วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

IQ, EQ, PQ

IQ, EQ, PQ
โลกในมุมมองของ Value Investor
{mosimage} นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จสูงในระยะยาวได้นั้น ผมคิดว่าจะต้องมีความสามารถหรือความฉลาดในหลายมิติทั้งในด้านของความคิด อารมณ์ และร่างกาย พูดให้เท่ก็คือต้องมี IQ, EQ และ PQ ในระดับที่สูงพอสมควร จะเด่นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งมากโดยที่อีกด้านหนึ่งขาดแคลนไม่ได้
IQ หรือความฉลาดทางด้านความคิดนั้นผมคิดว่ามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ตัวธุรกิจและหุ้นที่จะลงทุน แต่ผมเชื่อว่าคนที่มี IQ ตั้งแต่ 100 ขึ้นไปจะสามารถเรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นที่จำเป็นได้โดยที่คุณภาพอาจจะต่างจากคนที่มี IQ 130 ไม่มาก


สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ในการที่จะเลือกหุ้นเพื่อลงทุนนั้น นอกจากจะต้องเข้าใจตัวธุรกิจว่าเขาค้าขายอะไรและทำงานกันอย่างไรแล้ว นักลงทุนควรจะต้องรู้เรื่องบัญชีซึ่งประกอบด้วยงบดุล ซึ่งแสดงถึงฐานะการเงินของกิจการ และงบกำไรขาดทุนซึ่งบอกถึงผลการดำเนินงานในแต่ละปีด้วย


พูดถึงเรื่องบัญชีแล้วก็ทำให้คนที่ไม่ได้เรียนมาทางสายธุรกิจหวั่นวิตกว่าจะไม่สามารถเรียนรู้ให้เข้าใจได้เพราะไปนึกถึงตัวเลขต่างๆ มากมาย ข้อนี้ขอให้สบายใจได้ เพราะงบบัญชีที่นักลงทุนจะต้องเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องลึกซึ้งแบบนักบัญชีหรือนักการเงิน ดังนั้นคนธรรมดาที่มี IQ ปกติและไม่เคยเรียนบัญชีมาก่อน รวมทั้งไม่มีความชำนาญในด้านของตัวเลขก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยใช้เวลาไม่มาก


นอกจากเรื่องของบัญชีแล้ว การวิเคราะห์ความถูกความแพงของหุ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ตัวเลขมาตรฐานที่ใช้กันมากก็คือค่า PE, PB, DP หรือการเอาราคาหุ้นในตลาดมาเปรียบเทียบกับกำไร มูลค่าหุ้นทางบัญชี และปันผล ซึ่งได้มาจากงบการเงินที่กล่าวข้างต้น ตัวเลขเหล่านี้มีแสดงในหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจ และในเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ด้วย


ข้อสรุปก็คือ เรื่องของ IQ ที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์หรือเลือกหุ้นที่น่าลงทุนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสูงมาก ว่าที่จริง การวิเคราะห์หุ้นนั้นใช้ Common Sense หรือสามัญสำนึกมากกว่าทักษะทางด้านบัญชีและตัวเลขมาก ดังนั้นความแตกต่างของ IQ จึงน่าจะมีส่วนต่อความสำเร็จทางการลงทุนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบต่อไปนั่นคือ EQ


EQ หรือบางทีเรียกว่าเป็นความฉลาดทางอารมณ์นั้น ไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนักในเรื่องของการลงทุน แต่ผมคิดว่า EQ มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อความสำเร็จในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยที่ตลาดเต็มไปด้วยการเก็งกำไรและการลงทุนเรียกว่าการ “เล่น” หุ้น


EQ ที่จำเป็นและผมเชื่อว่าเป็นตัวที่จะกำหนดความสำเร็จของการลงทุนค่อนข้างมากก็คือความมีเหตุผล ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเร้าใจที่มาจากตลาด ความพึงพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คืออย่าโลภ


ผมคิดว่าคุณสมบัติทางด้าน EQ ที่สำคัญมากอีกอย่างในการลงทุนก็คือความอดทน อดกลั้น และความใจเย็น ซึ่งจะทำให้การซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและทำ แต่น้อยซึ่งจะช่วยประหยัดค่าคอมมิชชั่นและการซื้อขายมีความถูกต้องแน่นอนกว่าการซื้อขายที่เกิดจากสิ่งเร้าใจภายนอก หรือพูดง่ายๆ ว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นอย่ารีบ


ความฉลาดทางอารมณ์อีกข้อหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าที่กล่าวมาแล้วก็คือ เรื่องของความศรัทธา ความเชื่อมั่นที่มีต่อหลักการในการลงทุนที่ตนเองยึดมั่น หลังจากที่ได้ศึกษาไตร่ตรองและปฏิบัติจนเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมและถูกต้องกับตนเองแล้ว

พูดถึงเรื่องความเชื่อหรือความศรัทธานั้นโดยส่วนตัวผมคิดว่านักลงทุนที่มีความสามารถสูงและประสบความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นที่จะต้องมีสไตล์หรือรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนและแนวความคิดหรือวิธีการที่ใช้นั้นมักจะมีพื้นฐานหรือแนวทางจาก “อาจารย์” หรือความคิดของปราชญ์รุ่นก่อนๆ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าและเสนอแนวความคิดและทฤษฎีที่มีคุณค่าเหล่านั้น


วอเร็น บัฟเฟต เป็นตัวอย่างที่นักลงทุนทุกคนควรเอาเป็นตัวอย่างในแง่ที่ว่า เขาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก แต่เมื่อพูดว่าใครคือคนที่สร้างให้เขาเป็นอย่างนั้น เขาบอกว่าเบน เกรแฮม คือคนคนนั้น และแม้ว่าวิธีการการลงทุนของบัฟเฟต จะแตกต่างจากแนวความคิดของเบน เกรแฮมมาก แต่บัฟเฟตไม่เคยพูดวิจารณ์เบน เกรแฮมในทางที่เสียหายตรงกันข้ามเขาบอกว่า หลักการของเบนเกรแฮมคือสิ่งที่ถูกต้องตลอดกาล พูดสั้นๆ ก็คือเขาบูชาเบน เกรแฮม และถือว่าเป็นอาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อเขารองจากพ่อของตัวเอง


องค์ประกอบสำคัญตัวสุดท้ายที่ผมใช้คำว่า PQ นั้นย่อมาจากคำว่า Physical Quotient เลียนแบบ IQ และ EQ ความหมายก็คือความสามารถทางด้านของร่างกายของนักลงทุน


ที่จริงการลงทุนนั้นไม่ได้ใช้กำลังทางร่างกายอะไรนัก แต่ร่างกายและจิตใจนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแค่ไหนผมคงไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงก็จะได้เปรียบคนที่อ่อนแอหรือเป็นโรคในแง่ของการใช้ความคิดวิเคราะห์และศึกษาหาหุ้นที่จะลงทุน


แต่เรื่องที่ทำให้ PQ มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุนมากนั้นผมคิดว่าอยู่ที่เรื่องของอายุของนักลงทุน หรือถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงก็คือเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการลงทุน


ผมเองคิดว่าถ้าไม่เป็นโรคภัยอะไรและมีสุขภาพดีพอประมาณ คนรุ่นนี้น่าจะมีความสามารถในการลงทุนได้จนอายุประมาณ 75 – 80 ปี สำหรับคนที่เลือกที่จะลงทุนตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีอายุน้อยเช่นเด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ และเริ่มเข้ามาศึกษาและลงทุนย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนสูงกว่าผมซึ่งอายุขึ้นเลขห้าแล้ว


เหตุที่ระยะเวลาการลงทุนมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการลงทุน ผมได้เคยเขียนไว้แล้วหลายครั้ง แต่ถ้าจะทบทวนสั้นๆ อีกครั้งก็คือ ถ้านักลงทุนสามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 15% ภายใน 5 ปี ก็สามารถทำเงินเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัว และเงิน 1 ล้านบาทภายในเวลา 50 ปี ก็จะกลายเป็น 1,000 ล้านบาท ดังนั้นสำหรับคนอายุ 25 ปี และตั้งใจลงทุนตลอดชีวิตด้วยหลักการลงทุนที่ถูกต้องจึงมีโอกาสที่จะเป็นเศรษฐี 1,000 ล้านบาทได้ ในขณะที่คนอายุ 50 ปีจะมีโอกาสทำเงินเพิ่มได้เพียงไม่เกิน 20-30 เท่า


วอเร็น บัฟเฟต เป็นตัวอย่างของความสมบูรณ์แบบของ IQ, EQ และ PQ เขาเป็นคนที่มี IQ สูงทีเดียวตามที่ผมเห็น EQ นั้นไม่ต้องพูดถึง และเขาได้อาจารย์ที่ดีตั้งแต่แรก และตลอดชีวิตที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเขาจะยึดอาชีพการลงทุนเพียงประการเดียว สุขภาพเขาก็ดีเป็นเลิศแม้ว่าขณะนี้จะมีอายุกว่า 70 ปี แล้วก็ยังคึกคักมาก


ในเมืองไทยนั้นผมมองดูแล้วอีก 40-50 ปี เราก็อาจจะมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงมากเช่นเดียวกัน มองจาก Value Investor หนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังศึกษาและเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คิดไปแล้วก็รู้สึกอิจฉาอยู่เหมือนกัน เพราะคนเหล่านี้จะมีทั้ง IQ, EQ และ PQ ที่สูงกว่าคนรุ่นก่อนๆ อย่างผม

ลงทุนอย่างมีความสุข

ลงทุนอย่างมีความสุข
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้น ๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความเสียหายมากมายให้กับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดแบบเก็งกำไร


ความสุขแบบเพ้อฝันและความโศกเศร้าเสียใจดูเหมือนว่าจะเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นชีวิตเขาก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลงชีวิตเขาก็เป็นทุกข์


ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียทำให้นักเล่นหุ้นมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาตราบที่ยังมีหุ้นอยู่ในมือ การแก้ปัญหาสำหรับหลายคนก็คือการถือหุ้นให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นผันผวนสูงนั้นคนจำนวนมากไม่ยอมถือหุ้นข้ามวันด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การซื้อขายแบบหักกลบลบหนี้ภายในวันเดียวกันหรือเรียกว่า Net Settlement หรือการซื้อหุ้นตอนเช้าแล้วขายตอนบ่ายมีมากถึง 20 – 30% ของการซื้อขายหุ้นทั้งตลาด


คนเล่นหุ้นจำนวนมากคงเห็นว่านั่นคือความสุขของการเล่นหุ้น คือเมื่อลงเงินแล้วก็อยากเห็นผลเร็วว่าได้หรือเสีย และคำว่าได้หรือเสียก็คือต้องเห็นเม็ดเงินในบัญชีว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง แน่นอน ถ้าเม็ดเงินเพิ่มขึ้นความสุขก็ตามมา แต่ถ้าเม็ดเงินลดลง ความสุขจากการเล่นหุ้นก็กลายเป็นความทุกข์


โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นซื้อ ๆ ขาย ๆ เป็นนิจสินในช่วงเกือบ 30 ปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมานั้นผมคิดว่านอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังขาดทุนด้วย เพราะในช่วง 28 ปีของตลาดหลักทรัพย์นั้น การลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6 – 7% เท่านั้น ในขณะที่คนเล่นหุ้นระยะสั้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายปีหนึ่ง ๆ ผมคิดว่ามากกว่านั้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของผมก็คือ คนเล่นหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีความทุกข์มากกว่าความสุข และนั่นทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะลงทุนในหุ้น


วิธีการลงทุนในหุ้นที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์โดยเฉพาะสำหรับคนทั่ว ๆ ไปที่มีเงินออมระยะยาวนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนในแนว Value Investment ที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น โดยสูตรง่าย ๆ ที่ผมเสนอก็คือ


ข้อแรก กันเงินประมาณ 30% ของทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือเงินในบัญชีที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อีกนานมาก(ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) เอามาลงทุนในหุ้น โดยที่เงินนี้ถ้าเกิดต้องสูญเสียไปมาก คุณก็ยังไม่เดือดร้อน แต่อย่าเพิ่งห่วงไปว่าคุณจะสูญเสียมาก ผมพูดเผื่อไว้เท่านั้นเพราะโอกาสเกิดอย่างนั้นมีน้อยถ้าคุณปฏิบัติตามวิธีที่ผมจะพูดต่อไป


ข้อสอง เลือกหุ้น 5 – 6 ตัวในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กันโดยหุ้นแต่ละตัวจะต้องเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี นั่นก็คือเป็นธุรกิจที่อยู่มานานพอสมควร มีกำไรและจ่ายปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เจ้าของไม่มีประวัติที่เสียหาย และถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นไปอีกก็ควรเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเขาก็จะยิ่งดี แต่นี่ก็ยังไม่พอจะต้องพิจารณาประกอบกับข้อสาม


ข้อสาม ราคาที่ซื้อหุ้นดังกล่าวในข้อสองจะต้องถูก และการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือแพงนั้นจะต้องดูที่ค่า PE, PB และ DP โดยเงื่อนไขง่าย ๆ ก็คือค่า PE ไม่ควรจะเกิน 10 เท่า ซึ่งแปลว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 10% ค่า PB เป็นตัวประกอบว่าเราจ่ายเงินแพงกว่าผู้ถือหุ้นเดิมมากน้อยแค่ไหน พยายามอย่าให้เกิน 2 เท่า ค่า DP บอกว่าในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราลงทุนไปซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4% ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงปีละ 1%


ข้อสี่ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็ให้กอดหุ้นเหล่านั้นไว้อย่าไปขายเมื่อหุ้นขึ้นหรือลงในช่วงสั้น ๆ โดยเฉลี่ยแล้วผมคิดว่าควรถือหุ้นไว้สัก 5 ปี นั่นก็คือ ถ้าคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งคุณควรขายออกไปโดยเฉลี่ยเพียง 200,000 บาท แต่เมื่อขายแล้วก็ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แทน โดยที่การตัดสินใจขายหุ้นและซื้อหุ้นตัวใหม่นั้นมาจากการวิเคราะห์และติดตามที่จะกล่าวถึงในข้อห้า


ข้อห้า เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้วคุณก็คือเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ดังนั้นคุณจะต้องติดตามผลการดำเนินงานของกิจการในทุกไตรมาศ จะต้องติดตามข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจเป็นประจำ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการตลาดของบริษัทซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ และถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค คุณก็ควรจะลองใช้หรือคอยสังเกตว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นอย่างไรด้วย


ข้อหก ในส่วนของราคาหุ้นนั้นคุณจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วในบางช่วง คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขาย สิ่งที่คุณควรสนใจมากกว่าก็คือมูลค่าของราคาหุ้นทั้งพอร์ตหรือของหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ว่ามันปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ถ้ามูลค่าปรับตัวขึ้นก็ถือว่าคุณมาถูกทาง และถ้ามันปรับตัวลงหลังจากลงทุนมานานพอสมควรแล้ว(เป็นบี) บางทีคุณอาจจะต้องทบทวนตัวหุ้นที่เลือกมา


ถ้าคุณทำอย่างที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อ อย่างมั่นคง ผมคิดว่าโอกาสที่คุณจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยที่บางส่วนประมาณ 4 – 5% จะมาจากเงินปันผลและอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะมีสูง นั่นหมายความว่าภายในเวลาประมาณ 7 ปี มูลค่าของพอร์ตลงทุนของคุณจะโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร


คุณอาจจะกังวลบ้างในช่วงแรก ๆ ที่คุณเริ่มลงทุนตามแบบที่กล่าวโดยเฉพาะถ้าคุณเฝ้าตามดัชนีหรือราคาหุ้นในพอร์ตมากเกินไป หรือคุณไปฟังนักเล่นหุ้นหรือเพื่อน “ผู้หวังดี” มากเกินไป แต่ถ้าคุณผ่านช่วงเวลามาพอสมควรและพอร์ตคุณเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ จนโอกาสที่คุณจะ “ขาดทุน” คือมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าต้นทุน มีน้อยลงมากแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะเลิกกังวล และจะรู้สึกว่าการลงทุนของคุณนั้นไม่เสี่ยง ความมั่นใจในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีความสุข

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์ บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและหลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
“ความผิดพลาดข้อแรกของผม แน่นอน คือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ – เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลวในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน


ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจจะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควรถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า “ก้นซิการ์” นั่นคือก้นซิการ์ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก แต่ “ราคาซื้อที่ถูกมาก” จะทำให้การสูบซิการ์นั้นมีกำไร”


บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้นโดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า


“ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการ “ซื้อหุ้นถูก” อื่น ๆ อีก แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม


ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่งที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง


ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจมาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ….”


บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ “…หลังจาก 25 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย… ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต ที่เราสามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต


การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน มันเป็นเรื่องที่สามารถทำกำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและเห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…ในอีกกรณีหนึ่ง โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียวแต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสและ GEICO อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน


การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจก็คือพลังแฝงที่เราอาจจะเรียกว่า “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม….


หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้มน่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ กับคนที่ไม่ดี


ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จักคุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือความรู้หรือความเข้าใจของเขา แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และเป็นธุรกิจที่ผมสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์ รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก


นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็นความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่ มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่าเฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่มจะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย


เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น… ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้ – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่


เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”


Value Investor ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียนอย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่นคงเพียงใด

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก

ความผิดพลาดใน 25 ปีแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข้อความต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในรายงานประจำปี 2532 ของเบอร์กไชร์ฮาธาเวย์ บริษัทที่วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้ในการลงทุนถือหุ้นของเขา สิ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถือเป็นหลักสำคัญในวิธีคิดและหลักการลงทุนบางส่วนที่สำคัญมากของเขาในปัจจุบัน
“ความผิดพลาดข้อแรกของผม แน่นอน คือการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเบอร์กไชร์ ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าธุรกิจของมัน การผลิตสิ่งทอ – เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีอนาคต แต่ผมก็ถูกล่อให้ซื้อเพราะราคาที่ดูเหมือนว่าจะถูกมาก การซื้อหุ้นแบบนั้นได้สร้างผลตอบแทนให้ผมไม่เลวในช่วงที่ผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเราได้เบอร์กไชร์มาในปี 2508 ผมก็เริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่กลยุทธ์ในฝัน


ถ้าคุณซื้อหุ้นในราคาที่ถูกพอ โดยปกติก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผลกำไรของธุรกิจจะกระตุกหรือดีดตัวขึ้นซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณขายหุ้นทิ้งและได้กำไรพอสมควรถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในระยะยาวของธุรกิจจะแย่มาก ผมเรียกแนวการลงทุนแบบนี้ว่า “ก้นซิการ์” นั่นคือก้นซิการ์ที่พบบนถนนที่เหลือพอสูบได้เพียงคำเดียวนั้นอาจจะให้ความสุขในการสูบได้ไม่มาก แต่ “ราคาซื้อที่ถูกมาก” จะทำให้การสูบซิการ์นั้นมีกำไร”


บัฟเฟตต์ พูดอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการซื้อหุ้นโดยมองที่ความถูกเป็นหลักและเขาสรุปว่า


“ผมสามารถยกตัวอย่างความโง่เขลาของการ “ซื้อหุ้นถูก” อื่น ๆ อีก แต่ผมแน่ใจว่าคุณจะเห็นภาพนั่นคือ มันเป็นเรื่องที่ดีกว่ามากที่จะซื้อบริษัทที่ดีเลิศในราคาที่ยุติธรรม แทนที่จะซื้อบริษัทที่ดีพอใช้ในราคาที่ดีเยี่ยม


ผมเป็นคนที่เรียนรู้ช้า แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อจะซื้อบริษัทหรือหุ้น เรามองหาธุรกิจชั้นหนึ่งที่มาพร้อมกับผู้บริหารชั้นหนึ่ง


ผมได้พูดมาหลายครั้งว่า เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงสุดยอดในการบริหารธุรกิจมาเจอกับธุรกิจที่มีชื่อเสียงสุดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ….”


บทเรียนต่อมาที่บัฟเฟตต์พูดถึงก็คือ “…หลังจาก 25 ปีของการซื้อและดูแลธุรกิจที่หลากหลาย… ผมไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหายาก ๆ ของธุรกิจเลย สิ่งที่เราเรียนรู้ก็คือการหลีกมัน การที่เราประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะเรามุ่งเน้นที่การมองหารั้วที่สูง 1 ฟุต ที่เราสามารถก้าวข้ามไปได้มากกว่าที่เราจะสร้างความสามารถในการที่จะกระโดดข้ามรั้วสูง 7 ฟุต


การค้นพบนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจและการลงทุน มันเป็นเรื่องที่สามารถทำกำไรได้มากกว่ามากที่จะเพียงยึดอยู่กับสิ่งที่ง่ายและเห็นได้ชัดมากกว่าที่จะวิเคราะห์หรือตัดสินใจในสิ่งที่ยาก…ในอีกกรณีหนึ่ง โอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจที่ดีเยี่ยมประสบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดครั้งเดียวแต่แก้ไขได้อย่างเช่นในกรณีที่เกิดมาแล้วหลายปีของหุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสและ GEICO อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เราทำได้ดีกว่าโดยการหลีกเลี่ยงมังกรแทนที่จะฆ่ามัน


การค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของผมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจก็คือพลังแฝงที่เราอาจจะเรียกว่า “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถาบัน”…….ยกตัวอย่างเช่น…….2) เช่นเดียวกับที่งานถูกขยายออกไปเมื่อมีเวลาเหลือ โครงการลงทุนและการซื้อกิจการต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพื่อที่จะใช้เงินของบริษัทให้หมด 3) ธุรกิจที่ผู้นำปรารถนาที่จะทำ ไม่ว่าจะโง่เขลาเพียงใด จะได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วโดยตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่เตรียมโดยลูกน้องของเขา 4) พฤติกรรมของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะขยายงาน ซื้อกิจการ ตั้งและจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหาร หรืออะไรก็ตาม จะถูกเลียนแบบโดยไม่คิดถึงความเหมาะสม….


หลังจากความผิดพลาดอื่น ๆ ผมเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจเฉพาะกับคนที่ผมชอบ เชื่อใจ และยกย่อง ตรงกันข้ามเราไม่ประสงค์ที่ร่วมกับผู้จัดการซึ่งขาดคุณสมบัติที่น่าชมเชยไม่ว่าธุรกิจของเขาจะมีแนวโน้มน่าสนใจแค่ไหน เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการซื้อธุรกิจดี ๆ กับคนที่ไม่ดี


ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของผมไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน นั่นคือหุ้นหรือธุรกิจซึ่งผมรู้จักคุณค่าของมันดีแต่กลับไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่เรื่องบาปที่คนจะพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือความรู้หรือความเข้าใจของเขา แต่ผมได้ปล่อยธุรกิจที่ยิ่งใหญ่หลายรายที่เสิร์ปมาให้ถึงที่และเป็นธุรกิจที่ผมสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ให้หลุดไป สำหรับผู้ถือหุ้นของเบอร์กไชร์ รวมถึงตัวผมเอง บทเรียนนี้ราคาแพงมาก


นโยบายการเงินที่อนุรักษ์นิยมสุดยอดของเราอาจจะดูเหมือนว่าเป็นความผิดพลาดแต่ผมคิดว่าไม่ มองย้อนกลับไปถ้าเรากู้เงินมาลงทุนในระดับปกติของธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนของเราคงจะดีกว่าเฉลี่ยปีละ 23.8% ที่เราได้มา แม้ในปี 2508 บางทีเราสามารถที่จะตัดสินว่ามีโอกาสถึง 99% ที่การกู้เพิ่มจะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น ในเวลาเดียวกันเราอาจจะเห็นว่ามีโอกาสเพียง 1% ที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งอาจทำให้เราเสียหายหรือถึงล้มละลาย


เราไม่ชอบโอกาส 99:1 นั้นและจะไม่ชอบตลอดไป โอกาสเล็กน้อยของการเสียหายหรือเสียหายหนัก ในมุมมองของเราจะไม่คุ้มกับโอกาสมากมายที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ถ้าการกระทำของคุณมีเหตุผลคุณก็แน่นอนว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่แล้ว ในกรณีส่วนมากการกู้ก็เพียงแต่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนเร็วขึ้น… ผมไม่เคยรีบมาก : เรามีความสุขกับการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ได้ – แม้ว่าเราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันทั้งคู่


เราหวังว่าในอีก 25 ปีต่อไปที่เราจะรายงานความผิดพลาดใน 50 ปีแรก ถ้าเรายังคงอยู่ในปี 2558 ที่จะทำอย่างนั้น คุณเชื่อได้เลยว่าส่วนนี้จะกินพื้นที่กระดาษมากกว่านี้มาก”


Value Investor ของไทยเรายังมีบทเรียนหรือความผิดพลาดน้อยเมื่อคิดถึงระยะเวลาที่ความคิดและแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment ที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่โชคดีที่เรามีเซียนอย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ผ่านประสบการณ์มายาวนาน และ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตลาดอเมริกันกับไทยอาจจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าหลักการนั้นใช้กันได้เกือบ 100% เงื่อนไขของความสำเร็จนั้นอยู่ที่คนจะประยุกต์ใช้ได้ดีแค่ไหนและมีความมั่นคงเพียงใด

เล่นหุ้นต้องมี Story

เล่นหุ้นต้องมี Story
โลกในมุมมองของ Value Investor
ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้น ผมคิดว่าเราจะต้องคิดก่อนว่าเราซื้อเพราะอะไร เหตุผลที่เราใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้นนี้ ปีเตอร์ ลินซ์ เรียกว่า Story ซึ่งเขาบอกว่าควรเป็นเรื่องหรือเหตุผลสั้น ๆ ที่สามารถอธิบายได้ภายใน 2 นาที

Story ที่จะใช้ในการซื้อหุ้นนั้นแน่นอนว่า ควรเป็นเรื่องที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตามที่เราคาด เรื่องราวของหุ้นที่ใช้กันเป็นประจำมีมากมายผมจะลองยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้นักลงทุนเอาไปสร้างเรื่องของตนเองดังต่อไปนี้บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น นี่เป็น Story ที่สำคัญที่สุดในการเลือกหุ้น แต่จะต้องอธิบายต่อว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนและเพราะอะไร


ปริมาณหน่วยการขายเพิ่ม เป็น Story ที่ใช้กันมาก เพราะในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีอุตสาหกรรมหรือบางธุรกิจที่เติบโตเร็วกว่าปกติ เช่น ธุรกิจมือถือ รถยนต์ วัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่ ปูน กระเบื้องปูพื้นและผนัง เหล็ก ไก่ อาหารทะเล การใช้บริการทางด่วน ฯลฯ โดยที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่ได้เพิ่มเร็วเท่ากัน ดังนั้นบริษัทก็จะมียอดขายเพิ่มและเพราะฉะนั้นกำไรจึงเพิ่มขึ้น

ราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องที่ใช้กันมากโดยเฉพาะกับธุรกิจโภคภัณฑ์ที่ราคาสินค้าขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นวัฎจักรตลอดเวลา หุ้นของบริษัทที่จะใช้ Story นี้มีมากมายตั้งแต่ ธุรกิจน้ำมัน ไก่ กุ้ง เหล็ก ซีเมนต์ รวมไปถึงการขนส่งทางเรือ ทางด่วน การโฆษณาทางทีวี ฯลฯ ในหลาย ๆ กรณี การปรับขึ้นของราคาสินค้าทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะต้นทุนมักจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ามาก

การขยายโรงงานหรือกำลังการผลิต โดยที่คาดว่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นจะสามารถขายออกไปได้มากหรือเกือบทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้นเนื่องจากความต้องการมีมากกว่าผลผลิตมากก็เป็นอีกStory หนึ่งที่มีพลังรุนแรง เพราะถ้าเรื่องเป็นจริงก็จะหมายความว่า กำไรของบริษัทจะพุ่งขึ้น ในหลาย ๆ กรณีบริษัทมักจะเป็นผู้ส่งออกซึ่งมีความต้องการจากตลาดโลกที่สูงมากมารองรับการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

การลดลงของต้นทุนนั้นเป็น Story ที่จะ “เล่น”ได้เช่นเดียวกันแม้ว่าจะมีบริษัทที่เข้าข่ายไม่มากเท่าการเพิ่มของยอดขาย ส่วนใหญ่ของ Story นี้น่าจะมาจากการที่บริษัทใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ข้าวสาลี ตะกั่ว มาใช้ในการผลิตสินค้าที่ไม่ใช่โภคภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อราคาวัตถุดิบลดลงในขณะที่ราคาขายสินค้ายังคงเดิม กำไรก็จะเพิ่มขึ้น

ที่พูดมานี้ก็คือ Story ที่บริษัทจะมีกำไรเพิ่มซึ่งอาจจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น แต่ Story ว่าธุรกิจจะมีกำไรดีเหมือนเดิม บางทีก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้ากำไรของเดิมหรือกำไรไตรมาศล่าสุดนั้นค่อนข้างดี แต่ราคาหุ้นยังต่ำมากเพราะนักลงทุนอาจะยังไม่ค่อยแน่ใจว่ากำไรที่เห็นจะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ บางกรณี Storyที่บอกว่ากำไรจะยังเท่าเดิมนั้นอาจจะดีกว่ากำไรเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะความเสี่ยงที่ Story จะไม่เป็นจริงนั้นต่ำกว่า

นอกจาก Story กำไรเพิ่มแล้ว การจ่ายปันผลก็เป็น Story ที่ใช้กันมากโดยเฉพาะในด้านของนโยบายการจ่ายปันผลเช่น บริษัทเคยจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำด้วยเหตุผลว่าต้องการเก็บเงินไว้ขยายงาน จ่ายคืนหนี้ หรือเพื่อความมั่นคงของกิจการ แต่ด้วยฐานะการเงินที่ดีขึ้น หรือความต้องการเงินเพื่อการลงทุนลดลง บริษัทจะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่เพิ่มขึ้น หรือบริษัทอาจจะประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล หรือเปลี่ยนนโยบายเป็นจ่ายปันผลปีละหลายครั้ง เหล่านี้มักมีส่วนที่จะขับดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้

นอกจาก Story ที่เป็นเรื่องพื้นฐานหลัก ๆ ของกิจการแล้ว Story อื่น ๆที่มักมีส่วนในการขับเคลื่อนราคาหุ้น และนักลงทุนในตลาดไทยชอบใช้ในการพิจารณาลงทุนยังมีอีกหลายเรื่องดังต่อไปนี้

การปรับลดค่าพาร์หรือมูลค่าจดทะเบียนของหุ้นเช่นจากหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 1 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นที่สูงเป็นหลักร้อยบาทเหลือเป็นหลักสิบบาท ก็มีส่วนในการกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวได้เร็วขึ้น Storyนี้มักจะเป็นส่วนประกอบที่นักลงทุนใช้อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับหุ้นที่มีราคาสูงและดูแล้วเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่น่าจะยอมปรับ Parลงมาตามกระแสและความต้องการของตลาดหลักทรัพย์ที่จะทำให้หุ้นมีสภาพคล่องดีขึ้น

การแจก Warrant ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเคยเป็น Story ที่เฟื่องฟูมาในช่วงหนึ่ง แต่ในระยะหลังนี้บริษัทที่อยากจะแจก Warrant คงจะเหลือน้อยลง แต่ผมคิดว่า Story เรื่องนี้ก็จะยังคงมีอยู่ต่อไปตราบที่ผลของมันยังทรงพลังโดยเฉพาะกับหุ้นที่เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรทั้งหลาย

Story ที่ประยุกต์ได้กับหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท แต่น่าจะมีผลต่อราคาหุ้นก็คือการย้ายจากตลาดใหม่ (MAI) ไปอยู่บนกระดานหลัก ซึ่งว่าที่จริงไม่ได้มีผลอะไรในเชิงเศรษฐกิจเลย แต่นักลงทุนก็มักจะมองว่าหุ้นในตลาดใหม่มักจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนักเมื่อเทียบกับหุ้นในกระดานหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใคร่สนใจที่จะลงทุน ดังนั้นการย้ายกระดานน่าจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

การถูก Take Over เป็น Story ที่มีผลต่อราคาหุ้นสูงมาก แต่ Storyเรื่องนี้มักจะมาจาก “ข่าววงใน” ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่หรือไม่แน่นอน ดังนั้นการใช้ Story นี้มาซื้อหุ้นจึงอาจจะค่อนข้างเสี่ยงมากยกเว้นว่าคุณจะมีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จริง ๆ

เช่นเดียวกัน ข่าวที่รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐจะมาช่วย “อุ้ม” บริษัทก็เป็น Story ที่มีพลังสูงในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงพอสมควรและขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือได้ของแหล่งข่าว

การปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้สำเร็จ เป็น Story สุดท้ายที่ผมจะพูดถึง และน่าจะเป็น Story ที่โดดเด่นพอสมควรเนื่องจากราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นมาก เพราะนักลงทุนจะมองว่าเป็นหุ้นที่จะ Turn Around แต่ก็เช่นเดียวกับหลาย ๆ Story ที่มีความเสี่ยงสูง โอกาสขาดทุนก็มักมีมากโดยเฉพาะถ้าคุณเข้าไปซื้อหลังจากที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงแล้วจากการเข้าไปซื้อของคนที่อยู่ “วงใน” จริง ๆ

แอนน์ ไชเบอร์

แอนน์ ไชเบอร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
และคิดว่าคนธรรมดาหรือตัวเองจะไม่มีทางทำผลงานได้ดีเท่าแม้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 – 5 ปี แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด


ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จัก ไม่ได้เรียนหรือถูกเทรนมาให้เป็นนักลงทุนฝีมือเยี่ยม แต่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างน่าประทับใจมากมาย โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐที่มีนักลงทุนและหุ้นจดทะเบียนมากมายมหาศาล และการลงทุนมีประวัติมายาวนาน ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็น่าจะเริ่มมีคนที่สามารถลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แพ้นักลงทุนเอกของโลกในช่วงต้นของการเดินทางอยู่เหมือนกัน


แอนน์ ไชเบอร์ เป็นตัวอย่างของนักลงทุนที่ไม่มีคนรู้จักจนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1995 ขณะมีอายุได้ 101 ปี ประวัติย่อ ๆ ที่ทำให้ผมประทับใจและนำมาเล่าต่อก็คือ


แอนน์ เป็นพนักงานตรวจบัญชีของกรมสรรพากรสหรัฐ กินเงินเดือนไม่เคยเกินปีละ 3,000 เหรียญหรือคิดแล้วไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ในปี 1932 หรือ 3 ปีหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐถล่มและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐซึ่งคงคล้าย ๆ กับภาวะของไทยเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน แอนน์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 38 ปีและเป็นโสด ต้องมนต์ขลังของตลาดหลักทรัพย์ เธอจึงส่งเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้น้องชายซึ่งเป็นโบรกเกอร์ช่วยลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดวอลสตรีท โชคไม่ดี บริษัทที่น้องชายทำงานอยู่เกิดล้มละลายและหล่อนสูญเงินทั้งหมด


ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า แอนน์ไม่ยอมแพ้ แต่คราวนี้หล่อนตัดสินใจที่จะลงทุนเอง เธอเก็บเงินได้ประมาณ 5,000 เหรียญ หรือเท่ากับ 200,000 บาทไทยในเวลานี้ และเริ่มกลับเข้าตลาดใหม่ในปี 1944 และเริ่มลงทุนโดยยึดหลักการลงทุนระยะยาว และการศึกษาติดตามหุ้นที่ตนถืออย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง หุ้นที่เธอลงเป็นหุ้นของบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียง มียี่ห้อแข็งแกร่ง เช่น หุ้นของบริษัทเป๊ปซี่โค เชอริง พลาวก์ ไครส์เลอร์ และโคคา โคล่า


แอนน์ ลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่และเมื่อได้รับปันผลมาหล่อนก็จะเอามาลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ฝากโชคชะตาและเงินของตนเองกับบริษัทที่กำลังเติบโตเหล่านั้น และมองดูกำไรที่เติบโตขึ้นทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า พร้อม ๆ กับการเติบโตขึ้นของราคาหุ้นและเงินลงทุนของตนเอง


เวลาผ่านไปประมาณ 50 ปี พอร์ตของแอนน์เติบโตขึ้นจากเงิน 5,000 เหรียญกลายเป็น 20 ล้านเหรียญ หรือกว่า 800 ล้านบาทไทยในปัจจุบัน เฉพาะผลตอบแทนจากปันผลและดอกเบี้ยรับรายปีก็มากกว่าปีละ 1 ล้านเหรียญหรือ 40 ล้านบาทแล้วด้วยกลยุทธ์การลงทุนง่าย ๆ แบบนี้ โดยรวมแล้ว ผลตอบแทนของแอนน์ในช่วง 50 ปีสูงถึงปีละประมาณ 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งน่าจะเป็นสถิติที่หาคนทำได้ยากแม้แต่เซียนหุ้นชั้นสุดยอดหลาย ๆ คน และเป็นสถิติที่เป็นรองวอเร็น บัฟเฟตต์เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ในช่วงเวลาเดียวกัน


แอนน์ ไชเบอร์ น่าจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย เช่น เศรษฐีคนหนึ่ง ตรงกันข้าม คนที่รู้จักเล่าว่าหล่อนใช้ชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวในห้องเช่าเล็ก ๆ ราคาถูก หล่อนไม่เคยแต่งงานและใช้ชีวิตแบบสมถะสุด ๆ เสื้อโคทที่สวมใส่เป็นประจำก็เป็นเสื้อตัวเดิมที่ใช้มานานปีแล้วปีเล่า บางครั้งเธอถึงกับงดอาหารบางมื้อเพื่อเก็บเงินเอาไว้ลงทุน ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้ใช้เงินเพื่อตนเองเลย เงินทั้งหมดที่ “ทำ” มาเธอบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยเยชิวาในนิวยอร์ค และนี่คือตำนานของนักลงทุนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอีกคนหนึ่งที่เป็นพลังใจและเป็นบทเรียนให้กับ Value Investor ทั้งหลาย


พลังใจที่ว่าก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงได้ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อายุเท่าไร และมีเงินมากน้อยแค่ไหน สำหรับแอนน์ แล้ว อายุ 50 เป็นสาวโสด เงินเดือน 10,000 บาท เงินออม 200,000 บาท ไม่ใช่อุปสรรคของการลงทุน


บทเรียนที่สำคัญก็คือ ศรัทธา และความยึดมั่นเป็นสิ่งที่มีพลังยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตและการลงทุน ศรัทธาในวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง และยึดมั่นในแนวทางที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ลงทุนระยะยาวในบริษัทที่ดีและเติบโต นำปันผลและกำไรที่ได้รับมาลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ปีแล้วปีเล่า นี่คือสูตรสำเร็จที่จะเกิดขึ้นช้า ๆ แต่แน่นอนและนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึง


บทเรียนต่อมาก็คือ นักลงทุนที่แท้จริงนั้นไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะการใช้เงินเพื่อตนเอง แต่นักลงทุนชอบเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้น ผมคิดว่าการเก็บรวบรวมหุ้นนั้นคงเป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับคนที่ชอบสะสมรถเก่า นาฬิกา ของโบราณ หรือแม้แต่ที่ดิน มองในแง่นี้ ความสุขของนักลงทุนพันธุ์แท้ก็คือความสุขจากการลงทุนไม่ใช่ความสุขของการบริโภค


คนอื่นคงไปพูดแทนแอนน์ ไชเบอร์ไม่ได้ว่าชีวิตของหล่อนนั้นเป็นทุกข์ที่มีเงินแล้วไม่รู้จักใช้ หล่อนอาจจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยกับการอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ใช้เสื้อผ้าเก่าหรืออดอาหารบางมื้อ ว่าที่จริงความสุขทั้งหลายนั้นอยู่ที่ใจ ถ้าหล่อนคิดว่าการจ่ายค่าเช่าน้อย แล้วเหลือเงินมาซื้อหุ้นเป็นความสุขกว่าการอยู่ห้องใหญ่แต่ต้องขายหุ้นทิ้ง จะบอกได้อย่างไรว่าเธอเป็นทุกข์จากการอยู่ห้องเล็ก ซึ่งเป็นมาตรฐานของสังคมทั่ว ๆ ไป


ผมเองไม่ได้สนับสนุนให้ Value Investor ทำตัวแบบแอนน์ ไชเบอร์ทุกอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าชีวิตของแอนน์เป็นชีวิตที่น่าอนาถ Value Investor พันธุ์แท้มักจะมีชีวิตและความคิดที่เป็นอิสระ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวิธีคิดในการลงทุนมันสอนให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นผมคิดว่าแต่ละคนคงจะต้องเลือกว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด การเรียนรู้บทเรียนจากคนอื่นโดยเฉพาะจากคนที่มีศรัทธาแรงกล้านั้นเป็นเรื่องสำคัญ เปรียบเสมือนกับการทำความรู้จักกับ “แม่สี” เพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถเอามาผสมกันเป็นสีอื่นที่เราพึงพอใจที่สุด

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าถามคนทั่วไปว่าเขามีเงินหรือความมั่งคั่งแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาคิด ไม่ใช่ว่าเขามีมากเสียจนนับไม่ไหวแต่เป็นเพราะว่าคนทั่วไปมักจะไม่ได้สนใจคำนวณหรือติดตามว่าทรัพย์สมบัติของตนนับแล้วที่เท่าไร คนส่วนมากคงรู้ว่าเงินในบัญชีของตนเป็นเท่าไรในแต่ละช่วงแต่ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นทั้งหมดเมื่อนำมารวมกันหักด้วยหนี้สินซึ่งจะทำให้ได้ค่าของความมั่งคั่งนั้น คนจำนวนมากไม่ได้คิดถึง

เรื่องของความมั่งคั่งโดยเฉพาะของคนที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนประจำที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางของไทยนั้นผมคิดว่ามีคนศึกษาน้อยมากว่าที่จริงเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆของคนชั้นกลางซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆและมีความสำคัญต่อธุรกิจที่ขายของให้กับคนชั้นกลางนั้นเรายังมีความรู้น้อยมาก
ผมเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลความมั่งคั่งของใครในอาชีพของตนเองแต่บางครั้งก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเพื่อนที่มีพื้นฐานการเรียน การทำงาน และอาชีพคล้ายๆกันหลังจากทำงานมากว่า 20 ปี บัดนี้มีทรัพย์สมบัติที่เกิดจากความมั่งคั่งเท่าไรแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะได้เปรียบเทียบความมั่งคั่งของตนเอง เพื่อจะดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนทางการเงิน พูดง่ายๆก็คืออยากจะมีดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งเอาไว้เป็นมาตราฐานเปรียบเทียบ

การหาดัชนีวัดความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องมีการออกสำรวจ สอบถาม คนจำนวนมากเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองยังไม่เห็นการศึกษาแบบนั้นแต่จากการคุยกับเพื่อนบ้างและจากการศึกษาและการคำนวณบนกระดาษโดยใช้สมมุติฐานบางอย่างผมก็ได้สมการซึ่งน่าจะนำมาใช้อ้างอิงได้อย่างหยาบๆว่าคนที่มีรายได้ประจำแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวควรมีความมั่งคั่งเท่าไร


สูตรของผมก็คือ ความมั่งคั่งของคนมีรายได้ประจำควรมีช่วงระหว่าง 0.1 x รายได้ต่อปี x อายุ ถึง 0.15 x รายได้ต่อปี x อายุ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินมีเงินเดือนเดือนละ 200,000 บาท มีโบนัสปีละสองเดือน และ คุณอายุ 50ปี คุณควรจะมีความมั่งคั่งระหว่าง 0.1 x (200,000 x 14) x 50 หรือ 14 ล้านถึง 21 ล้านบาท


ถ้าข้อเท็จจริงก็คือคุณมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่น้อยกว่า 14 ล้านบาท ผมคิดว่า คุณคงจะเป็นคนที่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยหรือไม่ก็คงจะมีภาระในการเลี้ยงดูลูกเมียหรือสนับสนุนคนอื่นมากจนทำให้คุณมีความมั่งคั่งต่ำกว่าเพื่อนๆ ที่มีสถานะในระดัะบเดียวกัน


ตรงกันข้ามถ้าคนมีความมั่งคั่งมากกว่า 21 ล้านบาท ผมคิดว่าคุณคงเป็นคนที่มัธยัสและหรือมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายเงินน้อย หรืออาจจะมีความสามารถในการหารายได้อื่นหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนในเงินที่มีอยู่


แน่นอนว่าคนที่มีภรรยาทำงานประจำด้วยและมีลูกน้อยคนโอกาสที่ความมั่งคั่งจะสูงกว่าครอบครัวที่สามีทำงานเพียงคนเดียวและมีลูกหลายคนก็คงจะมีมาก เพราะรายได้จะเป็นสองคนในขณะที่รายจ่ายกลับน้อยกว่า


สูตรความมั่งคั่งข้างต้นนั้นคงจะใช้ได้ดีสำหรับคนที่มีอายุเกิน 35 -40 ปีขึ้นไปแล้ว สำหรับคนที่อายุ น้อยเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่ปี สูตรนี้คงจะต้องปรับลดลงมาเหตุเพราะว่าคนที่อายุการทำงานน้อยโอกาสที่จะสะสมเงินจะยังมีน้อย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ เงินสะสมและนำไปลงทุนนั้นยังมีเวลาเติบโตน้อย หรือถ้าเป็นการลงทุนซื้อบ้านราคาก็ยังไม่ปรับตัวขึ้นมามากที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น


นอกจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุแล้วสมการความมั่งคั่งดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่คิดจากอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมากและที่สำคัญผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคารอยู่ในระดับที่สูงมากจนมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้อง

บริหารเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม


ดังนั้นคนที่จะใช้ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งดังกล่าวในอนาคตเพื่อที่จะวัดผลงานของตนเองจะต้องตระหนักว่า การลงทุนในทรัพย์ที่เก็บออมไว้จะต้องมีการศึกษาและวางแผนเป็นอย่างดีโดยหลักการใหญ่ก็คือจะต้องพยายามให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยทุกปี ของความมั่งคั่งทั้งหมดนอกจากนั้นจะต้องกระจายการถือครองทรัพย์สมบัติอย่างเหมาะสมทั้งที่เป็นที่ดิน บ้าน ตราสารการเงิน หุ้น เงินฝากธนาคาร และรวมถึงการกู้เงินถ้ามี

นับจากนี้ไปมนุษย์เงินเดือนที่หวังจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองในอนาคตจะต้องศึกษาเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจังซึ่งรวมไปถึงการคิดคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบโดยมีกฎเหล็กก็คือรายได้จะต้องมากกว่ารายจ่าย
และเหลือเงินเก็บไม่น้อยกว่า10% โดยที่วิธีเพิ่มรายได้ถ้าจำเป็นนั้นมีวิธีการมากมายเช่นเดียวกับการตัดรายจ่ายต่างๆซึ่งก็ง่ายไม่แพ้กันถ้ามีความตั้งใจจริง

เรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ารายได้และค่าใช้จ่ายก็คือการลงทุนซึ่งมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่จะต้องเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่การซื้อบ้านซึ่งในอดีตมักจะมองแต่เฉพาะความสามารถในการผ่อนและขึ้นอยู่กับความพึงพอใจผมคิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปเป็น
การพิจารณาในประเด็นของความเหมาะสมในแง่ของการลงทุนด้วยเพราะการซื้อบ้านที่ใหญ่เกินไปและลงทุนมากเกินสมควร ในที่สุดจะเป็นภาระและดึงให้ผลตอบแทนของทรัพย์สินรวมต่ำลง


การลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนกินเงินเดือนในอนาคตก็คือเรื่องเกี่ยวกับหุ้นเพราะผมคิดว่าการฝากเงินในธนาคารนับจากนี้ไปคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำไปอีกนานมากคล้ายๆกับในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นสิบๆปี
เพราะประเทศมีเงินเหลือเฟือ ดังนั้นการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเงินในอนาคตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงทุนในหุ้น


. การลงทุนในหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคืออย่างน้อยประมาณ 10 %ต่อปี ผมคิดว่ามีเพียงสองวิธี ถ้าคุณไม่ใช่เซียนเล่นหุ้นจริงๆก็คือ การลงทุนในหน่วยลงทุนหุ้นที่มีอยู่มากมายพยายามเลือกหน่วยลงทุนที่กระจายการลงทุนมากที่สุด
อย่าลงในกองทุนที่ลงเฉพาะหุ้นบางประเภทเช่นหุ้นไฮเทค หุ้นพลังงาน หรือแม้แต่หุ้นปันผลเมื่อเลือกบริษัทที่ดีมีมาตราฐานแล้วก็ถือหน่วยลงทุนไว้ยาวนานหรือตลอดไป


ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในหุ้นคุณจะต้องศึกษาวิธีการลงทุนอย่างลึกซึ้ง และแน่นอนต้องเป็นการลงทุนแบบValue Investmentที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนจนคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนเองและถือหุ้นไว้ยาวนานแทบจะตลอดชีวิต


ทำได้ดังที่ว่าผมเชื่อว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่งและมีทรัพย์สินเหนือกว่าดัชนีอย่างแน่นอน