วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551

ธุรกิจของเศรษฐีไทย

ธุรกิจของเศรษฐีไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิตยสารฟอร์บส์ เอเซีย ฉบับประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จัดอันดับเศรษฐีไทยที่มั่งคั่งที่สุด 40 คน นั้นผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เศรษฐีเหล่านี้ทำดังต่อไปนี้

ข้อแรก ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยมาก ๆ นั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับคนจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นคนระดับรากหญ้า ข้อสอง ธุรกิจที่ทำมักเป็นธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดสูง ไม่โดยสัมปทานก็โดยความภักดีในยี่ห้อของลูกค้า ข้อสาม ถ้าไม่ใช่ข้อหนึ่งหรือสองก็เป็นธุรกิจที่กำลังรุ่ง เป็นดารา หรือเป็นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคากำลังดี ทำให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ ลองมาดูว่าเศรษฐีไทย พ.ศ. นี้ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง

เศรษฐีอันดับต้นที่สุดดูเหมือนว่าจะอยู่ในธุรกิจน้ำเมาและเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเจ้าของธุรกิจนี้มีชื่ออยู่ในอันดับที่ 1, 2, 8, 22 และ 36 และเป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง เครื่องดื่มกระทิงแดง เบียร์สิงห์ เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็ม และกระทิงแดงตามลำดับ นี่คือธุรกิจที่มียอดขายสูงมาก อิ่มตัว และทำกำไรได้ดี ขณะเดียวกัน คู่แข่งก็เข้ามาแข่งขันได้ยากเพราะมีข้อจำกัดมากมายเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในด้านของการโฆษณาที่ทำได้จำกัด
เศรษฐีที่รวยในอันดับต่อมาก็คือผู้ที่ทำธุรกิจสื่อสารซึ่งติดอันดับ 3 คนในอันดับที่ 3, 4 และ 19 โดยอันดับที่ 3 นั้นนอกจากทำธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือแล้ว ยังเป็นเจ้าของธุรกิจเกษตรและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นี่คือกลุ่มของ TRUE และ CP ส่วนอันดับที่ 4 และ 19 นั้นเคยเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้บริษัท AIS และ DTAC นี่เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่และเคยโตเร็วมาก ปัจจุบันผู้ใช้บริการมีจำนวนมากครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ มีผู้ใช้บริการหลายสิบล้านคน และผู้เล่นรายใหม่ก็ไม่สามารถเข้ามาเล่นได้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องมีสัมปทาน
เศรษฐีกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดอันดับคนรวยจำนวนมากก็คือผู้ที่ทำอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งติดอันดับ 10, 21, 30, 31 และ 39 ซึ่งเป็นกลุ่มของไทยซัมมิต กลุ่มณรงค์เดช กลุ่มสมบูรณ์แอดว้านซ์ กลุ่มไทยสแตนเลย์ และกลุ่มเครือของไทยซัมมิตตามลำดับ เศรษฐีในกลุ่มนี้ ติดอันดับขึ้นมาเนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่บูมขึ้นมากและสามารถส่งออกได้มากขึ้นอย่างมหาศาลเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย
การเจริญเติบโตของห้างสมัยใหม่ในแบบของ Modern Trade ในประเทศไทยได้สร้างเศรษฐีให้ติดอันดับขึ้นมา 2 ราย คืออันดับที่ 5 และ 34 นั่นคือรายของกลุ่มห้างเซ็นทรัลและบิ๊กซีตามลำดับ และนี่ก็เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ แม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตจะไม่สูงมากนัก แต่แนวโน้มน่าจะยังคงค่อย ๆ เติบโตไปได้อีกนานจนกว่าจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศจะมีห้างสมัยใหม่เหล่านี้
ธุรกิจบันเทิงที่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายค่อนข้างสูงและมีฐานะทางการตลาดที่โดดเด่นและสามารถกีดกันคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถที่จะทำให้เจ้าของร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แม้ว่าตัวธุรกิจจะเติบโตไม่มากแต่เงินสดที่ได้จากธุรกิจจะมีสูงมากและทำให้มูลค่าหุ้นสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรจากธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม ใน 40 รายที่มีการจัดอันดับนั้น คนในกลุ่มนี้ติดอันดับถึง 5 ราย คือในอันดับที่ 7, 9, 26, 37 และ 40 โดยอันดับที่เจ็ดนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าของช่อง 7 แล้ว ยังเป็นนายแบงค์ด้วย อันดับที่ 9 เป็นเจ้าของช่อง 3 อันดับที่ 26 เป็นกลุ่มที่คุมโรงภาพยนตร์ในประเทศกว่าครึ่งคือ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ อันดับที่ 37 ก็ยังมาจากช่อง 7 และอันดับที่ 40 คือกิจการเครือ แกรมมี่
แม้ว่าช่วงเวลานี้จะไม่ใช่ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก เราจึงยังเห็นเศรษฐีในกลุ่มนี้ที่ติดอันดับคนรวยที่สุดในประเทศถึง 4 คน ในอันดับที่ 13, 18, 29 และ 35 เริ่มจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤษาเรียลเอสเตท นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และเครือญาติของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์อีกรายหนึ่ง
เศรษฐีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือผู้รับเหมาซึ่งถึงจะอยู่ในภาวะธุรกิจที่ไม่สดใสแต่เจ้าของธุรกิจก็ยังติดกลุ่มมหาเศรษฐีไทยแม้ว่าจะติดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็คือลำดับที่28, 32 และ 33 นี่คือกลุ่มอิตาเลียนไทย 2 ราย และกลุ่มของ ช. การช่างตามลำดับ
กลุ่มสุดท้ายซึ่งมี 2 รายก็คือผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำตาล นั่นคืออันดับที่ 6 และ 15 โดยอันดับที่ 6 เป็นกลุ่มมิตรผลซึ่งมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่าง และอันดับที่ 15 คือน้ำตาลขอนแก่น นี่คงมาจากการที่ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้ธุรกิจที่ไม่ค่อยสดใสนักกลายเป็นธุรกิจที่มีค่าสูงในช่วงเวลาอันสั้น
ยังมีมหาเศรษฐีอีกหลายคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงเพราะส่วนใหญ่ติดอันดับด้วยเหตุผลเฉพาะของตนเอง ที่น่าสังเกตก็คือ เศรษฐีที่มาจากการทำธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักนั้น มีน้อยมาก ที่เด่นชัดจริง ๆ ก็คือ กลุ่มไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นหรือ TUF ที่ติดอันดับ 25 เท่านั้น
ในฐานะของนักลงทุน เราควรจะมองไปข้างหน้า อย่างน้อยสัก 5 ปีขึ้นไป เพื่อดูว่าในอนาคตธุรกิจอะไรที่จะสร้างมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศไทยขึ้นมา ประวัติศาสตร์บอกเราว่า อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าเรารู้หรือคาดได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะมาและใครจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต่อไป การขอ “ร่วมเดินทาง” เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการซื้อหุ้นลงทุนถ้าทำได้ ก็น่าจะทำให้เราพลอยร่ำรวยไปด้วยได้เหมือนกัน

กระต่ายกับเต่า

กระต่ายกับเต่า
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิทานอีสบที่มีคนอ้างถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องกระต่ายกับเต่า เพราะในแทบทุกเรื่องที่มีการแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจหรือชีวิต หรือการแข่งขันกันของสังคมหรือแม้แต่ในระดับนานาชาติ การเป็น “เต่า” นั้นมักจะได้รับการสรรเสริญและยอมรับนับถือและเป็นที่น่าทึ่งจากผู้คนจำนวนมาก เหตุคงเป็นเพราะว่าเต่านั้นดูเหมือนจะเป็นรองมากทางด้านสรีระ ดังนั้น การได้ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มาจากจิตใจล้วน ๆ

เรื่องที่เล่ากันมานานนับพันปีก็คือ เต่าถูกกระต่ายเยาะเย้ยว่าเชื่องช้าจึงท้ากระต่ายแข่งขันวิ่งเข้าเส้นชัย การแข่งขันเริ่มขึ้นจากการที่กระต่ายวิ่งนำเต่าไปมากโขในเวลาอันสั้น แต่หลังจากนำไปมาก กระต่ายก็ชะล่าใจแวะพักและงีบหลับไป พอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอึกทึกของหมู่สัตว์น้อยใหญ่ก็พบว่าเต่ากำลังวิ่งเข้าสู่เส้นชัย กระต่ายพยายามวิ่งตามสุดกำลังแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขี้เกียจและประมาทก็จะพ่ายแพ้และนำมาซึ่งความผิดหวัง ผู้ที่มุ่งมั่น ขยันและมีความเพียรพยายามจะเป็นผู้ชนะและประสบความสำเร็จ นั่นคือกระต่ายกับเต่าภาคแรกดั้งเดิมที่มีมานาน แต่ในระยะหลังที่โลกของการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปมาก คนพูดกันแต่เรื่องของความเร็วว่าเป็นหัวใจของชัยชนะ นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าก็เลยมีภาคสอง เรื่องมีว่า
หลังจากกระต่ายพ่ายแพ้การแข่งขันในครั้งนั้นซึ่งทำให้เสียหน้าไปมากก็กลับไปคิดทบทวนความผิดพลาดของตนเอง หลังจากนั้นก็กลับไปท้าเต่าแข่งใหม่ เต่ารับคำท้าอย่างมั่นใจเพราะเคยเอาชนะมาแล้ว คราวนี้กระต่ายวิ่งรวดเดียวไม่พักจนถึงเส้นชัยแล้วก็นอนเล่นรอจนเต่าเดินต้วมเตี้ยมมาถึง กระต่ายจึงพูดเยาะเย้ยเต่าว่า “ทีหลังอย่ากำแหง” นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเก่ง มีความขยัน และไม่ประมาท อย่างไรก็ชนะคนที่มีแต่ความเพียรพยายามแต่มีศักยภาพที่จำกัด ดูเหมือนว่าโลกในยุคข้อมูลข่าวสารนั้น หลักฐานมีมากมายว่า “กระต่าย” กลายเป็นพระเอก “เต่า” ดูเหมือนว่ากำลังจะตกยุค คนที่ทำอะไรชักช้าไม่มีทางชนะได้ แต่นี่เป็นจริงในทุกเรื่องหรือ? โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนที่ผมพูดอยู่เสมอว่าเราควรลงทุนแบบ “เต่า” และนี่นำเราไปสู่ กระต่ายกับเต่าภาคสาม
หลังจากพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการแข่งขันครั้งที่สอง เต่าเองไม่ท้อถอยหมดหวังหมดกำลังใจตามภาษาเต่าที่มีชีวิตอยู่มานานและผ่านช่วงขึ้นและลงของชีวิตมามาก หลังจากคิดทบทวนจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตนอย่างรอบคอบ เต่าก็กลับไปท้ากระต่ายใหม่ คราวนี้เต่าขอเป็นคนกำหนดเส้นทางแข่งขันเองซึ่งกระต่ายก็ยิ้มเยาะรับคำท้าเพราะคิดว่าอย่างไรเสียเต่าก็ไม่มีทางเอาชนะตนเองได้ พอเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งอย่างรวดเร็วนำหน้าเต่าไปมาก แต่พอเข้าใกล้เหลือเพียงไม่กี่เมตรก่อนถึงเส้นชัย กระต่ายก็พบกับลำน้ำขวางหน้าวิ่งต่อไปไม่ได้ เต่าเดินตามมาอย่างช้า ๆ จนทันกระต่ายที่ริมฝั่งน้ำและว่ายข้ามลำห้วยถึงเส้นชัยในที่สุด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ในการแข่งขันเอง และมีกลยุทธ์และแผนการที่จะเดินไปตามแนวทางนั้น คุณก็จะเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครขวางคุณได้
การเป็นนักลงทุนแบบเต่านั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ เราต้องเป็นเต่าภาคสาม นั่นคือ เราจะต้องเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์กติกาเอง อย่าปล่อยให้คนอื่นมาเป็นคนกำหนดกติกา ความหมายก็คือ เราอย่าไปเล่นตามตลาดหรือตามวิธีการเล่นของคนอื่น ตัวอย่างเช่น การTrade หรือซื้อขายหุ้นเป็นประจำนั้น เป็นเกมหรือสิ่งที่คนทั่วไปทำกัน ถ้าเราทำตามวิธีการนั้นก็แปลว่าเรากำลังเล่นตามกฎเกณฑ์ของคนอื่นซึ่งโอกาสที่เราจะชนะนั้นน้อยเหลือเกินถ้าเราเป็น “เต่า” ที่ไม่มีความสามารถที่เหนือกว่าในด้านของการ Trade หุ้น
การกำหนดเส้นทางหรือเส้นชัยหรือเป้าหมายในการลงทุนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าเราเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง โอกาสชนะหรือประสบความสำเร็จก็จะสูงมาก การกำหนดเส้นทางและเป้าหมายของการลงทุนหมายถึงการวางแผนว่าเราจะมีความมั่งคั่งประมาณเท่าไรในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าจะให้ดีควรกำหนดไว้ด้วยว่าตนเองจะ “เกษียณ” เมื่อไร แต่ไม่ใช่การเกษียณที่กำหนดโดยคนอื่นเช่นนายจ้าง
กำหนดเส้นทางหรือเป้าหมายแล้วก็จะต้องวางกลยุทธ์ที่จะเดินไปให้ถึง กลยุทธ์นั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงความเป็นจริงว่า “เราเป็นเต่า” ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเต่าที่ขยัน เราก็มีศักยภาพที่จำกัด เราเดินได้ปีละไม่เกิน 15-20 เปอร์เซ็นต์ โอกาสที่จะเดินได้ปีละ 10-15% น่าจะมีมากกว่า และนี่ก็คือเฉพาะการลงทุนในหุ้น แต่ถ้าลงทุนในตราสารหนี้หรือฝากเงิน เราจะไปช้ากว่า คือน่าจะได้ปีละไม่เกิน 5- 10% ถ้าเปรียบเทียบกับเต่าจริง ๆ ก็คือ การเดินทางในน้ำกับการเดินทางบนบกก็มีความเร็วไม่เหมือนกัน มีความเหน็ดเหนื่อยไม่เท่ากัน นักลงทุน “เต่า” ที่ไม่รู้หรือไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดนี้และพยายามทำตัวแบบ “กระต่าย” หรือเดินด้วยอัตราเร่งมากเกินไปอาจจะ “เหนื่อยตาย” เสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย
พูดโดยสรุปก็คือ การลงทุนสไตล์เต่าภาคสามนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการลงทุนสูง เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้คุณได้เปรียบ คุณเลือกได้แม้กระทั่งว่าคุณจะลงทุนเฉพาะหุ้นในกลุ่มไหนที่คุณรู้จักและเข้าใจมันได้ดี ส่วนหุ้นที่คนอื่นเล่นกันและบอกว่าดีแต่คุณไม่เข้าใจ คุณก็จะไม่เล่น ข้อสำคัญมีเพียงว่าคุณต้องจริงใจกับตนเองว่าคุณรู้อะไรจริง ๆ และอะไรที่คุณไม่รู้ อย่าประมาณตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ชัยชนะของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณแต่มันขึ้นอยู่กับการกำหนดกติกาของคุณต่างหาก เพราะฉะนั้น กำหนดกติกาให้ดี เดินไปตามทางนั้น แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณคิด

เงินเฟ้อกับหุ้น

เงินเฟ้อกับหุ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภาวะเงินเฟ้อนั้น ตามนิยามก็คือ สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นวัตถุสิ่งของทั้งที่ใช้เพื่อการบริโภคและเพื่อการผลิตทั้งหลายมักจะมีราคาแพงขึ้น ที่ชัดเจนก็คือ ที่ดินและบ้านมักมีมูลค่าสูงขึ้น ทองมีราคาสูงขึ้น มองอีกด้านหนึ่ง เงินที่เป็นธนบัตรและที่อยู่ในบัญชีมีค่าน้อยลง เพราะฉะนั้น ในยามที่เกิดเงินเฟ้อ การเก็บเป็นเงินสดไว้จะมีแต่ “ขาดทุน” เพราะยิ่งนานก็ยิ่งซื้อของได้น้อยลง การฝากเงินไว้ในธนาคารก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นคุ้มกับเงินที่มีค่าลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อหรือไม่ ถ้าดอกเบี้ยได้ปีละ 2% แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 5% อย่างที่เกิดขึ้นในบางช่วง ก็แปลว่าเรากำลัง “ขาดทุน” หรือมีอำนาจในการซื้อลดลงปีละ 3% หรือที่พูดกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบปีละ 3%

ในยามที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมากอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ ในฐานะของนักลงทุน เราควรรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่น่าจะมีมูลค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น พูดโดยทั่วไป อะไรที่เป็นสิ่งของ เป็นสินค้า หรือเป็นทรัพย์สิน ที่นำบริโภคหรือใช้สอยได้ มักจะมีค่ามากขึ้น อะไรที่เป็น “กระดาษ” เช่นธนบัตรหรือเงินสดในบัญชีมักจะมีค่าน้อยลง ซึ่งนี่ก็นำมาสู่การลงทุนที่สำคัญนั่นก็คือ หุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่จะถูกกระทบทันทีจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เหตุผลที่ทำให้พันธบัตรมีค่าหรือมีราคาลดลงก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้คนเทขายพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้นราคาของพันธบัตรจึงปรับตัวลง ยิ่งพันธบัตรมีอายุเหลืออยู่มากขึ้น ราคาของพันธบัตรนั้นก็จะมีราคาลดลงมากขึ้น ดังนั้นถ้าคิดว่าเงินเฟ้อกำลังมา อย่าซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่
หุ้นก็เป็น “กระดาษ” เหมือนกัน ดังนั้นโดยการเปรียบเทียบหุ้นก็น่าจะมีค่าลดลงในยามที่เงินเฟ้อ แต่หุ้นก็คือความเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ พูดให้ง่ายก็คือการถือหุ้นก็คือการถือที่ดิน โรงงาน อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นระบบการบริหาร ยี่ห้อสินค้า และอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว หุ้นเป็นตัวแทนของทรัพย์สินที่จับต้องได้ หุ้นไม่ใช่ “กระดาษ” ดังนั้นหุ้นจึงน่าจะมีมูลค่าหรือราคาเพิ่มขึ้นในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงมีแนวความคิดว่า ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ เช่นบ้านและที่ดิน
ที่กล่าวถึงนั้นเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง แต่ในโลกของความเป็นจริงในตลาดหุ้นนั้น เวลาเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง มีน้อยมากที่หุ้นจะมีมูลค่ามากขึ้น ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ราคาหุ้นกลับตกลงมาอย่างหนัก บางครั้งเกือบจะวิกฤติ เหตุผลที่หุ้นตกนั้นมีมากมายดังต่อไปนี้
ข้อแรก เงินเฟ้อทำให้วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีราคาสูงขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้หรือทำได้ช้ากว่าเพราะแรงกดดันของคู่แข่งหรือจากการควบคุมราคาของรัฐ ดังนั้น ในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ เราจึงมักจะพบว่ายอดขายของกิจการเพิ่มขึ้นแต่กำไรกลับคงที่หรือลดน้อยลงทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนหรือลดลง
ข้อสอง ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น กระแสเงินสดของกิจการที่สามารถนำมาจ่ายปันผลมักจะลดลง เหตุผลก็คือ เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กิจการจะต้องใช้เงินมากขึ้นในการสต็อคสินค้าจำนวนเท่าเดิม เงินสดถูกล็อคไว้ในสินทรัพย์หมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนั้น ภาวะเงินเฟ้อทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่กิจการจะต้องลงทุนซื้อมาบำรุงรักษาและขยายกำลังการผลิตมีราคาสูงขึ้น ทำให้กิจการต้องเก็บเงินสดไว้เพื่อการนี้มากขึ้น ผลก็คือ ปันผลซึ่งเป็นตัวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริงลดลงทำให้ราคาหุ้นลดลง
สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ทางวิชาการเงินเรียกว่าอัตราคิดลดหรือ Discount Rate นี่ก็คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว นั่นคือ ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงนั้น นักลงทุนสามารถลงทุนซื้อพันธบัตรหรือฝากเงินกับสถาบันการเงินโดยมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ดังนั้นเขาจึงย้ายเงินไปลงทุนในตราสารดังกล่าว และจะมาลงทุนในหุ้นต่อเมื่อราคาหุ้นตกลงมามากพอที่เขาจะสามารถลงทุนและได้ปันผลคุ้มค่าเท่านั้น ผลจากการนี้ก็คือ เมื่อมีการคาดว่าเงินจะเฟ้อมากขึ้น ราคาหุ้นจะปรับตัวลง และนี่ทำให้หุ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ตามทฤษฎีที่พูดกันอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ หุ้นอาจจะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แต่ก็อย่างที่ลอร์ดเคน เคยพูดไว้ ในระยะยาวแล้วทุกคนก็ตายหมด เลยไม่รู้ว่าจะพูดกันไปทำไม
ข้อสรุปของผมก็คือ ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการลงทุนโดยเฉพาะในตราสารหนี้และหุ้น ไม่ต้องพูดถึงการถือเงินสด อย่างไรก็ตาม การย้ายเงินไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ รวมถึงทองก็ไม่ได้รับประกันว่าจะให้ผลดี เหตุผลก็คือ เราไม่รู้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน ถ้าเงินเฟ้อลดลงในเวลารวดเร็ว การผูกติดกับทรัพย์สินที่ขายยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงซึ่งอาจรวมถึงค่าคอมมิชชั่นและภาษี อาจจะทำให้การลงทุนนั้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นดี ๆ ที่อาจจะถูกกระทบบ้างแต่ไม่มาก และพร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปเมื่อภาวะเงินเฟ้อลดลงแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำก็คือ ในภาวะที่เรากลัวเงินเฟ้อ เราก็ต้องหาหุ้นที่สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ซึ่งก็มีอยู่ แม้ว่าจะมีไม่มากนัก มันคงเหมือนกับการฝ่ามรสุมที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การที่จะเดินเรืออ้อมไปนั้นมักจะเสียเวลามากกว่า

บัฟเฟตต์ภาคแรก

บัฟเฟตต์ภาคแรก
โลกในมุมมองของ Value Investor
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ชีวิตและการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์ ในปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปในอเมริกา ในเมืองไทยเองนั้น นักลงทุนจำนวนมากน่าจะรู้จักเขาพอสมควร นักลงทุนหลายคนนับถือและยึดถือเขาเป็นแบบอย่างในการลงทุน บทความเกี่ยวกับวอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกเขียนขึ้นหลาย ๆ ครั้งทั้งในคอลัมน์นี้และในที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วพูดถึงสิ่งที่เขาทำ ผลงาน พอร์ตโฟลิโอ และความมั่งคั่งของเขาเมื่อเขาดังและประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับ Value Investor ทั่ว ๆ ไปนั้น น่าจะอยู่ที่ชีวิตของบัฟเฟตต์ในขณะที่เขายังไม่ดัง ไม่เป็นที่รู้จัก ในเวลาที่คนยังถามว่า ใครนะวอเร็นบัฟเฟตต์ ? เพราะนี่คือช่วงเวลาที่นักลงทุนควรศึกษาว่าวอเร็นบัฟเฟตต์ทำอย่างไรถึงได้ประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้และเราจะสามารถเดินตามรอยเขาได้แค่ไหน

วอเร็น บัฟเฟตต์ ถูกกล่าวขวัญเป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ Supermoney ซึ่งเขียนโดย "Adam Smith" ผู้โด่งดัง หรือชื่อจริงคือ George Goodman บทความเขียนขึ้นในช่วงประมาณปี 1970 ซึ่งเป็นเสมือนการเปิดตัวบัฟเฟตต์ในฐานะของเซียนหุ้นที่มีผลงานโดดเด่นโดยใช้แนวทางของ เบน เกรแฮม ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครในวงการผู้บริหารเงินมืออาชีพทั้งหลายในยุคนั้น และต่อไปนี้คือสาระสำคัญบางส่วนที่น่าสนใจ

อดัม สมิทธ์ เล่าว่าเขารู้จักบัฟเฟตต์ เนื่องจากเบนเกรแฮม ขอให้เขาช่วยเขียน The Intelligent Investor ในการพิมพ์ครั้งใหม่ เกรแฮมบอกเขาว่า มีคนเพียงสองคนที่เขาอยากให้ร่วมเขียนด้วยคือเขาและวอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นทำให้อดัม สมิทธ์ งงและอยากรู้จักว่าใครคือวอเร็น บัฟเฟตต์ เพราะในขณะนั้น ไม่มีใครในวงการหุ้นแม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นนักเขียนเรื่องหุ้นชื่อดังรู้จักบัฟเฟตต์

เมื่อได้พบและรู้จักบัฟเฟตต์แล้ว อดัม สมิทธ์ ได้เขียนเรื่องของเขาโดยบอกว่า สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ บัฟเฟตต์ นั้นก็คือ เขาเข้าข่ายที่จะเรียกได้ว่าเป็นนักบริหารเงินลงทุนที่โดดเด่นในยุคสมัยได้อย่างสบายมาก แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือ เขาทำมันได้ด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง นั่นก็คือ ในขณะที่พวกสิงห์ปืนไวในช่วงทศวรรษที่ 1960 กำลังโปรโมทกันเองในพับชื่อดังที่พวกเขาชอบพบกัน แล้วก็กลับมาเฝ้าจอหุ้นในออฟฟิสที่นิวยอร์ค บัฟเฟตต์ก็กำลังทำผลงานการลงทุนที่ดีที่สุดในวงการจากเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาโดยที่ไม่มีจอดูหุ้น ไม่มีพับชื่อดัง ไม่มีการกัดเล็บ ไม่มียาคลายเครียด ไม่มียารักษาโรคกระเพาะ ไม่มีเกมแบ็คแกมมอนหลังจากตลาดปิด ไม่มีหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นเหมือนติดจรวด ไม่มีหุ้นเทคโนโลยี ไม่มีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่มีหุ้นแบบ "Concept Stock" หรือหุ้นที่กำลังนิยมกันมากในช่วงนั้น มีแต่เพียง การลงทุนแบบ เบน เกรแฮม พันธุ์แท้ ที่ถูกประยุคใช้อย่างเสมอต้นเสมอปลายสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ หุ้นธรรมดา ๆ ที่เงียบเหงา เข้าใจง่าย และมีเวลาเหลือเฟือให้กับลูก ๆ สำหรับเกมแฮนด์บอล และการฟังเสียงข้าวโพดที่กำลังแตกยอดในท้องทุ่ง

ก็จริง ที่บัฟเฟตต์ ไม่ได้บริหารกองทุนรวม ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องถูกกดดันจากเซลแมนที่ต้องการขายหน่วยลงทุน ในขณะที่เขาสร้างสถิติการลงทุนด้วยปรัชญาการลงทุนของอีกยุคสมัยหนึ่ง หุ้นตัวที่ทำกำไรมาก ๆ บางตัวก็เข้าข่ายเป็นหุ้นตามปรัชญาการลงทุนแบบหุ้นโตเร็ว เขาไม่มีคณะกรรมการที่จะต้องขออนุมัติหรือรายงาน เขาไม่มีจ้าวนาย เขาไม่ทำตัวเป็นข่าว ที่จริงสื่อเองก็ไม่สนใจเขา ถ้าเขาซื้อหุ้นในบริษัทมากจนมีอำนาจในการควบคุมเขาก็พร้อมที่จะเข้าไปคุม ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เขามีอิสระและคล่องตัวจากข้อจำกัดทั้งหลาย

ห้างหุ้นส่วนของเขาเริ่มในปี 1956 ด้วยเงิน 105,000 เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลุง ป้า และญาติคนอื่น ๆ มันปิดตัวลงในปี 1969 ด้วยการเติบโตปีละ 31% ทบต้น เงิน 10,000 เหรียญในปี 1957 จะเพิ่มขึ้นเป็น 260,000 เหรียญในช่วงเวลา 13 ปีนั้น ห้างหุ้นส่วนกำไรทุกปีไม่มีปีไหนขาดทุนรวมทั้งในปีที่ตลาดหุ้นตกหนักในปี 1962 และ 1966 หุ้นส่วนทุกคนจะได้รับรายงานปีละครั้งที่จะบอกถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากทำสถิติการลงทุนและทำให้ทั้งหุ้นส่วนและตัวเขาค่อนข้างสบายแล้ว บัฟเฟตต์ก็ทำในสิ่งที่ผิดธรรมดาอีกครั้งหนึ่งคือ เขาเลิก ในตอนนั้นเขาอายุ 39 ปี เขาบอกว่ามันยากขึ้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ ในการที่จะหาหุ้นดี ๆ และแน่นอน แรงกระตุ้นของเขาก็อ่อนลงไปมากจากความสำเร็จของตนเองเพราะในขณะนั้นเขามีเงินถึงประมาณ 25 ล้านเหรียญและเขามีอย่างอื่นในชีวิตที่จะทำ และนี่คือภาคแรกของบัฟเฟตต์ที่เล่าโดย อดัม สมิทธ์เมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว

แน่นอน หลังจากที่เลิกห้างหุ้นส่วน และออกจากตลาดไปในช่วงที่ตลาดกำลังบูมมาก บัฟเฟตต์ได้กลับมาอีกครั้งโดยอาศัยบริษัทเบิร์กไชร์ฮาธาเวย์ หลังจากที่ตลาดถล่มกลับลงมาแล้วและกลายเป็นภาคสองของบัฟเฟตต์ที่เรารู้จักกันมาก บทเรียนบางประการสำหรับภาคแรกของบัฟเฟตต์ก็คือ ข้อแรก ในช่วงแรกที่เม็ดเงินยังน้อยนั้น ผลตอบแทนของเขาสูงถึง 31% ในขณะที่ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของเขาทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งแปลว่า ช่วงที่พอร์ตยังเล็ก ผลตอบแทนจะสูงกว่าช่วงพอร์ตใหญ่ สอง ในช่วงที่มีเงินน้อยนั้นเงินส่วนใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจากการบริหารเงินให้คนอื่นแล้วได้ส่วนแบ่งกำไร ดังนั้นคนที่คิดจะเลิกจากการทำงานที่มีรายได้แน่นอนแล้วมาลงทุนอย่างเดียวควรคิดให้หนัก ข้อสาม การใช้ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของบัฟเฟตต์ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าเม็ดเงินและชื่อเสียงของบัฟเฟตต์จะเพิ่มขึ้นมาก และนี่ก็เป็นข้อสังเกตและบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ Value Investor ที่กำลังเริ่มเดินทางตามผู้นำที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เพื่อชีวิต

ศาสตร์เพื่อชีวิต
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

หลังจากผ่านชีวิตมากว่า 50 ปี พร้อมกับปริญญาอีกหลายใบถึงปริญญาเอก ผมพบว่าวิชาความรู้และศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้ร่ำเรียนและศึกษามาหลาย ๆ วิชานั้น บัดนี้แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย หลายวิชาเคยได้ใช้ประโยชน์จากมันในช่วงเวลาหนึ่ง หลายวิชาผมยังคงใช้มันอยู่และคงจะใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ที่น่าแปลกก็คือ ความรู้หลายอย่างนั้น ผมต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองและใช้มันอย่างที่อาจจะรู้ไม่จริงแต่กลับเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนผมคิดว่ายังไม่ค่อยสอดคล้องกับชีวิตความเป็นจริง เรื่องสำคัญที่ต้องใช้ในชีวิตของคนส่วนใหญ่จำนวนมากไม่ได้ถูกสอน แต่เรื่องที่สอนจำนวนมากกลับไม่ได้ใช้ เราคงไปเปลี่ยนหลักสูตรต่าง ๆ ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาเรียนรู้เอง ในความเห็นของผม มีศาสตร์ 3 เรื่องที่เราต้องรู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ศาสตร์แรกก็คือศาสตร์เพื่อการทำมาหากิน นี่คือศาสตร์ที่เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจนถึงวันที่เริ่มทำงาน เรามักถูกกำหนดหรือชี้นำจากเงินเดือนหรือความยากง่ายในการหางานทำเมื่อจบการศึกษา สถานะทางสังคมของอาชีพ การมีชื่อเสียงของคนในอาชีพนั้น และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ได้ถูกพิจารณามากนักนั่นก็คือ ความชอบหรือทักษะส่วนตัวที่เหมาะสมกับอาชีพที่จะทำ และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่เด็กเรียนเก่งและไอคิวสูงส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนแพทย์ วิศวกรรม นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ในขณะที่สาขาวิชาอื่น ๆ ที่มีความสำคัญเหมือนกันกลับไม่ค่อยมีคนเรียนเก่งมาก ๆ มาเข้าเรียน

การเลือกศาสตร์เพื่อทำมาหากินตามค่านิยมนั้นเป็นเรื่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นและไม่เปลี่ยนแปลงมายาวนานตั้งแต่สมัยที่ผมเรียนจนถึงปัจจุบันและผมเองก็น่าจะเป็นคนหนึ่งในนั้น คนเก่งจำนวนมากที่เลือกเรียนศาสตร์ตามค่านิยม สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จนักเมื่อเทียบกับคนที่เก่งเท่ากันแต่เลือกเรียนในศาสตร์ที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า ตัวอย่างหนึ่งที่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดก็คือ นักเรียนมัธยมปลายสองคนที่เรียนดีที่สุดของประเทศต่างก็ได้ทุนแบงค์ชาติไปศึกษาในต่างประเทศ คนหนึ่งเลือกเรียนวิศวกรรมและกลับมาทำงานในโรงพิมพ์ธนบัตร อีกคนหนึ่งไปเรียนเศรษฐศาสตร์และกลับมาทำงานในฝ่ายวิชาการ สุดท้ายคนแรกได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโรงพิมพ์แต่คนที่สองกลายเป็นผู้ว่าการหรือรองผู้ว่าการธนาคาร ความสำเร็จในชีวิตต่างกันมาก

ผมคิดว่าตัวอย่างคล้าย ๆ กันนี้มีเต็มไปหมด การเลือกศาสตร์ในการทำมาหากินผมคิดว่ามีผลมหาศาลต่อความสำเร็จ บางทีอาจจะมากกว่าเรื่องของไอคิวหรือความเก่ง ส่วนตัวผมเองคิดว่า ความชอบหรือทักษะน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเลือกศาสตร์นี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำไปอีกนานมาก และถ้าเราไม่ชอบหรือไม่ถนัด โอกาสที่จะทำได้ดีก็มีน้อย ที่สำคัญก็คือเราจะทำอย่างไม่มีความสุข

ศาสตร์ที่สองที่เราจำเป็นต้องใช้เมื่อเราเริ่มมีเงินและต้องเริ่มเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคตแต่มักไม่ได้รับการสอนก็คือศาสตร์ทางการเงินซึ่งไม่ได้หมายถึงการบริหารเงินของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการเงินส่วนบุคคล เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลนั้นผมเชื่อว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการเงินของคนไม่น้อยไปกว่าเรื่องของรายได้ที่เกิดจากอาชีพการงาน คนมีรายได้มากนั้น จำนวนมากไม่รู้จักการใช้หรือดูแลเงินที่หามาได้ บางคนอาจจะรู้จักเก็บออมแต่ไม่รู้จักวิธีการลงทุนให้เงินทองงอกเงย ซึ่งในระยะสั้นอาจจะไม่เห็นความแตกต่างมากนัก แต่ในระยะยาวแล้ว คนที่มีความรู้และความเข้าใจศาสตร์นี้จะทำได้ดีกว่ามาก ในความรู้สึกของผม คนที่มีเงินเก็บถึง 2-3 ล้านบาทขึ้นไปแต่ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้นในทางใดทางหนึ่งนั้น ผมถือว่าเป็นคนที่น่าจะเรียกว่าไม่มีความรู้ในศาสตร์ทางการเงิน และจำเป็นที่จะต้องขวนขวายเรียนรู้อย่างรีบด่วน เพราะยิ่งทิ้งไว้นานก็จะยิ่งเสียหายได้มาก

ศาสตร์สุดท้ายที่ผมพบว่ามีความจำเป็นและสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็คือ ศาสตร์ของสุขภาพและความสุข สิ่งเหล่านี้เราได้เรียนรู้มาบ้างในชั้นเรียน แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เพียงพอและหลาย ๆ อย่างเราก็ไม่ใส่ใจจดจำเนื่องจากในช่วงที่เราเรียนนั้น เราไม่เคยรู้สึกว่าสุขภาพกายหรือใจเราจะมีปัญหา วิชาเกี่ยวกับสุขภาพและเรื่องของจิตใจนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมจำได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมกลับคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สุขภาพคือความเสี่ยงที่สูงที่สุดสำหรับทุกคน การลดความเสี่ยงทางด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะทางด้านการเงินนั้น เราเรียนรู้และพยายามหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง แต่ทำไมเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่ามากที่เกี่ยวกับชีวิตเรา เราจึงไม่ศึกษาหรือปฏิบัติอย่างเพียงพอ? เราทำงานแทบตายเพื่อหาเงิน เราออมและลงทุนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเพิ่มหรือสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิต แต่เรากลับปล่อยปละละเลยการดูแลสุขภาพและความสุขทางใจต่าง ๆ และพบในที่สุดว่าเงินทั้งหมดนั้นอาจจะไม่สามารถซื้อสุขภาพและความสุขที่เสื่อมโทรมกลับมาได้ ดังนั้น ผมคิดว่า ศาสตร์ทางด้านสุขภาพซึ่งมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคนโดยเฉพาะที่มีอายุขึ้นเลขสี่แล้ว

คนที่มีอาชีพทางการเงินหรือทางด้านของสุขภาพน่าจะโชคดีที่ต้องเรียนรู้ศาสตร์หลักเพียงสองอย่าง คนที่เกษียณจากการทำงานแล้วศาสตร์ที่เขาต้องเรียนรู้ก็คือการเงินและเรื่องของสุขภาพ แต่สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรจะต้องจำไว้เสมอว่า มีศาสตร์สำคัญ 3 อย่างที่เราต้องเรียนรู้ เพราะมันเป็นศาสตร์เพื่อชีวิตที่เราจะต้องไม่หลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้และยิ่งเร็วก็ยิ่งดี นั่นคือ ศาสตร์เพื่อการงาน การเงิน และสุขภาพกายใจ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว

หลักการของ Templeton

หลักการของ Templeton
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หลักการของ Templeton

เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน ตำนานเซียนหุ้นระดับอินเตอร์ซึ่งมีการลงทุนกระจายอยู่ทั่วโลก มีหลักการลงทุนที่ยึดถือมานาน Value Investor ที่มุ่งมั่นควรจะเรียนรู้ไว้ และนำมาประยุกต์ใช้ ต่อไปนี้เป็นหลักปฏิบัติ 22 ข้อของเขา

สำหรับนักลงทุนระยะยาวทุกคนแล้ว มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว นั่นคือ "สร้างผลตอบแทนรวมที่แท้จริงหลังภาษีสูงสุด"
การบรรลุผลตอบแทนการลงทุนที่ดีต้องการการศึกษาและการทำงานอย่างหนัก และมันยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า ยกเว้นแต่ว่าคุณจะทำบางสิ่งบางอย่างแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
เวลาที่คนมองโลกในแง่ร้ายที่สุด คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้อ และเวลาที่คนมองโลกในแง่ดีที่สุด ก็คือเวลาที่ดีที่สุดที่จะขาย
ถ้าจะพูดหลักการข้อที่สี่ในอีกแบบหนึ่งก็คือ ในตลาดหุ้น วิธีเดียวที่จะซื้อหุ้นถูกก็คือ การซื้อในสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังขาย
การซื้อเมื่อคนอื่นกำลังขายอย่างหมดหวัง และการขายเมื่อคนอื่นกำลังซื้ออย่างละโมบ ต้องการความกล้าหาญสูงสุด แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่กำลังเสนอผลตอบแทนสูงสุด
ตลาดหมีนั้น อยู่ชั่วคราวเสมอ ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นประมาณ 1- 12 เดือน ก่อนวัฏจักร์ธุรกิจจะตกถึงจุดต่ำสุด
ถ้าอุตสาหกรรมใดหรือหลักทรัพย์แบบใดได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน ความนิยมนั้นจะเกิดขึ้นชั่วคราวเสมอ และเมื่อความนิยมนั้นหมดไป มันจะไม่กลับมาอีกนานหลาย ๆ ปี
ในระยะยาว ดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามแนวโน้มระยะยาวของการเติบโตของกำไรต่อหุ้น
ในโลกเสรี กำไรของดัชนีตลาดหุ้นจะผันผวนไปตามมูลค่าการสร้างทดแทนของมูลค่าตามบัญชีของหุ้นที่อยู่ในดัชนีนั้น
ถ้าคุณซื้อหลักทรัพย์ตัวเดียวกับที่คนอื่นซื้อ คุณก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับคนอื่น
เวลาที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่งก็คือ เมื่อเจ้าของหุ้นที่ลงทุนระยะสั้นขายหุ้นของพวกเขาหมด และเวลาที่จะขายหุ้นก็มักจะเป็นเมื่อเจ้าของหุ้นระยะสั้นได้ซื้อเสร็จแล้ว
ราคาหุ้นผันผวนมากกว่าคุณค่าของมันมาก ดังนั้น กองทุนหุ้นที่อิงดัชนีจะไม่มีทางสร้างผลตอบแทนรวมที่สูงที่สุด
มีนักลงทุนจำนวนมากเกินไปที่เน้นที่ "ภาพในอนาคต" และ "แนวโน้ม" ดังนั้น เราสามารถทำกำไรได้มากกว่าโดยการเน้นที่คุณค่า
ถ้าคุณค้นหาหุ้นทั่วโลก คุณจะพบหุ้นที่ถูกได้มากกว่าและถูกกว่าการศึกษาเพียงชาติเดียว นอกจากนั้น คุณยังได้ความปลอดภัยจากการกระจายการลงทุนด้วย
ความผันผวนของราคาหุ้นนั้นจะเป็นสัดส่วนประมาณเท่ากับรากที่สองของราคาหุ้น
เวลาที่จะขายทรัพย์สินตัวหนึ่งก็คือ เมื่อคุณได้พบทรัพย์สินที่ราคาถูกกว่ามากที่จะมาแทนมัน
เมื่อวิธีการเลือกหุ้นแบบหนึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย คุณควรเปลี่ยนไปใช้อีกวิธีหนึ่งที่ไม่เป็นที่นิยม ก็อย่างที่ได้แนะนำในหลักการข้อ 3 ถ้ามีนักลงทุนใช้หลักการนั้นมากเกินไป วิธีการเลือกหุ้นหรือวิธีการคาดการณ์จังหวะซื้อขายหุ้นนั้นก็จะหมดประสิทธิภาพ
อย่าใช้วิธีการเลือกหุ้นหรือเลือกลงทุนในทรัพย์สินแบบใดแบบหนึ่งอย่างถาวร พยายามยืดหยุ่น เปิดกว้าง และตั้งคำถามเสมอ ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาวนั้น จะเป็นไปได้ก็เฉพาะโดยการเปลี่ยนหลักทรัพย์หรือวิธีการเลือกหลักทรัพย์จากที่เป็นที่นิยม เป็นแบบที่คนไม่นิยม
ทักษะในการเลือกนั้น มีผลมากที่สุดสำหรับส่วนที่เป็นหุ้นในเงินลงทุนรวมของคุณ
ผลงานดีที่สุดนั้น ถูกทำโดยบุคล ไม่ใช่คณะกรรมการ
ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ คุณจะสามารถคิดได้ชัดเจนและทำผิดแบบโง่ ๆ น้อยลง
ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นตัวหนึ่งและกำลังคิดจะเปลี่ยนเป็นอีกตัวหนึ่ง หุ้นตัวที่สองควรที่จะมีค่ามากกว่าตัวแรกอย่างน้อย 50% ถึงจะคุ้มค่าที่จะเปลี่ยน

และทั้งหมดนั้นก็คือหลักการของเทมเปิลตันที่ได้รับการพิสูจน์มายาวนานจนน่าจะเรียกได้ว่าคลาสสิค คงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อและปฏิบัติตามได้ทุกข้อ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ ข้อนั้น น่าจะมีความเป็นจริงอยู่มาก

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551

Practice Makes Permanent

Practice Makes Permanent
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเพิ่งหัดเล่นกอล์ฟได้ไม่นานแต่ก็รู้สึกว่ากอล์ฟมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายหุ้น
ข้อแรกก็คือ กอล์ฟนั้นเป็นกีฬาที่สามารถเล่นไปได้จนแก่ เพราะกอล์ฟไม่ใช่กีฬาหนัก แต่เป็นกีฬาที่เล่นไปเรื่อย ๆ ใช้เวลานาน และเล่นตามกำลังของคนเล่น นี่ก็เช่นเดียวกับหุ้นที่เราสามารถเล่นหรือลงทุนไปได้เรื่อย ๆ จนแก่ ความเสียเปรียบและข้อจำกัดเนื่องจากคนเล่นอายุมากนั้นมีน้อย ว่าที่จริงกอล์ฟนั้นมักจะเป็นกีฬาชนิดสุดท้ายของคนจำนวนมากที่พยายามออกกำลังเพื่อให้ร่างกายของตนเองแอ็คทิปไปให้นานที่สุด ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากหุ้นที่น่าจะช่วยให้สมองของเราแอ็คทิปไปจนเกือบหมดอายุขัย ผมเองคิดว่าคนลงทุนที่มีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว น่าจะพิจารณาเล่นกอล์ฟเป็นงานอดิเรกด้วย

ข้อสองที่ทำให้กอล์ฟคล้ายกับหุ้นก็คือ เกมกอล์ฟนั้น ว่ากันว่า เป็นเกมที่เราแข่งกับตัวเอง คือเป็นเกมที่คนเก่งและคนที่ไม่เก่งมาเล่นในก๊วนเดียวกันได้ การวัดผลงานนั้นมักจะวัดเปรียบเทียบกับสถิติเดิมของตนเองเป็นหลัก เช่นเดียวกัน การลงทุนในหุ้นนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องสู้กับตนเอง เราไม่ได้ไปแข่งกับคนอื่น เราเพียงแต่พยายามสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและน่าพอใจสำหรับตัวเราเองเท่านั้น

เกมกอล์ฟนั้น เขาบอกว่าเราไม่ควรตีลูกตามความถนัดหรือความรู้สึกของตนเอง แต่ควรตีลูกตามตำรา ตามวงสวิงที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ อย่าไปคิดเอาเอง แต่ควรทำตามที่โปรกอล์ฟสอน ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน การเล่นหุ้นโดยอาศัยความรู้สึกหรือเล่นตามความคิดของตนเองนั้น ยากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ หลักการและเทคนิคการลงทุนต่าง ๆ ที่ปรมาจารย์หลาย ๆ ท่านได้เคยบอกไว้นั้นถูกต้องและดีอยู่แล้ว อย่าพยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าดีจริง ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังก็คือ ในเรื่องของหุ้นนั้น มีปรมาจารย์เทียมอยู่มากมาย การปฏิบัติตามวิธีที่อาจจะไม่ถูกต้องของปรมาจารย์เทียมจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จได้

ข้อสี่ เรื่องของกอล์ฟนั้น สมาธิในการตีลูกมีผลมากต่อความสำเร็จของเกม การตีกอล์ฟที่ดีนั้น อย่ารีบร้อนหรือตีแรงเพื่อหวังให้ลูกไปไกล เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้ลูกมีโอกาสเข้าป่ามากขึ้น กลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับนักเล่นมือสมัครเล่นก็คือ ควรตีเบาและให้ลูกวิ่งไปตรง ๆ จะดีกว่า นี่ก็ไม่ต่างไปจากหุ้นที่เราไม่ควรเล่นเร็วหรือเล่น “แรง” นั่นคือ การลงทุนในหุ้นไม่ควรรีบร้อนซื้อหุ้นที่กำลังฮ็อตหรือทุ่มซื้อหุ้นแบบได้เสียเพียงตัวเดียว แต่ควรลงทุนแบบระมัดระวัง ใจเย็น และเน้นความปลอดภัยจะดีกว่า นักกอล์ฟที่ตีลูกไม่ไกลแต่ตีได้ตรงมักจะเอาชนะนักกอล์ฟที่ตีไปไกลแต่ทิศทางไม่แน่นอน ฉันใด นักลงทุนที่ใจเย็น ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป ย่อมสามารถเอาชนะนักลงทุนที่ใจร้อน หวังผลเลิศ ฉันนั้น

สุดท้ายที่ผมคิดว่าการเล่นกอล์ฟกับการเล่นหุ้นนั้นมีความคล้ายคลึงกันมากก็คือคำพูดจากโปรกอล์ฟชื่อดังคนหนึ่งซึ่งพูดว่า Practice does not make perfect, practice makes permanent. ซึ่งแปลว่า การซ้อมตีกอล์ฟมากมายนั้น ไม่ได้ทำให้การตีกอล์ฟดีสุดยอดไม่มีที่ติอย่างที่เข้าใจ แต่การซ้อมมากมายนั้นจะทำให้วิธีตีของเรานั้นติดตัวเราตลอดไป และถ้าวิธีที่เราซ้อมนั้นเป็นวิธีที่ผิด เราจะไม่สามารถแก้วงสวิงให้ถูกต้องได้

การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น ถ้าเราทำโดยเทคนิคหรือหลักการที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มและเราก็ปฏิบัติมานาน ประสบการการซื้อขายด้วยวิธีการดังกล่าวจะไม่ทำให้การลงทุนของเราดีขึ้น แต่มันกลับทำให้เราติดนิสัย และชินกับวิธีการนั้นจนแก้ไม่ได้ ดังนั้น การมีประสบการณ์การลงทุนมานานจึงอาจไม่ทำให้เราเก่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม ยิ่งมีประสบการณ์มากก็ยิ่งทำให้การปรับวิธีการลงทุนให้ถูกต้องทำได้ยากขึ้น
ด้วยเหตุดังกล่าว นักกอล์ฟที่ดีจะต้องเริ่มจากวิธีการที่ถูกต้อง แล้วจึงปฏิบัติและฝึกซ้อมไปตามนั้น ผลที่ได้ออกมาจึงจะดีอย่างไม่มีที่ติ เช่นเดียวกัน การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น หลักและวิธีการที่ถูกต้อง ต้องมาก่อน การปฏิบัติหรือประสบการณ์ที่ตามมาถึงจะเป็นประโยชน์ และผลงานที่ตามมาจะน่าประทับใจ ประสบการณ์ที่ผิด ๆ ทั้งในเรื่องของกอล์ฟและการลงทุนในหุ้นนั้นไม่มีประโยชน์ แต่มันกลับเป็นโทษที่ทำให้การแก้ไขทำได้ยาก

เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ผมพบว่า Value Investor หนุ่ม ๆ ที่เริ่มจากหลักการและวิธีที่ถูกต้องหลายคน สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นมากทั้ง ๆ ที่มีประสบการณ์การลงทุนมาเพียงไม่กี่ปี ในขณะที่คนที่ “คร่ำหวอด” ในวงการหุ้นหลายคนกลับไม่สามารถสร้างผลงานที่เปรียบเทียบกันได้ ผมเองเชื่อว่า ในเรื่องของหุ้นนั้นก็เช่นเดียวกับเรื่องของกอล์ฟ นั่นคือ Practice นั้นไม่ได้ Make Perfect แต่ Practice นั้น Make Permanent