วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551

Great Company

Great Company
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 15 พฤษภาคม 2550

ถ้าสังเกตดู ในระยะนี้ หุ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงมากในแง่ของสินค้าหรือบริการจะมีราคาสูงมาก ค่า PE ของหุ้นของบริษัทเหล่านั้นมักจะสูงลิ่ว บางตัวมีค่า PE ถึง 30 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดเท่ากับประมาณ 10 เท่า เท่านั้น ในความเห็นของผม นี่คือ ช่วงเวลาทองของบริษัทที่ยิ่งใหญ่หรือเรียกว่า Great Company คนที่ลงทุนซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นสามารถทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะถ้าได้ซื้อหุ้นในช่วงราคาที่ยังไม่สูงค่า PE เพียงสิบกว่าเท่า

Great Company หรือบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด การจะบอกว่าบริษัทไหนยิ่งใหญ่นั้น แต่ละคนก็อาจจะมีความเห็นไม่เหมือนกัน จากมุมมองของนักลงทุน ผมเองมีนิยามสำหรับคุณสมบัติที่มองเห็นจากภายนอกง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก บริษัทที่ยิ่งใหญ่ควรจะต้องเป็นบริษัทที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับที่รองลงมามากโดยเฉพาะในด้านของขนาดหรือยอดขายของกิจการ ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า Dominant Firm ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดขายถึง 50% ของตลาด ในขณะที่อันดับสองมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 20% อันดับ 3 เหลือเพียง 10% และอันดับ 4 อาจจะไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน หรือในบางอุตสาหกรรมที่มีผู้ขายหรือให้บริการมาก บริษัทอาจมียอดขาย 5,000 ล้านบาท ในขณะที่อันดับสองเหลือเพียง 1-2,000 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าบริษัทอันดับหนึ่งเป็น Dominant Firm ชัดเจน ในบางกรณี Dominant Firm อาจจะมี 2 บริษัทก็ได้เพราะอันดับ 1 และ 2 อาจจะมียอดขายสูงมากในขณะนี้อันดับ 3 นั้น เล็กลงไปมากจนแทบไม่มีความสำคัญ

ข้อสอง Great Company ควรจะมีชื่อยี่ห้อที่เป็นอันดับหนึ่งในใจของลูกค้าใน Sector หรือในกลุ่มของตนเอง เช่น กลุ่มที่มีรายได้สูงหรือต่ำ หรือในกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือเป็นในทุกกลุ่ม ยี่ห้อนี้จะต้องโดดเด่นมากคือ คนเลือกที่จะซื้อหรือใช้ แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าหรือความสะดวกที่จะซื้อหรือใช้อาจจะด้อยกว่าคู่แข่งบ้าง สิ่งที่ต้องระวังคือ การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งแต่ผู้บริโภคไม่ได้ติดยี่ห้อ ลักษณะแบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับสิ้นค้าบางอย่างที่เป็นโภคภัณฑ์ เช่น น้ำดื่ม แบตเตอรี่รถยนต์ น้ำมัน สินค้าเหล่านี้ยี่ห้อจะมีความหมายไม่มากนัก และมักไม่ใช่บริษัทที่จะเป็น Great Company ได้

ข้อสาม บริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้นควรจะต้องมี Durable Competitive Advantage หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน นั่นคือ บริษัทจะต้องมีความได้เปรียบคู่แข่งในทางใดทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างหรือยี่ห้อที่โดดเด่น มีสัมปทานหรือสิทธิพิเศษ ประเด็นที่ต้องระวังก็คือ ความได้เปรียบนี้จะต้องยั่งยืน คือ จะเป็นความได้เปรียบที่จะอยู่ต่อไปอีกนานเป็นสิบ ๆ ปี และโอกาสที่จะมีคนอื่นมาทำลายความได้เปรียบนี้หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองจนทำให้ความได้เปรียบนั้นหมดไปจะต้องมีน้อยมาก

ข้อสี่ กิจการควรจะมีกำไรสูงซึ่งวัดจาก Net Profit Margin หรือผลกำไรต่อยอดขาย เช่น กำไรต่อยอดขายสูงถึง 10% ในขณะที่คู่แข่งโดยทั่วไปนั้นได้แค่ 5% หรือบริษัทมีกำไรต่อผู้ถือหุ้นหรือ ROE สูงถึง 20% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอโดยที่บริษัทไม่ได้มีหนี้สินกับสถาบันการเงินมากกว่าปกติ

ข้อห้า ถ้าจะเข้าข่ายเป็น Great Company ได้ ผมคิดว่าบริษัทควรที่จะต้องเติบโต นั่นก็คือ เป็นบริษัทที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีหรือเกือบทุกปีในอัตราอย่างน้อยสองเท่าของรายได้ประชาชาติ นั่นก็คือ ถ้า GDP สูงขึ้นปีละ 5% บริษัทควรมีรายได้ และกำไรโตขึ้นอย่างน้อย 10% ในประเด็นนี้ หลาย ๆ คน อาจดูว่าเป็นเงื่อนไขที่ง่ายเกินไปเพราะเคยชินกับการโตเป็น 20-30% บางบริษัทโตเป็น 100% ในปีเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าก็คงเป็นแบบเดียวกับเรื่องของกำไรหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นที่คนเล่นหุ้นมักคิดว่าการทำกำไรหรือทำให้พอร์ตโตปีละ 20-30% ต่อปีเป็นเรื่องง่าย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ การโตเป็น 10 ปีติดต่อกันหรือกำไรโตเป็น 10 ปีติดต่อกันนั้นเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ถ้าบริษัทโตโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าค่อนข้างดีแล้ว

นอกจากคุณลักษณะ 5 ข้อข้างต้นแล้ว อาจจะมีคุณลักษณะอื่น ๆ เช่นในเรื่องของผู้บริหาร หรือคุณสมบัติอย่างอื่นที่สำคัญมากหรือเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้บริษัทเข้าข่ายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ในประเด็นว่า บริษัทไหนน่าจะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่จึงเป็นเรื่องที่จะต้องดูและศึกษาอย่างละเอียด
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราต้องพยายามมองหาหุ้นของกิจการที่ "กำลัง" จะกลายเป็น Great Company มากกว่าบริษัทที่ดูเหมือนว่าเป็น Great Company ไปแล้วในสายตาของนักลงทุน เพราะหุ้นของบริษัทหลังจากนั้นราคาขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่คุ้มที่จะลงทุน

ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่กำลังจะเป็น Great Company หรือบริษัทที่เป็น Great Company แล้ว แต่นักลงทุนยังไม่ตระหนักทำให้ราคาหุ้นยังซื้อขายกันที่ PE เพียงสิบกว่าเท่านั้น ถ้าเราค้นพบและลงทุนซื้อเก็บไว้ ในอนาคตเมื่อนักลงทุนโดยทั่วไปยอมรับกัน และเข้ามาทุ่มซื้อหุ้น เราก็จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เพราะ Great Company นั้น จะให้ Great Value แก่เจ้าของเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น: