วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551

เงินเฟ้อกับหุ้น

เงินเฟ้อกับหุ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภาวะเงินเฟ้อนั้น ตามนิยามก็คือ สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้น สินทรัพย์ที่เป็นวัตถุสิ่งของทั้งที่ใช้เพื่อการบริโภคและเพื่อการผลิตทั้งหลายมักจะมีราคาแพงขึ้น ที่ชัดเจนก็คือ ที่ดินและบ้านมักมีมูลค่าสูงขึ้น ทองมีราคาสูงขึ้น มองอีกด้านหนึ่ง เงินที่เป็นธนบัตรและที่อยู่ในบัญชีมีค่าน้อยลง เพราะฉะนั้น ในยามที่เกิดเงินเฟ้อ การเก็บเป็นเงินสดไว้จะมีแต่ “ขาดทุน” เพราะยิ่งนานก็ยิ่งซื้อของได้น้อยลง การฝากเงินไว้ในธนาคารก็ต้องดูว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นคุ้มกับเงินที่มีค่าลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อหรือไม่ ถ้าดอกเบี้ยได้ปีละ 2% แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 5% อย่างที่เกิดขึ้นในบางช่วง ก็แปลว่าเรากำลัง “ขาดทุน” หรือมีอำนาจในการซื้อลดลงปีละ 3% หรือที่พูดกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบปีละ 3%

ในยามที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมากอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ ในฐานะของนักลงทุน เราควรรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนอยู่น่าจะมีมูลค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น พูดโดยทั่วไป อะไรที่เป็นสิ่งของ เป็นสินค้า หรือเป็นทรัพย์สิน ที่นำบริโภคหรือใช้สอยได้ มักจะมีค่ามากขึ้น อะไรที่เป็น “กระดาษ” เช่นธนบัตรหรือเงินสดในบัญชีมักจะมีค่าน้อยลง ซึ่งนี่ก็นำมาสู่การลงทุนที่สำคัญนั่นก็คือ หุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่จะถูกกระทบทันทีจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เหตุผลที่ทำให้พันธบัตรมีค่าหรือมีราคาลดลงก็คือ อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ทำให้คนเทขายพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้นราคาของพันธบัตรจึงปรับตัวลง ยิ่งพันธบัตรมีอายุเหลืออยู่มากขึ้น ราคาของพันธบัตรนั้นก็จะมีราคาลดลงมากขึ้น ดังนั้นถ้าคิดว่าเงินเฟ้อกำลังมา อย่าซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่
หุ้นก็เป็น “กระดาษ” เหมือนกัน ดังนั้นโดยการเปรียบเทียบหุ้นก็น่าจะมีค่าลดลงในยามที่เงินเฟ้อ แต่หุ้นก็คือความเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ พูดให้ง่ายก็คือการถือหุ้นก็คือการถือที่ดิน โรงงาน อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ รวมถึงทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นระบบการบริหาร ยี่ห้อสินค้า และอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้ว หุ้นเป็นตัวแทนของทรัพย์สินที่จับต้องได้ หุ้นไม่ใช่ “กระดาษ” ดังนั้นหุ้นจึงน่าจะมีมูลค่าหรือราคาเพิ่มขึ้นในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงมีแนวความคิดว่า ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ถาวรอื่น ๆ เช่นบ้านและที่ดิน
ที่กล่าวถึงนั้นเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง แต่ในโลกของความเป็นจริงในตลาดหุ้นนั้น เวลาเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง มีน้อยมากที่หุ้นจะมีมูลค่ามากขึ้น ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ราคาหุ้นกลับตกลงมาอย่างหนัก บางครั้งเกือบจะวิกฤติ เหตุผลที่หุ้นตกนั้นมีมากมายดังต่อไปนี้
ข้อแรก เงินเฟ้อทำให้วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีราคาสูงขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้หรือทำได้ช้ากว่าเพราะแรงกดดันของคู่แข่งหรือจากการควบคุมราคาของรัฐ ดังนั้น ในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ เราจึงมักจะพบว่ายอดขายของกิจการเพิ่มขึ้นแต่กำไรกลับคงที่หรือลดน้อยลงทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนหรือลดลง
ข้อสอง ในยามที่เกิดเงินเฟ้อนั้น กระแสเงินสดของกิจการที่สามารถนำมาจ่ายปันผลมักจะลดลง เหตุผลก็คือ เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กิจการจะต้องใช้เงินมากขึ้นในการสต็อคสินค้าจำนวนเท่าเดิม เงินสดถูกล็อคไว้ในสินทรัพย์หมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนั้น ภาวะเงินเฟ้อทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่กิจการจะต้องลงทุนซื้อมาบำรุงรักษาและขยายกำลังการผลิตมีราคาสูงขึ้น ทำให้กิจการต้องเก็บเงินสดไว้เพื่อการนี้มากขึ้น ผลก็คือ ปันผลซึ่งเป็นตัวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริงลดลงทำให้ราคาหุ้นลดลง
สุดท้ายซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ทางวิชาการเงินเรียกว่าอัตราคิดลดหรือ Discount Rate นี่ก็คือ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว นั่นคือ ในภาวะที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงนั้น นักลงทุนสามารถลงทุนซื้อพันธบัตรหรือฝากเงินกับสถาบันการเงินโดยมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก ดังนั้นเขาจึงย้ายเงินไปลงทุนในตราสารดังกล่าว และจะมาลงทุนในหุ้นต่อเมื่อราคาหุ้นตกลงมามากพอที่เขาจะสามารถลงทุนและได้ปันผลคุ้มค่าเท่านั้น ผลจากการนี้ก็คือ เมื่อมีการคาดว่าเงินจะเฟ้อมากขึ้น ราคาหุ้นจะปรับตัวลง และนี่ทำให้หุ้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ตามทฤษฎีที่พูดกันอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ หุ้นอาจจะสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แต่ก็อย่างที่ลอร์ดเคน เคยพูดไว้ ในระยะยาวแล้วทุกคนก็ตายหมด เลยไม่รู้ว่าจะพูดกันไปทำไม
ข้อสรุปของผมก็คือ ภาวะเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการลงทุนโดยเฉพาะในตราสารหนี้และหุ้น ไม่ต้องพูดถึงการถือเงินสด อย่างไรก็ตาม การย้ายเงินไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ รวมถึงทองก็ไม่ได้รับประกันว่าจะให้ผลดี เหตุผลก็คือ เราไม่รู้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน ถ้าเงินเฟ้อลดลงในเวลารวดเร็ว การผูกติดกับทรัพย์สินที่ขายยากและเสียค่าใช้จ่ายสูงซึ่งอาจรวมถึงค่าคอมมิชชั่นและภาษี อาจจะทำให้การลงทุนนั้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นดี ๆ ที่อาจจะถูกกระทบบ้างแต่ไม่มาก และพร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไปเมื่อภาวะเงินเฟ้อลดลงแล้ว ถ้าจะให้ผมแนะนำก็คือ ในภาวะที่เรากลัวเงินเฟ้อ เราก็ต้องหาหุ้นที่สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ซึ่งก็มีอยู่ แม้ว่าจะมีไม่มากนัก มันคงเหมือนกับการฝ่ามรสุมที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว การที่จะเดินเรืออ้อมไปนั้นมักจะเสียเวลามากกว่า

ไม่มีความคิดเห็น: