วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551

Mega Trend

Mega Trend
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 เมษายน 2550

การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ เรารู้ว่าอนาคตบริษัทจะไปทางไหน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ บริษัทจะเติบโตขึ้นมากหรือบริษัทจะอยู่อย่างเดิมหรือบริษัทจะเล็กลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แน่นอน เราอยากลงทุนในบริษัทที่โตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน เพราะนั่นคือหุ้นที่จะทำเงินให้เรามหาศาล

การที่บริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานได้นั้น อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่บริษัททำอยู่จะต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยาวนานด้วย และนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Mega Trend หรือ แนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อยใน 10-20 ปีขึ้นไป

การมองหา Mega Trend นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะดูจากเรื่องของโครงสร้างประชากรซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและการใช้จ่ายของคนในสังคมในอนาคต การดูโครงสร้างประชากรเป็นการวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูงมากเพราะอายุของคนนั้นเดินตามเวลาที่แน่นอน นั่นคือ เวลาผ่านไป 10 ปี คนเราก็แก่ขึ้น 10 ปี และเรารู้ว่าคนที่มีอายุมากขึ้นนั้น เขามักจะต้องใช้จ่ายในด้านใดมากขึ้น

นอกจากเรื่องของประชากรแล้ว เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีผลทำให้แนวโน้มต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้นมักจะเกิดขึ้นเป็นยุค ๆ และกินเวลายาวพอสมควร พูดให้ชัดขึ้นก็คือ โลกเราผ่านมาหลายยุคตั้งแต่ยุคของการเฟื่องฟูของเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม ยุคบริการ และสุดท้ายก็คือยุคของข้อมูลข่าวสารและความรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านของสังคมอย่างใหญ่หลวง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ Globalization หรือการที่โลกกลายเป็นสังคมที่คนทำอะไรหรือคิดอะไรเหมือนกันไปหมด

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่า Mega Trend ที่จะเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่แตกต่างจากประเทศหลักอื่น ๆ ในโลกซึ่งผมจะพูดแบบย่อ ๆ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ดังต่อไปนี้

แนวโน้มแรกที่ค่อนข้างชัดเจนมากก็คือ คนไทยจะมีอายุมากขึ้นในขณะที่คนเกิดใหม่จะน้อยลงซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยของคนจะสูงขึ้น นี่จะก่อให้เกิดความต้องการในด้านของสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลและฟิตเนสน่าจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ

การที่คนไทยมีอายุมากขึ้นก็จะต้องมีรายได้มากขึ้น มีการใช้จ่ายและเก็บเงินมากขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ ดังนั้น ธุรกิจการเงินเช่นการให้บริการการลงทุนก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับธุรกิจการให้กู้เงินและบริการทางการเงินส่วนบุคคลทั้งหลาย การที่คนไทยมีลูกน้อยลงและครอบครัวเล็กลงทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่ให้บริการแบบด่วนและสะดวกประเภท “สำเร็จรูป” เช่นอาหารสำเร็จรูปและภัตตาคารประเภทจานด่วนขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการที่มีสมาชิกน้อยทำให้การทำอาหารกินเองมีความคุ้มค่าน้อยลง นอกจากนั้น บ้านที่อยู่อาศัยก็น่าจะมีแนวโน้มที่มีขนาดเล็กลงด้วย

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือราคาที่ถูกลงมากทำให้แนวโน้มในการใช้ไอทีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย และเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการใช้ชีวิตในสมัยใหม่นั้นจะขาดคอมพิวเตอร์ได้ยากขึ้นทุกที ทำให้การเติบโตของธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รวมถึงอินเตอร์เน็ตจะเติบโตไปอีกนานมาก

การที่เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลกมีการขยายตัวต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการลดลงของค่าใช้จ่ายในการเดินทางทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างใหญ่หลวงและเป็น Mega Trend ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง เมืองไทยในฐานะที่เป็นประเทศเก่าแก่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจจะได้รับอานิสงส์มาก ดังนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยว เฉพาะอย่างยิ่ง โรงแรม จะได้รับผลดีและจะเติบโตต่อไปได้อีกนาน

เช่นเดียวกัน คนไทยเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเศรษฐกิจก็จะยังคงเติบโตต่อไป ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับความบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง ภาพยนตร์ เพลง หนังสือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูงจะได้รับสัดส่วนในการใช้จ่ายมากขึ้นแม้ว่าการเติบโตจะไม่เร็วนักเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

สุดท้ายที่เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดมากก็คือ พฤติกรรมของการจับจ่ายสินค้า แนวโน้มก็คือ ผู้บริโภคต้องการช้อบหรือเลือกซื้อสินค้าจากร้านที่รวมสินค้าจำนวนมากไว้ในที่เดียวกันหรือเรียกว่า One Stop Service นี่คือพฤติกรรมที่คนต้องการความสะดวกและลดเวลาในการเดินทาง ซึ่งธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ก็คือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งหลาย

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงบางส่วนของ Mega Trend ที่ผมพอจะนึกและเขียนได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องไม่เข้าใจผิดว่าหุ้นทุกตัวที่อยู่ในธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend จะต้องดี บริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่เป็น Mega Trend ที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมจะต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถสูง หรือมีกำแพงที่จะป้องกันคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของตนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น

ดังนั้น ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะหา Super Stock หรือหุ้นสุดยอดที่จะทำกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน ผมจึงอยากแนะนำว่า เราควรมองหาอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเป็น Mega Trend เมื่อพบแล้วเรายังต้องหาผู้ชนะโดยเฉพาะที่มีความสามารถเหนือคู่แข่งมาก เมื่อได้แล้ว เรายังต้องดูด้วยว่าราคาหุ้นยังไม่สูงเกินไป ถ้าทุกองค์ประกอบครบ เราก็ซื้อแล้วเก็บไว้นานมากโดยที่เราแทบไม่ต้องทำอะไร ผลตอบแทนที่ได้นั้นจะสูงจนแทบไม่น่าเชื่อ Super Stock ที่โดดเด่นนั้น น่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 15-20% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลานานนับ 10 ปี

Great Company

Great Company
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 พฤษภาคม 2550

ถ้าสังเกตดู ในระยะนี้ หุ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงมากในแง่ของสินค้าหรือบริการจะมีราคาสูงมาก ค่า PE ของหุ้นของบริษัทเหล่านั้นมักจะสูงลิ่ว บางตัวมีค่า PE ถึง 30 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดเท่ากับประมาณ 10 เท่า เท่านั้น ในความเห็นของผม นี่คือ ช่วงเวลาทองของบริษัทที่ยิ่งใหญ่หรือเรียกว่า Great Company คนที่ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นสามารถทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะถ้าได้ซื้อหุ้นในช่วงราคาที่ยังไม่สูงค่า PE เพียงสิบกว่าเท่า

Great Company หรือบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด การจะบอกว่าบริษัทไหนยิ่งใหญ่นั้น แต่ละคนก็อาจจะมีความเห็นไม่เหมือนกัน จากมุมมองของนักลงทุน ผมเองมีนิยามสำหรับคุณสมบัติที่มองเห็นจากภายนอกง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก บริษัทที่ยิ่งใหญ่ควรจะต้องเป็นบริษัทที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับที่รองลงมามากโดยเฉพาะในด้านของขนาดหรือยอดขายของกิจการ ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า Dominant Firm ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดขายถึง 50% ของตลาด ในขณะที่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 20% อันดับ 3 เหลือเพียง 10% และอันดับ 4 อาจจะไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน หรือในบางอุตสาหกรรมที่มีผู้ขายหรือให้บริการมาก บริษัทอาจมียอดขาย 5,000 ล้านบาท ในขณะที่อันดับสองเหลือเพียง 1-2,000 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าบริษัทอันดับหนึ่งเป็น Dominant Firm ชัดเจน ในบางกรณี Dominant Firm อาจจะมี 2 บริษัทก็ได้เพราะอันดับ 1 และ 2 อาจจะมียอดขายสูงมากในขณะนี้อันดับ 3 นั้น เล็กลงไปมากจนแทบไม่มีความสำคัญ

ข้อสอง Great Company ควรจะมีชื่อยี่ห้อที่เป็นอันดับหนึ่งในใจของลูกค้าใน Sector หรือในกลุ่มของตนเอง เช่น กลุ่มที่มีรายได้สูงหรือต่ำ หรือในกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเป็นในทุกกลุ่ม ยี่ห้อนี้จะต้องโดดเด่นมากคือ คนเลือกที่จะซื้อหรือใช้ แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าหรือความสะดวกที่จะซื้อหรือใช้อาจจะด้อยกว่าคู่แข่งบ้าง สิ่งที่ต้องระวังคือ การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งแต่ผู้บริโภคไม่ได้ติดยี่ห้อ ลักษณะแบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับสิ้นค้าบางอย่างที่เป็นโภคภัณฑ์ เช่น น้ำดื่ม แบตเตอรี่รถยนต์ น้ำมัน สินค้าเหล่านี้ยี่ห้อจะมีความหมายไม่มากนัก และมักไม่ใช่บริษัทที่จะเป็น Great Company ได้

ข้อสาม บริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นควรจะต้องมี Durable Competitive Advantage หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นคือ บริษัทจะต้องมีความได้เปรียบคู่แข่งในทางใดทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหรือยี่ห้อที่โดดเด่น มีสัมปทานหรือสิทธิพิเศษ ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ ความได้เปรียบนี้จะต้องยั่งยืน คือ จะเป็นความได้เปรียบที่จะอยู่ต่อไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี และโอกาสที่จะมีคนอื่นมาทำลายความได้เปรียบนี้หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองจนทำให้ความได้เปรียบนั้นหมดไปจะต้องมีน้อยมาก

ข้อสี่ กิจการควรจะมีกำไรสูงซึ่งวัดจาก Net Profit Margin หรือผลกำไรต่อยอดขาย เช่น กำไรต่อยอดขายสูงถึง 10% ในขณะที่คู่แข่งโดยทั่วไปนั้นได้แค่ 5% หรือบริษัทมีกำไรต่อผู้ถือหุ้นหรือ ROE สูงถึง 20% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอโดยที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินกับสถาบันการเงินมากกว่าปกติ

ข้อห้า ถ้าจะเข้าข่ายเป็น Great Company ได้ ผมคิดว่าบริษัทควรที่จะต้องเติบโต นั่นก็คือ เป็นบริษัทที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีในอัตราอย่างน้อยสองเท่าของรายได้ประชาชาติ นั่นก็คือ ถ้า GDP สูงขึ้นปีละ 5% บริษัทควรมีรายได้ และกำไรโตขึ้นอย่างน้อย 10% ในประเด็นนี้ หลาย ๆ คน อาจดูว่าเป็นเงื่อนไขที่ง่ายเกินไปเพราะเคยชินกับการโตเป็น 20-30% บางบริษัทโตเป็น 100% ในปีเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นแบบเดียวกับเรื่องของกำไรหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่คนเล่นหุ้นมักคิดว่าการทำกำไรหรือทำให้พอร์ตโตปีละ 20-30% ต่อปีเป็นเรื่องง่าย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ การโตเป็น 10 ปีติดต่อกันหรือกำไรโตเป็น 10 ปีติดต่อกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ถ้าบริษัทโตโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าค่อนข้างดีแล้ว

นอกจากคุณลักษณะ 5 ข้อข้างต้นแล้ว อาจจะมีคุณลักษณะอื่น ๆ เช่นในเรื่องของผู้บริหาร หรือคุณสมบัติอย่างอื่นที่สำคัญมากหรือเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้บริษัทเข้าข่ายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ในประเด็นว่า บริษัทไหนน่าจะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นเรื่องที่จะต้องดูและศึกษาอย่างละเอียด
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องพยายามมองหาหุ้นของกิจการที่ "กำลัง" จะกลายเป็น Great Company มากกว่าบริษัทที่ดูเหมือนว่าเป็น Great Company ไปแล้วในสายตาของนักลงทุน เพราะหุ้นของบริษัทหลังจากนั้นราคาขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะลงทุน

ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่กำลังจะเป็น Great Company หรือบริษัทที่เป็น Great Company แล้ว แต่นักลงทุนยังไม่ตระหนักทำให้ราคาหุ้นยังซื้อขายกันที่ PE เพียงสิบกว่าเท่านั้น ถ้าเราค้นพบและลงทุนซื้อเก็บไว้ ในอนาคตเมื่อนักลงทุนโดยทั่วไปยอมรับกัน และเข้ามาทุ่มซื้อหุ้น เราก็จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เพราะ Great Company นั้น จะให้ Great Value แก่เจ้าของเสมอ

การลงทุนเพื่อชีวิต

การลงทุนเพื่อชีวิต
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 16 ตุลาคม 2550

คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว บางคนทำเพื่อหวัง “ค่ากับข้าวหรือค่าขนม” บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้ แต่สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้น ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า พูดง่าย ๆ มันเป็น “การลงทุนเพื่อชีวิต”

การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

ข้อแรกก็คือ เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง แต่การลงทุนในหุ้นนั้น มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ มันสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งโดยการลงทุนในธุรกิจที่ดีและจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเองซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากินและมีความพยายามและความมุ่งมั่นสูง สรุปอย่างสั้น ๆ ก็คือ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น

ข้อสอง ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่ “ตลาดกำลังขึ้น” หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต ดังนั้น ในการลงทุนเพื่อชีวิต คนที่ทำจะต้องให้เวลาและศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด ความจริงจังในการลงทุนนั้น ผมหมายถึงว่า เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้ เช่น การบัญชีและการเงินพื้นฐาน

ข้อสาม การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่ ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า 40-50% ขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป

ข้อสี่ การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งต่อความสำเร็จของการลงทุน เหตุผลก็คือ เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มันช่วย “ทบต้น” เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ

ข้อห้า การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้ เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้นจะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้ และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น ว่าที่จริง สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงานมาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป

ข้อหก การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ “ขาดทุนอย่างถาวร” นั่นคือ หุ้นจะต้องมี Margin of Safety เพียงพอ ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก นอกจากนั้น เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง นั่นก็คือ เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก 4-5 ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัวที่ทำเงินชดเชยได้

สุดท้าย การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเราสามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา แน่นอน เราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้ และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดี ๆ ที่ได้สร้างความมั่งคงและความมั่งคั่งให้เรามายาวนานเพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า “หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด” ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น ความเสี่ยงของหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง 20 ล้านบาทตามที่คาด แต่เราก็อาจจะได้ถึง 5 ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า
และทั้งหมดนั้นก็คือ บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ “เพื่อชีวิต” ที่ผมคิดว่าคนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ถาด 3 ใบ

ถาด 3 ใบ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 4 ธันวาคม 2550

วอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นคนที่ชอบอุปมา อุปไม และมักจะมีอารมณ์ขันเวลาที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน อย่างไรก็ตาม คำพูดต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะซ่อนแนวความคิดและปรัชญาที่ลึกซื้งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คำพูดเปรียบเปรยเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากจะเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่น เพราะมันเป็นหัวใจของการวิเคราะห์หุ้นที่นักลงทุนมักทำผิดพลาดอยู่เสมอ

บัฟเฟตต์ บอกว่า เขาได้รับรายงานการวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก เขาจะอ่านมัน และเมื่ออ่านจบ เขาจะวางลงบนถาดใบใดใบหนึ่งใน 3 ใบ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานเขา หุ้นตัวที่เขาดูว่ามีคุณภาพดีราคาถูกเหมาะสมที่จะพิจารณาลงทุน เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “In” หุ้นตัวที่เขาดูแล้วไม่คุ้มค่าเลยและไม่น่าสนใจลงทุน เขาจะวางในถาด “Out” ส่วนหุ้นที่เขาอ่านแล้วรู้สึกงงหรือหาข้อสรุปไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เขาจะวางบนถาดที่เขียนว่า “Too Hard” หรือ “ยากเกินไป”

ในประสบการณ์ของเขา บัฟเฟตต์บอกว่าหุ้นที่ดีหรือที่อยู่ในถาด “In” มีน้อยมาก หุ้นที่ไม่คุ้มค่าที่อยู่ในถาด “Out” นั้นมีมากพอสมควร แต่หุ้นที่อยู่ในถาด “Too Hard” นั้น มีเต็มไปหมดจนล้นถาด และนี่คือความเห็นของเซียนหุ้นมือหนึ่งของโลกที่อยู่กับการลงทุนมาตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นการบอกให้นักลงทุนรู้ว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่เราพบเจอนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นธุรกิจหรือเป็นหุ้นที่ “ยากเกินไป” สำหรับเรา ความรู้ของเรานั้นมีจำกัดอยู่ใน “วง” วงหนึ่ง ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า “Circle Of Competence” เมื่อไรที่เราออกนอกวงนี้ เราก็มักจะวิเคราะห์ผิดพลาด วิธีที่ดีก็คือ พยายามหาหุ้นที่เราสามารถเข้าใจได้ง่ายพอที่จะให้ความเห็นได้ถูกต้องว่ามันเป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี ส่วนหุ้นที่เราไม่เข้าใจก็อย่าเข้าไปยุ่ง อย่าพยายามนึกว่าเรารู้

ผมเองยอมรับว่าเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญค่อนข้างจำกัด และไม่ค่อยจะมีความสามารถในการมองหรือคิดเกี่ยวกับเรื่องที่สลับซับซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ สินค้า หรือธุรกิจไฮเทค ในเรื่องที่เป็นนามธรรม ผมเองก็ค่อนข้างอ่อนในการที่จะคาดการณ์สภาวะในอนาคต ไล่ตั้งแต่เรื่องของวงจรความรุ่งเรืองและตกต่ำของธุรกิจวัฎจักร์ทั้งหลายไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาผมดูหรือวิเคราะห์หุ้นจำนวนมาก ข้อสรุปหรือคำตอบของผมจึงมักออกมาว่ามัน “Too Hard” จนตอนหลัง ๆ ผมแทบจะไม่อยากวิเคราะห์เลยถ้าดูแล้วธุรกิจของบริษัทเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถเข้าใจหรือคาดการณ์ได้

ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของกองทุนรวมที่ต้องหาหุ้นลงทุนอย่างน้อยหลายสิบตัว ส่วนผมเองนั้นต้องการหุ้นเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น ดังนั้นผมจึงยังสามารถที่จะหาหุ้นลงทุนที่ดีได้แม้ว่าในหลาย ๆ ครั้งจะ “เสียโอกาส” ที่ไม่ได้เก็บหุ้นที่ถูกมากและได้ผลตอบแทนมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วเพียงเพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าผมรู้ดีพอ แต่ผมก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า “เสียดายดีกว่าเสียใจ”

สำหรับ Value Investor ที่ยังไม่เชี่ยวชาญมากนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมี “ถาด 3 ใบ” อยู่บนโต๊ะหรืออย่างน้อยในสมองสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่เขาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาลงทุน สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ เขาจะต้องประเมินอย่างเป็นกลางและจริงใจต่อตนเองมากที่สุดว่าเขามีความรอบรู้แค่ไหน กิจการที่เขากำลังวิเคราะห์อยู่นั้น อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความรอบรู้” ของเขาหรือไม่ อย่าคิดว่าเรารู้ ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ เราไม่รู้ เพราะนั่นจะทำให้เราสรุปผิด นอกจากนั้น เราจะต้องตระหนักด้วยว่า มีสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากในโลกนี้ที่เป็นเรื่องที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้หรือมีคนที่สามารถคาดได้น้อยมาก ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยว่าเรารู้หรือเราไม่รู้ ผมแนะนำว่า เราเอาหุ้นตัวนั้นไปใส่ไว้ในถาด “Too Hard” จะปลอดภัยกว่า

Value Investor หลายคน แทนที่จะวิเคราะห์และสรุปการประเมินเอง กลับใช้วิธีลอกการบ้านคนอื่นโดยเฉพาะที่คิดว่าเป็นคนเก่งเป็นเซียนและเคยมีผลงานประทับใจให้เห็นมาแล้ว แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนสำคัญก็คือ “ต้นฉบับ” นั้นมักจะซื้อหุ้นลงทุนไปก่อนแล้วในราคาที่ต่ำกว่าก่อนที่จะปล่อยต้นฉบับมาให้คนลอก ดังนั้น โอกาสที่คนลอกจะซื้อหุ้นดีในราคาที่สูงเกินไปก็มีอยู่ไม่น้อย ในอีกด้านหนึ่ง คนเก่งหรือเซียนเองก็มีโอกาสผิดพลาดได้ และเซียนนั้น เมื่อผิดพลาดแล้วก็จะรู้วิธีแก้และแก้ไขได้เร็วกว่า ในขณะที่คนตามนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว การลอกการบ้านคนอื่นโดยไม่ได้คิดเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ

การมีถาด 3 ใบ ในใจนั้น ในทางปฎิบัติ เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เหตุผลก็คือ นักลงทุนมักอ่อนไหวไปตามราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาบนกระดาน เวลาวิเคราะห์หุ้นเรามักจะมองราคาหุ้นไปด้วย และเมื่อราคาหุ้นกับสิ่งที่เราวิเคราะห์สอดคล้องกัน “อย่างชัดเจน” เราก็อาจจะด่วนสรุปว่าเรารู้ เราวิเคราะห์ถูก ทั้งที่มันไม่ใช่และมันเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ดังนั้น เวลาวิเคราะห์และลงความเห็นว่าหุ้นตัวนั้นควรจะอยู่บนถาดไหน ผมแนะนำว่า เราควรปิดจอดูหุ้นไว้ก่อน อย่าให้ราคาหุ้นที่ขึ้นลงทุกนาทีมาตัดสิน “การลงทุน 5 ปี” ของเรา

บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลี

บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลี
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 8 มกราคม 2551

Value Investor จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ “หุ้นก้นบุหรี่” แนวคิดก็คือ ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนในสไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด เหตุผลก็คือ เราคิดว่าเราสามารถ “เล่นรอบ” กับหุ้นก้นบุหรี่ได้ ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน สรุปแล้ว เรารู้สึกว่า ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา

ประเด็นว่าเราควรซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์ ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ 3 ข้อ สำหรับการลงทุน และบทเรียนนี้ ว่าที่จริง เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบบัฟเฟตต์ บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ

1) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

2) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

3) ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

ความหมายก็คือ สำหรับชาร์ลีแล้ว เขาคิดว่า คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา แน่นอน ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ ในราคาที่ถูกมาก เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง

ในประเด็นเดียวกันนี้ บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ คุณควรซื้อหุ้น ในราคาที่สมเหตุผล เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5, 10 และ 20 ปีจากวันนี้”

คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของชาร์ลีที่ว่า เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย กำไรต้องเติบโต อย่างแน่นอน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนราคาหุ้นนั้น จะต้องมีราคาที่เหมาะสม

จากการติดตามธุรกิจที่บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น เราพบว่า กิจการที่ “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4 ข้อ ที่ชัดเจนก็คือ ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่นระดับโลก ต้องมีผู้บริหารที่ดี ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน เราก็มักจะพบว่า กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน” คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งไม่ใช่นัก “นักคิด-นักลงทุน” อย่าง เบน เกรแฮม หรือ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาร์ลี มังเกอร์ คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง และอาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของเกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้

สำหรับ Value Investor ในเมืองไทยนั้น วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่ คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ไหน ที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ Value Investor แม้ในระดับโลก

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551

วัดผลการลงทุน

การวัดผลการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น มันคงคล้าย ๆ กับการดูหรือติดตามการแข่งกีฬาที่เราชอบ เราลุ้นหรือเชียร์คนหรือทีมที่เราชอบว่าเขากำลังชนะหรือไม่เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละช่วงของการแข่งขัน ในเรื่องของการลงทุนนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อน วอเร็น บัฟเฟตต์ เพิ่งจะ “ชนะ” ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่งด้วยความมั่งคั่ง 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ “แพ้” หรือเสียตำแหน่งให้ บิล เกต มาสิบกว่าปี แต่ถ้าถาม วอเร็น บัฟเฟตต์ ว่าเขาคิดอย่างไร เขาคงบอกว่าเขา “ไม่สนใจ” ที่จริงเขาบอกว่าเขา ไม่ได้วัดความก้าวหน้าของการลงทุนของเขาจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือมูลค่าตลาดของการลงทุนของเขาในแต่ละปี การวัดผลการลงทุนของเขานั้น เขาจะดูสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ ดูว่ากำไรของบริษัทที่เขาลงทุนนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่โดยเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย เรื่องที่สองก็คือ เขาจะดูว่า “คูเมือง” ของบริษัทกว้างขึ้นหรือไม่ในช่วงปีที่ผ่านมา

“คูเมือง” ที่ว่าก็คือ ความแข็งแกร่งหรือความได้เปรียบหรือความเหนือกว่าของบริษัทที่ทำให้คู่แข่งทำงานลำบากหรือแข่งขันยากขึ้น สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือนกับการที่เขาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เขาเน้นที่การทำกำไรของกิจการและการสร้างความเข้มแข็งของกิจการเพื่อที่จะทำให้สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นในอนาคตมากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นวันต่อวัน เดือนต่อเดือน และปีต่อปี เขาเชื่อว่าวิธีการวัดผลแบบนี้ ในระยะยาวแล้วก็จะทำให้การลงทุนของเขาเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนและในอัตราที่ดี มากกว่าที่จะไปเน้นที่การดูหรือตามราคาหุ้น เขาคงเชื่อและมั่นใจว่า ในระยะยาวแล้ว ถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นและกำไรที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคตเพราะความสามารถทิ้งห่างคู่แข่งเพิ่มขึ้นนั้น ในที่สุดก็จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปเอง

การวัดผลการลงทุน “แบบบัฟเฟตต์” โดยเฉพาะในเรื่องของการดู “คูเมือง” นั้น เป็นเรื่องเชิงคุณภาพที่วัดได้ยากมาก เช่นเดียวกัน การวัดผลกำไรของบริษัทเองนั้น บางครั้งก็เปรียบเทียบได้ยากเพราะอาจจะหาบริษัทที่มีลักษณะเหมือนกับบริษัทยาก ดังนั้น การวัดผลแบบนี้จึงมักจะไม่มีใครใช้กันโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการลงทุนเช่นกองทุนรวมต่าง ๆ พูดง่าย ๆ คุณจะอ้างอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ตัวเลขว่าพอร์ตคุณกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้วก็มักเป็นตัวตัดสินว่าคุณทำผลงานได้ดีแค่ไหน ส่วนบริษัทจะกำไรเท่าไรหรือบริษัทจะเข้มแข็งขึ้นแค่ไหนคุณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในระยะสั้น ถ้าราคาหุ้นมันไม่เพิ่มหรือกลับลดลง

การวัดผลการลงทุนแบบ “มาตรฐาน” นั้น จะวัดโดยการเปรียบเทียบกับ Bench Mark หรือตัวเลขอ้างอิง ถ้าเป็นการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็คือเราจะเปรียบเทียบผลตอบแทนของเรากับผลตอบแทนของตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทั่ว ๆ ไปมักจะมองกันเป็นปี ๆ วิธีนี้เหมาะกับคนที่ “รับจ้าง” บริหารเงินเช่นบริษัทจัดการกองทุนรวมต่าง ๆ แต่จุดอ่อนก็คือ บางทีเราอาจจะชนะตลาดมาก เช่น ตลาดติดลบไป 20% และของเราติดลบไป 10% แบบนี้อาจจะดูว่าผู้บริหารเก่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เราก็ยังขาดทุนมากอยู่ดี มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

โดยส่วนตัวผมเองนั้น ในการวัดผลการลงทุน ผมเองก็ยังเน้นที่มูลค่าพอร์ตเป็นหลัก แต่ผมจะเน้นว่าทุกปีผมจะพยายามทำให้พอร์ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าการฝากเงินในธนาคาร ผมจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อย่างที่กองทุนรวมทำน้อย ผมคิดว่าการเปรียบเทียบกับตลาดนั้น ทำให้เราไขว้เขวจากการลงทุนแบบ Value Investment เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นในแต่ละปีนั้น มักจะมาจากอิทธิพลของจิตวิทยาในตลาดมากกว่าเรื่องของผลประกอบการ ดังนั้น ถ้าผมพยายามที่จะวิ่งแข่งกับตลาดก็เท่ากับว่าผมให้ความสำคัญกับปัจจัยทางจิตวิทยามากเกินไป

ผมไม่ได้ละเลยปัจจัยทางพื้นฐานของกิจการ ว่าที่จริง ผมคิดว่าการลงทุนของผมนั้น ถ้าจะประสบความสำเร็จจริง ๆ นอกจากราคาหุ้นหรือมูลค่าพอร์ตควรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว กำไรของบริษัทโดยรวมจะต้องเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากกำไรแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะดูก็คือ ตัวเลขเม็ดเงินปันผลรวมที่ผมได้รับในแต่ละปีที่ควรจะเพิ่มขึ้นทุกปี และสุดท้ายก็คือ “คูเมือง” ที่บัฟเฟตต์พูดถึง นี่เป็นสิ่งที่ผมจะติดตามตลอดเวลา นั่นก็คือ ผมจะถือว่าเป็นปัจจัยบวกของบริษัทและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะถือมันไปเรื่อย ๆ ตราบที่มันยังเข้มแข็งอยู่และเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นแต่คู่แข่งกลับมีความเข้มแข็งมากขึ้นและเริ่มเข้ามาคุกคามบริษัทอย่าง “น่ากลัว” แบบนี้ผมก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นทิ้งมากกว่าที่จะถือหุ้นไว้แม้ว่ากำไรในวันนี้จะเพิ่มขึ้น

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ในระยะยาวแล้ว ผมคิดว่าทุกคนรวมทั้งตัวบัฟเฟตต์เองก็ต้องวัดผลการลงทุนจากเม็ดเงินของความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุน ความแตกต่างผมคิดว่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการ “ตัดสิน” ถ้าเราตัดสินกันโดยเอาเวลา 1 ปีเป็นที่ตั้ง เราก็มองแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราตั้งเวลาไว้ 3 ปี เราก็จะมองอีกแบบหนึ่ง สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว ผมคิดว่าเขาให้เวลายาวมาก บางทีอาจจะเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น การวัดผลการลงทุนของเขาจึงออกมาเป็นแบบที่กล่าว และสถิติการลงทุนของเขาก็พิสูจน์แล้วว่า เขาคิดถูกหรือใช้วิธีการวัดผลที่ถูกต้อง ในฐานะนักลงทุน ผมคิดว่าทุกคนควรมีมาตรฐานของตัวเองว่าจะดูอย่างไรว่า เราทำถูกหรือลงทุนถูกต้อง การใช้เพียงแค่ “ผลตอบแทนรายปี” เป็นเครื่องวัดเพียงอย่างเดียวนั้น ผมคิดว่าไม่เพียงพอ ถ้าเราทำไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราอาจจะพบว่ามันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และเป้าหมายระยะยาวในการที่จะมี “อิสระทางการเงิน” อาจจะไม่บรรลุผล
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 มีนาคม 2551

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550

farm house

No.1 wholesale bakery in Thailand
growth rate from wholesale business 15% for next 5 years
opportunity in retail business
p/e 11.32
p/bv 1.84
div yield 4.37
price 71 bht/share
roa 16.31
roe 17.00
market cap 3,195 mil Bht
ปัจจุบันเป็นเวลาที่ไม่ดีนักของฟาร์มเฮ้าส์เนื่องจากแป้งสาลีมีการขึ้นราคาสูงมาก แต่บริษัทก็ยังสามารถปรับราคาสินค้าได้บ้าง โดยการออกสินค้าใหม่ๆ แต่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน เพราะคู่แข่งคือ การ์ดิเนียก็หายไปจากตลาดแล้ว คาดว่าบริษัทจะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีกนิดหน่อย อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสถานการณ์ที่ราคาแป้งสาลีจะสูงไปตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นสินค้าเกษตร ซึ่งราคามีแนวโน้มจะเป็นวัฎจักร แล้วที่ช่วงนี้ราคาแป้งสาลีสูงมาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเมืองจีนได้เตรียมการผลิตอาหารเพื่อรองรับงานโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วราคาแป้งจะลดลง แล้วราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญอีกอย่างนั้น ยากที่จะบอก แต่ถ้าวันใดที่น้ำมันและแป้งราคาถูกลง ย่อมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฟาร์มเฮ้าส์ คู่แข่งจริงๆของบริษัทน่าจะเป็นเครือข่ายร้านค้า เช่นเซเว่น โลตัส แต่ว่าความอร่อยยังเป็นรองฟาร์มเฮ้าส์ และเชื่อว่าต้นทุนในการผลิตของฟาร์มเฮ้าส์น่าจะได้เปรียบ เพราะทางฟาร์มเฮ้าส์เองก็มีการเปิดโรงงานที่หาดใหญ่ แต่คิดแล้ว ต้นทุนสูงกว่าส่งมาจากส่วนกลาง แล้วขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ยังเป็นทางเลือกแรก ของลูกค้าในเซเว่น ดูจากเชล์ฟของฟาร์มเฮ้าส์จะหมดก่อน ยี่ห้ออื่นจึงจะขายได้ แล้วร้านซากิ๊มก็จะเพิ่มเชล์ฟของฟาร์มเฮ้าส์อีกหนึ่งเชล์ฟ มันดีจริงๆ

valuation ดูจากปันผลตอนนี้ กับอัตราการเติบโต ถ้าถือไปห้าปี น่าจะไ้เห็นกำไรปีละ 20% แล้วถ้าคิด ddm เงินปันผล 3.1 บาท เติบโต 15% มูลค่าต่อหุ้นจะอยู่ที่ 143 บาท ปัจจุบันราคาหุ้น 71 บาท มีส่วนลด 50% ดูจากความมั่นคงของธุรกิจแล้ว มันน่าซื้อเหลือเกิน