ธุรกิจของเศรษฐีไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
นิตยสารฟอร์บส์ เอเซีย ฉบับประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จัดอันดับเศรษฐีไทยที่มั่งคั่งที่สุด 40 คน นั้นผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เศรษฐีเหล่านี้ทำดังต่อไปนี้
ข้อแรก ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยมาก ๆ นั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับคนจำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นคนระดับรากหญ้า ข้อสอง ธุรกิจที่ทำมักเป็นธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดสูง ไม่โดยสัมปทานก็โดยความภักดีในยี่ห้อของลูกค้า ข้อสาม ถ้าไม่ใช่ข้อหนึ่งหรือสองก็เป็นธุรกิจที่กำลังรุ่ง เป็นดารา หรือเป็นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคากำลังดี ทำให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในขณะนี้ ลองมาดูว่าเศรษฐีไทย พ.ศ. นี้ทำธุรกิจอะไรกันบ้าง
เศรษฐีอันดับต้นที่สุดดูเหมือนว่าจะอยู่ในธุรกิจน้ำเมาและเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเจ้าของธุรกิจนี้มีชื่ออยู่ในอันดับที่ 1, 2, 8, 22 และ 36 และเป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง เครื่องดื่มกระทิงแดง เบียร์สิงห์ เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็ม และกระทิงแดงตามลำดับ นี่คือธุรกิจที่มียอดขายสูงมาก อิ่มตัว และทำกำไรได้ดี ขณะเดียวกัน คู่แข่งก็เข้ามาแข่งขันได้ยากเพราะมีข้อจำกัดมากมายเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในด้านของการโฆษณาที่ทำได้จำกัด
เศรษฐีที่รวยในอันดับต่อมาก็คือผู้ที่ทำธุรกิจสื่อสารซึ่งติดอันดับ 3 คนในอันดับที่ 3, 4 และ 19 โดยอันดับที่ 3 นั้นนอกจากทำธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือแล้ว ยังเป็นเจ้าของธุรกิจเกษตรและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นี่คือกลุ่มของ TRUE และ CP ส่วนอันดับที่ 4 และ 19 นั้นเคยเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้บริษัท AIS และ DTAC นี่เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่และเคยโตเร็วมาก ปัจจุบันผู้ใช้บริการมีจำนวนมากครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ มีผู้ใช้บริการหลายสิบล้านคน และผู้เล่นรายใหม่ก็ไม่สามารถเข้ามาเล่นได้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องมีสัมปทาน
เศรษฐีกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดอันดับคนรวยจำนวนมากก็คือผู้ที่ทำอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งติดอันดับ 10, 21, 30, 31 และ 39 ซึ่งเป็นกลุ่มของไทยซัมมิต กลุ่มณรงค์เดช กลุ่มสมบูรณ์แอดว้านซ์ กลุ่มไทยสแตนเลย์ และกลุ่มเครือของไทยซัมมิตตามลำดับ เศรษฐีในกลุ่มนี้ ติดอันดับขึ้นมาเนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่บูมขึ้นมากและสามารถส่งออกได้มากขึ้นอย่างมหาศาลเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย
การเจริญเติบโตของห้างสมัยใหม่ในแบบของ Modern Trade ในประเทศไทยได้สร้างเศรษฐีให้ติดอันดับขึ้นมา 2 ราย คืออันดับที่ 5 และ 34 นั่นคือรายของกลุ่มห้างเซ็นทรัลและบิ๊กซีตามลำดับ และนี่ก็เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ แม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตจะไม่สูงมากนัก แต่แนวโน้มน่าจะยังคงค่อย ๆ เติบโตไปได้อีกนานจนกว่าจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศจะมีห้างสมัยใหม่เหล่านี้
ธุรกิจบันเทิงที่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายค่อนข้างสูงและมีฐานะทางการตลาดที่โดดเด่นและสามารถกีดกันคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถที่จะทำให้เจ้าของร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้แม้ว่าตัวธุรกิจจะเติบโตไม่มากแต่เงินสดที่ได้จากธุรกิจจะมีสูงมากและทำให้มูลค่าหุ้นสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรจากธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม ใน 40 รายที่มีการจัดอันดับนั้น คนในกลุ่มนี้ติดอันดับถึง 5 ราย คือในอันดับที่ 7, 9, 26, 37 และ 40 โดยอันดับที่เจ็ดนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าของช่อง 7 แล้ว ยังเป็นนายแบงค์ด้วย อันดับที่ 9 เป็นเจ้าของช่อง 3 อันดับที่ 26 เป็นกลุ่มที่คุมโรงภาพยนตร์ในประเทศกว่าครึ่งคือ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ อันดับที่ 37 ก็ยังมาจากช่อง 7 และอันดับที่ 40 คือกิจการเครือ แกรมมี่
แม้ว่าช่วงเวลานี้จะไม่ใช่ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ แต่เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก เราจึงยังเห็นเศรษฐีในกลุ่มนี้ที่ติดอันดับคนรวยที่สุดในประเทศถึง 4 คน ในอันดับที่ 13, 18, 29 และ 35 เริ่มจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤษาเรียลเอสเตท นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และเครือญาติของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์อีกรายหนึ่ง
เศรษฐีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือผู้รับเหมาซึ่งถึงจะอยู่ในภาวะธุรกิจที่ไม่สดใสแต่เจ้าของธุรกิจก็ยังติดกลุ่มมหาเศรษฐีไทยแม้ว่าจะติดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็คือลำดับที่28, 32 และ 33 นี่คือกลุ่มอิตาเลียนไทย 2 ราย และกลุ่มของ ช. การช่างตามลำดับ
กลุ่มสุดท้ายซึ่งมี 2 รายก็คือผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำตาล นั่นคืออันดับที่ 6 และ 15 โดยอันดับที่ 6 เป็นกลุ่มมิตรผลซึ่งมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่าง และอันดับที่ 15 คือน้ำตาลขอนแก่น นี่คงมาจากการที่ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้ธุรกิจที่ไม่ค่อยสดใสนักกลายเป็นธุรกิจที่มีค่าสูงในช่วงเวลาอันสั้น
ยังมีมหาเศรษฐีอีกหลายคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงเพราะส่วนใหญ่ติดอันดับด้วยเหตุผลเฉพาะของตนเอง ที่น่าสังเกตก็คือ เศรษฐีที่มาจากการทำธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักนั้น มีน้อยมาก ที่เด่นชัดจริง ๆ ก็คือ กลุ่มไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นหรือ TUF ที่ติดอันดับ 25 เท่านั้น
ในฐานะของนักลงทุน เราควรจะมองไปข้างหน้า อย่างน้อยสัก 5 ปีขึ้นไป เพื่อดูว่าในอนาคตธุรกิจอะไรที่จะสร้างมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศไทยขึ้นมา ประวัติศาสตร์บอกเราว่า อันดับรายชื่อมหาเศรษฐีนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าเรารู้หรือคาดได้ว่าธุรกิจกลุ่มไหนจะมาและใครจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต่อไป การขอ “ร่วมเดินทาง” เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการซื้อหุ้นลงทุนถ้าทำได้ ก็น่าจะทำให้เราพลอยร่ำรวยไปด้วยได้เหมือนกัน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น