์ มารับประทานอาหารเย็นและเต้นรำตลอดคืน ในบางคราวที่การเงินของเขาร่อยหรอจนเกือบถึงจุดศูนย์ จอร์จยังชีพอยู่ได้ด้วยการกินอาหารที่เหลือ
ในปี 1949 จอร์จได้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาที่สถาบัน ลอนดอน สกูล ออฟ อิโคโนมิค หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า แอลเอสอี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ มันเป็นสถานที่ในอุดมคติสำหรับจอร์จ โซรอส ซึ่งต้องการฝึกฝนเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ และมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาแนวโน้มความเป็นไปของการเมืองโลกในปัจจุบัน ซึ่งโซรอสสามารถจบหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีได้ในเวลาเพียงสองปี
อาจกล่าวได้ว่าแอลเอสอีเป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนอย่างโซรอส ผู้ซึ่งดำรงชีพในฐานะนักลงทุนในเวลาต่อมา แต่เขาก็ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตลาดการเงินที่สถาบันดังกล่าว และที่จริงก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีตลาดดังกล่าวอยู่ในโลก ครั้นเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาจึงเริ่มตระหนักว่ามีเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถหาได้จากการลงทุน โดยจะต้องเข้าไปทำงานกับวานิชธนกิจให้ได้ ดังนั้นเขาจึงร่างจดหมายถึงวานิชธนกิจทุกแห่งในลอนดอน ด้วยความหวังว่าโชคชะตาของตนจะเปลี่ยนไป และในที่สุด ซิงเกอร์ แอนด์ ฟรีด์แลนเดอร์ได้เสนองานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมแก่เขา ซึ่งเขาก็รับทำด้วยความยินดี
ในที่สุด จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นเทรดเดอร์ หรือนักค้าขายหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญในการค้ากำไรหุ้นทองคำ โดยอาศัยความได้เปรียบจากความแตกต่างด้านราคาในตลาดหลายแห่ง แม้ว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อย่างไรก็ตามในปี 1956 วานิชธนากรหนุ่มก็เชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องโยกย้าย และที่ ๆ เขาต้องการจะไปก็คือ นิวยอร์ก ซิตี้ นั่นเอง
ชีวิตใหม่ที่นิวยอร์ก
การย้ายมาอยู่นิวยอร์ก ทำให้เขามีความได้เปรียบเหนือเพื่อนร่วมงานโดยอัตโนมัติ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องตลาดเงินของยุโรปจะมีอยู่มากมายในตลาดหุ้นลอนดอน แต่ที่วอลล์สตรีตแล้วมีประสบการณ์หรือความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดยุโรปน้อยมาก ในช่วงนั้นโซรอสได้กลายเป็นนักวิเคราะห์ซึ่งคอยให้คำแนะนำแก่องค์กรการเงินอเมริกันเกี่ยวกับหลักทรัพย์ในยุโรป ดังนั้นโซรอสจึงถือว่าเป็นนักบุกเบิกและก้าวล้ำหน้ากว่าใคร ๆ
หนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินระหว่างประเทศของโซรอสเกิดขึ้นในปี 1960 โดยเขาเห็นว่า หุ้นของบริษัทประกันภัยเยอรมัน ชื่อแอลไลแอนซ์ถูกขายในราคาส่วนลดจากมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทำหนังสือแนะนำให้คนอื่นทำการลงทุนในหุ้นของแอลไลแอนซ์ ซึ่งปรากฏว่ามอร์แกนการันตีและไดรฟัส ฟันด์ ชอบความคิดของเขา และเริ่มซื้อหุ้นของแอลไลแอนซ์เป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าสิ่งที่โซรอสคิดเป็นจริง ราคาหุ้นของแอลไลแอนซ์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างชื่อให้กับเขาอย่างมาก
ในปี 1963 โซรอสเริ่มทำงานที่ อาร์นโฮล์ด แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศชั้นแนวหน้าของอเมริกา โซรอสได้รับการจ้างในตำแหน่งนักวิเคราะห์ โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างประเทศ ด้วยเครือข่ายการติดต่อที่มีอยู่ในยุโรปและความสามารถในการพูดภาษายุโรปหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน ทำให้โซรอสเป็นบุคคลที่เหมาะสำหรับการทำงานในตำแหน่งนี้อย่างมาก และในปี 1967 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท
ความสำเร็จในการค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดเกี่ยวกับการตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเป็นของตนเอง
มนต์เสน่ห์ของความไร้ระเบียบ
จอร์จมีความสนใจในวิถีความเป็นไปของโลกมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาในลอนดอนในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เขาได้ข้อสรุปว่า "โดยพื้นฐานแล้ว ทัศนะเกี่ยวกับโลกของเราเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน" ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ซึ่งได้พยายามที่จะวิเคราะห์ตลาดหุ้น ต่างพากันสรุปว่า เราสามารถคำนวณหรือประเมินความเป็นไปของราคาหุ้นได้ด้วยหลักตรรกะซึ่งก็หมายความว่า ราคาหุ้นนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล และราคาหุ้นทุกตัวจะได้รับการกำหนดมูลค่าอย่างถูกต้อง นี่คือสมมติฐานของตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเกี่ยวกับการทำงานของตลาดหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุด สมมติฐานดังกล่าวเชื่อว่า โลกใบนี้คือโลกที่มีเหตุผลสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าราคาหุ้นทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลที่มีอยู่
แต่โซรอสกลับเชื่อว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ทฤษฎีใดก็ตามที่เชื่อว่า เราสามารถเข้าถึงความรู้โดยสมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นักลงทุนจะต้องเข้าใจว่า นักลงทุนรายอื่นมีการรับรู้หรือเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างไร การประเมินว่าตลาดหรือนักลงทุนทั้งหมดคิดอย่างไรในขณะนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนี่คือหัวใจสำคัญของเทคนิคการลงทุนของโซรอส
ไบรอน เวน นักกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่ง มอร์แกน สแตนเลย์ในนิวยอร์ก และเป็นเพื่อนสนิทของโซรอส อธิบายทฤษฎีของโซรอสด้วยภาษาที่ฟังง่ายไว้ดังนี้
"ในความคิดของเขาก็คือ สิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปด้วยดีมาก ๆ และกลับกลายเป็นเลวร้ายในเวลาต่อมา คุณควรจะรู้ว่าในระหว่างที่มันกำลังไปได้ดี มันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเช่นกัน และเพื่อทำให้ทฤษฎีของเขาฟังดูง่ายขึ้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องตระหนักไว้เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย ประเด็นสำคัญก็คือจะต้องระบุจุดสะท้อนกลับหรือจุดหักเหให้ได้"
แต่การมีเคล็ดลับในการลงทุนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งประกันว่า โซรอสจะสามารถทำกำไรเสมอไป บางครั้งมันก็มีปัญหาที่เขาไม่สามารถแก้ไขได้ และบางครั้งสติปัญญาความสามารถของเขาก็สามารถจัดการกับมันได้ทั้งหมด
ลงทุนก่อนตรวจสอบทีหลัง
การจัดการเรื่องการลงทุนอย่างไรนั้น เป็นความสามารถของเขาและมันเป็นการผสมผสานของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า มีความเป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัวของมันเอง
ประการแรกคือ พลังสมองของเขา ในขณะที่นักลงทุนคนอื่น ๆ ในตลาดกำลังดิ้นรนเพื่อตามให้ทันความเคลื่อนไหวของหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าโภคภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง โซรอสกลับพยายามดูดซับฉากหรือสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับการค้าในระดับโลก ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง เขาให้ความสนใจต่อแนวโน้มและความเคลื่อนไหว ตลอดจนจังหวะซึ่งเป็นผลจากแถลงการณ์ต่อสาธารณชนและการตัดสินใจของบรรดาผู้นำการเงินโลก สิ่งที่โซรอสมีความเข้าใจดีกว่าคนอื่น ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลในเศรษฐกิจโลก หากมี A เกิดขึ้นแล้ว ก็จะมี B และ C ติดตามมา ซึ่งเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในความสำเร็จของโซรอส
ประการที่สองคือ โซรอสมีความกล้าหาญ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากกิริยาท่าทีที่สงบในยามที่เขาทำการซื้อและขายเป็นจำนวนมหาศาล แม้ว่าเขาอาจจะปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้มีความกล้าหาญมากนัก เพราะเขามักจะอ้างเสมอว่า กุญแจสำคัญต่อการลงทุนก็คือ ต้องรู้ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร และรู้ว่าการอยู่รอดนั้น หมายความว่าในบางครั้งอาจต้องยอมเสียเมื่อจำเป็น และต้องเก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่เอาไว้
ประการที่สามคือ ความมั่นใจในตัวเองของโซรอส เมื่อเชื่อว่าเขาตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเขาได้ ไม่มีการถือหุ้นหรือการลงทุนใดที่ใหญ่เกินไป และการรีรอ ลังเล ก็เหมาะสำหรับคนอ่อนแอเท่านั้น ความผิดพลาดอันเลวร้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ใจกล้าเกินไป แต่อยู่ที่ระมัดระวังมากเกินไป และหนึ่งในคำถามที่เขาชอบมากที่สุดก็คือ "ทำไมถึงน้อยนัก?"
ประการสุดท้ายคือ สัญชาติญาณของเขา นี่คือความสามารถที่ประเมินไม่ได้ของเขา ในการที่จะรู้ว่าเมื่อใดควรที่จะเก็งกำไรอย่างหนัก และเมื่อใดควรเลิกถือหุ้นการลงทุน กุญแจสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ จิตวิทยาของเขานั่นเอง เขาเข้าใจสัญชาติญาณในการอยู่กันเป็นกลุ่ม เขามีความเข้าใจในยามที่คนหมู่มากกำลังทำอะไรเพื่ออะไรบางอย่าง
จอร์จมักจะพูดว่า ลงทุนก่อน ตรวจสอบทีหลัง ซึ่งหมายความว่า สร้างสมมติฐานขึ้นมาก่อน และลองลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว และคอยดูว่าตลาดจะพิสูจน์ว่าคุณผิดหรือถูก
เริ่มตั้งกองทุนของตนเอง
ในปลายทศวรรษ 1980 จอร์จ โซรอส ได้เข้าสู่โลกการเงินที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในบริษัทมากขึ้น โซรอสจึงชักจูงเจ้านายของเขาที่อาร์นโฮลด์ แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ให้ตั้งกองทุนต่างประเทศขึ้นมาสองกองทุน เพื่อให้เขาได้เป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว
กองทุนแรก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า เฟิร์สต์ อีเกิ้ล ฟันด์ ตั้งขึ้นในปี 1967 และเป็นที่รู้จักกันในแวดลงวอลล์สตรีตว่า ลอง ฟันด์ (long fund) ซึ่งหมายความว่า ลูกค้าเลือกถือหุ้นการลงทุนในปริมาณมากกว่าที่มีการตกลงซื้อขายในขณะใดขณะหนึ่งด้วยความหวังว่าราคาหุ้นเหล่านี้จะสูงขึ้น และสามารถทำกำไรต่อไปในภายหน้า
กองทุนที่สอง คือ ดับเบิ้ล อีเกิ้ล ฟันด์ หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) เริ่มขึ้นในปี 1969 กองทุนดังกล่าวมีโครงสร้างในลักษณะที่โซรอสสามารถใช้หุ้นและพันธบัตรเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้ยืม เพื่อใช้ซื้อเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ หุ้น พันธบัตร และเงินตราต่างประเทศ และเขาได้เริ่มกองทุนด้วยเงินของเขาเองประมาณ 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งในเวลาไม่นานเงินจำนวนหกล้านดอลลาร์ก็หลั่งไหลมาจากชาวยุโรปผู้มั่งคั่งที่โซรอสรู้จักหลายคน และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองของโซรอส
สิ่งที่กระตุ้นการเติบโตของกองทุนป้องกันความเสี่ยงในปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ตลอดจนการผงาดสู่ความเป็นนักลงทุนระดับโลกของจอร์จ โซรอส คือการตัดสินใจลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนกับเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางในยุโรป ในปี 1985 เพื่อเพิ่มการส่งออกของอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลงได้สร้างแรงจูงใจใหม่แก่การค้าขายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งโซรอสและนักลงทุนคนอื่นก็รีบฉวยโอกาสทันที
ในปี 1970 โซรอสร่วมทีมกับ จิมมี่ โรเจอร์ส บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยล คนทั้งสองมีความต้องการที่จะออกไปเป็นผู้จัดการเงินตราอิสระ และพวกเขาได้ลาออกจากบริษัทเพื่อมาตั้งกิจการของตนเอง ในปี 1973 ทั้งสองได้ตั้ง โซรอส ฟันด์ แมเนจเม้นต์ หรือ เอสเอฟเอ็ม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานขนาดสามห้องที่สามารถมองออกไปเห็นสวนสาธารณะเซ็นทรัล ปาร์ค ในนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวอลล์สตรีต และในตอนแรกสำนักงานแห่งนี้มีพนักงานเพียงสามคนคือ โซรอส ในฐานะเทรดเดอร์ โรเจอร์ส ในฐานะนักวิจัย และแถมเลขานุการอีกหนึ่งคน
การก้าวกระโดดของกองทุนควันตั้ม
หนึ่งในเกมที่โซรอสโปรดปรานมากที่สุดคือ การถือหุ้นหรือหลักทรัพย์แบบชอร์ต เซล (short sale) บทบาทของโซรอสต่อหุ้นเอวอน นับเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคอย่างหนึ่งของการสร้างกำไรจากการทำชอร์ต เซล โดยโซรอสได้ขอยืมหุ้นจำนวน 10,000 หุ้นในราคาตลาดคือ 120 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังจากนั้นราคาหุ้นทรุดตัวลง สองปีต่อมา โซรอสจึงซื้อหุ้นคืนแต่ในราคาเพียง 20 ดอลลาร์ต่อหุ้น และส่งผลให้กองทุนของเขามีรายได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโซรอสประสบความสำเร็จด้วยการติดตามแนวโน้มวัฒนธรรม กล่าวคือ ก่อนหน้าที่รายได้ของเอวอนจะเริ่มลดลง เขาสังเกตเห็นว่าประชากรเริ่มสูงวัยมากขึ้น ส่อเค้าให้เห็นว่ายอดขายของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจะน้อยลงอย่างมาก
นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1969 จนถึงเดือนธันวาคมปี 1974 มูลค่าหุ้นของกองทุนของทั้งสองมีค่าสูงขึ้นเกือบสามเท่า โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.1 ล้านดอลลาร์เป็น 18 ล้านดอลลาร์ และตลอดช่วงปีเหล่านั้นสถิติของมันเป็นไปในเชิงบวกโดยตลอด ในปี 1978 กองทุนของเขาสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 55.1 เปอร์เซ็นต์ขณะที่สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 103 ล้านดอลลาร์ และปีถัดมาเพิ่มขึ้นเป็น 59.1 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์กองทุนเพิ่มเป็น 178 ล้านดอลลาร์
ในปี 1979 โซรอสทำการเปลี่ยนชื่อกองทุนของตนใหม่ โดยใช่ชื่อว่าควันตั้มฟันด์ หรือกองทุนควันตั้ม เพื่อเป็นเกียรติแก่ไฮเซนเบิร์กผู้ตั้งกฏเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในด้านกลศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบของระดับอะตอมและนิวเคลียส หลักการดังกล่าวเชื่อว่า เราไม่สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของอนุภาคอะตอมย่อยในกลศาสตร์ อันเป็นความคิดที่ตรงกันกับความเชื่อของโซรอสเกี่ยวกับตลาดหุ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าอยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถทำเงินได้โดยไม่สนใจสิ่งที่ชัดเจน แต่เดิมพันกับสิ่งที่ไม่อยู่ในความคาดหวังแทน
ในปี 1980 หรือ 10 ปีหลังจากการเริ่มตั้งกองทุนโซรอส นับเป็นปีที่น่าอัศจรรย์สำหรับกองทุนดังกล่าว เพราะมูลค่าหุ้นของกองทุนมีค่าเพิ่มขึ้น 102.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 381 ล้านดอลลาร์ และในตอนสิ้นปี 1980 โซรอสมีทรัพย์สินส่วนตัวทั้งสิ้นคิดเป็นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
วิกฤตของโซรอส
ขณะที่กองทุนโซรอสดำเนินไปอย่างดีเลิศ จอร์จ โซรอส ดูเหมือนจะกำลังประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ในปี 1977 ชีวิตสมรสของเขาเริ่มแตกสลาย หนึ่งปีต่อมาเขาก็แยกทางกับภรรยา ในช่วงแรก ๆ เขาคบกับหญิงสาววัย 22 นามว่า ซูซาน เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยพบปะในงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นซูซานและเขาก็ได้สมรสกันในอีกห้าปีต่อมา
ปี 1980 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จมากที่สุด แต่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โรเจอร์สได้ลาออกจากบริษัทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในส่วนของเขา 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 14 ล้านดอลลาร์ ส่วนของโซรอส 80 เปอร์เซ็นต์ นั้นมีมูลค่าประมาณ 56 ล้านดอลลาร์
โซรอสมีความสงสัยว่าคุ้มหรือไม่ที่จะทำธุรกิจต่อไป เขาสามารถทำเงินได้มากเกินกว่าที่เขาจะใช้ได้หมด ภารกิจประจำวันเริ่มทำให้เขาเบื่อหน่าย เขาเริ่มรู้สึกถึงความกดดันจากการที่ต้องเดิมพันด้วยเงินของผู้อื่น จากการที่ต้องดูแลพนักงานมากกว่าที่เขาจะทำได้ และเพื่ออะไรกัน? รางวัลอยู่ที่ไหน? ความรื่นรมย์อยู่ที่ไหน? วิกฤตการณ์เกี่ยวกับตัวตนของโซรอสมีผลกระทบต่อธุรกิจของเขา โดยเขาจะเปลี่ยนใจทันทีที่เห็นว่าการลงทุนเริ่มส่อเค้าไม่ดีเร็วขึ้น ๆ เรื่อย ๆ และถือหุ้นแบบ long position มากเกินไป
ปัญหาของโซรอสกับพันธบัตรอเมริกันเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 1979 โซรอสคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะขึ้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และจะบีบให้ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ต้องลดอัตราดอกเบี้ย อันจะส่งผลดีต่อพันธบัตรที่เขาถือครองไว้ ทว่าเศรษฐกิจกลับแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้ และอัตราดอกเบี้ยกลับสูงขึ้นไปอีก
โซรอสต้องขาดทุนจากพันธบัตรที่ถือไว้ทุกตัวประมาณตัวละ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ประมาณกันว่าลูกค้าในกองทุนของเขาต้องขาดทุนประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ จากการที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มไม่พอใจและลูกค้าจากยุโรปรายสำคัญ ๆ ได้ถอนตัวออกจากกองทุนของเขา
ในปี 1980 เป็นปีที่แย่ที่สุดสำหรับกองทุนของเขา หุ้นควันตั้มร่วงลง 22.9 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นครั้งแรกและเป็นปีเดียวที่กองทุนไม่มีกำไรสูงกว่าปีก่อน นักลงทุนในกองทุนของเขาจึงพากันถอนตัวออกไปประมาณหนึ่งในสาม การจากไปของพวกเขาเท่ากับหั่นมูลค่าของกองทุนลงไปเกือบครึ่งหนึ่งจนเหลือประมาณ 193.3 ล้านดอลลาร์
การฟื้นคืนชีพของกองทุนควันตั้ม
แม้ว่าโซรอสจะยังคงมีความกระตือรือร้น แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาดูแลกองทุนแบบเต็มเวลา และก่อนที่เขาจะลดบทบาทตัวเอง เขารู้ดีว่าต้องฝากกองทุนดังกล่าวไว้ในมือที่เชื่อถือได้ เขาใช้เวลาในปี 1982 ในการแสวงหาบุคคลที่เหมาะสม และในที่สุดเขาก็ค้นพบคนดังกล่าว เขาคนนั้นคือ จิม มาร์เกวซ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 33 ปี และเป็นผู้ดูแลกองทุนรวมที่มีฐานอยู่ในมินเนอาโปลิสที่มีชื่อว่า ไอดีเอส โปรเกรสซีฟ ฟันด์ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นกองทุนที่เขาดูแลมีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 69 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์กองทุนรวมในปี 1982
มาร์เกวซเริ่มงานในวันที่ 1 มกราคม ปี 1983 โดยโซรอสได้มอบหมายเงินกองทุนครึ่งหนึ่งให้เขาดูแล ส่วนอีกครี่งหนึ่งมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนนอกบริษัทอีก 10 คนเป็นผู้ดูแล ดูเหมือนว่าโซรอสและมาร์เกวซจะปรับตัวเข้าหากันได้ดีทีเดียว โดยโซรอสจะทำหน้าที่วิเคราะห์เศรษฐกิจในระดับมหภาค ติดตามภาพความเคลื่อนไหวในวงกว้าง การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและสกุลเงิน ส่วนมาร์เกวซจะมองหาอุตสาหกรรมและบริษัทที่น่าจะมีความได้เปรียบหรือได้รับประโยชน์มากที่สุด จากการรวมตัวของบริษัทครั้งใหม่
ในปี 1983 กองทุนมีมูลค่าประมาณ 385,532,688 ดอลลาร์ หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิ 75,410,714 ดอลลาร์ หรือสูงกว่าปีก่อน 24.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีถัดมาแม้ว่ากองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็เพียง 9.4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 448,998,187 ดอลลาร์เท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โซรอสได้รับแรงกดดันจากคณะกรรมการกองทุนให้กลับมาบริหารกองทุนควันตั้มเต็มเวลา ซึ่งเขาก็ยินยอม
โซรอสเผยว่ามาร์เกวซตัดสินใจลาออก ด้วยเชื่อว่าตัวเองถูกกันออกนอกวงและจะมีอำนาจน้อยลง ในระหว่างนั้นโซรอสจึงได้ขอให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นคนนอกบริษัท 10 รายเสนอรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจ เพื่อมองหาเลือดใหม่เข้ามาบริหาร และแล้วชื่อของ อัลแลน ราฟาเอล ก็สะดุดใจเขา ประสบการณ์งานด้านการวิจัยเศรษฐกิจโลกของราฟาเอล ทำให้เขามีความเหมาะสมกับงานดังกล่าวอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน ราฟาเอลก็สามารถฝ่าฟันคู่แข่งอีก 75 คน จนได้ร่วมงานกับโซรอส ในต้นเดือนกันยายน ปี 1984
การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ในเดือนธันวาคม ปี 1984 เขาพุ่งความสนใจไปที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โซรอสเข้าใจว่า นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษขณะนั้น ต้องการให้ประชาชนอังกฤษแต่ละคนเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทอังกฤษ และวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ ต้องทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง
โซรอสขอให้ราฟาเอลติดตามบริษัท จากัวร์ และบริติซ เทเลคอม จากการศึกษาของราฟาเอลเกี่ยวกับจากัวร์ ทำให้เขามั่นใจว่าบริษัทกำลังดำเนินงานไปด้วยดีทีเดียว จากหุ้นราคา 160 เพนซ์ต่อหุ้น กองทุนควันตั้มได้เข้าไปซื้อหุ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจากัวร์ซึ่งมีมูลค่าในพอร์ตการลงทุนเกือบ 449 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าอาจจะดูเป็นการลงทุนที่มากสำหรับคนอื่น ๆ แต่สำหรับโซรอสแล้วไม่ใช่ แม้ว่าราฟาเอลจะค่อนข้างเป็นห่วงกับการเดิมพันในครั้งนี้ของโซรอส แต่แล้วก็สบายใจขึ้นเมื่อพบว่า กองทุนควันตั้มได้กำไรจากจากัวร์ถึง 25 ล้านดอลลาร์
การป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือหุ้นแบบ ชอร์ต โพซิทชั่น (short position) ครั้งใหญ่สุดของโซรอส ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 คือการถือหุ้นของ เวสเทิร์น ยูเนี่ยน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1985 นักวิเคราะห์สถาบันหลายรายต่างแนะนำว่า บริษัทเวสเทิร์น ยูเนี่ยนเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เล่นเดิมพันโดยไม่ได้คำนึงว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทที่แท้จริงนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่บริษัทอ้าง ซึ่งโซรอสก็เข้าใจดีและถือหุ้นในเวสเทิร์น ยูเนี่ยน แบบ ชอร์ต โพซิทชั่น จำนวนหนึ่งล้านหุ้น ซึ่งทำให้กองทุนมีกำไรหลายล้านดอลลาร์ทีเดียว
โซรอสเชื่อว่า นโยบายของเรแกนต่อเงินดอลลาร์จะนำไปสู่ลำดับขั้นของการตกต่ำในภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงในที่สุด แม้จะดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐมีเหตุผลดีในการรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้สูงไว้ แต่เขาก็มีเหตุผลที่ดีกว่าที่จะต้องลดค่าเงิน
การทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโซรอสเกิดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน ปี 1985 โดยเขาได้เดิมพันว่าเงินมาร์กและเงินเยนจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ปรากฏว่ามันกลับลดลง แม้ว่าเขาจะสูญเสียเงินไปบางส่วนแต่ก็ยังมั่นใจว่าสถานการณ์จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อของเขาถูกต้อง ดังนั้นโซรอสจึงเพิ่มการลงทุนในสกุลเงินทั้งสองกว่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่ามูลค่าของกองทุนควันตั้มประมาณ 200 ล้านดอลลาร์
และแล้วรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ตัดสินใจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลดลงด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ข้อตกลงพลาซ่า" หนึ่งวันหลังจากประกาศข้อตกลงดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์ลดลงจาก 239 เยน เป็น 222.5 เยน หรือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการลดลงของค่าเงินที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความยินดีของโซรอส เพราะเขาสามารถทำเงินได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน ซึ่งโซรอสได้เรียกข้อตกลงพลาซ่าว่า "การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต"
ในปลายเดือนตุลาคม ค่าเงินดอลลาร์ลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ระดับ 205 เยน เดือนกันยายน ปี 1986 ลดลงมาที่ระดับ 153 เยน สรุปแล้วค่าเงินตราต่างประเทศเทียบกับดอลลาร์สูงขึ้นประมาณ 24-28 เปอร์เซ็นต์ โซรอสได้ทุ่มเงินเดิมพันประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเขาใช้เงินที่กู้ยืมมาเพื่อลงทุนซื้อเงินมาร์กและเยนมากขึ้น นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถทำกำไรถึง 150 ล้านดอลลาร์
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน กองทุนควันตั้มเติบโตขึ้นเป็น 850 ล้านดอลลาร์ ปี1985 คือปีแห่งความมหัศจรรย์สำหรับโซรอส เมื่อเทียบกับปี 1984 กองทุนควันตั้มเติบโตด้วยอัตราที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งคือ 122.2 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นจาก 448.9 ล้านดอลลาร์ ตอนสิ้นปี 1984 เป็น 1.003 พันล้านดอลลาร์ตอนสิ้นปี 1985 หรือเกือบสี่เท่าของดัชนีดาวโจนส์
เรียกว่าสถิติโดยรวมของโซรอสโดดเด่นมากทีเดียว เงินหนึ่งดอลลาร์ที่ลงทุนกับกองทุนของเขาในปี 1969 เพิ่มมูลค่าเป็น 164 ดอลลาร์ในตอนสิ้นปี 1985 หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว ในขณะที่เงินดอลลาร์เดียวกันที่ลงทุนในดัชนีหุ้น 500 ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ภายในช่วงเวลาเดียวกัน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 4.57 ดอลลาร์เท่านั้น สรุปแล้วปีนั้นทั้งปีเขามีรายได้ทั้งสิ้น 93.5 ล้านดอลลาร์
งานการกุศลของยอดนักเก็งกำไร
ในช่วงแรกของการทำงานของเขา งานการกุศลยังเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากความคิดของ จอร์จ โซรอสมาก ต่อมาเขาก็ตระหนักได้ว่า เหตุการณ์ที่เปรียบเหมือนกับเส้นแบ่งเขตชีวิตของเขา ได้แก่เหตุการณ์ที่เขาหนีจาก "สังคมปิด" ที่เข้าครอบงำฮังการี ประเทศบ้านเกิดของตน นับแต่จากบ้านมา เขาได้ลิ้มรสชาติแห่งอิสรภาพ ครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษและต่อมาที่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นทำไมไม่ลองให้คนอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตมีโอกาสได้สัมผัสบ้าง?
โซรอสจึงตัดสินใจว่า เขาจะใช้อำนาจทางการเงินของตนในการส่งเสริมสังคมเปิด ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมีความเป็นอิสระ สามารถพูดถึงความคิดและดำเนินรอยตามความประสงค์ส่วนตนได้โดยอิสระ
ความจริงแล้ว โซรอสเริ่มกิจกรรมสาธารณกุศลของตนเป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ในปี 1979 เขาระบุว่ามหาวิทยาลัยเคพทาวน์ เป็นสถานที่ที่ดูเหมือนจะอุทิศตนให้กับการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสังคมเปิดมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเสนอที่จะให้ทุนการศึกษาแก่นักผิวดำ ทว่าความพยายามดังกล่าวกลับกลายเป็นสิ่งเลวร้าย เมื่อโซรอสพบว่าเงินของตนถูกใช้ไปเพื่อให้การสนับสนุนแก่นักศึกษาที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมอบให้แก่นักศึกษาใหม่เพียงน้อยนิด ดังนั้นเขาจึงเพิกถอนการให้ทุน
ในปี 1984 หลังจากตั้งมูลนิธิในฮังการีแล้ว โซรอสตัดสินใจที่จะขยายกิจกรรมการกุศลของตนต่อไป เขาได้เข้าไปที่จีนในปี 1986 และถูกทำให้หลงใหลด้วยความคิดที่ว่า จะตั้งมูลนิธิแห่งหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่สุดของโลกให้ได้ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แต่มันก็ไม่ได้ยับยั้งโซรอสในการเดินหน้าสู่ยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียตต่อไป
ในปี 1987 เขาจึงเริ่มความพยายามในสหภาพโซเวียต จนกระทั่งถึงปี 1988 จึงเข้าไปที่โปแลนด์ และเชคโกสโลวะเกียในปี 1989 แต่ที่ ๆ ท้าทายเขามากที่สุดคือโรมาเนีย ดังนั้นโซรอสจึงตัดสินใจเดินทางไปเยือนโรมาเนียในเดือนมกราคม ด้วยความหวังว่าจะสามารถตั้งมูลนิธิขึ้นที่นั่น
มูลนิธิเริ่มเปิดดำเนินงานในเดือนมิถุนายน ปี 1990 โดยใช้ชื่อว่า มูลนิธิเพื่อสังคมเปิด (Foundation for an Open Society) การตั้งมูลนิธิตั้งแต่แรกเริ่มไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพียงแค่การลงประกาศรับสมัครเจ้าหน้าที่มูลนิธิก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เช่นเดียวกับการประกาศให้ทุนการศึกษา แม้ว่าคอมมิวนิสต์จะถูกโค่นอำนาจไปแล้ว แต่โรมาเนียยังคงเป็นแดนแห่งความลี้ลับและน่าสงสัย นอกจากนี้เขาได้ตั้งมูลนิธิ โอเพน เอสโทเนีย และมูลนิธิในลักษณะเดียวกันใน แลตเวีย และลิธัวเนีย เพื่อให้การฝึกอบรมด้านธุรกิจและการบริหาร ให้ทุนแก่นักศึกษาในการไปศึกษาเล่าเรียน หรือเดินทางไปต่างประเทศ และฝึกสอนภาษาอังกฤษ
ในเดือนธันวาคมปี 1992 โซรอสประกาศโครงการให้ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในอดีตสหภาพโซเวียต
นับแต่ปี 1987 โซรอสได้เปิดสำนักงานมูลนิธิขึ้นทั่วยุโรปตะวันออก ค่าใช้จ่ายของเขาเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ความพยายามในการให้ความช่วยเหลือของเขาเติบโตขึ้นในปี 1990 เมื่อเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยยุโรปกลาง หรือ ซีอียู ซึ่งมีวิทยาเขตในปราก และบูดาเปสต์ รับนักศึกษาจำนวน 400 คนจากประเทศต่าง ๆ 22 ประเทศ ซีอียูคือความฝันของโซรอส เป็นโครงการที่มีความหมายสำหรับเขามากที่สุด ในฤดูใบไม้ผลิปี 1994 อาณาจักรการกุศลของโซรอสได้ขยายจำนวนเป็น 86 แห่งใน 26 ประเทศ เมื่อสองปีก่อนเขาได้ให้เงินไปแล้ว 500 ล้านดอลลาร์ และเขาให้สัญญาว่าจะให้เงินอีกครึ่งพันล้านดอลลาร์
ผู้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของโซรอสบางคนเชื่อว่า วัตถุประสงค์เดียวของงานการกุศลของโซรอสก็คือ ทำให้เขามีช่องทางเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถลงทุนด้วยความชาญฉลาดมากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามโซรอสได้กล่าวว่า "งานมูลนิธิทำให้ผมเข้าใกล้สำนึกเกี่ยวกับความพึงพอใจที่แท้จริงยิ่งกว่าการทำเงินจำนวนมหาศาลเสียอีก"
เมื่อโซรอสตกเป็นข่าว
เมื่อครั้งที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ จอร์จ โซรอส คิดว่า ชื่อเสียงเป็นสิ่งไม่ดีอันจะนำมาซึ่งความตกต่ำของอาชีพ เพราะชื่อเสียงหมายถึงการเป็นที่รู้จัก หมายถึงโทรศัพท์จากสื่อมวลชน และหมายถึงการหมดความสุขจากความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียงถือว่าเป็นเครื่องประหัตถ์ประหารอาชีพนักลงทุนให้ดับสูญ
แม้จะเคยเป็นข่าวมาบ้างในหน้าหนังสือต่าง ๆ แต่ทันทีที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ ในเดือนมิถุนายน 1981 จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนในวงกว้างไปโดยปริยาย นิตยสารดังกล่าวยกย่องให้โซรอสเป็น "ผู้จัดการการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" ในขณะที่มุมมองของ อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ เป็นไปในทางบวก แต่สิ่งที่ตามมากลับทำให้จอร์จ โซรอส กังขาว่าการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนนั้นน่าปรารถนาจริงหรือ เพราะปรากฏว่าไม่กี่เดือนหลังจากลงปกนิตยสารดังกล่าว โซรอสก็ต้องประสบกับปีที่ขาดทุนซึ่งเป็นเพียงปีเดียวในชีวิตการลงทุนของเขา
สำหรับจอร์จแล้ว นี่เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุของการสูญเสียครั้งนั้นก็ว่าได้ จอร์จรู้ว่า การหลงเชื่อภาพพจน์ของตัวเองไปตามสื่อนั้นเป็นความเสี่ยง ดังนั้นในช่วงต้นและกลางทศวรรษ 1980 นโยบายการข่าวของโซรอสก็คือ ไม่มีการออกข่าวใด ๆ เลย ไม่มีโฆษก และไม่มีการเปิดแถลงข่าว อย่างไรก็ตามหากจะเปรียบก็เหมือนกับโซรอสกำลังเล่นชักเย่อกับตัวเอง ปลายข้างหนึ่งเป็นการลงทุนซึ่งดึงเขาเข้าไปสู่ความลึกลับ ส่วนปลายเชือกอีกข้างคือโครงการอุปถัมภ์ ก็พยายามดึงเขาออกมาเปิดเผยตัวเอง
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ตลาดกระทิงดุหรือบูลมาร์เก็ตในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ทำให้นักลงทุนพากันร่ำรวยมหาศาล แต่แน่นอนไม่มีใครเกินจอร์จ โซรอส ในปี 1986 ควันตั้มฟันด์มีผลประกอบการเพิ่มขึ้น 42.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะส่วนของโซรอสเอง 200 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วในช่วงปี 1985 ถึง 1986 โซรอสและกลุ่มนักลงทุนของเขามีรายได้ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ก็ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จาก 776.92 จุด เมื่อเดือนสิงหาคม 1982 ขึ้นไปถึง 2722.42 จุดในเดือนเดียวกันปี 1987 และจากทฤษฎีก้าวกระโดดของโซรอส ตลาดนี้จะยังคงเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อย ๆ โดยบรรยากาศการลงทุนที่ดีและความหวังของนักลงทุนเป็นส่วนผลักดันอีกแรง แต่ถึงกระนั้นในใจลึก ๆ โซรอสรู้ดีว่า ไม่ช้าไม่นาน ถ้าหากทฤษฎีก้าวกระโดดของเขาถูกต้องช่วงขาลงของภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงก็จะคืบคลานเข้ามาอยู่ที่เวลาเท่านั้นว่าจะเป็นเมื่อไร
หลังจากการปรับระบบการบัญชีในญี่ปุ่นแล้ว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีมูลค่ากำไรต่อหุ้น ณ เดือนตุลาคม 1987 ถึง 48.5 จุด เทียบกับ 17.3 จุดที่อังกฤษ และ 19.7 จุดในสหรัฐ แต่โซรอสกลับคิดว่า น่าจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดญี่ปุ่นมากกว่า เพราะเขารู้ดีว่าราคาที่ดินในญี่ปุ่นกำลังพุ่งขึ้นอย่างมาก ทำให้เงินไหลเข้าไปตรงนั้นเกินควร ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อไป นอกจากนี้บรรดากิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารและบริษัทประกันในญี่ปุ่น ต่างก็ลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก บางแห่งถึงกับใช้เงินกู้ในการเล่นหุ้นโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจัยนี้เองที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นมาก แต่หากมีอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยความหายนะก็จะตามมาอย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม โซรอสเชื่อว่า หากตลาดญี่ปุ่นพังจริง ๆ ก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดสหรัฐมากนัก เพราะราคาหุ้นในสหรัฐยังไม่ได้สูงจนเกินจริงเหมือนในญี่ปุ่น แม้ว่าวอลล์สตรีทกำลังดำเนินรอยตามตลาดญี่ปุ่น โซรอสก็ยังไม่กังวลมากนัก
19 ตุลาคม 1987 ตลาดหุ้นนิวยอร์กตกถึง 508.32 จุด มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นการสิ้นสุดของเวลาห้าปีแห่งตลาดกระทิงดุ โซรอสนั้นคาดว่าตลาดญี่ปุ่นจะตกตามไปด้วย แต่กลับไม่เป็นดังคาด เพราะปรากฏว่าตลาดญี่ปุ่นกลับทรงตัวอยู่ได้ โซรอสขาดทุนไปถึง 200 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปี 1987 ปรากฏว่า ควันตั้มฟันด์ยังมีผลประกอบการสูงขึ้นถึง 14.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าเท่ากับ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ที่จริงแล้ววิกฤตการณ์นี้สร้างความเสียหายให้แก่โซรอสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ในปีนั้นโซรอสติดอันดับสองของบุคคลที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีต ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสาร ไฟแนนเชียล เวิล์ด รองจาก พอล ทิวเดอร์ โจนส์ที่สอง ซึ่งมีรายได้ประมาณ 80-100 ล้านดอลลาร์ ส่วนโซรอสนั้นมีรายได้ในปี 1987 เท่ากับ 75 ล้านดอลลาร์
ทายาทคนล่าสุด
กลางทศวรรษ 1980 ควันตั้มฟันด์มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ โซรอสกำลังจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ถึงตอนนี้เขาพอที่จะรามือจากกองทุนได้บ้างแล้ว โซรอสหันมาทุ่มเทเวลากับการพัฒนายุโรปตะวันออกและโซเวียตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้เวลากับควันตั้มฟันด์น้อยลง
ฤดูใปไม้ร่วง ปี 1988 โซรอสตั้งใจว่าจะหาใครสักคนมารับช่วงการบริหารกองทุน รวมทั้งอำนาจตัดสินใจในการลงทุนทั้งหมดแทน การเฟ้นหาบุคคลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และนับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
บุคคลที่โซรอสเลือกคือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ ซึ่งในที่สุดโซรอสก็รับดรัคเคนมิลเลอร์เข้าร่วมงานในเดือนกันยายน 1988 ตอนนี้โซรอสก็มีตัวตายตัวแทนแล้ว เหลือแต่เพียงดรัคเคนมิลเลอร์เท่านั้นที่จะต้องพิสูจน์ว่า เขาเหมาะสมกับตำแหน่งแค่ไหน
ดรัคเคนมิลเลอร์ตัดสินใจการซื้อขายครั้งใหญ่ให้กับควันตั้มฟันด์ กับเงินเยอรมันโดยเชื่อว่า เงินมาร์กจะต้องแข็งขึ้นหลังจากทลายกำแพงเบอร์ลิน ดรัคเคนมิลเลอร์ใช้ทฤษฎีของโซรอสจาก The Alchemy of Finance ที่ว่า เมื่อประเทศมีตัวเลขการขาดดุลสูง ผนวกกับการเพิ่มงบประมาณ และการดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุม จะทำให้เงินตราของประเทศนั้นแข็งขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศเยอรมันกำลังอยู่ในภาวะนี้พอดี และเขาซื้อเงินมาร์กไว้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ปรากฏว่าเขาได้กำไรมหาศาล นอกจากนี้ดรัคเคนมิลเลอร์ยังพบว่าดัชนีนิคเคอิดูจะขึ้นสูงเกินไป ทำให้ธนาคารชาติญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายรัดกุมทางการเงิน คราวนี้เขาตัดสินใจเทขายหุ้นในตลาดญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 1989 เขาทำกำไรเข้าควันตั้มได้อีกเป็นจำนวนมาก
ดรัคเคนมิลเลอร์ทำให้โซรอสได้ครองอันดับผู้ที่ทำรายได้สูงที่สุดในอเมริกาประจำปี 1991 โดยมีรายได้ถึง 117 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น และนับตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารงาน ทำให้กองทุนมีกำไรเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าสถิติที่โซรอสเองเคยทำไว้ที่ 30 เปอร์เซ็นต์
วันพุธทมิฬ
ยุทธการครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชื่อเสียงของโซรอสขจรขจายในฐานะนักเก็งกำไรที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือ การเก็งกำไรจำนวนมหาศาลจากค่าเงินปอนด์เมื่อเดือนกันยายน 1992 โซรอสได้ท้าทายสถาบันหลักสองสถาบันของอังกฤษ หนึ่งคือ เงินปอนด์สเตอร์ลิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในโลก สองคือ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ
กลไลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หรือ อีอาร์เอ็ม ซึ่งก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1979 โดยจุดประสงค์เพื่อการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนำไปสู่การสร้างระบบเงินสกุลเดียวของยุโรปในที่สุด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของยุโรปเข้มแข็งและลดอำนาจของบรรดานักเก็งกำไรค่าเงินลงได้
แต่โซรอสทำนายว่าอีอาร์เอ็มไม่อาจจะคงอำนาจอยู่ต่อไปได้ ตราบใดที่อัตราแลกเปลี่ยนยังต่างกัน นักเก็งกำไรรวมทั้งโซรอสก็พร้อมเสมอที่จะเข้าไปหากำไรกับสกุลเงินที่อ่อนตัว และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอังกฤษในปี 1992 ในขณะที่อังกฤษกำลังหาหนทางที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่นั้น นักเก็งกำไรต่างก็เชื่อว่าอังกฤษจะไม่สามารถรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้สูงอยู่ได้ วิธีเดียวที่จะช่วยได้คือ จะต้องลดอัตราดอกเบี้ย แต่นั่นหมายถึงการที่เงินปอนด์จะต้องอ่อนตัวลงอีก และผลักดันให้อังกฤษต้องถอนตัวออกจากอีอาร์เอ็ม
โซรอสจึงตัดสินใจขายเงินสกุลอ่อน ๆ ของยุโรปทิ้ง โดยเทขายเงินปอนด์ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเงินเยอรมันไว้ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์พร้อมกับเงินฟรังค์อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังซื้อหุ้นในตลาดอังกฤษไว้ 500 ล้านดอลลาร์ โดยเชื่อว่าหุ้นมักจะถีบตัวขึ้นหลังจากที่มีการลดค่าเงินของประเทศนั้น ๆ
วันพุธที่ 16 กันยายน 1992 หรือที่ภายหลังเรียกกันว่า "วันพุธทมิฬ" ธนาคารแห่งชาติอังกฤษใช้เงินสำรองอัตราแลกเปลี่ยนไปถึง 15,000 ล้านปอนด์ (26,900 ล้านดอลลาร์) จากที่มีอยู่ 44,000 ล้านปอนด์ (78,800 ล้านดอลลาร์) ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินปอนด์ไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว จากเหตุการณ์วันพุธทมิฬ โซรอสทำได้ถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ คือ 1 พันล้านจากค่าเงินปอนด์ และอีก 1 พันล้านจากวิกฤตการณ์ค่าเงินในอิตาลี สวีเดน และตลาดหุ้นญี่ปุ่น นั่นคือจุดหักเหในอาชีพของโซรอส โดยก่อนหน้านี้บรรดาสื่อมวลชนและผู้คนนอกวงการวอลล์สตรีทไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
ในปี 1992 โซรอสได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีท โดยมีรายได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 5 เท่าของรายได้ปี 1991 ส่วนอันดับ 5 ของปีก็คือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ หัวหน้านักค้าเงินของโซรอสด้วยวัยเพียง 39 ปี เขาทำเงินได้ถึง 110 ล้านดอลลาร์
บทสรุปของจอร์จ โซรอส
จอร์จ โซรอส ชายผู้ทำให้ธนาคารแห่งชาติอังกฤษล้ม ทุบค่าเงินปอนด์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ วลีนี้บอกอะไรแก่เราบ้าง? หลายคนมองเขาด้วยความทึ่ง เมื่อเทียบกับคนระดับเดียวกันแล้วเขาเด่นกว่าใครด้วยทรัพยากรที่เขามีคือ สติปัญญาระดับคอมพิวเตอร์ และพรสวรรค์ในการวิเคราะห์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลายคนคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากหาเงิน ไม่สร้างสรรค์ ไม่ช่วยเหลือ และอีกหลายคนที่มองเขาอย่างเคลือบแคลงระแวงสงสัยว่า วิธีการหาเงินจำนวนมหาศาลของโซรอสมีเพียงแค่อ่านรายงานบริษัท พูดคุยกันคนนั้นคนนี้ อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็คาดการณ์ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเองหรือ
ต้นปี 1997 นิตยสารฟอร์ปส์รายงานว่า โซรอสมีสินทรัพย์ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ในวัย 66 ปี เขาใช้เงินถึงปีละ 350 ล้านดอลลาร์ไปในการสร้างระบบสังคมเปิดในยุโรปตะวันออกและดินแดนโซเวียตเดิม รวมทั้งส่วนอื่น ๆ ของโลก เครือข่ายมูลนิธิของเขาครอบคลุมถึง 25 ประเทศ ในยุโรปตะวันออก ดินแดนโซเวียตเดิม ในประเทศแอฟริกาใต้และไฮติ
โซรอสบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการฟื้นฟูสภาพนักโทษหลายโครงการ ได้แก่โครงการหาที่พักพิงให้แก่นักโทษหญิงที่พ้นโทษ โครงการหางานให้กับนักโทษที่เพิ่งมีความผิดครั้งแรกและไม่ร้ายแรงที่พ้นโทษมาแล้ว ยังมีโครงการที่น่าสนใจกว่านี้อีกคือ สนับสนุนโครงการยาเสพติดของสหรัฐในการที่จะทำให้การใช้ยาเสพติดถูกกฏหมายโดยมีใบสั่งยาและจดทะเบียนผู้ติดยาไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีนหรือยาเสพติดอื่นใด โซรอสเขียนในเดอะโพสต์ว่า "การทำให้การเสพยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฏหมายก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เป็นอุปสรรคต่อการรักษาที่ถูกวิธี และทำให้คนต้องถูกจำคุกไปเป็นจำนวนมาก" โซรอสถูกโจมตีทั้งจากรัฐบาลและสื่อมวลชนในการเสนอความคิดนี้
โซรอสคาดการณ์ว่าโครงการอุปถัมภ์ต่าง ๆ ของเขาคงจะอยู่ไปได้เพียง 10 ปีหลังจากเขาเสียชีวิตลง ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีแผนที่จะค่อย ๆ วางมือจากการบริหารงานประจำของมูลนิธิเหล่านั้นลงบ้าง "ตอนนี้ผมก็ถอยออกมาจากการตัดสินใจต่าง ๆ ในธุรกิจแล้ว ผมอยากจะถอยออกมาจากการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของมูลนิธิเช่นกัน ผมต้องการสร้างองค์กรที่สามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องมีผม ซึ่งผมทำสำเร็จมาแล้วในธุรกิจกับงานมูลนิธิผมก็กำลังพยายามทำอยู่"
ข้าคือพระเจ้า
อะไรที่ทำให้เด็กชาย จอร์จ โซรอส ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงแห่งกรุงบูดาเปสต์ และเป็นเพียงเด็กธรรมดาสามัญที่มีมิตรสหายมากหน้า รักการเล่นกีฬา และประพฤติปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับเด็กในวัยเดียวกัน เชื่อว่า เขาคือพระเจ้า?
การที่เขาเก็บจินตนาการในวัยเด็กเป็นความลับ ทำให้คนคุ้นเคยหรือผู้ที่รู้จักเขาในวัยเด็ก จำไม่ได้ว่าเขาเคยอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเลยสักคนเดียว พวกเขาจำได้เพียงว่า โซรอสมักจะชอบตั้งตัวเป็นใหญ่เหนือเด็กคนอื่นเสมอ
จอร์จถือกำเนิดที่กรุงบูดาเปสต์ ในปี 1930 โดยที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นวันที่และเดือนอะไร เพราะไม่เคยได้รับการเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นในชีวประวัติหรือในรายงานข่าวที่ออกโดยองค์กรที่เขาเป็นผู้สนับสนุนก็ตาม และก็ไม่มีใครทราบเหตุผลเช่นกัน
พี่น้องคนเดียวของเขามีชื่อว่า พอล เกิดก่อนเขาสองปี ส่วนทิวาดาร์ บิดาของเขา คือต้นแบบบทบาทที่สำคัญสำหรับบุตรชายคนที่สองเลยทีเดียว เขามีอาชีพเป็นทนายความ จอร์จเรียนรู้ว่าบิดาของตนนั้นเป็นคนที่ฉลาด แม้จะเป็นคนเจ้าเล่ห์และใช้ความฉลาดของตนในการเอาเปรียบคนอื่นก็ตาม เด็กชายจอร์จก็ยังคงให้ความเคารพผู้เป็นบิดามากที่สุด
ทิวาดาร์มองว่าการอยู่รอดทางกายภาพมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การมีเงินมากเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะมันกระตุ้นให้คนอื่น ๆ อยากได้เงินส่วนที่เป็นความมั่งคั่งส่วนเกิน ความมั่งคั่งมากเกินไปสามารถทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ และไม่สามารถต่อสู้เพื่อความอยู่รอดได้ ทิวาดาร์ถ่ายทอดสิ่งที่มีค่ายิ่งแก่ลูกชายของเขา ซึ่งพวกเขาก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี และในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความมั่งคั่งเกินกว่าที่ใครคาดคิด จอร์จ โซรอส ก็ยังคงไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อการทำเงินได้เป็นจำนวนมาก ๆ แต่อย่างใด
ในบ้านที่มีความเป็นฮังกาเรียนมากกว่ายิว ซึ่งก็เหมือนกับครอบครัวยิวฮังกาเรียนที่เป็นชนชั้นกลางระดับสูงทั่วไป ที่มักไม่ค่อยสบายใจกับพื้นฐานทางศาสนาของตนเอง โซรอสเคยเล่าให้กับผู้คุ้นเคยในภายหลังว่า "ผมเติบโตขึ้นมาในบ้านคนยิวที่ต่อต้านความเป็นยิว"
เรียนรู้ศิลปะการอยู่รอดจากสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นในเดือนกันยายน ปี 1939 จอร์จมีอายุได้เก้าขวบ แต่ชีวิตของคนในกรุงบูดาเปสต์ในปี 1943 ดำเนินไปอย่างปกติจนน่าประหลาด เพราะในขณะนั้นกองทัพพันธมิตรเริ่มรุกสู่ภาคใต้ของอิตาลีแล้ว ในระหว่างที่บูดาเปสต์ยังคงเป็นอิสระจากการโจมตีใด ๆ นั้น พื้นที่ส่วนอื่นของยุโรปกลับตกอยู่ในบรรยากาศการสู้รบอย่างรุนแรง
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1944 ชุมชนชาวยิวทั่วยุโรปถูกกวาดล้างอย่างหนักโดยกองทัพนาซี ทำให้เกิดความกลัวว่าชาวยิวจำนวนหนึ่งล้านคนซึ่งอาศัยอยู่ในฮังการี ซึ่งเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จะเป็นเป้าหมายต่อไป และในช่วง 12 เดือนถัดมา ชาวยิวในกรุงบูดาเปสต์ถูกสังหารไป 400,000 ราย เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายจะไม่ถูกพวกนาซีจับได้ ทิวาดาร์จึงจัดการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลฮังกาเรียนเพื่ออนุญาตให้ลูกชายปลอมตัวเป็นหลายชายของเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ไม่ใช่ยิว และได้ซื้อเอกสารประจำตัวปลอมให้กับจอร์จ ด้วยเอกสารนี่เอง ที่ทำให้เด็กชายจอร์จมีชีวิตรอดมาได้
ทิวาดาร์ได้สอนบทเรียนที่มีค่ายิ่งเกี่ยวกับศิลปะแห่งการอยู่รอด บทเรียนที่หนึ่งคือ เป็นการถูกต้องที่จะเสี่ยง และบทเรียนที่สองคือ ถ้าจะเสี่ยง จงอย่าทุ่มสุดตัว นั่นคือจงอย่าทุ่มเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันอาจหมายถึงความโง่เขลา ไม่บังเกิดผลและเป็นสิ่งไม่จำเป็นแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเขาประกอบอาชีพในโลกธุรกิจในเวลาต่อมา ทำให้จอร์จมีสายตาที่ชัดเจนมากขึ้น
ชีวิตการเรียนและการทำงานในช่วงเริ่มต้น
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 จอร์จได้กลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้งหลังจากสงครามสงบ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะมีอายุเพียง 15 ปี แต่เขาก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ ที่สามารถรอดพ้นจากความหฤโหดของพวกนาซีคือ เป็นผู้ใหญ่เกินอายุ
ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินทางออกจากฮังการีด้วยตัวเอง ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1947 ด้วยวัยเพียง 17 และมุ่งมั่นที่จะศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งต้องขอบคุณบิดาของเขาที่ทำให้จอร์จมีเงินพอสำหรับการเดินทาง แต่เมื่อไปถึงลอนดอนเด็กหนุ่มต้องหาเลี้ยงตัวเอง เขาทำงานเป็นบริกรในภัตตาคารในย่านเมย์เฟย์ของมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกขุนนางและดาราภาพยนตร์ มารับประทานอาหารเย็นและเต้นรำตลอดคืน ในบางคราวที่การเงินของเขาร่อยหรอจนเกือบถึงจุดศูนย์ จอร์จยังชีพอยู่ได้ด้วยการกินอาหารที่เหลือ
ในปี 1949 จอร์จได้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาที่สถาบัน ลอนดอน สกูล ออฟ อิโคโนมิค หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า แอลเอสอี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ มันเป็นสถานที่ในอุดมคติสำหรับจอร์จ โซรอส ซึ่งต้องการฝึกฝนเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ และมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาแนวโน้มความเป็นไปของการเมืองโลกในปัจจุบัน ซึ่งโซรอสสามารถจบหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีได้ในเวลาเพียงสองปี
อาจกล่าวได้ว่าแอลเอสอีเป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนอย่างโซรอส ผู้ซึ่งดำรงชีพในฐานะนักลงทุนในเวลาต่อมา แต่เขาก็ไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตลาดการเงินที่สถาบันดังกล่าว และที่จริงก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีตลาดดังกล่าวอยู่ในโลก ครั้นเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาจึงเริ่มตระหนักว่ามีเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถหาได้จากการลงทุน โดยจะต้องเข้าไปทำงานกับวานิชธนกิจให้ได้ ดังนั้นเขาจึงร่างจดหมายถึงวานิชธนกิจทุกแห่งในลอนดอน ด้วยความหวังว่าโชคชะตาของตนจะเปลี่ยนไป และในที่สุด ซิงเกอร์ แอนด์ ฟรีด์แลนเดอร์ได้เสนองานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมแก่เขา ซึ่งเขาก็รับทำด้วยความยินดี
ในที่สุด จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นเทรดเดอร์ หรือนักค้าขายหุ้นที่มีความเชี่ยวชาญในการค้ากำไรหุ้นทองคำ โดยอาศัยความได้เปรียบจากความแตกต่างด้านราคาในตลาดหลายแห่ง แม้ว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อย่างไรก็ตามในปี 1956 วานิชธนากรหนุ่มก็เชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องโยกย้าย และที่ ๆ เขาต้องการจะไปก็คือ นิวยอร์ก ซิตี้ นั่นเอง
ชีวิตใหม่ที่นิวยอร์ก
การย้ายมาอยู่นิวยอร์ก ทำให้เขามีความได้เปรียบเหนือเพื่อนร่วมงานโดยอัตโนมัติ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องตลาดเงินของยุโรปจะมีอยู่มากมายในตลาดหุ้นลอนดอน แต่ที่วอลล์สตรีตแล้วมีประสบการณ์หรือความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดยุโรปน้อยมาก ในช่วงนั้นโซรอสได้กลายเป็นนักวิเคราะห์ซึ่งคอยให้คำแนะนำแก่องค์กรการเงินอเมริกันเกี่ยวกับหลักทรัพย์ในยุโรป ดังนั้นโซรอสจึงถือว่าเป็นนักบุกเบิกและก้าวล้ำหน้ากว่าใคร ๆ
หนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินระหว่างประเทศของโซรอสเกิดขึ้นในปี 1960 โดยเขาเห็นว่า หุ้นของบริษัทประกันภัยเยอรมัน ชื่อแอลไลแอนซ์ถูกขายในราคาส่วนลดจากมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทำหนังสือแนะนำให้คนอื่นทำการลงทุนในหุ้นของแอลไลแอนซ์ ซึ่งปรากฏว่ามอร์แกนการันตีและไดรฟัส ฟันด์ ชอบความคิดของเขา และเริ่มซื้อหุ้นของแอลไลแอนซ์เป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าสิ่งที่โซรอสคิดเป็นจริง ราคาหุ้นของแอลไลแอนซ์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างชื่อให้กับเขาอย่างมาก
ในปี 1963 โซรอสเริ่มทำงานที่ อาร์นโฮล์ด แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศชั้นแนวหน้าของอเมริกา โซรอสได้รับการจ้างในตำแหน่งนักวิเคราะห์ โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างประเทศ ด้วยเครือข่ายการติดต่อที่มีอยู่ในยุโรปและความสามารถในการพูดภาษายุโรปหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน ทำให้โซรอสเป็นบุคคลที่เหมาะสำหรับการทำงานในตำแหน่งนี้อย่างมาก และในปี 1967 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท
ความสำเร็จในการค้าหลักทรัพย์ต่างประเทศช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดเกี่ยวกับการตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเป็นของตนเอง
มนต์เสน่ห์ของความไร้ระเบียบ
จอร์จมีความสนใจในวิถีความเป็นไปของโลกมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาในลอนดอนในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เขาได้ข้อสรุปว่า "โดยพื้นฐานแล้ว ทัศนะเกี่ยวกับโลกของเราเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน" ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ซึ่งได้พยายามที่จะวิเคราะห์ตลาดหุ้น ต่างพากันสรุปว่า เราสามารถคำนวณหรือประเมินความเป็นไปของราคาหุ้นได้ด้วยหลักตรรกะซึ่งก็หมายความว่า ราคาหุ้นนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล และราคาหุ้นทุกตัวจะได้รับการกำหนดมูลค่าอย่างถูกต้อง นี่คือสมมติฐานของตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฏีเกี่ยวกับการทำงานของตลาดหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุด สมมติฐานดังกล่าวเชื่อว่า โลกใบนี้คือโลกที่มีเหตุผลสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าราคาหุ้นทั้งหมดจะสะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลที่มีอยู่
แต่โซรอสกลับเชื่อว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ทฤษฎีใดก็ตามที่เชื่อว่า เราสามารถเข้าถึงความรู้โดยสมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นักลงทุนจะต้องเข้าใจว่า นักลงทุนรายอื่นมีการรับรู้หรือเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างไร การประเมินว่าตลาดหรือนักลงทุนทั้งหมดคิดอย่างไรในขณะนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนี่คือหัวใจสำคัญของเทคนิคการลงทุนของโซรอส
ไบรอน เวน นักกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นแห่ง มอร์แกน สแตนเลย์ในนิวยอร์ก และเป็นเพื่อนสนิทของโซรอส อธิบายทฤษฎีของโซรอสด้วยภาษาที่ฟังง่ายไว้ดังนี้
"ในความคิดของเขาก็คือ สิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปด้วยดีมาก ๆ และกลับกลายเป็นเลวร้ายในเวลาต่อมา คุณควรจะรู้ว่าในระหว่างที่มันกำลังไปได้ดี มันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเช่นกัน และเพื่อทำให้ทฤษฎีของเขาฟังดูง่ายขึ้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องตระหนักไว้เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย ประเด็นสำคัญก็คือจะต้องระบุจุดสะท้อนกลับหรือจุดหักเหให้ได้"
แต่การมีเคล็ดลับในการลงทุนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งประกันว่า โซรอสจะสามารถทำกำไรเสมอไป บางครั้งมันก็มีปัญหาที่เขาไม่สามารถแก้ไขได้ และบางครั้งสติปัญญาความสามารถของเขาก็สามารถจัดการกับมันได้ทั้งหมด
ลงทุนก่อนตรวจสอบทีหลัง
การจัดการเรื่องการลงทุนอย่างไรนั้น เป็นความสามารถของเขาและมันเป็นการผสมผสานของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า มีความเป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัวของมันเอง
ประการแรกคือ พลังสมองของเขา ในขณะที่นักลงทุนคนอื่น ๆ ในตลาดกำลังดิ้นรนเพื่อตามให้ทันความเคลื่อนไหวของหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าโภคภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง โซรอสกลับพยายามดูดซับฉากหรือสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับการค้าในระดับโลก ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง เขาให้ความสนใจต่อแนวโน้มและความเคลื่อนไหว ตลอดจนจังหวะซึ่งเป็นผลจากแถลงการณ์ต่อสาธารณชนและการตัดสินใจของบรรดาผู้นำการเงินโลก สิ่งที่โซรอสมีความเข้าใจดีกว่าคนอื่น ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลในเศรษฐกิจโลก หากมี A เกิดขึ้นแล้ว ก็จะมี B และ C ติดตามมา ซึ่งเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งในความสำเร็จของโซรอส
ประการที่สองคือ โซรอสมีความกล้าหาญ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากกิริยาท่าทีที่สงบในยามที่เขาทำการซื้อและขายเป็นจำนวนมหาศาล แม้ว่าเขาอาจจะปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้มีความกล้าหาญมากนัก เพราะเขามักจะอ้างเสมอว่า กุญแจสำคัญต่อการลงทุนก็คือ ต้องรู้ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร และรู้ว่าการอยู่รอดนั้น หมายความว่าในบางครั้งอาจต้องยอมเสียเมื่อจำเป็น และต้องเก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่เอาไว้
ประการที่สามคือ ความมั่นใจในตัวเองของโซรอส เมื่อเชื่อว่าเขาตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเขาได้ ไม่มีการถือหุ้นหรือการลงทุนใดที่ใหญ่เกินไป และการรีรอ ลังเล ก็เหมาะสำหรับคนอ่อนแอเท่านั้น ความผิดพลาดอันเลวร้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ใจกล้าเกินไป แต่อยู่ที่ระมัดระวังมากเกินไป และหนึ่งในคำถามที่เขาชอบมากที่สุดก็คือ "ทำไมถึงน้อยนัก?"
ประการสุดท้ายคือ สัญชาติญาณของเขา นี่คือความสามารถที่ประเมินไม่ได้ของเขา ในการที่จะรู้ว่าเมื่อใดควรที่จะเก็งกำไรอย่างหนัก และเมื่อใดควรเลิกถือหุ้นการลงทุน กุญแจสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ จิตวิทยาของเขานั่นเอง เขาเข้าใจสัญชาติญาณในการอยู่กันเป็นกลุ่ม เขามีความเข้าใจในยามที่คนหมู่มากกำลังทำอะไรเพื่ออะไรบางอย่าง
จอร์จมักจะพูดว่า ลงทุนก่อน ตรวจสอบทีหลัง ซึ่งหมายความว่า สร้างสมมติฐานขึ้นมาก่อน และลองลงทุนเพียงเล็กน้อยเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว และคอยดูว่าตลาดจะพิสูจน์ว่าคุณผิดหรือถูก
เริ่มตั้งกองทุนของตนเอง
ในปลายทศวรรษ 1980 จอร์จ โซรอส ได้เข้าสู่โลกการเงินที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในบริษัทมากขึ้น โซรอสจึงชักจูงเจ้านายของเขาที่อาร์นโฮลด์ แอนด์ เอส เบลคชโรเดอร์ ให้ตั้งกองทุนต่างประเทศขึ้นมาสองกองทุน เพื่อให้เขาได้เป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว
กองทุนแรก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า เฟิร์สต์ อีเกิ้ล ฟันด์ ตั้งขึ้นในปี 1967 และเป็นที่รู้จักกันในแวดลงวอลล์สตรีตว่า ลอง ฟันด์ (long fund) ซึ่งหมายความว่า ลูกค้าเลือกถือหุ้นการลงทุนในปริมาณมากกว่าที่มีการตกลงซื้อขายในขณะใดขณะหนึ่งด้วยความหวังว่าราคาหุ้นเหล่านี้จะสูงขึ้น และสามารถทำกำไรต่อไปในภายหน้า
กองทุนที่สอง คือ ดับเบิ้ล อีเกิ้ล ฟันด์ หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) เริ่มขึ้นในปี 1969 กองทุนดังกล่าวมีโครงสร้างในลักษณะที่โซรอสสามารถใช้หุ้นและพันธบัตรเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้ยืม เพื่อใช้ซื้อเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ หุ้น พันธบัตร และเงินตราต่างประเทศ และเขาได้เริ่มกองทุนด้วยเงินของเขาเองประมาณ 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งในเวลาไม่นานเงินจำนวนหกล้านดอลลาร์ก็หลั่งไหลมาจากชาวยุโรปผู้มั่งคั่งที่โซรอสรู้จักหลายคน และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองของโซรอส
สิ่งที่กระตุ้นการเติบโตของกองทุนป้องกันความเสี่ยงในปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ตลอดจนการผงาดสู่ความเป็นนักลงทุนระดับโลกของจอร์จ โซรอส คือการตัดสินใจลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนกับเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางในยุโรป ในปี 1985 เพื่อเพิ่มการส่งออกของอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลงได้สร้างแรงจูงใจใหม่แก่การค้าขายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งโซรอสและนักลงทุนคนอื่นก็รีบฉวยโอกาสทันที
ในปี 1970 โซรอสร่วมทีมกับ จิมมี่ โรเจอร์ส บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยล คนทั้งสองมีความต้องการที่จะออกไปเป็นผู้จัดการเงินตราอิสระ และพวกเขาได้ลาออกจากบริษัทเพื่อมาตั้งกิจการของตนเอง ในปี 1973 ทั้งสองได้ตั้ง โซรอส ฟันด์ แมเนจเม้นต์ หรือ เอสเอฟเอ็ม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานขนาดสามห้องที่สามารถมองออกไปเห็นสวนสาธารณะเซ็นทรัล ปาร์ค ในนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวอลล์สตรีต และในตอนแรกสำนักงานแห่งนี้มีพนักงานเพียงสามคนคือ โซรอส ในฐานะเทรดเดอร์ โรเจอร์ส ในฐานะนักวิจัย และแถมเลขานุการอีกหนึ่งคน
การก้าวกระโดดของกองทุนควันตั้ม
หนึ่งในเกมที่โซรอสโปรดปรานมากที่สุดคือ การถือหุ้นหรือหลักทรัพย์แบบชอร์ต เซล (short sale) บทบาทของโซรอสต่อหุ้นเอวอน นับเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคอย่างหนึ่งของการสร้างกำไรจากการทำชอร์ต เซล โดยโซรอสได้ขอยืมหุ้นจำนวน 10,000 หุ้นในราคาตลาดคือ 120 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังจากนั้นราคาหุ้นทรุดตัวลง สองปีต่อมา โซรอสจึงซื้อหุ้นคืนแต่ในราคาเพียง 20 ดอลลาร์ต่อหุ้น และส่งผลให้กองทุนของเขามีรายได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโซรอสประสบความสำเร็จด้วยการติดตามแนวโน้มวัฒนธรรม กล่าวคือ ก่อนหน้าที่รายได้ของเอวอนจะเริ่มลดลง เขาสังเกตเห็นว่าประชากรเริ่มสูงวัยมากขึ้น ส่อเค้าให้เห็นว่ายอดขายของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจะน้อยลงอย่างมาก
นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1969 จนถึงเดือนธันวาคมปี 1974 มูลค่าหุ้นของกองทุนของทั้งสองมีค่าสูงขึ้นเกือบสามเท่า โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.1 ล้านดอลลาร์เป็น 18 ล้านดอลลาร์ และตลอดช่วงปีเหล่านั้นสถิติของมันเป็นไปในเชิงบวกโดยตลอด ในปี 1978 กองทุนของเขาสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 55.1 เปอร์เซ็นต์ขณะที่สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 103 ล้านดอลลาร์ และปีถัดมาเพิ่มขึ้นเป็น 59.1 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์กองทุนเพิ่มเป็น 178 ล้านดอลลาร์
ในปี 1979 โซรอสทำการเปลี่ยนชื่อกองทุนของตนใหม่ โดยใช่ชื่อว่าควันตั้มฟันด์ หรือกองทุนควันตั้ม เพื่อเป็นเกียรติแก่ไฮเซนเบิร์กผู้ตั้งกฏเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในด้านกลศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบของระดับอะตอมและนิวเคลียส หลักการดังกล่าวเชื่อว่า เราไม่สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของอนุภาคอะตอมย่อยในกลศาสตร์ อันเป็นความคิดที่ตรงกันกับความเชื่อของโซรอสเกี่ยวกับตลาดหุ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าอยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถทำเงินได้โดยไม่สนใจสิ่งที่ชัดเจน แต่เดิมพันกับสิ่งที่ไม่อยู่ในความคาดหวังแทน
ในปี 1980 หรือ 10 ปีหลังจากการเริ่มตั้งกองทุนโซรอส นับเป็นปีที่น่าอัศจรรย์สำหรับกองทุนดังกล่าว เพราะมูลค่าหุ้นของกองทุนมีค่าเพิ่มขึ้น 102.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 381 ล้านดอลลาร์ และในตอนสิ้นปี 1980 โซรอสมีทรัพย์สินส่วนตัวทั้งสิ้นคิดเป็นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
วิกฤตของโซรอส
ขณะที่กองทุนโซรอสดำเนินไปอย่างดีเลิศ จอร์จ โซรอส ดูเหมือนจะกำลังประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ในปี 1977 ชีวิตสมรสของเขาเริ่มแตกสลาย หนึ่งปีต่อมาเขาก็แยกทางกับภรรยา ในช่วงแรก ๆ เขาคบกับหญิงสาววัย 22 นามว่า ซูซาน เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยพบปะในงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นซูซานและเขาก็ได้สมรสกันในอีกห้าปีต่อมา
ปี 1980 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จมากที่สุด แต่ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โรเจอร์สได้ลาออกจากบริษัทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในส่วนของเขา 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 14 ล้านดอลลาร์ ส่วนของโซรอส 80 เปอร์เซ็นต์ นั้นมีมูลค่าประมาณ 56 ล้านดอลลาร์
โซรอสมีความสงสัยว่าคุ้มหรือไม่ที่จะทำธุรกิจต่อไป เขาสามารถทำเงินได้มากเกินกว่าที่เขาจะใช้ได้หมด ภารกิจประจำวันเริ่มทำให้เขาเบื่อหน่าย เขาเริ่มรู้สึกถึงความกดดันจากการที่ต้องเดิมพันด้วยเงินของผู้อื่น จากการที่ต้องดูแลพนักงานมากกว่าที่เขาจะทำได้ และเพื่ออะไรกัน? รางวัลอยู่ที่ไหน? ความรื่นรมย์อยู่ที่ไหน? วิกฤตการณ์เกี่ยวกับตัวตนของโซรอสมีผลกระทบต่อธุรกิจของเขา โดยเขาจะเปลี่ยนใจทันทีที่เห็นว่าการลงทุนเริ่มส่อเค้าไม่ดีเร็วขึ้น ๆ เรื่อย ๆ และถือหุ้นแบบ long position มากเกินไป
ปัญหาของโซรอสกับพันธบัตรอเมริกันเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 1979 โซรอสคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะขึ้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และจะบีบให้ธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ ต้องลดอัตราดอกเบี้ย อันจะส่งผลดีต่อพันธบัตรที่เขาถือครองไว้ ทว่าเศรษฐกิจกลับแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้ และอัตราดอกเบี้ยกลับสูงขึ้นไปอีก
โซรอสต้องขาดทุนจากพันธบัตรที่ถือไว้ทุกตัวประมาณตัวละ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ประมาณกันว่าลูกค้าในกองทุนของเขาต้องขาดทุนประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ จากการที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าหลายรายเริ่มไม่พอใจและลูกค้าจากยุโรปรายสำคัญ ๆ ได้ถอนตัวออกจากกองทุนของเขา
ในปี 1980 เป็นปีที่แย่ที่สุดสำหรับกองทุนของเขา หุ้นควันตั้มร่วงลง 22.9 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นครั้งแรกและเป็นปีเดียวที่กองทุนไม่มีกำไรสูงกว่าปีก่อน นักลงทุนในกองทุนของเขาจึงพากันถอนตัวออกไปประมาณหนึ่งในสาม การจากไปของพวกเขาเท่ากับหั่นมูลค่าของกองทุนลงไปเกือบครึ่งหนึ่งจนเหลือประมาณ 193.3 ล้านดอลลาร์
การฟื้นคืนชีพของกองทุนควันตั้ม
แม้ว่าโซรอสจะยังคงมีความกระตือรือร้น แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาดูแลกองทุนแบบเต็มเวลา และก่อนที่เขาจะลดบทบาทตัวเอง เขารู้ดีว่าต้องฝากกองทุนดังกล่าวไว้ในมือที่เชื่อถือได้ เขาใช้เวลาในปี 1982 ในการแสวงหาบุคคลที่เหมาะสม และในที่สุดเขาก็ค้นพบคนดังกล่าว เขาคนนั้นคือ จิม มาร์เกวซ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 33 ปี และเป็นผู้ดูแลกองทุนรวมที่มีฐานอยู่ในมินเนอาโปลิสที่มีชื่อว่า ไอดีเอส โปรเกรสซีฟ ฟันด์ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นกองทุนที่เขาดูแลมีมูลค่าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 69 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์กองทุนรวมในปี 1982
มาร์เกวซเริ่มงานในวันที่ 1 มกราคม ปี 1983 โดยโซรอสได้มอบหมายเงินกองทุนครึ่งหนึ่งให้เขาดูแล ส่วนอีกครี่งหนึ่งมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนนอกบริษัทอีก 10 คนเป็นผู้ดูแล ดูเหมือนว่าโซรอสและมาร์เกวซจะปรับตัวเข้าหากันได้ดีทีเดียว โดยโซรอสจะทำหน้าที่วิเคราะห์เศรษฐกิจในระดับมหภาค ติดตามภาพความเคลื่อนไหวในวงกว้าง การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและสกุลเงิน ส่วนมาร์เกวซจะมองหาอุตสาหกรรมและบริษัทที่น่าจะมีความได้เปรียบหรือได้รับประโยชน์มากที่สุด จากการรวมตัวของบริษัทครั้งใหม่
ในปี 1983 กองทุนมีมูลค่าประมาณ 385,532,688 ดอลลาร์ หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิ 75,410,714 ดอลลาร์ หรือสูงกว่าปีก่อน 24.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีถัดมาแม้ว่ากองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็เพียง 9.4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 448,998,187 ดอลลาร์เท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โซรอสได้รับแรงกดดันจากคณะกรรมการกองทุนให้กลับมาบริหารกองทุนควันตั้มเต็มเวลา ซึ่งเขาก็ยินยอม
โซรอสเผยว่ามาร์เกวซตัดสินใจลาออก ด้วยเชื่อว่าตัวเองถูกกันออกนอกวงและจะมีอำนาจน้อยลง ในระหว่างนั้นโซรอสจึงได้ขอให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นคนนอกบริษัท 10 รายเสนอรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจ เพื่อมองหาเลือดใหม่เข้ามาบริหาร และแล้วชื่อของ อัลแลน ราฟาเอล ก็สะดุดใจเขา ประสบการณ์งานด้านการวิจัยเศรษฐกิจโลกของราฟาเอล ทำให้เขามีความเหมาะสมกับงานดังกล่าวอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน ราฟาเอลก็สามารถฝ่าฟันคู่แข่งอีก 75 คน จนได้ร่วมงานกับโซรอส ในต้นเดือนกันยายน ปี 1984
การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต
ในเดือนธันวาคม ปี 1984 เขาพุ่งความสนใจไปที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โซรอสเข้าใจว่า นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษขณะนั้น ต้องการให้ประชาชนอังกฤษแต่ละคนเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทอังกฤษ และวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ ต้องทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง
โซรอสขอให้ราฟาเอลติดตามบริษัท จากัวร์ และบริติซ เทเลคอม จากการศึกษาของราฟาเอลเกี่ยวกับจากัวร์ ทำให้เขามั่นใจว่าบริษัทกำลังดำเนินงานไปด้วยดีทีเดียว จากหุ้นราคา 160 เพนซ์ต่อหุ้น กองทุนควันตั้มได้เข้าไปซื้อหุ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจากัวร์ซึ่งมีมูลค่าในพอร์ตการลงทุนเกือบ 449 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าอาจจะดูเป็นการลงทุนที่มากสำหรับคนอื่น ๆ แต่สำหรับโซรอสแล้วไม่ใช่ แม้ว่าราฟาเอลจะค่อนข้างเป็นห่วงกับการเดิมพันในครั้งนี้ของโซรอส แต่แล้วก็สบายใจขึ้นเมื่อพบว่า กองทุนควันตั้มได้กำไรจากจากัวร์ถึง 25 ล้านดอลลาร์
การป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือหุ้นแบบ ชอร์ต โพซิทชั่น (short position) ครั้งใหญ่สุดของโซรอส ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 คือการถือหุ้นของ เวสเทิร์น ยูเนี่ยน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1985 นักวิเคราะห์สถาบันหลายรายต่างแนะนำว่า บริษัทเวสเทิร์น ยูเนี่ยนเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่เล่นเดิมพันโดยไม่ได้คำนึงว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทที่แท้จริงนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่บริษัทอ้าง ซึ่งโซรอสก็เข้าใจดีและถือหุ้นในเวสเทิร์น ยูเนี่ยน แบบ ชอร์ต โพซิทชั่น จำนวนหนึ่งล้านหุ้น ซึ่งทำให้กองทุนมีกำไรหลายล้านดอลลาร์ทีเดียว
โซรอสเชื่อว่า นโยบายของเรแกนต่อเงินดอลลาร์จะนำไปสู่ลำดับขั้นของการตกต่ำในภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงในที่สุด แม้จะดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐมีเหตุผลดีในการรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้สูงไว้ แต่เขาก็มีเหตุผลที่ดีกว่าที่จะต้องลดค่าเงิน
การทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโซรอสเกิดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน ปี 1985 โดยเขาได้เดิมพันว่าเงินมาร์กและเงินเยนจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ปรากฏว่ามันกลับลดลง แม้ว่าเขาจะสูญเสียเงินไปบางส่วนแต่ก็ยังมั่นใจว่าสถานการณ์จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อของเขาถูกต้อง ดังนั้นโซรอสจึงเพิ่มการลงทุนในสกุลเงินทั้งสองกว่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่ามูลค่าของกองทุนควันตั้มประมาณ 200 ล้านดอลลาร์
และแล้วรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ตัดสินใจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลดลงด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ข้อตกลงพลาซ่า" หนึ่งวันหลังจากประกาศข้อตกลงดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์ลดลงจาก 239 เยน เป็น 222.5 เยน หรือ 4.3 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการลดลงของค่าเงินที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความยินดีของโซรอส เพราะเขาสามารถทำเงินได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน ซึ่งโซรอสได้เรียกข้อตกลงพลาซ่าว่า "การทำกำไรสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต"
ในปลายเดือนตุลาคม ค่าเงินดอลลาร์ลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ระดับ 205 เยน เดือนกันยายน ปี 1986 ลดลงมาที่ระดับ 153 เยน สรุปแล้วค่าเงินตราต่างประเทศเทียบกับดอลลาร์สูงขึ้นประมาณ 24-28 เปอร์เซ็นต์ โซรอสได้ทุ่มเงินเดิมพันประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเขาใช้เงินที่กู้ยืมมาเพื่อลงทุนซื้อเงินมาร์กและเยนมากขึ้น นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถทำกำไรถึง 150 ล้านดอลลาร์
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน กองทุนควันตั้มเติบโตขึ้นเป็น 850 ล้านดอลลาร์ ปี1985 คือปีแห่งความมหัศจรรย์สำหรับโซรอส เมื่อเทียบกับปี 1984 กองทุนควันตั้มเติบโตด้วยอัตราที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งคือ 122.2 เปอร์เซ็นต์ สินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นจาก 448.9 ล้านดอลลาร์ ตอนสิ้นปี 1984 เป็น 1.003 พันล้านดอลลาร์ตอนสิ้นปี 1985 หรือเกือบสี่เท่าของดัชนีดาวโจนส์
เรียกว่าสถิติโดยรวมของโซรอสโดดเด่นมากทีเดียว เงินหนึ่งดอลลาร์ที่ลงทุนกับกองทุนของเขาในปี 1969 เพิ่มมูลค่าเป็น 164 ดอลลาร์ในตอนสิ้นปี 1985 หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว ในขณะที่เงินดอลลาร์เดียวกันที่ลงทุนในดัชนีหุ้น 500 ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ภายในช่วงเวลาเดียวกัน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 4.57 ดอลลาร์เท่านั้น สรุปแล้วปีนั้นทั้งปีเขามีรายได้ทั้งสิ้น 93.5 ล้านดอลลาร์
งานการกุศลของยอดนักเก็งกำไร
ในช่วงแรกของการทำงานของเขา งานการกุศลยังเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากความคิดของ จอร์จ โซรอสมาก ต่อมาเขาก็ตระหนักได้ว่า เหตุการณ์ที่เปรียบเหมือนกับเส้นแบ่งเขตชีวิตของเขา ได้แก่เหตุการณ์ที่เขาหนีจาก "สังคมปิด" ที่เข้าครอบงำฮังการี ประเทศบ้านเกิดของตน นับแต่จากบ้านมา เขาได้ลิ้มรสชาติแห่งอิสรภาพ ครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษและต่อมาที่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นทำไมไม่ลองให้คนอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตมีโอกาสได้สัมผัสบ้าง?
โซรอสจึงตัดสินใจว่า เขาจะใช้อำนาจทางการเงินของตนในการส่งเสริมสังคมเปิด ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมีความเป็นอิสระ สามารถพูดถึงความคิดและดำเนินรอยตามความประสงค์ส่วนตนได้โดยอิสระ
ความจริงแล้ว โซรอสเริ่มกิจกรรมสาธารณกุศลของตนเป็นครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ในปี 1979 เขาระบุว่ามหาวิทยาลัยเคพทาวน์ เป็นสถานที่ที่ดูเหมือนจะอุทิศตนให้กับการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสังคมเปิดมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเสนอที่จะให้ทุนการศึกษาแก่นักผิวดำ ทว่าความพยายามดังกล่าวกลับกลายเป็นสิ่งเลวร้าย เมื่อโซรอสพบว่าเงินของตนถูกใช้ไปเพื่อให้การสนับสนุนแก่นักศึกษาที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมอบให้แก่นักศึกษาใหม่เพียงน้อยนิด ดังนั้นเขาจึงเพิกถอนการให้ทุน
ในปี 1984 หลังจากตั้งมูลนิธิในฮังการีแล้ว โซรอสตัดสินใจที่จะขยายกิจกรรมการกุศลของตนต่อไป เขาได้เข้าไปที่จีนในปี 1986 และถูกทำให้หลงใหลด้วยความคิดที่ว่า จะตั้งมูลนิธิแห่งหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่สุดของโลกให้ได้ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แต่มันก็ไม่ได้ยับยั้งโซรอสในการเดินหน้าสู่ยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียตต่อไป
ในปี 1987 เขาจึงเริ่มความพยายามในสหภาพโซเวียต จนกระทั่งถึงปี 1988 จึงเข้าไปที่โปแลนด์ และเชคโกสโลวะเกียในปี 1989 แต่ที่ ๆ ท้าทายเขามากที่สุดคือโรมาเนีย ดังนั้นโซรอสจึงตัดสินใจเดินทางไปเยือนโรมาเนียในเดือนมกราคม ด้วยความหวังว่าจะสามารถตั้งมูลนิธิขึ้นที่นั่น
มูลนิธิเริ่มเปิดดำเนินงานในเดือนมิถุนายน ปี 1990 โดยใช้ชื่อว่า มูลนิธิเพื่อสังคมเปิด (Foundation for an Open Society) การตั้งมูลนิธิตั้งแต่แรกเริ่มไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพียงแค่การลงประกาศรับสมัครเจ้าหน้าที่มูลนิธิก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เช่นเดียวกับการประกาศให้ทุนการศึกษา แม้ว่าคอมมิวนิสต์จะถูกโค่นอำนาจไปแล้ว แต่โรมาเนียยังคงเป็นแดนแห่งความลี้ลับและน่าสงสัย นอกจากนี้เขาได้ตั้งมูลนิธิ โอเพน เอสโทเนีย และมูลนิธิในลักษณะเดียวกันใน แลตเวีย และลิธัวเนีย เพื่อให้การฝึกอบรมด้านธุรกิจและการบริหาร ให้ทุนแก่นักศึกษาในการไปศึกษาเล่าเรียน หรือเดินทางไปต่างประเทศ และฝึกสอนภาษาอังกฤษ
ในเดือนธันวาคมปี 1992 โซรอสประกาศโครงการให้ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในอดีตสหภาพโซเวียต
นับแต่ปี 1987 โซรอสได้เปิดสำนักงานมูลนิธิขึ้นทั่วยุโรปตะวันออก ค่าใช้จ่ายของเขาเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ความพยายามในการให้ความช่วยเหลือของเขาเติบโตขึ้นในปี 1990 เมื่อเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยยุโรปกลาง หรือ ซีอียู ซึ่งมีวิทยาเขตในปราก และบูดาเปสต์ รับนักศึกษาจำนวน 400 คนจากประเทศต่าง ๆ 22 ประเทศ ซีอียูคือความฝันของโซรอส เป็นโครงการที่มีความหมายสำหรับเขามากที่สุด ในฤดูใบไม้ผลิปี 1994 อาณาจักรการกุศลของโซรอสได้ขยายจำนวนเป็น 86 แห่งใน 26 ประเทศ เมื่อสองปีก่อนเขาได้ให้เงินไปแล้ว 500 ล้านดอลลาร์ และเขาให้สัญญาว่าจะให้เงินอีกครึ่งพันล้านดอลลาร์
ผู้เฝ้าติดตามพฤติกรรมของโซรอสบางคนเชื่อว่า วัตถุประสงค์เดียวของงานการกุศลของโซรอสก็คือ ทำให้เขามีช่องทางเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถลงทุนด้วยความชาญฉลาดมากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามโซรอสได้กล่าวว่า "งานมูลนิธิทำให้ผมเข้าใกล้สำนึกเกี่ยวกับความพึงพอใจที่แท้จริงยิ่งกว่าการทำเงินจำนวนมหาศาลเสียอีก"
เมื่อโซรอสตกเป็นข่าว
เมื่อครั้งที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ ๆ จอร์จ โซรอส คิดว่า ชื่อเสียงเป็นสิ่งไม่ดีอันจะนำมาซึ่งความตกต่ำของอาชีพ เพราะชื่อเสียงหมายถึงการเป็นที่รู้จัก หมายถึงโทรศัพท์จากสื่อมวลชน และหมายถึงการหมดความสุขจากความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียงถือว่าเป็นเครื่องประหัตถ์ประหารอาชีพนักลงทุนให้ดับสูญ
แม้จะเคยเป็นข่าวมาบ้างในหน้าหนังสือต่าง ๆ แต่ทันทีที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ ในเดือนมิถุนายน 1981 จอร์จ โซรอส ก็กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนในวงกว้างไปโดยปริยาย นิตยสารดังกล่าวยกย่องให้โซรอสเป็น "ผู้จัดการการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" ในขณะที่มุมมองของ อินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ เป็นไปในทางบวก แต่สิ่งที่ตามมากลับทำให้จอร์จ โซรอส กังขาว่าการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนนั้นน่าปรารถนาจริงหรือ เพราะปรากฏว่าไม่กี่เดือนหลังจากลงปกนิตยสารดังกล่าว โซรอสก็ต้องประสบกับปีที่ขาดทุนซึ่งเป็นเพียงปีเดียวในชีวิตการลงทุนของเขา
สำหรับจอร์จแล้ว นี่เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุของการสูญเสียครั้งนั้นก็ว่าได้ จอร์จรู้ว่า การหลงเชื่อภาพพจน์ของตัวเองไปตามสื่อนั้นเป็นความเสี่ยง ดังนั้นในช่วงต้นและกลางทศวรรษ 1980 นโยบายการข่าวของโซรอสก็คือ ไม่มีการออกข่าวใด ๆ เลย ไม่มีโฆษก และไม่มีการเปิดแถลงข่าว อย่างไรก็ตามหากจะเปรียบก็เหมือนกับโซรอสกำลังเล่นชักเย่อกับตัวเอง ปลายข้างหนึ่งเป็นการลงทุนซึ่งดึงเขาเข้าไปสู่ความลึกลับ ส่วนปลายเชือกอีกข้างคือโครงการอุปถัมภ์ ก็พยายามดึงเขาออกมาเปิดเผยตัวเอง
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ตลาดกระทิงดุหรือบูลมาร์เก็ตในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ทำให้นักลงทุนพากันร่ำรวยมหาศาล แต่แน่นอนไม่มีใครเกินจอร์จ โซรอส ในปี 1986 ควันตั้มฟันด์มีผลประกอบการเพิ่มขึ้น 42.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะส่วนของโซรอสเอง 200 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วในช่วงปี 1985 ถึง 1986 โซรอสและกลุ่มนักลงทุนของเขามีรายได้ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ก็ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จาก 776.92 จุด เมื่อเดือนสิงหาคม 1982 ขึ้นไปถึง 2722.42 จุดในเดือนเดียวกันปี 1987 และจากทฤษฎีก้าวกระโดดของโซรอส ตลาดนี้จะยังคงเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อย ๆ โดยบรรยากาศการลงทุนที่ดีและความหวังของนักลงทุนเป็นส่วนผลักดันอีกแรง แต่ถึงกระนั้นในใจลึก ๆ โซรอสรู้ดีว่า ไม่ช้าไม่นาน ถ้าหากทฤษฎีก้าวกระโดดของเขาถูกต้องช่วงขาลงของภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น/ขาลงก็จะคืบคลานเข้ามาอยู่ที่เวลาเท่านั้นว่าจะเป็นเมื่อไร
หลังจากการปรับระบบการบัญชีในญี่ปุ่นแล้ว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีมูลค่ากำไรต่อหุ้น ณ เดือนตุลาคม 1987 ถึง 48.5 จุด เทียบกับ 17.3 จุดที่อังกฤษ และ 19.7 จุดในสหรัฐ แต่โซรอสกลับคิดว่า น่าจะเป็นลางร้ายสำหรับตลาดญี่ปุ่นมากกว่า เพราะเขารู้ดีว่าราคาที่ดินในญี่ปุ่นกำลังพุ่งขึ้นอย่างมาก ทำให้เงินไหลเข้าไปตรงนั้นเกินควร ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อไป นอกจากนี้บรรดากิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารและบริษัทประกันในญี่ปุ่น ต่างก็ลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก บางแห่งถึงกับใช้เงินกู้ในการเล่นหุ้นโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจัยนี้เองที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นมาก แต่หากมีอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อยความหายนะก็จะตามมาอย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม โซรอสเชื่อว่า หากตลาดญี่ปุ่นพังจริง ๆ ก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดสหรัฐมากนัก เพราะราคาหุ้นในสหรัฐยังไม่ได้สูงจนเกินจริงเหมือนในญี่ปุ่น แม้ว่าวอลล์สตรีทกำลังดำเนินรอยตามตลาดญี่ปุ่น โซรอสก็ยังไม่กังวลมากนัก
19 ตุลาคม 1987 ตลาดหุ้นนิวยอร์กตกถึง 508.32 จุด มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นการสิ้นสุดของเวลาห้าปีแห่งตลาดกระทิงดุ โซรอสนั้นคาดว่าตลาดญี่ปุ่นจะตกตามไปด้วย แต่กลับไม่เป็นดังคาด เพราะปรากฏว่าตลาดญี่ปุ่นกลับทรงตัวอยู่ได้ โซรอสขาดทุนไปถึง 200 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปี 1987 ปรากฏว่า ควันตั้มฟันด์ยังมีผลประกอบการสูงขึ้นถึง 14.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าเท่ากับ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ที่จริงแล้ววิกฤตการณ์นี้สร้างความเสียหายให้แก่โซรอสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ในปีนั้นโซรอสติดอันดับสองของบุคคลที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีต ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสาร ไฟแนนเชียล เวิล์ด รองจาก พอล ทิวเดอร์ โจนส์ที่สอง ซึ่งมีรายได้ประมาณ 80-100 ล้านดอลลาร์ ส่วนโซรอสนั้นมีรายได้ในปี 1987 เท่ากับ 75 ล้านดอลลาร์
ทายาทคนล่าสุด
กลางทศวรรษ 1980 ควันตั้มฟันด์มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ โซรอสกำลังจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ถึงตอนนี้เขาพอที่จะรามือจากกองทุนได้บ้างแล้ว โซรอสหันมาทุ่มเทเวลากับการพัฒนายุโรปตะวันออกและโซเวียตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้เวลากับควันตั้มฟันด์น้อยลง
ฤดูใปไม้ร่วง ปี 1988 โซรอสตั้งใจว่าจะหาใครสักคนมารับช่วงการบริหารกองทุน รวมทั้งอำนาจตัดสินใจในการลงทุนทั้งหมดแทน การเฟ้นหาบุคคลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และนับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
บุคคลที่โซรอสเลือกคือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ ซึ่งในที่สุดโซรอสก็รับดรัคเคนมิลเลอร์เข้าร่วมงานในเดือนกันยายน 1988 ตอนนี้โซรอสก็มีตัวตายตัวแทนแล้ว เหลือแต่เพียงดรัคเคนมิลเลอร์เท่านั้นที่จะต้องพิสูจน์ว่า เขาเหมาะสมกับตำแหน่งแค่ไหน
ดรัคเคนมิลเลอร์ตัดสินใจการซื้อขายครั้งใหญ่ให้กับควันตั้มฟันด์ กับเงินเยอรมันโดยเชื่อว่า เงินมาร์กจะต้องแข็งขึ้นหลังจากทลายกำแพงเบอร์ลิน ดรัคเคนมิลเลอร์ใช้ทฤษฎีของโซรอสจาก The Alchemy of Finance ที่ว่า เมื่อประเทศมีตัวเลขการขาดดุลสูง ผนวกกับการเพิ่มงบประมาณ และการดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุม จะทำให้เงินตราของประเทศนั้นแข็งขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศเยอรมันกำลังอยู่ในภาวะนี้พอดี และเขาซื้อเงินมาร์กไว้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ปรากฏว่าเขาได้กำไรมหาศาล นอกจากนี้ดรัคเคนมิลเลอร์ยังพบว่าดัชนีนิคเคอิดูจะขึ้นสูงเกินไป ทำให้ธนาคารชาติญี่ปุ่นต้องดำเนินนโยบายรัดกุมทางการเงิน คราวนี้เขาตัดสินใจเทขายหุ้นในตลาดญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 1989 เขาทำกำไรเข้าควันตั้มได้อีกเป็นจำนวนมาก
ดรัคเคนมิลเลอร์ทำให้โซรอสได้ครองอันดับผู้ที่ทำรายได้สูงที่สุดในอเมริกาประจำปี 1991 โดยมีรายได้ถึง 117 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น และนับตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารงาน ทำให้กองทุนมีกำไรเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าสถิติที่โซรอสเองเคยทำไว้ที่ 30 เปอร์เซ็นต์
วันพุธทมิฬ
ยุทธการครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชื่อเสียงของโซรอสขจรขจายในฐานะนักเก็งกำไรที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือ การเก็งกำไรจำนวนมหาศาลจากค่าเงินปอนด์เมื่อเดือนกันยายน 1992 โซรอสได้ท้าทายสถาบันหลักสองสถาบันของอังกฤษ หนึ่งคือ เงินปอนด์สเตอร์ลิงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในโลก สองคือ ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ
กลไลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หรือ อีอาร์เอ็ม ซึ่งก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1979 โดยจุดประสงค์เพื่อการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนำไปสู่การสร้างระบบเงินสกุลเดียวของยุโรปในที่สุด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของยุโรปเข้มแข็งและลดอำนาจของบรรดานักเก็งกำไรค่าเงินลงได้
แต่โซรอสทำนายว่าอีอาร์เอ็มไม่อาจจะคงอำนาจอยู่ต่อไปได้ ตราบใดที่อัตราแลกเปลี่ยนยังต่างกัน นักเก็งกำไรรวมทั้งโซรอสก็พร้อมเสมอที่จะเข้าไปหากำไรกับสกุลเงินที่อ่อนตัว และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอังกฤษในปี 1992 ในขณะที่อังกฤษกำลังหาหนทางที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่นั้น นักเก็งกำไรต่างก็เชื่อว่าอังกฤษจะไม่สามารถรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้สูงอยู่ได้ วิธีเดียวที่จะช่วยได้คือ จะต้องลดอัตราดอกเบี้ย แต่นั่นหมายถึงการที่เงินปอนด์จะต้องอ่อนตัวลงอีก และผลักดันให้อังกฤษต้องถอนตัวออกจากอีอาร์เอ็ม
โซรอสจึงตัดสินใจขายเงินสกุลอ่อน ๆ ของยุโรปทิ้ง โดยเทขายเงินปอนด์ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเงินเยอรมันไว้ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์พร้อมกับเงินฟรังค์อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังซื้อหุ้นในตลาดอังกฤษไว้ 500 ล้านดอลลาร์ โดยเชื่อว่าหุ้นมักจะถีบตัวขึ้นหลังจากที่มีการลดค่าเงินของประเทศนั้น ๆ
วันพุธที่ 16 กันยายน 1992 หรือที่ภายหลังเรียกกันว่า "วันพุธทมิฬ" ธนาคารแห่งชาติอังกฤษใช้เงินสำรองอัตราแลกเปลี่ยนไปถึง 15,000 ล้านปอนด์ (26,900 ล้านดอลลาร์) จากที่มีอยู่ 44,000 ล้านปอนด์ (78,800 ล้านดอลลาร์) ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินปอนด์ไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว จากเหตุการณ์วันพุธทมิฬ โซรอสทำได้ถึงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ คือ 1 พันล้านจากค่าเงินปอนด์ และอีก 1 พันล้านจากวิกฤตการณ์ค่าเงินในอิตาลี สวีเดน และตลาดหุ้นญี่ปุ่น นั่นคือจุดหักเหในอาชีพของโซรอส โดยก่อนหน้านี้บรรดาสื่อมวลชนและผู้คนนอกวงการวอลล์สตรีทไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
ในปี 1992 โซรอสได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีรายได้สูงสุดในวอลล์สตรีท โดยมีรายได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 5 เท่าของรายได้ปี 1991 ส่วนอันดับ 5 ของปีก็คือ สแตนเลย์ ดรัคเคนมิลเลอร์ หัวหน้านักค้าเงินของโซรอสด้วยวัยเพียง 39 ปี เขาทำเงินได้ถึง 110 ล้านดอลลาร์
บทสรุปของจอร์จ โซรอส
จอร์จ โซรอส ชายผู้ทำให้ธนาคารแห่งชาติอังกฤษล้ม ทุบค่าเงินปอนด์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ วลีนี้บอกอะไรแก่เราบ้าง? หลายคนมองเขาด้วยความทึ่ง เมื่อเทียบกับคนระดับเดียวกันแล้วเขาเด่นกว่าใครด้วยทรัพยากรที่เขามีคือ สติปัญญาระดับคอมพิวเตอร์ และพรสวรรค์ในการวิเคราะห์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลายคนคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากหาเงิน ไม่สร้างสรรค์ ไม่ช่วยเหลือ และอีกหลายคนที่มองเขาอย่างเคลือบแคลงระแวงสงสัยว่า วิธีการหาเงินจำนวนมหาศาลของโซรอสมีเพียงแค่อ่านรายงานบริษัท พูดคุยกันคนนั้นคนนี้ อ่านหนังสือพิมพ์ แล้วก็คาดการณ์ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเองหรือ
ต้นปี 1997 นิตยสารฟอร์ปส์รายงานว่า โซรอสมีสินทรัพย์ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ในวัย 66 ปี เขาใช้เงินถึงปีละ 350 ล้านดอลลาร์ไปในการสร้างระบบสังคมเปิดในยุโรปตะวันออกและดินแดนโซเวียตเดิม รวมทั้งส่วนอื่น ๆ ของโลก เครือข่ายมูลนิธิของเขาครอบคลุมถึง 25 ประเทศ ในยุโรปตะวันออก ดินแดนโซเวียตเดิม ในประเทศแอฟริกาใต้และไฮติ
โซรอสบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการฟื้นฟูสภาพนักโทษหลายโครงการ ได้แก่โครงการหาที่พักพิงให้แก่นักโทษหญิงที่พ้นโทษ โครงการหางานให้กับนักโทษที่เพิ่งมีความผิดครั้งแรกและไม่ร้ายแรงที่พ้นโทษมาแล้ว ยังมีโครงการที่น่าสนใจกว่านี้อีกคือ สนับสนุนโครงการยาเสพติดของสหรัฐในการที่จะทำให้การใช้ยาเสพติดถูกกฏหมายโดยมีใบสั่งยาและจดทะเบียนผู้ติดยาไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีนหรือยาเสพติดอื่นใด โซรอสเขียนในเดอะโพสต์ว่า "การทำให้การเสพยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฏหมายก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ เป็นอุปสรรคต่อการรักษาที่ถูกวิธี และทำให้คนต้องถูกจำคุกไปเป็นจำนวนมาก" โซรอสถูกโจมตีทั้งจากรัฐบาลและสื่อมวลชนในการเสนอความคิดนี้
โซรอสคาดการณ์ว่าโครงการอุปถัมภ์ต่าง ๆ ของเขาคงจะอยู่ไปได้เพียง 10 ปีหลังจากเขาเสียชีวิตลง ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีแผนที่จะค่อย ๆ วางมือจากการบริหารงานประจำของมูลนิธิเหล่านั้นลงบ้าง "ตอนนี้ผมก็ถอยออกมาจากการตัดสินใจต่าง ๆ ในธุรกิจแล้ว ผมอยากจะถอยออกมาจากการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของมูลนิธิเช่นกัน ผมต้องการสร้างองค์กรที่สามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องมีผม ซึ่งผมทำสำเร็จมาแล้วในธุรกิจกับงานมูลนิธิผมก็กำลังพยายามทำอยู่"
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Buy American. I am. By Warren E. Buffett
Buy American. I am.
By Warren E. Buffett
This is the text of an opinion piece written by Warren Buffett and published in the New York Times on Friday, October 17, 2008
The financial world is a mess, both in the United States and abroad. Its problems, moreover, have been leaking into the general economy, and the leaks are now turning into a gusher. In the near term, unemployment will rise, business activity will falter and headlines will continue to be scary.
So ... I’ve been buying American stocks. This is my personal account I’m talking about, in which I previously owned nothing but United States government bonds. (This description leaves aside my Berkshire Hathaway holdings, which are all committed to philanthropy.) If prices keep looking attractive, my non-Berkshire net worth will soon be 100 percent in United States equities.
Why?
A simple rule dictates my buying: [b]Be fearful when others are greedy, and be greedy when others are fearful.[/b] And most certainly, fear is now widespread, gripping even seasoned investors. To be sure, investors are right to be wary of highly leveraged entities or businesses in weak competitive positions. But fears regarding the long-term prosperity of the nation’s many sound companies make no sense. These businesses will indeed suffer earnings hiccups, as they always have. But most major companies will be setting new profit records 5, 10 and 20 years from now.
Let me be clear on one point: I can’t predict the short-term movements of the stock market. I haven’t the faintest idea as to whether stocks will be higher or lower a month — or a year — from now. What is likely, however, is that the market will move higher, perhaps substantially so, well before either sentiment or the economy turns up. So if you wait for the robins, spring will be over.
A little history here: During the Depression, the Dow hit its low, 41, on July 8, 1932. Economic conditions, though, kept deteriorating until Franklin D. Roosevelt took office in March 1933. By that time, the market had already advanced 30 percent. Or think back to the early days of World War II, when things were going badly for the United States in Europe and the Pacific. The market hit bottom in April 1942, well before Allied fortunes turned. Again, in the early 1980s, the time to buy stocks was when inflation raged and the economy was in the tank. In short, bad news is an investor’s best friend. It lets you buy a slice of America’s future at a marked-down price.
Over the long term, the stock market news will be good. In the 20th century, the United States endured two world wars and other traumatic and expensive military conflicts; the Depression; a dozen or so recessions and financial panics; oil shocks; a flu epidemic; and the resignation of a disgraced president. Yet the Dow rose from 66 to 11,497.
You might think it would have been impossible for an investor to lose money during a century marked by such an extraordinary gain. But some investors did. The hapless ones bought stocks only when they felt comfort in doing so and then proceeded to sell when the headlines made them queasy.
Today people who hold cash equivalents feel comfortable. They shouldn’t. They have opted for a terrible long-term asset, one that pays virtually nothing and is certain to depreciate in value. Indeed, the policies that government will follow in its efforts to alleviate the current crisis will probably prove inflationary and therefore accelerate declines in the real value of cash accounts.
Equities will almost certainly outperform cash over the next decade, probably by a substantial degree. Those investors who cling now to cash are betting they can efficiently time their move away from it later. In waiting for the comfort of good news, they are ignoring Wayne Gretzky’s advice: “I skate to where the puck is going to be, not to where it has been.”
I don’t like to opine on the stock market, and again I emphasize that I have no idea what the market will do in the short term. Nevertheless, I’ll follow the lead of a restaurant that opened in an empty bank building and then advertised: “Put your mouth where your money was.” Today my money and my mouth both say equities.
By Warren E. Buffett
This is the text of an opinion piece written by Warren Buffett and published in the New York Times on Friday, October 17, 2008
The financial world is a mess, both in the United States and abroad. Its problems, moreover, have been leaking into the general economy, and the leaks are now turning into a gusher. In the near term, unemployment will rise, business activity will falter and headlines will continue to be scary.
So ... I’ve been buying American stocks. This is my personal account I’m talking about, in which I previously owned nothing but United States government bonds. (This description leaves aside my Berkshire Hathaway holdings, which are all committed to philanthropy.) If prices keep looking attractive, my non-Berkshire net worth will soon be 100 percent in United States equities.
Why?
A simple rule dictates my buying: [b]Be fearful when others are greedy, and be greedy when others are fearful.[/b] And most certainly, fear is now widespread, gripping even seasoned investors. To be sure, investors are right to be wary of highly leveraged entities or businesses in weak competitive positions. But fears regarding the long-term prosperity of the nation’s many sound companies make no sense. These businesses will indeed suffer earnings hiccups, as they always have. But most major companies will be setting new profit records 5, 10 and 20 years from now.
Let me be clear on one point: I can’t predict the short-term movements of the stock market. I haven’t the faintest idea as to whether stocks will be higher or lower a month — or a year — from now. What is likely, however, is that the market will move higher, perhaps substantially so, well before either sentiment or the economy turns up. So if you wait for the robins, spring will be over.
A little history here: During the Depression, the Dow hit its low, 41, on July 8, 1932. Economic conditions, though, kept deteriorating until Franklin D. Roosevelt took office in March 1933. By that time, the market had already advanced 30 percent. Or think back to the early days of World War II, when things were going badly for the United States in Europe and the Pacific. The market hit bottom in April 1942, well before Allied fortunes turned. Again, in the early 1980s, the time to buy stocks was when inflation raged and the economy was in the tank. In short, bad news is an investor’s best friend. It lets you buy a slice of America’s future at a marked-down price.
Over the long term, the stock market news will be good. In the 20th century, the United States endured two world wars and other traumatic and expensive military conflicts; the Depression; a dozen or so recessions and financial panics; oil shocks; a flu epidemic; and the resignation of a disgraced president. Yet the Dow rose from 66 to 11,497.
You might think it would have been impossible for an investor to lose money during a century marked by such an extraordinary gain. But some investors did. The hapless ones bought stocks only when they felt comfort in doing so and then proceeded to sell when the headlines made them queasy.
Today people who hold cash equivalents feel comfortable. They shouldn’t. They have opted for a terrible long-term asset, one that pays virtually nothing and is certain to depreciate in value. Indeed, the policies that government will follow in its efforts to alleviate the current crisis will probably prove inflationary and therefore accelerate declines in the real value of cash accounts.
Equities will almost certainly outperform cash over the next decade, probably by a substantial degree. Those investors who cling now to cash are betting they can efficiently time their move away from it later. In waiting for the comfort of good news, they are ignoring Wayne Gretzky’s advice: “I skate to where the puck is going to be, not to where it has been.”
I don’t like to opine on the stock market, and again I emphasize that I have no idea what the market will do in the short term. Nevertheless, I’ll follow the lead of a restaurant that opened in an empty bank building and then advertised: “Put your mouth where your money was.” Today my money and my mouth both say equities.
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
WB - INFLATION
BUFFETT PARTNERSHIP, LTD.
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
BUFFETT PARTNERSHIP 1969
BUFFETT PARTNERSHIP, LTD.
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
Buffett Partnership 1969 "Inflation"
BUFFETT PARTNERSHIP, LTD.
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
To My Partners:
May 29th, 1969
About eighteen months ago I wrote to you regarding changed environmental and personal factors causing me to modify our future performance objectives.
The investing environment I discussed at that time (and on which I have commented in various other letters) has generally become more negative and frustrating as time has passed. Maybe I am merely suffering from a lack of mental flexibility. (One observer commenting on security analysts over forty stated: "They know too many things that are no longer true. ")
However, it seems to me that: (1) opportunities for investment that lire open to the analyst who stresses quantitative factors have virtually disappeared, after' rather steadily drying up over the past twenty years; (2) our $100 million of assets further eliminates a large portion of this seemingly barren investment world, since commitments of less than about $3 million cannot have a real impact on our overall performance, and this virtually rules out companies with less than about $100 million of common stock at market value; and (3) a swelling interest in investment performance has created an increasingly short-term oriented and (in my opinion) more speculative market.
The October 9th, 1967 letter s ta t e d that personal considerations were the most important Ia ct or among those causing me to modify our objectives. I expressed a desire to be relieved of the (self-imposed)necessity of focusing 100% on BPL. 1 have flunked this test completely during the last eighteen months.' The letter said: "l hope limited objectives will make for more limited effort. II It hasn't worked out that way. As long as I am " on stage ", publishing a regular record and assuming responsibility for management of what amounts to virtually100%of the net worth of many partners, 1 will never be able to put sustained effort into any non-BP L activity. If I am going to participate publicly,I can't help being competitive. I know I d on"t want to be totallyoccupied with out-pacing an investment rabbit all my life. The only way to slow down is to stop .
Therefore, be fore yearend, I intend to give all limited partners the required formal notice of my intention to retire. There are, of course, a number of tax and legal problems in connection with liquidating the Partnership, but overall, I am concerned with working out a p la n that attains the following
objectives:
1. The most important item is that l have an alternative
regarding money management to suggest to the many partners who do not want to handle this themselves. Some partners, of course, havealternatives of their own in which they have confidence and find quite acceptable. To the others, however, I will not hand over their money with a "good luck". I intend to suggest an alternative money manager to whom I will entrust funds of my relatives and others for whom I have life time financial responsibility. This manager has integrity and ability,and will probably perform as well or better than I would in the future (although nowhere close to what he or I have achieved in the past). He will be available to any partner, so that no minimum size for accounts will cause any of you a problem. I intend, in the future, to keep in general touch with what he is doing, but only on an infrequent basis, with any advice on my part largely limited to a negative type.
2. I want all partners to have the option of receiving cash and
possibly r e a d t ly marketable securities (there w111 probably be only one where this will apply) where I like both the prospects and price but which partners w i Il be able to freely convert to cash if they wish.
3. However, I also want all partners to have the option of
maintaining their proportional interests in our two controlled companies (Diversified Retailing Company. Inc. and Berkshire Hathaway, Inc.) and one other small "restricted" holding. Because these securities will be valued unilaterally by me at fair value, I feel it is essential that, if you wish, you can maintain your proportionate interest at such valuation.
However, these securities are not freely marketable (various
I SEC restrictions apply to "control" stock and non-registered stock) and, will probably be both non-transferable and non-income-producing for a considerable period of time. Therefore, I want you to be able to,go either way in our liquidation - either stick with the restricted securities or take cash equivalent. I strongly like all of the people running our controlled businesses (joined now by the Illinois National Bank and Trust Company of Rockford , Illinois , a $100 million plus, extremely well-run bank, purchased by Berkshire Hathaway earlier this year), and want the relationship to be life-long. I certainly have no desire to sell a good controlled business run by people I like and admire, merely to obtain a fancy price. However specific conditions may cause the sale of one operating unit at some point.
I belive we will have a liquidation program which will accomplish the
above objectives. Our activities in this regard should cause no change
in your tax planning for 1969.
One final objective I would like very much to achieve (but which just
isn't going to happen) is to go out with a bang. I hate to end with a
poor year, but we are going to have one in 1969. My best guess is that at yearend. allowing for a substantial increase in value of controlled companies (against which all partners except me will have the option of taking cash), we will show a break .even result for 1969 before any monthly payments to partners. This will be true even i! the market should advance substantially between now and yearend, since we will not be in any important position which will expose us to much upside potential.
Our experience in workouts this year has been atrocious - during this
period I have felt like the bird that inadvertently new into the middle ora badminton game. We are not alone in such experience, but it came at a time when we were toward the upper limit of what has been our historical range of percentage commitment in this category.
Documenting one's boners is unpleasant business. I find "selective
reporting" even more distasteful. Our poor experience this year is
100% my fault. It did not reflect bad luck, but rather an improper
assessment of a very fast-developing governmental trend. Paradoxic
a 11y, I have long believed the government should have been doing (in terms or the problem attacked - not necessarily the means utilized)
what it finally did - in other words, on an overall ba s is , I believe the
general goal of the activity which has cost us substantial money is
socially desirable and have 80 preached for some time. Nevertheless,
I didn't think it would happen. I never believe in mixing what I think,
should happen (socially) with what I think will happen in making decisions- in this case, we would be some millions better off if I had.
Quite frankly. in spite of any factors set forth on the earlier pages.
I would continue to operate the Partnership in 1970. or even 1971, if
I had some really first class ideas. Not because I want to, but simply
because I would so much rather end with Ii good year than a poor one.However, I just don't see anything available that gives any reasonable hope of delivering such a good yea rand I have no desire to grope around. hoping to "get lucky" with other people's money. 1 am not attuned to this market environment, and I don't want to spoil a decent record by trying to play a game I don't understand just 60 I can go out a hero.
Therefore, we will be liquidating holdings throughout the year, working toward a residual of the controlled companies, the one "investment letter" security, the one marketable security with favorable long-term prospects, and the miscellaneous "stubs", etc. of small total value which will take several years to clean up in the Workout category.
I have written this letter a little early in lieu of the mid-year letter.
Once 1 made a decision, I wanted you to know. I also wanted to be
available in Omaha for a period after you received this letter to clear
up anything that may be confusing in it. In July, I expect to be in
California.
Some of you are going to ask, "What do you plan to do?" I don't have an answer to that question. I do know that when I am 60, I should be attempting to achieve different personal goals than those which had priority at age 20. Therefore, unless 1 now divorce myself from the activity that has consumed virtually all of my time and energies during the first eighteen years of my adult life, I am unlikely to develop activities that will be appropriate to new circumstances in subsequent years.
We will have a letter out in the Fall, probably October, elaborating on
the liquidation procedure, the investment advisor suggestion, etc.
Cordially ,
Warren E. Buffett
WEB/glk
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)