คุณภาพ VS ราคา
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น ถ้าจะพูดกันอย่างง่ายที่สุดก็คือ ซื้อหุ้นที่มีคุณภาพสูงในราคาต่ำ ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนกับการซื้อของทุกชนิด เราอยากได้สินค้าคุณภาพดี ราคาถูก สินค้านั้น คนส่วนใหญ่มักจะรู้ว่าอะไรคือคุณภาพดี และอะไรคือราคาถูก แต่สำหรับหุ้นนั้น การดูว่ากิจการไหนคุณภาพดี และหุ้นไหนราคาถูก เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก
คุณภาพของกิจการธุรกิจ ชื่อก็บอกว่าเป็นเรื่องของคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องของปริมาณที่จะสามารถวัดได้แน่นอน โดยทั่วไปเวลาพูดถึงคุณภาพ เราก็มักจะพูดถึงฝีมือในเรื่องของ การผลิต การตลาด การบริหาร และอื่น ๆ อีกมาก แต่สำหรับคนจำนวนมาก มันเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ว่าที่จริง โอกาสที่จะหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีหนึ่งที่จะดูว่ากิจการมีคุณภาพแค่ไหนก็คือการดูผลลัพธ์ทางการเงินที่ผ่านมา และตัวเลขที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงคุณภาพก็คือ การทำกำไรของบริษัท
กิจการที่มีคุณภาพดีควรจะมีกำไรกำไรสม่ำเสมอไม่ใช่ขึ้น ๆ ลง ๆ เอาแน่ไม่ใคร่ได้ นี่เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญมาก วิธีการดูก็คือ จะต้องดูข้อมูลกำไรย้อนหลังไปอย่างน้อย 5 ปี ถ้ากำไรมีความผันผวนมากปีต่อปี ก็อาจจะเป็นเครื่องชี้ว่าคุณภาพของกิจการอาจจะยังไม่ดีพอ ยิ่งถ้ามีการขาดทุนสลับด้วยก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากิจการนั้นยังไม่ใคร่มีคุณภาพ นี่เป็นตัวชี้เบื้องต้น
เครื่องชี้คุณภาพตัวสำคัญต่อมาก็คือ การเจริญเติบโตของกำไร นั่นคือ ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นส่วนใหญ่ และมองย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี กำไรในวันนี้สูงกว่ากำไรเมื่อ 3 ปี หรือ 5 ปีที่ผ่านมามาก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการเติบโต และถ้ากำไรของบริษัทนั้นมีการเติบโตสม่ำเสมอ คือเติบโตขึ้นทุกปีและดูเหมือนจะเติบโตขึ้นเกือบทุกไตรมาศ เราก็อาจจะได้พบกับหุ้นที่ “โตอย่างแท้จริง” และเป็นบริษัทที่มีศักยภาพที่จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพสูง แต่นี่ก็ยังไม่พอที่จะสรุปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องดูข้อมูลต่อไป
การที่จะบอกว่าบริษัทมีคุณภาพดีเยี่ยมนั้น กำไรของบริษัทจะต้องมากพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ไปด้วย เพราะถ้ามีกำไรเพิ่มตลอดแต่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นมาก กำไรนั้นก็ไม่มีประโยชน์ ตัวเลขที่จะดูว่าบริษัทมีกำไรดีหรือไม่นั้นมีหลายตัว แต่ที่ดูง่ายที่สุดก็คือ กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ของบริษัท ถ้า ROE ของบริษัทที่ผ่านมาส่วนใหญ่อยู่ในหลักประมาณตั้งแต่ 15% ขึ้นไปก็ถือว่าอยู่ในอัตราใช้ได้ ยิ่งมากขึ้นไปก็ยิ่งดี
ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของกิจการเพิ่มเติมที่น่าสนใจก็คือ ฐานะทางการเงิน โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สินที่เป็นเงินกู้ยืมของกิจการ ถ้ากิจการมีหนี้สินมาก คุณภาพก็อาจจะต้องปรับลงมา ถ้ากิจการมีฐานะเงินสดสูงซึ่งอาจจะเนื่องมาจากเรื่องของกำไรที่สูงมาก หรืออาจจะเนื่องจากธรรมชาติในการทำธุรกิจของกิจการที่มีการขายสินค้าได้เงินมาก่อนการต้องจ่ายค่าสินค้าให้กับซัพพลายเออร์มาก นี่ก็จะเป็นคะแนนบวกต่อคุณภาพของกิจการด้วยเช่นกัน
เมื่อสรุปปัจจัยทางด้านคุณภาพของกิจการเสร็จแล้วว่าเป็นกิจการที่มีคุณภาพดีมาก ดี ปานกลาง และคุณภาพต่ำ หน้าที่ต่อไปในการเลือกหุ้นลงทุนก็คือ การดูเรื่องความถูกความแพงของหุ้น ซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งก็คือ ค่า ราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ ค่า PE ของหุ้น โดยมาตรฐานในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ ค่า PE ที่เกิน 10 เท่าถือว่าหุ้นนั้นมีราคาแพงกว่าค่าเฉลี่ย PE ที่ต่ำกว่า 10 เท่าถือว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูก หุ้นที่มีค่า PE เกิน 20 เท่าถือว่าเป็นหุ้นที่แพงมาก
ค่า ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี หรือค่า PB เป็นข้อมูลอีกตัวหนึ่งที่บอกถึงความถูกความแพง ค่า PB ที่ต่ำกว่า 2 เท่าน่าจะถือว่าหุ้นยังไม่แพง หุ้นที่เกิน 2 เท่าไปมาก เช่นไปถึง 4-5 เท่านั้นจะต้องระวังว่ามันอาจเป็นหุ้นที่แพงเกินไป อย่างไรก็ตาม PB ควรจะเป็นเพียงตัวเลขสนับสนุนและควรใช้เฉพาะในกรณีที่กิจการนั้นอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับกำไรชั่วคราวที่ทำให้การใช้ค่า PE ทำไม่ได้หรือไม่เหมาะสม แต่ในกรณีของบริษัทที่เป็น Holding Company ที่ถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลักนั้น PB ก็เป็นตัวสำคัญที่สุด เช่นเดียวกับบริษัทที่มีทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการหลักมาก ๆ ในกรณีเหล่านี้ ค่า PB ที่เกิน 1 ขึ้นไปก็ถือว่าแพงแล้ว
มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่า ค่า เงินปันผลต่อราคาหุ้น หรือผลตอบแทนเงินปันผล หรือ ค่า DP เป็นตัวที่บอกความถูกความแพงของหุ้นได้ นั่นคือ ยิ่งปันผลตอบแทนสูงหุ้นยิ่งถูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค่า DP มักจะเป็นตัวที่ “ส่งสัญญาณ” มากกว่าที่จะบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง สัญญาณที่ว่านั้นอาจจะเป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น บริษัทมีเงินสดมาก หรือแม้แต่เป็นสัญญาณ “ล่อแมงเม่า” ก็มี
เมื่อสรุปได้แล้วว่ากิจการมีคุณภาพอย่างไรและราคาหุ้นถูกหรือแพง เราก็จะตัดสินใจว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อหรือน่าขาย ถ้าเราเจอหุ้นที่คุณภาพดีมากและราคาถูกมาก นั่นก็ไม่มีปัญหาเลย เราควรซื้อและซื้อให้มาก และถ้าเป็นหุ้นที่มีคุณภาพต่ำแต่ราคาสูงเราก็ควรจะรีบขาย ประเด็นอยู่ที่ว่า เราเจอหุ้นที่ดีแต่ราคาแพง หรือเจอหุ้นที่คุณภาพต่ำแต่ราคาถูก การตัดสินใจก็จะยาก แต่นี่คือศิลปในการลงทุน และมักจะเป็นสิ่งที่แยกแยะคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเหลว
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โลกในมุมมองของ Value Investor
อสังหาริมทรัพย์เป็นหุ้นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่มีวันที่นักลงทุนจะหมดความสนใจ มันเป็นหุ้นที่มีวันที่สดใสและทำกำไรมหาศาลให้กับคนที่ถือและวันที่เลวร้ายที่ทำให้คนขาดทุนได้มหาศาลและคน “เลิกเล่น” ได้ แต่ก็มักจะเป็นการเลิกชั่วคราว ในฐานะของ Value Investor เราควรทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจที่ “เล่นยาก”นี้
หุ้นในกลุ่มอสังหาฯ นั้นที่จริงประกอบด้วยบริษัทที่ทำธุรกิจที่ต่างกันในสาระสำคัญประมาณ 4-5 กลุ่มด้วยกันโดยมีกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ กลุ่มที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อขาย กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เป็นอาคารสำนักงานหรือศูนย์การค้าให้เช่า กลุ่มที่สามคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มที่สี่คือกลุ่มผู้รับเหมาทั้งหลาย กลุ่มที่ห้านั้นก็อาจจะถือว่าเป็นอนุพันธ์ของกลุ่มที่สองนั่นก็คือกลุ่มกองทุนรวมอสังหาฯซึ่งก็คือเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้เช่านั่นเอง
เรามาดูธรรมชาติของแต่ละกลุ่มกัน
กลุ่มสร้างบ้านหรือคอนโดขายเป็นหุ้นที่มีความคึกคักและเป็นหุ้นที่เก็งกำไรกันมากที่สุด ธุรกิจในกลุ่มนี้ถ้ามองโดยภาพรวมรวมแล้วก็เป็นธุรกิจที่มีความต้องการที่มีเสถียรภาพพอใช้ได้แม้ว่าอาจจะมีความไวต่อภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างนั่นคือถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ ปริมาณการซื้อบ้านอาจจะชะลอตัวลงบ้าง แต่โดยทั่วไป การซื้อบ้านก็เป็นสิ่งจำเป็นและมักเติบโตไปกับลักษณะของประชากรศาสตร์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ แต่ถ้ามองถึงบริษัทแต่ละแห่งแล้ว ยอดขายบ้านหรือคอนโดของแต่ละบริษัทอาจจะผันแปรไปได้มากซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานและราคาหุ้นของบริษัทได้มากด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ประการแรกก็คือ ธุรกิจขายบ้านหรือคอนโดนั้นก็มีลักษณะสำคัญของอสังหาฯอย่างที่มีการพูดกันนั่นก็คือขึ้นอยู่กับ ทำเล ทำเล และทำเล ดังนั้นถ้าปีไหนบริษัทมีโครงการที่อยู่ในทำเลดี บริษัทก็อาจจะขายได้มาก แต่ถ้าปีไหนทำเลสู้คู่แข่งไม่ได้ก็อาจจะแย่ ประการต่อมาก็คือ ธุรกิจนี้ คนซื้อมักจะไม่ซื้อซ้ำ ซื้อครั้งเดียวแล้วอาจจะไม่ซื้อไปอีก 20-30 ปี ไม่ต้องพูดว่าจะซื้อจากบริษัทเดิมหรือไม่ ดังนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไร เพราะยอดขายปีก่อนไม่สามารถจะเป็นฐานที่แน่นอนสำหรับปีนี้ ประการสุดท้ายที่จะพูดก็คือ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่มักจะมีผลต่อธุรกิจเนื่องจากดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดว่าบ้านราคาเท่าไรที่จะขายได้มาก ถ้าดอกเบี้ยสูงราคาบ้านที่ขายได้จะมีแนวโน้มต่ำลงเพื่อให้คนสามารถผ่อนได้ ดังนั้นยอดขายและกำไรของบริษัทในกลุ่มนี้จึงผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก และนี่ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สำหรับผมแล้ว เป็นเรื่องของการเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงกว่าในด้านของยอดขายและกำไร แต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างผันผวนเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอุตสาหกรรม เหตุผลก็คือนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีผู้เล่นจำนวนน้อยกว่า และการเข้ามาแข่งของคู่แข่งหน้าใหม่นั้นก็ยากกว่ากลุ่มสร้างบ้านขายมาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีความผันแปรค่อนข้างสูงขึ้นอยู่กับภาวะการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ดังนั้น การประมาณการยอดขายของปีต่อ ๆ ไปจึงค่อนข้างจะทำได้ยาก
กลุ่มผู้รับเหมาเป็นธุรกิจที่คาดการณ็ได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องแข่งขันประมูลงานซึ่งต้องแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือการประมาณการณ์กำไร เพราะงานรับเหมานั้นมีมาร์จินหรือผลกำไรขั้นต้นต่อยอดขายต่ำ ถ้ามีการผิดพลาดในการคำนวณหรือราคาวัสดุเพิ่มขึ้น กำไรที่คาดไว้อาจจะลดลงได้มาก นอกจากนั้น ธุรกิจรับเหมาจำนวนมากรับงานจากหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าต้องมีเงินนอกระบบเพื่อ “หล่อลื่น” จึงเป็นธุรกิจที่ผมเรียกว่า “สีเทา” ซึ่งทำให้การลงทุนซื้อหุ้นเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องมี Margin of Safety มากเป็นพิเศษ
ธุรกิจกลุ่มที่มีความแน่นอนในด้านของผลการดำเนินงานมากก็คือกลุ่มผู้ให้เช่าอสังหาฯ ซึ่งสามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างใกล้เคียงเนื่องจากการเช่ามักจะมีความต่อเนื่องค่อนข้างยาว และการเปลี่ยนแปลงของผู้เช่าก็มักมีน้อย ที่จริงกำไรมักมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการปรับค่าเช่าที่มักเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เช่นเดียวกัน การขยายตัวของพื้นที่เช่าก็มักจะมีแผนการล่วงหน้าและความสำเร็จก็มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะถ้าเป็นผู้พัฒนาที่มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับแล้ว และนี่เป็นกลุ่มเดียวในธุรกิจอสังหาฯ ที่ผมเห็นว่าเป็นหุ้น Value ที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ถ้ามีราคาหุ้นที่สมเหตุผล
กลุ่มสุดท้ายก็คือกองทุนอสังหาต่าง ๆ ซึ่งก็คือธุรกิจให้เช่าอสังหาฯ เหมือนกัน แต่ผมคิดว่ากลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดกว่าบริษัทที่พัฒนาเพื่อให้เช่าในแง่ที่ว่าโอกาสในการที่จะเติบโตจะมีน้อยกว่านั่นก็คือโตได้เฉพาะจากราคาค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงของกลุ่มจะมากกว่าเนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยอะไรที่จะมากระทบกับกิจการ เพราะเรื่องกองทุนนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะมีอะไรที่เรายังไม่เห็นเกิดขึ้นและกระทบผลการดำเนินงานอย่างร้ายแรงและทำให้มูลค่าของหน่วยลงทุนหดหายไปได้มากมาย
ทั้งหมดนี้ก็คือการบรรยายธรรมชาติของธุรกิจแต่ละกลุ่มในกลุ่มอสังหาฯ อย่างคร่าวที่สุด ข้อสรุปของผมก็คือ หุ้นอสังหาส่วนใหญ่มักไม่มีความแน่นอน การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ยกเว้นกลุ่มให้เช่าจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งเพราะโอกาสได้เสียนั้นสูงลิ่ว
โลกในมุมมองของ Value Investor
อสังหาริมทรัพย์เป็นหุ้นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่มีวันที่นักลงทุนจะหมดความสนใจ มันเป็นหุ้นที่มีวันที่สดใสและทำกำไรมหาศาลให้กับคนที่ถือและวันที่เลวร้ายที่ทำให้คนขาดทุนได้มหาศาลและคน “เลิกเล่น” ได้ แต่ก็มักจะเป็นการเลิกชั่วคราว ในฐานะของ Value Investor เราควรทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจที่ “เล่นยาก”นี้
หุ้นในกลุ่มอสังหาฯ นั้นที่จริงประกอบด้วยบริษัทที่ทำธุรกิจที่ต่างกันในสาระสำคัญประมาณ 4-5 กลุ่มด้วยกันโดยมีกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ กลุ่มที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อขาย กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เป็นอาคารสำนักงานหรือศูนย์การค้าให้เช่า กลุ่มที่สามคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มที่สี่คือกลุ่มผู้รับเหมาทั้งหลาย กลุ่มที่ห้านั้นก็อาจจะถือว่าเป็นอนุพันธ์ของกลุ่มที่สองนั่นก็คือกลุ่มกองทุนรวมอสังหาฯซึ่งก็คือเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้เช่านั่นเอง
เรามาดูธรรมชาติของแต่ละกลุ่มกัน
กลุ่มสร้างบ้านหรือคอนโดขายเป็นหุ้นที่มีความคึกคักและเป็นหุ้นที่เก็งกำไรกันมากที่สุด ธุรกิจในกลุ่มนี้ถ้ามองโดยภาพรวมรวมแล้วก็เป็นธุรกิจที่มีความต้องการที่มีเสถียรภาพพอใช้ได้แม้ว่าอาจจะมีความไวต่อภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างนั่นคือถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ ปริมาณการซื้อบ้านอาจจะชะลอตัวลงบ้าง แต่โดยทั่วไป การซื้อบ้านก็เป็นสิ่งจำเป็นและมักเติบโตไปกับลักษณะของประชากรศาสตร์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ แต่ถ้ามองถึงบริษัทแต่ละแห่งแล้ว ยอดขายบ้านหรือคอนโดของแต่ละบริษัทอาจจะผันแปรไปได้มากซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานและราคาหุ้นของบริษัทได้มากด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ประการแรกก็คือ ธุรกิจขายบ้านหรือคอนโดนั้นก็มีลักษณะสำคัญของอสังหาฯอย่างที่มีการพูดกันนั่นก็คือขึ้นอยู่กับ ทำเล ทำเล และทำเล ดังนั้นถ้าปีไหนบริษัทมีโครงการที่อยู่ในทำเลดี บริษัทก็อาจจะขายได้มาก แต่ถ้าปีไหนทำเลสู้คู่แข่งไม่ได้ก็อาจจะแย่ ประการต่อมาก็คือ ธุรกิจนี้ คนซื้อมักจะไม่ซื้อซ้ำ ซื้อครั้งเดียวแล้วอาจจะไม่ซื้อไปอีก 20-30 ปี ไม่ต้องพูดว่าจะซื้อจากบริษัทเดิมหรือไม่ ดังนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไร เพราะยอดขายปีก่อนไม่สามารถจะเป็นฐานที่แน่นอนสำหรับปีนี้ ประการสุดท้ายที่จะพูดก็คือ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่มักจะมีผลต่อธุรกิจเนื่องจากดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดว่าบ้านราคาเท่าไรที่จะขายได้มาก ถ้าดอกเบี้ยสูงราคาบ้านที่ขายได้จะมีแนวโน้มต่ำลงเพื่อให้คนสามารถผ่อนได้ ดังนั้นยอดขายและกำไรของบริษัทในกลุ่มนี้จึงผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก และนี่ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สำหรับผมแล้ว เป็นเรื่องของการเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงกว่าในด้านของยอดขายและกำไร แต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างผันผวนเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอุตสาหกรรม เหตุผลก็คือนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีผู้เล่นจำนวนน้อยกว่า และการเข้ามาแข่งของคู่แข่งหน้าใหม่นั้นก็ยากกว่ากลุ่มสร้างบ้านขายมาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีความผันแปรค่อนข้างสูงขึ้นอยู่กับภาวะการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ดังนั้น การประมาณการยอดขายของปีต่อ ๆ ไปจึงค่อนข้างจะทำได้ยาก
กลุ่มผู้รับเหมาเป็นธุรกิจที่คาดการณ็ได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องแข่งขันประมูลงานซึ่งต้องแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือการประมาณการณ์กำไร เพราะงานรับเหมานั้นมีมาร์จินหรือผลกำไรขั้นต้นต่อยอดขายต่ำ ถ้ามีการผิดพลาดในการคำนวณหรือราคาวัสดุเพิ่มขึ้น กำไรที่คาดไว้อาจจะลดลงได้มาก นอกจากนั้น ธุรกิจรับเหมาจำนวนมากรับงานจากหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าต้องมีเงินนอกระบบเพื่อ “หล่อลื่น” จึงเป็นธุรกิจที่ผมเรียกว่า “สีเทา” ซึ่งทำให้การลงทุนซื้อหุ้นเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องมี Margin of Safety มากเป็นพิเศษ
ธุรกิจกลุ่มที่มีความแน่นอนในด้านของผลการดำเนินงานมากก็คือกลุ่มผู้ให้เช่าอสังหาฯ ซึ่งสามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างใกล้เคียงเนื่องจากการเช่ามักจะมีความต่อเนื่องค่อนข้างยาว และการเปลี่ยนแปลงของผู้เช่าก็มักมีน้อย ที่จริงกำไรมักมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการปรับค่าเช่าที่มักเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เช่นเดียวกัน การขยายตัวของพื้นที่เช่าก็มักจะมีแผนการล่วงหน้าและความสำเร็จก็มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะถ้าเป็นผู้พัฒนาที่มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับแล้ว และนี่เป็นกลุ่มเดียวในธุรกิจอสังหาฯ ที่ผมเห็นว่าเป็นหุ้น Value ที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ถ้ามีราคาหุ้นที่สมเหตุผล
กลุ่มสุดท้ายก็คือกองทุนอสังหาต่าง ๆ ซึ่งก็คือธุรกิจให้เช่าอสังหาฯ เหมือนกัน แต่ผมคิดว่ากลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดกว่าบริษัทที่พัฒนาเพื่อให้เช่าในแง่ที่ว่าโอกาสในการที่จะเติบโตจะมีน้อยกว่านั่นก็คือโตได้เฉพาะจากราคาค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงของกลุ่มจะมากกว่าเนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยอะไรที่จะมากระทบกับกิจการ เพราะเรื่องกองทุนนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะมีอะไรที่เรายังไม่เห็นเกิดขึ้นและกระทบผลการดำเนินงานอย่างร้ายแรงและทำให้มูลค่าของหน่วยลงทุนหดหายไปได้มากมาย
ทั้งหมดนี้ก็คือการบรรยายธรรมชาติของธุรกิจแต่ละกลุ่มในกลุ่มอสังหาฯ อย่างคร่าวที่สุด ข้อสรุปของผมก็คือ หุ้นอสังหาส่วนใหญ่มักไม่มีความแน่นอน การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ยกเว้นกลุ่มให้เช่าจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งเพราะโอกาสได้เสียนั้นสูงลิ่ว
ยุทธศาสตร์การลงทุน
ยุทธศาสตร์การลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ก่อนที่จะเริ่มลงทุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะกำหนดขึ้นเพื่อเป็นกรอบให้เราสามารถเดินไปได้อย่างถูกต้องก็คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการได้
ยุทธศาสตร์หรือวิธีการลงทุนหลักใหญ่ ๆ ที่เราควรจะต้องเลือกมี 3 วิธีคือ หนึ่ง สิ่งที่เรียกกันว่า การจัดสรรทรัพย์สินที่จะลงทุน หรือ Asset Allocation สอง การเลือกจังหวะเวลาในการลงทุน หรือ Market Timing และ สาม การเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ หรือ Stock Picking
คนที่เชื่อทฤษฎีทางการเงินที่ว่าตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพสูง เราไม่สามารถที่จะเอาชนะตลาดได้ และผลตอบแทนที่ดีขึ้นนั้นจะได้มาก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ที่เรียกกันว่า High Risk, High Return มักจะแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Asset Allocation นั่นก็คือ เขาเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะลงทุนก็คือ เราควรจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่างตามสัดส่วนที่เราต้องการ เช่น ถ้ามีเงิน 100 อาจจะจัดสรรลงทุนในหุ้น 20% ในพันธบัตร 30% ในอสังหาริมทรัพย์เช่นบ้าน 40% และอีก 10% เป็นเงินสด
ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนแบบ Asset Allocation นั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเราจัดสรรเงินลงทุนในทรัพย์สินไหนมากหรือน้อย ถ้าเราจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นมาก ในระยะยาวเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ลงทุนในหุ้นมากก็มีความเสี่ยงสูง นั่นก็คือ แทนที่จะได้ผลตอบแทนมาก คุณอาจจะได้ผลตอบแทนแย่ลงก็เป็นไปได้ แม้ว่าในระยะยาวแล้วโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงจะมีมากกว่า อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ไม่เน้นในด้านของฝีมือในการลงทุน นั่นหมายความว่า ถ้าพูดถึงการลงทุนในหุ้นก็หมายความว่า คุณควรจะต้องถือหุ้นกระจายไปมากหลาย ๆ ตัว หรือถ้าจะให้ดีก็คือ ซื้อกองทุนรวมหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นกองทุนหุ้นที่อิงดัชนี
การลงทุนแบบ Asset Allocation นี้ คนลงทุนอาจจะปรับแต่งเปอร์เซ็นต์การถือครองทรัพย์สินแต่ละอย่างไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งบางคนก็บอกว่าน่าจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้ลงทุน ขึ้นอยู่กับสถานะของเม็ดเงินที่มี ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่ในกรณีนี้จะไม่ใช่การขึ้นอยู่กับมุมมองว่าทรัพย์สินประเภทไหนน่าจะกำลังดี หรือหลักทรัพย์กลุ่มไหนน่าจะกำลังแย่ เพราะนั่นจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ กลยุทธ์ การเลือกจังหวะเวลา
Market Timing เป็นเรื่องที่นักลงทุนพยายามสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีโดยการคาดการณ์ว่า การลงทุนอะไรจะดี การลงทุนอะไรจะแย่ ถ้าเขาคิดว่าหุ้นน่าจะดี หรือหุ้นที่กำลังบูมจะบูมต่อไป เขาก็จะเคลื่อนย้ายเงินเข้าไปลงทุนในตลาด แต่ถ้าคิดว่าดอกเบี้ยกำลังขึ้น หุ้นจะตก เขาอาจจะออกจากหุ้นแล้วเอาเงินมาฝากแบงค์หรือมาซื้อพันธบัตรกินดอกเบี้ยสูง ๆ
Market Timer หรือคนที่คาดการณ์ภาวะการลงทุนนั้น เวลาจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น เขามักจะไม่สนใจว่าจะต้องเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถันมากมาย ถ้าเขาคิดว่าตลาดดี เขาก็อาจจะเลือกซื้อหุ้นที่หวือหวา ราคาขึ้นลงเร็ว มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมักจะเคลื่อนไหวไปกับดัชนีตลาดสูง ตัวอย่างเช่น หุ้นของบริษัทหลักทรัพย์หรือหุ้นของธนาคาร บางคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการเลือกหุ้นน้อยก็อาจจะซื้อหน่วยลงทุนที่เป็นกองทุนหุ้นแทนก็อาจจะให้ผลในทำนองเดียวกัน
กลยุทธ์สุดท้ายในการลงทุนก็คือ การลงทุนแบบเลือกหุ้นหรือเลือกทรัพย์สินที่จะลงทุนเป็นรายตัวที่นักลงทุนคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยที่เขาอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับภาวะตลาด หรือสัดส่วนในการลงทุนในทรัพย์สินแต่ละอย่างมากนัก นั่นก็คือ แม้ในภาวะเช่น ตลาดหุ้นกำลังตกต่ำซบเซา เขาก็อาจจะลงทุนในหุ้นมากมาย เพราะเขาอาจจะเจอหุ้นที่ดีและมีราคาถูกมาก ว่าที่จริงเขาอาจจะคิดว่านั่นคือโอกาสในการลงทุนในหุ้น เช่นเดียวกัน เขาอาจจะลงทุนเงินทั้งหมดในหุ้นแทนที่จะมีบ้านหรือที่ดินและมีพันธบัตรด้วยถ้าเขาคิดว่า เขามีหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
Stock Picker หรือคนที่ลงทุนโดยเน้นการเลือกหุ้นเป็นรายตัวโดยไม่สนใจในเรื่องของเวลาเข้า- ออกตลาด และไม่สนใจว่าจะต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือทรัพย์สินหลาย ๆ แบบ หรือแม้แต่หลาย ๆ ตัว จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูงในการวิเคราะห์ มีอารมณ์ที่มั่นคง และจะต้องมีความรู้ในเรื่องของการลงทุนเป็นอย่างดี เพราะถ้าทำได้ไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง เขาอาจจะเกิดความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าเขามีความเชี่ยวชาญจริงในสิ่งที่ทำ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากและความเสี่ยงต่ำก็เป็นไปได้ไม่น้อย นี่ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะหมายถึงอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ทำให้นักเลือก รวยไปเลย
การลงทุนนั้น ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ แต่ก็เช่นเดียวกับความรู้หรือหลักการอย่างอื่น ไม่มีใครสามารถบอกว่าตนเองยึดถือหลักการอันเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องมีทุกหลักการในตัว เพียงแต่ว่าเราจะเน้นหนักไปที่หลักการไหน ประเด็นที่สำคัญจริง ๆ ก็คือ เราต้องมีหลักการมิฉะนั้น การลงทุนของเราก็จะไม่มีทิศทาง และถ้าเราไม่มีทิศทางโอกาสที่เราจะไปถึงเป้าหมายก็แทบเป็นไปไม่ได้
โลกในมุมมองของ Value Investor
ก่อนที่จะเริ่มลงทุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะกำหนดขึ้นเพื่อเป็นกรอบให้เราสามารถเดินไปได้อย่างถูกต้องก็คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการได้
ยุทธศาสตร์หรือวิธีการลงทุนหลักใหญ่ ๆ ที่เราควรจะต้องเลือกมี 3 วิธีคือ หนึ่ง สิ่งที่เรียกกันว่า การจัดสรรทรัพย์สินที่จะลงทุน หรือ Asset Allocation สอง การเลือกจังหวะเวลาในการลงทุน หรือ Market Timing และ สาม การเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์ หรือ Stock Picking
คนที่เชื่อทฤษฎีทางการเงินที่ว่าตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพสูง เราไม่สามารถที่จะเอาชนะตลาดได้ และผลตอบแทนที่ดีขึ้นนั้นจะได้มาก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ที่เรียกกันว่า High Risk, High Return มักจะแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Asset Allocation นั่นก็คือ เขาเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะลงทุนก็คือ เราควรจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่างตามสัดส่วนที่เราต้องการ เช่น ถ้ามีเงิน 100 อาจจะจัดสรรลงทุนในหุ้น 20% ในพันธบัตร 30% ในอสังหาริมทรัพย์เช่นบ้าน 40% และอีก 10% เป็นเงินสด
ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนแบบ Asset Allocation นั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเราจัดสรรเงินลงทุนในทรัพย์สินไหนมากหรือน้อย ถ้าเราจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นมาก ในระยะยาวเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ลงทุนในหุ้นมากก็มีความเสี่ยงสูง นั่นก็คือ แทนที่จะได้ผลตอบแทนมาก คุณอาจจะได้ผลตอบแทนแย่ลงก็เป็นไปได้ แม้ว่าในระยะยาวแล้วโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงจะมีมากกว่า อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ไม่เน้นในด้านของฝีมือในการลงทุน นั่นหมายความว่า ถ้าพูดถึงการลงทุนในหุ้นก็หมายความว่า คุณควรจะต้องถือหุ้นกระจายไปมากหลาย ๆ ตัว หรือถ้าจะให้ดีก็คือ ซื้อกองทุนรวมหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นกองทุนหุ้นที่อิงดัชนี
การลงทุนแบบ Asset Allocation นี้ คนลงทุนอาจจะปรับแต่งเปอร์เซ็นต์การถือครองทรัพย์สินแต่ละอย่างไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งบางคนก็บอกว่าน่าจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้ลงทุน ขึ้นอยู่กับสถานะของเม็ดเงินที่มี ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่ในกรณีนี้จะไม่ใช่การขึ้นอยู่กับมุมมองว่าทรัพย์สินประเภทไหนน่าจะกำลังดี หรือหลักทรัพย์กลุ่มไหนน่าจะกำลังแย่ เพราะนั่นจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ กลยุทธ์ การเลือกจังหวะเวลา
Market Timing เป็นเรื่องที่นักลงทุนพยายามสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีโดยการคาดการณ์ว่า การลงทุนอะไรจะดี การลงทุนอะไรจะแย่ ถ้าเขาคิดว่าหุ้นน่าจะดี หรือหุ้นที่กำลังบูมจะบูมต่อไป เขาก็จะเคลื่อนย้ายเงินเข้าไปลงทุนในตลาด แต่ถ้าคิดว่าดอกเบี้ยกำลังขึ้น หุ้นจะตก เขาอาจจะออกจากหุ้นแล้วเอาเงินมาฝากแบงค์หรือมาซื้อพันธบัตรกินดอกเบี้ยสูง ๆ
Market Timer หรือคนที่คาดการณ์ภาวะการลงทุนนั้น เวลาจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น เขามักจะไม่สนใจว่าจะต้องเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถันมากมาย ถ้าเขาคิดว่าตลาดดี เขาก็อาจจะเลือกซื้อหุ้นที่หวือหวา ราคาขึ้นลงเร็ว มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมักจะเคลื่อนไหวไปกับดัชนีตลาดสูง ตัวอย่างเช่น หุ้นของบริษัทหลักทรัพย์หรือหุ้นของธนาคาร บางคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการเลือกหุ้นน้อยก็อาจจะซื้อหน่วยลงทุนที่เป็นกองทุนหุ้นแทนก็อาจจะให้ผลในทำนองเดียวกัน
กลยุทธ์สุดท้ายในการลงทุนก็คือ การลงทุนแบบเลือกหุ้นหรือเลือกทรัพย์สินที่จะลงทุนเป็นรายตัวที่นักลงทุนคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยที่เขาอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับภาวะตลาด หรือสัดส่วนในการลงทุนในทรัพย์สินแต่ละอย่างมากนัก นั่นก็คือ แม้ในภาวะเช่น ตลาดหุ้นกำลังตกต่ำซบเซา เขาก็อาจจะลงทุนในหุ้นมากมาย เพราะเขาอาจจะเจอหุ้นที่ดีและมีราคาถูกมาก ว่าที่จริงเขาอาจจะคิดว่านั่นคือโอกาสในการลงทุนในหุ้น เช่นเดียวกัน เขาอาจจะลงทุนเงินทั้งหมดในหุ้นแทนที่จะมีบ้านหรือที่ดินและมีพันธบัตรด้วยถ้าเขาคิดว่า เขามีหุ้นที่น่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า
Stock Picker หรือคนที่ลงทุนโดยเน้นการเลือกหุ้นเป็นรายตัวโดยไม่สนใจในเรื่องของเวลาเข้า- ออกตลาด และไม่สนใจว่าจะต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือทรัพย์สินหลาย ๆ แบบ หรือแม้แต่หลาย ๆ ตัว จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูงในการวิเคราะห์ มีอารมณ์ที่มั่นคง และจะต้องมีความรู้ในเรื่องของการลงทุนเป็นอย่างดี เพราะถ้าทำได้ไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง เขาอาจจะเกิดความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าเขามีความเชี่ยวชาญจริงในสิ่งที่ทำ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากและความเสี่ยงต่ำก็เป็นไปได้ไม่น้อย นี่ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะหมายถึงอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ทำให้นักเลือก รวยไปเลย
การลงทุนนั้น ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ แต่ก็เช่นเดียวกับความรู้หรือหลักการอย่างอื่น ไม่มีใครสามารถบอกว่าตนเองยึดถือหลักการอันเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องมีทุกหลักการในตัว เพียงแต่ว่าเราจะเน้นหนักไปที่หลักการไหน ประเด็นที่สำคัญจริง ๆ ก็คือ เราต้องมีหลักการมิฉะนั้น การลงทุนของเราก็จะไม่มีทิศทาง และถ้าเราไม่มีทิศทางโอกาสที่เราจะไปถึงเป้าหมายก็แทบเป็นไปไม่ได้
วัฏฎะแห่งความรุ่งเรือง
วัฏฎะแห่งความรุ่งเรือง
โลกในมุมมองของ Value Investor
วันนี้ผมขอใช้ศัพท์ที่ฟังดูหรูหราคือคำว่าวัฎฎะหรือแปลว่า วงกลม การหมุน รอบแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย ผมคิดว่าสรรพสิ่งในโลกเราโดยเฉพาะที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นสังคมนั้นมักมีลักษณะที่หมุนเวียนเป็นวงดังที่หลักธรรมคำสอนทางพุทธได้บอกไว้ ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีทฤษฎีมากมายพูดถึงเรื่องของวัฎฎะ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีวัฎฎะ 2 แบบ คือ วัฎฎะแห่งความเลวร้ายและวัฎฎะแห่งความรุ่งเรือง
เริ่มจากการเกิดในครอบครัวคนจนที่มีลูกมาก เด็กไม่ได้รับการศึกษา โตขึ้นก็ต้องทำงานเป็นกรรมกรซึ่งก็จะมีรายได้ต่ำ แต่งงานเร็ว มีลูกมาก และไม่มีเงินให้ลูกได้เรียน ลูกจึงต้องจนต่อไปเวียนกันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะออกจากวงจรความยากจนได้อย่างไร นี่เรียกว่าวงจรแห่งความเลวร้าย ตรงกันข้าม คนมีเงิน มีลูกน้อย ส่งลูกเรียนสูง ลูกได้งานดี มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อโตขึ้นก็มักจะแต่งงานช้า มีลูกน้อย และสามารถส่งลูกเรียนสูงขึ้นไปอีก แบบนี้เรียกว่าครอบครัวนี้อยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง คนที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะหลุดจากวงจรได้ง่าย ๆ
บริษัทหรือหุ้นในตลาดเองก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ลองดูตัวอย่าง Shopping Mall เปิดใหม่ 2 แห่ง แห่งหนึ่งเป็นเครือของกลุ่มที่ไม่มีชื่อเสียง วันที่เปิดห้างนั้น มีร้านค้าเข้ามาเปิดขายเพียงไม่กี่แห่งและห้างก็ไม่โดดเด่น ลูกค้าเข้ามาเดินชม เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็ไม่เข้าไปอีก เมื่อคนเข้า Mall น้อย ร้านค้าที่คิดจะเข้าไปเปิดร้านก็รอเพราะดูว่ายังไม่คุ้มที่จะเข้าไปขาย คนที่จะเข้า Mall ก็น้อยลงไปอีก สุดท้าย Mall ก็ร้าง และต้องลดระดับลงเพื่อขายสินค้าราคาถูกหรือแปลงเป็น IT Mall ขายสินค้าคอมพิวเตอร์ วงจรแห่งความเลวร้ายกำลังทำงาน
ตรงกันข้าม Shopping Mall อีกแห่งหนึ่งดำเนินงานโดยกลุ่มที่มีชื่อเสียง วันแรกที่เปิด ร้านค้าก็เกือบเต็มแล้วเพราะเจ้าของบังคับให้ทุกคนต้องเปิดร้าน ว่าที่จริงทุกร้านอยากเปิดอยู่แล้ว เพราะเชื่อมั่นว่าห้างจะประสบความสำเร็จ ลูกค้าเข้ามาเดินชมพบว่าสินค้าครบครันน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็กลับมาอีกและเพิ่มจำนวนขึ้น ร้านค้าที่ขายก็เสนอสินค้าที่ใหม่และน่าสนใจขึ้นเพราะสามารถขายได้ ลูกค้ายิ่งติดใจมากขึ้น และความสำเร็จก็ตามมาอย่างง่ายดาย สรุปก็คือ ห้างนี้อยู่ในวงจรของความรุ่งเรือง
ในทางธุรกิจนั้น วงจรของความรุ่งเรืองส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ปัจจัยสองเรื่อง หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ วงจรแห่งความรุ่งเรืองจะมี 2 วงใหญ่ ๆ นั่นก็คือ การที่บริษัทมีสินค้าที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง หรือในทางวิชาการเรียกว่า Differentiation และอีกวงหนึ่งก็คือ การที่บริษัทมีกำลังการผลิตที่ใหญ่จนทำให้ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยถูกกว่าคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าหรือเรียกว่า Economy of Scale
การมีชื่อเสียงหรือผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นนั้น ทำให้คนอยากใช้สินค้าเพราะรู้สึกว่าใช้แล้วเท่ ใช้แล้วสบายใจ ดังนั้นคนจะใช้และคนจะบอกต่อกันไป ซึ่งก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นไปอีก และดังนั้น การขยายกิจการ ขยายสาขา ก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็จะไปเพิ่มพูนชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริษัท ซึ่งก็จะทำให้ความสำเร็จง่ายขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสินค้า แต่รวมถึงเรื่องของการหาคนมาทำงานและอื่น ๆ
เรื่องของการประหยัดเนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่านั้น ที่เห็นชัดที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ซึ่งรายที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีต้นทุนในการซื้อสินค้าต่ำกว่า และเมื่อมีต้นทุนต่ำกว่าก็สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่า และเมื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าก็ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็สามารถขยายสาขาได้ และเมื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้นก็ทำให้สามารถขายมากขึ้นไปอีกซึ่งทำให้สามารถไปบีบราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำลงอีก วนเวียนกันไปอย่างนี้และทำให้กิจการเติบโตไปเรื่อย ๆ เป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง ในขณะที่คู่แข่งเช่นร้านค้าดั้งเดิมที่ขายน้อยกว่ามีต้นทุนสูงค่อย ๆ หดตัวลงเพราะอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย
แน่นอนว่ากิจการหรือหุ้นส่วนมากนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในวงจร ไม่ว่าจะเป็นวงจรที่เลวร้ายหรือวงจรที่ดี กิจการหรือหุ้นเหล่านั้นก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ การวิเคราะห์เพื่อการลงทุนก็คงต้องวิเคราะห์ไปตามพื้นฐานปกติ แต่ถ้าเราพบว่าบริษัทนั้นกำลังอยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งสัญญาณที่มักจะบอกได้อย่างหนึ่งก็คือ ความสำเร็จในการขยายตัวของกิจการมักจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ควรที่จะรู้ว่านี่คือหุ้นที่มีคุณภาพสูงและเราสามารถซื้อได้ในราคาที่แพงขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าเราพบว่าบริษัทกำลังตกเข้าไปอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย ผมคิดว่ามีทางเดียวที่เราควรทำ นั่นก็คือ หลีกเลี่ยง และถ้าถือหุ้นอยู่ก็ควรหาจังหวะขาย เพราะหุ้นที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรนี้โดยปกติ จะออกมายากมาก
โลกในมุมมองของ Value Investor
วันนี้ผมขอใช้ศัพท์ที่ฟังดูหรูหราคือคำว่าวัฎฎะหรือแปลว่า วงกลม การหมุน รอบแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย ผมคิดว่าสรรพสิ่งในโลกเราโดยเฉพาะที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นสังคมนั้นมักมีลักษณะที่หมุนเวียนเป็นวงดังที่หลักธรรมคำสอนทางพุทธได้บอกไว้ ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีทฤษฎีมากมายพูดถึงเรื่องของวัฎฎะ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีวัฎฎะ 2 แบบ คือ วัฎฎะแห่งความเลวร้ายและวัฎฎะแห่งความรุ่งเรือง
เริ่มจากการเกิดในครอบครัวคนจนที่มีลูกมาก เด็กไม่ได้รับการศึกษา โตขึ้นก็ต้องทำงานเป็นกรรมกรซึ่งก็จะมีรายได้ต่ำ แต่งงานเร็ว มีลูกมาก และไม่มีเงินให้ลูกได้เรียน ลูกจึงต้องจนต่อไปเวียนกันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะออกจากวงจรความยากจนได้อย่างไร นี่เรียกว่าวงจรแห่งความเลวร้าย ตรงกันข้าม คนมีเงิน มีลูกน้อย ส่งลูกเรียนสูง ลูกได้งานดี มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อโตขึ้นก็มักจะแต่งงานช้า มีลูกน้อย และสามารถส่งลูกเรียนสูงขึ้นไปอีก แบบนี้เรียกว่าครอบครัวนี้อยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง คนที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะหลุดจากวงจรได้ง่าย ๆ
บริษัทหรือหุ้นในตลาดเองก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ลองดูตัวอย่าง Shopping Mall เปิดใหม่ 2 แห่ง แห่งหนึ่งเป็นเครือของกลุ่มที่ไม่มีชื่อเสียง วันที่เปิดห้างนั้น มีร้านค้าเข้ามาเปิดขายเพียงไม่กี่แห่งและห้างก็ไม่โดดเด่น ลูกค้าเข้ามาเดินชม เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็ไม่เข้าไปอีก เมื่อคนเข้า Mall น้อย ร้านค้าที่คิดจะเข้าไปเปิดร้านก็รอเพราะดูว่ายังไม่คุ้มที่จะเข้าไปขาย คนที่จะเข้า Mall ก็น้อยลงไปอีก สุดท้าย Mall ก็ร้าง และต้องลดระดับลงเพื่อขายสินค้าราคาถูกหรือแปลงเป็น IT Mall ขายสินค้าคอมพิวเตอร์ วงจรแห่งความเลวร้ายกำลังทำงาน
ตรงกันข้าม Shopping Mall อีกแห่งหนึ่งดำเนินงานโดยกลุ่มที่มีชื่อเสียง วันแรกที่เปิด ร้านค้าก็เกือบเต็มแล้วเพราะเจ้าของบังคับให้ทุกคนต้องเปิดร้าน ว่าที่จริงทุกร้านอยากเปิดอยู่แล้ว เพราะเชื่อมั่นว่าห้างจะประสบความสำเร็จ ลูกค้าเข้ามาเดินชมพบว่าสินค้าครบครันน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็กลับมาอีกและเพิ่มจำนวนขึ้น ร้านค้าที่ขายก็เสนอสินค้าที่ใหม่และน่าสนใจขึ้นเพราะสามารถขายได้ ลูกค้ายิ่งติดใจมากขึ้น และความสำเร็จก็ตามมาอย่างง่ายดาย สรุปก็คือ ห้างนี้อยู่ในวงจรของความรุ่งเรือง
ในทางธุรกิจนั้น วงจรของความรุ่งเรืองส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ปัจจัยสองเรื่อง หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ วงจรแห่งความรุ่งเรืองจะมี 2 วงใหญ่ ๆ นั่นก็คือ การที่บริษัทมีสินค้าที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง หรือในทางวิชาการเรียกว่า Differentiation และอีกวงหนึ่งก็คือ การที่บริษัทมีกำลังการผลิตที่ใหญ่จนทำให้ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยถูกกว่าคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าหรือเรียกว่า Economy of Scale
การมีชื่อเสียงหรือผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นนั้น ทำให้คนอยากใช้สินค้าเพราะรู้สึกว่าใช้แล้วเท่ ใช้แล้วสบายใจ ดังนั้นคนจะใช้และคนจะบอกต่อกันไป ซึ่งก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นไปอีก และดังนั้น การขยายกิจการ ขยายสาขา ก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็จะไปเพิ่มพูนชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริษัท ซึ่งก็จะทำให้ความสำเร็จง่ายขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสินค้า แต่รวมถึงเรื่องของการหาคนมาทำงานและอื่น ๆ
เรื่องของการประหยัดเนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่านั้น ที่เห็นชัดที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ซึ่งรายที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีต้นทุนในการซื้อสินค้าต่ำกว่า และเมื่อมีต้นทุนต่ำกว่าก็สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่า และเมื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าก็ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็สามารถขยายสาขาได้ และเมื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้นก็ทำให้สามารถขายมากขึ้นไปอีกซึ่งทำให้สามารถไปบีบราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำลงอีก วนเวียนกันไปอย่างนี้และทำให้กิจการเติบโตไปเรื่อย ๆ เป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง ในขณะที่คู่แข่งเช่นร้านค้าดั้งเดิมที่ขายน้อยกว่ามีต้นทุนสูงค่อย ๆ หดตัวลงเพราะอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย
แน่นอนว่ากิจการหรือหุ้นส่วนมากนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในวงจร ไม่ว่าจะเป็นวงจรที่เลวร้ายหรือวงจรที่ดี กิจการหรือหุ้นเหล่านั้นก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ การวิเคราะห์เพื่อการลงทุนก็คงต้องวิเคราะห์ไปตามพื้นฐานปกติ แต่ถ้าเราพบว่าบริษัทนั้นกำลังอยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งสัญญาณที่มักจะบอกได้อย่างหนึ่งก็คือ ความสำเร็จในการขยายตัวของกิจการมักจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ควรที่จะรู้ว่านี่คือหุ้นที่มีคุณภาพสูงและเราสามารถซื้อได้ในราคาที่แพงขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าเราพบว่าบริษัทกำลังตกเข้าไปอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย ผมคิดว่ามีทางเดียวที่เราควรทำ นั่นก็คือ หลีกเลี่ยง และถ้าถือหุ้นอยู่ก็ควรหาจังหวะขาย เพราะหุ้นที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรนี้โดยปกติ จะออกมายากมาก
เงินสกุลทอง
เงินสกุลทอง
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้ความสนใจเรื่องของทองมีเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เหตุเพราะว่าราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์คิดเป็นบาทละกว่าหมื่นบาท ทองได้กลายเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีการซื้อขายทองแท่งและกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ทองเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่ ทองจะขึ้นต่อไปไหม ผมเองคงไม่สามารถตอบได้ แต่จะพยายามหาเหตุผลที่ทำให้ราคาทองขึ้นไปสูงมากในช่วงนี้ ส่วนการที่ทองจะขึ้นต่อไปหรือไม่ ท่านคงต้องตอบเอง
ย้อนหลังไปหลายร้อยปี คนยุโรปจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนอังกฤษได้อพยพกันไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในอาณานิคมใหม่หรืออาจจะเรียกว่าโลกใหม่ คือดินแดนที่เรียกว่าอเมริกาในปัจจุบัน สินค้าที่ผลิตขึ้นในอาณานิคมนั้นนอกจากสินค้าที่เป็นอาหารและเครื่องใช้ประจำวันแล้ว สินค้าหลักตัวหนึ่งที่ผลิตกันมากเพื่อการส่งออกก็คือยาสูบซึ่งผลิตได้มากเพราะมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ยาสูบเองก็เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากทั่วโลก
เนื่องจากอยู่ไกลจากอำนาจรัฐมาก ปัญหาอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจในอาณานิคมก็คือมีเงินที่เป็นที่ยอมรับกันนั่นก็คือเงินปอนด์ของอังกฤษไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาก็คือ การแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองในชุมชนอาจจะเรียกกันแบบไทย ๆ ว่า หมูไปไก่มา แต่วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าแบบนี้มีความยุ่งยากมากในการคำนวณมูลค่าและการหาคู่ที่ความต้องการสอดคล้องกันพอดี ดังนั้น สินค้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น สินค้าที่เลือกใช้นั้นจะต้องมีค่าพอควร มีแพร่หลาย และมีมาตรฐานที่เหมือนกัน ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่ายาสูบ ดังนั้น เมื่อคนต้องการที่จะไปซื้อขนมปัง ไปตัดผม ไปซื้อหาอุปกรณ์ในการทำไร่ นอกจากเงินปอนด์แล้ว เขาก็สามารถจะเอายาสูบไปแลกเปลี่ยนได้ ผลก็คือ สำหรับในอาณานิคมแล้ว ยาสูบนอกจากเป็นสินค้าแล้ว มันก็คือ “เงิน” ในความหมายในปัจจุบัน
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินดำเนินมาช้านานแค่ไหนคงหาประวัติได้ยาก แต่ยาสูบนั้นเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่มีปริมาณขึ้นลงตามฝนฟ้า ตามกำลังแรงงานที่ปลูก รวมถึงพันธุ์และเท็คโนโลยีที่ใช้ ดังนั้น มูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่ามันมีคุณสมบัติแตกต่างจากเงินในปัจจุบันที่จริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวันเหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ใช้ในการบริโภคอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินอาจแลกของอื่นได้มากขึ้นซึ่งเรียกว่าเงินฝืดเมื่อเงินหายากขึ้นหรือมีน้อยเกินไป และเงินอาจแลกของอื่นได้น้อยลงเมื่อมีเงินจำนวนมากในท้องตลาดหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อ นี่ก็เป็นแบบเดียวกัน ถ้ามียาสูบมากเกิน ยาสูบก็แลกของได้น้อยลง
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินคงจะเป็นเงินที่ไม่ดีเท่าไร โลหะที่มีค่า หายาก เช่น ทองและโลหะเงินเป็นทางเลือกของสังคมจำนวนมากที่จะใช้เป็นเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า และมันคงถูกใช้มานานทีเดียวจนบ้านเรามีคำพูดติดปากว่า “เงิน ๆ ทอง ๆ” ข้อดีของโลหะเงินหรือทองก็คือ มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทำให้เงินไม่ “เฟ้อ” ง่าย ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่มันหายากก็ทำให้มันมีไม่เพียงพอ ดังนั้น บ่อย ๆ ครั้งมันจึงมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด อย่างที่เราเห็นบ่อย ๆ ในยุคที่โลกยังใช้ทองเป็นฐานในการกำหนดค่าเงิน
เงินที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ น่าจะเกิดจากร้านทองที่รับฝากทองของชาวบ้านเพื่อความปลอดภัย ร้านเหล่านี้จะออกใบรับฝากให้กับลูกค้า ลูกค้าเมื่อต้องการเอาทองไปแลกเปลี่ยนสินค้า แทนที่จะไปเอาทองมาแลก ก็เอาใบรับฝากทองมามอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อทุกคนก็ทำกันแบบนี้เพื่อความสะดวก ใบรับฝากทองจึงกลายเป็นธนบัตรแทนทองจริง ๆ ที่เก็บไว้กับร้านทอง
ร้านทองนั้นเมื่อรู้ว่าคนเอาทองมาฝากมักจะไม่มาเบิกทองพร้อม ๆ กันก็เกิดความคิดว่า เขาสามารถจะเอาทองที่คนมาฝากไว้บางส่วนออกมาให้คนยืมใช้โดยการคิดดอกเบี้ย แต่จริง ๆ เวลาให้ยืมทองนั้น คนยืมก็ไม่เอาทองออกมาจริง ๆ แต่จะฝากทองไว้กับร้านและได้ใบรับฝากทองซึ่งสามารถเอามาใช้เป็นธนบัตรได้เช่นกัน และนี่ก็เป็นที่มาของธนาคารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และดังนั้น เงินในยุคสมัยใหม่จึงถูกผลิตหรือพิมพ์ขึ้นโดยธนาคารต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันที่ธนบัตรส่วนใหญ่ในโลกนั้นพิมพ์ออกมาโดยธนาคารกลางหรือแบ็งค์ชาติของประเทศต่าง ๆ แทนที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์
เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องใช้ทองมาเป็นฐานสำหรับการออกธนบัตรแล้ว เราไม่สามารถเอา “ใบรับฝากทอง” หรือที่เราเรียกว่าเงินไปเบิกทองออกมาจาก “ร้านทอง” หรือ แบ็งค์ ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ ธนบัตร ไม่ได้มีทองเป็นหลักประกัน แต่มีรัฐบาลเป็นประกัน ถ้ารัฐบาลไหนไม่มีเครดิตที่ดี มีการพิมพ์แบ็งค์ปล่อยเงินออกมามากมาย ธนบัตรก็อาจจะไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยลงมากก็ได้
รัฐบาลสหรัฐอาจจะกำลังปล่อยเงินออกมามากมายจนคนเริ่มไม่ไว้ใจในเงินดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่มีเงินดอลลาร์สำรองมากมายจึงต้องการที่จะเก็บทองคำ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับเงินอีกสกุลหนึ่งที่ไม่มีรัฐบาลไหนเป็นเจ้าของ แต่เป็นเงินที่น่าจะแข็งแกร่งไม่สูญเสียมูลค่าง่ายเพราะมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างที่มันเคยเป็น
ดังนั้น ในความเห็นของผม การที่ทองมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น คงไม่ใช่เพราะจีนและอินเดียมีการบริโภคมากขึ้น ความรู้สึกของผมก็คือ ถ้าทองแพงขึ้นคนน่าจะบริโภคน้อยลง คนที่คิดซื้อสร้อย แหวน หรือกำไรทอง อาจจะไม่ได้มากขึ้น แต่รัฐบาลหรือคนมีสตางค์ที่ถือเงินดอลลาร์อาจจะอยากเปลี่ยนไปถือเงินสกุลอื่นแทนเพราะเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนลง แต่แทนที่จะถือสกุลเยนหรือยูโร เขากลับถือ “สกุลทอง” ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่าสกุลอื่น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้ความสนใจเรื่องของทองมีเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เหตุเพราะว่าราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์คิดเป็นบาทละกว่าหมื่นบาท ทองได้กลายเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีการซื้อขายทองแท่งและกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ทองเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่ ทองจะขึ้นต่อไปไหม ผมเองคงไม่สามารถตอบได้ แต่จะพยายามหาเหตุผลที่ทำให้ราคาทองขึ้นไปสูงมากในช่วงนี้ ส่วนการที่ทองจะขึ้นต่อไปหรือไม่ ท่านคงต้องตอบเอง
ย้อนหลังไปหลายร้อยปี คนยุโรปจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนอังกฤษได้อพยพกันไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในอาณานิคมใหม่หรืออาจจะเรียกว่าโลกใหม่ คือดินแดนที่เรียกว่าอเมริกาในปัจจุบัน สินค้าที่ผลิตขึ้นในอาณานิคมนั้นนอกจากสินค้าที่เป็นอาหารและเครื่องใช้ประจำวันแล้ว สินค้าหลักตัวหนึ่งที่ผลิตกันมากเพื่อการส่งออกก็คือยาสูบซึ่งผลิตได้มากเพราะมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ยาสูบเองก็เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากทั่วโลก
เนื่องจากอยู่ไกลจากอำนาจรัฐมาก ปัญหาอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจในอาณานิคมก็คือมีเงินที่เป็นที่ยอมรับกันนั่นก็คือเงินปอนด์ของอังกฤษไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาก็คือ การแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองในชุมชนอาจจะเรียกกันแบบไทย ๆ ว่า หมูไปไก่มา แต่วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าแบบนี้มีความยุ่งยากมากในการคำนวณมูลค่าและการหาคู่ที่ความต้องการสอดคล้องกันพอดี ดังนั้น สินค้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น สินค้าที่เลือกใช้นั้นจะต้องมีค่าพอควร มีแพร่หลาย และมีมาตรฐานที่เหมือนกัน ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่ายาสูบ ดังนั้น เมื่อคนต้องการที่จะไปซื้อขนมปัง ไปตัดผม ไปซื้อหาอุปกรณ์ในการทำไร่ นอกจากเงินปอนด์แล้ว เขาก็สามารถจะเอายาสูบไปแลกเปลี่ยนได้ ผลก็คือ สำหรับในอาณานิคมแล้ว ยาสูบนอกจากเป็นสินค้าแล้ว มันก็คือ “เงิน” ในความหมายในปัจจุบัน
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินดำเนินมาช้านานแค่ไหนคงหาประวัติได้ยาก แต่ยาสูบนั้นเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่มีปริมาณขึ้นลงตามฝนฟ้า ตามกำลังแรงงานที่ปลูก รวมถึงพันธุ์และเท็คโนโลยีที่ใช้ ดังนั้น มูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่ามันมีคุณสมบัติแตกต่างจากเงินในปัจจุบันที่จริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวันเหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ใช้ในการบริโภคอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินอาจแลกของอื่นได้มากขึ้นซึ่งเรียกว่าเงินฝืดเมื่อเงินหายากขึ้นหรือมีน้อยเกินไป และเงินอาจแลกของอื่นได้น้อยลงเมื่อมีเงินจำนวนมากในท้องตลาดหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อ นี่ก็เป็นแบบเดียวกัน ถ้ามียาสูบมากเกิน ยาสูบก็แลกของได้น้อยลง
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินคงจะเป็นเงินที่ไม่ดีเท่าไร โลหะที่มีค่า หายาก เช่น ทองและโลหะเงินเป็นทางเลือกของสังคมจำนวนมากที่จะใช้เป็นเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า และมันคงถูกใช้มานานทีเดียวจนบ้านเรามีคำพูดติดปากว่า “เงิน ๆ ทอง ๆ” ข้อดีของโลหะเงินหรือทองก็คือ มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทำให้เงินไม่ “เฟ้อ” ง่าย ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่มันหายากก็ทำให้มันมีไม่เพียงพอ ดังนั้น บ่อย ๆ ครั้งมันจึงมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด อย่างที่เราเห็นบ่อย ๆ ในยุคที่โลกยังใช้ทองเป็นฐานในการกำหนดค่าเงิน
เงินที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ น่าจะเกิดจากร้านทองที่รับฝากทองของชาวบ้านเพื่อความปลอดภัย ร้านเหล่านี้จะออกใบรับฝากให้กับลูกค้า ลูกค้าเมื่อต้องการเอาทองไปแลกเปลี่ยนสินค้า แทนที่จะไปเอาทองมาแลก ก็เอาใบรับฝากทองมามอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อทุกคนก็ทำกันแบบนี้เพื่อความสะดวก ใบรับฝากทองจึงกลายเป็นธนบัตรแทนทองจริง ๆ ที่เก็บไว้กับร้านทอง
ร้านทองนั้นเมื่อรู้ว่าคนเอาทองมาฝากมักจะไม่มาเบิกทองพร้อม ๆ กันก็เกิดความคิดว่า เขาสามารถจะเอาทองที่คนมาฝากไว้บางส่วนออกมาให้คนยืมใช้โดยการคิดดอกเบี้ย แต่จริง ๆ เวลาให้ยืมทองนั้น คนยืมก็ไม่เอาทองออกมาจริง ๆ แต่จะฝากทองไว้กับร้านและได้ใบรับฝากทองซึ่งสามารถเอามาใช้เป็นธนบัตรได้เช่นกัน และนี่ก็เป็นที่มาของธนาคารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และดังนั้น เงินในยุคสมัยใหม่จึงถูกผลิตหรือพิมพ์ขึ้นโดยธนาคารต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันที่ธนบัตรส่วนใหญ่ในโลกนั้นพิมพ์ออกมาโดยธนาคารกลางหรือแบ็งค์ชาติของประเทศต่าง ๆ แทนที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์
เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องใช้ทองมาเป็นฐานสำหรับการออกธนบัตรแล้ว เราไม่สามารถเอา “ใบรับฝากทอง” หรือที่เราเรียกว่าเงินไปเบิกทองออกมาจาก “ร้านทอง” หรือ แบ็งค์ ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ ธนบัตร ไม่ได้มีทองเป็นหลักประกัน แต่มีรัฐบาลเป็นประกัน ถ้ารัฐบาลไหนไม่มีเครดิตที่ดี มีการพิมพ์แบ็งค์ปล่อยเงินออกมามากมาย ธนบัตรก็อาจจะไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยลงมากก็ได้
รัฐบาลสหรัฐอาจจะกำลังปล่อยเงินออกมามากมายจนคนเริ่มไม่ไว้ใจในเงินดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่มีเงินดอลลาร์สำรองมากมายจึงต้องการที่จะเก็บทองคำ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับเงินอีกสกุลหนึ่งที่ไม่มีรัฐบาลไหนเป็นเจ้าของ แต่เป็นเงินที่น่าจะแข็งแกร่งไม่สูญเสียมูลค่าง่ายเพราะมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างที่มันเคยเป็น
ดังนั้น ในความเห็นของผม การที่ทองมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น คงไม่ใช่เพราะจีนและอินเดียมีการบริโภคมากขึ้น ความรู้สึกของผมก็คือ ถ้าทองแพงขึ้นคนน่าจะบริโภคน้อยลง คนที่คิดซื้อสร้อย แหวน หรือกำไรทอง อาจจะไม่ได้มากขึ้น แต่รัฐบาลหรือคนมีสตางค์ที่ถือเงินดอลลาร์อาจจะอยากเปลี่ยนไปถือเงินสกุลอื่นแทนเพราะเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนลง แต่แทนที่จะถือสกุลเยนหรือยูโร เขากลับถือ “สกุลทอง” ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่าสกุลอื่น
หุ้นโรงเรือน
หุ้นโรงเรือน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้มีหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น หุ้นกลุ่มนี้กระจายอยู่ในหลายหมวดอุตสาหกรรมและทำธุรกิจแตกต่างกันออกไปค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มนี้มีคุณลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีทรัพย์สินที่ใช้ทำมาหากินหลักที่เป็นอาคารหรือเป็นโรงเรือนหรือเป็นร้านค้า
เหตุผลที่ทำให้หุ้นโรงเรือนมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากการที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร ที่ดิน หรือสิทธิการเช่าต่าง ๆ มีราคาปรับตัวขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นจากภาวะวิกฤติ ดังนั้น กิจการที่มีทรัพย์สินที่เป็นอาคาร ที่ดิน มาก ก็จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สินนั้น และนักลงทุนเริ่มเห็น
เหตุผลข้อสองก็คือ การที่ธุรกิจต้องอาศัยอาคารโรงเรือนในการประกอบธุรกิจ นั่นหมายความว่าลูกค้าต้องเดินทางมาใช้บริการ และนั่นหมายความว่า ลูกค้าอาจจะไม่อยากเดินทางไกลเพื่อไปหาซื้อของหรือบริการจากคู่แข่งหรือร้านอื่นถ้าผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มที่จะทำ นี่อาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Local Monopoly หรือการผูกขาดในท้องถิ่นเนื่องจากทำเลของสถานที่ให้บริการ
เหตุผลข้อสุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องของทำเลที่กิจการมีอยู่อาจจะโดดเด่นมากและเป็นทำเลที่หาไม่ได้อีกหรือหาได้ยากมาก หรือเรียกว่าเป็น Strategic Location ดังนั้น กิจการจึงมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน และความได้เปรียบนี้กำลังแสดงให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสามารถทำเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอน มีเหตุผลอื่น ๆ ด้วยที่เข้ามาประกอบที่ทำให้บริษัทมีความโดดเด่นและทำกำไรได้ดีนอกจากเรื่องของโรงเรือน ทั้งในด้านของแนวโน้มอุตสาหกรรม ผู้บริหาร และอื่น ๆ แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าหนีไม่พ้นว่าส่วนสำคัญอย่างหนึ่งน่าจะเกิดจากปัจจัยทางด้านของโรงเรือนจนน่าจะพูดได้ว่าเป็น “คลื่นของหุ้นกลุ่มโรงเรือน” เพราะหุ้นจำนวนมากในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นกันเป็นระลอก มาดูกันว่ามีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ที่ผมเคยพูดไว้ในหลายโอกาสหุ้นกลุ่มนี้เป็นสุดยอดของหุ้นโรงเรือน เพราะมีร้านค้ากระจายกันไปมากมายทั่วประเทศ การแข่งขันกับคู่แข่งมักจะมีจำกัดด้วยเงื่อนไขของระยะห่างของแต่ละร้านซึ่งก่อให้เกิด Local Monopoly อ่อน ๆ และนี่ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นมาเป็นเวลาพอสมควรและน่าจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหนึ่งในช่วงนี้
หุ้นของกิจการที่ขึ้นชื่อด้วยคำว่าโรงดูเหมือนว่าจะมีความโดดเด่นและดีขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากหุ้นของโรงพยาบาลบางแห่งที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ตามมาด้วยโรงพยาบาลที่ขยายตัวเร็ว และสุดท้ายถึงโรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่ในอดีตโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่เงียบเหงาไม่ไปไหน โรงพยาบาลนั้น ชัดเจนว่ามีอำนาจในการผูกขาดในระดับท้องถิ่นไม่น้อย และโรงพยาบาลนั้นมักจะไม่ต้องแข่งขันกันทางด้านราคามากนัก ทำให้กำไรของโรงพยาบาลค่อนข้างจะสม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผลโดยที่อำนาจต่อรองของลูกค้าแทบไม่มี
หุ้นที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าโรงกลุ่มต่อไปก็คือหุ้นโรงแรม หุ้นกลุ่มนี้ที่โดดเด่นน่าจะเริ่มจากโรงแรมที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีธุรกิจอื่นประกอบเฉพาะอย่างยิ่งก็คือร้านอาหาร ตามมาด้วยโรงแรมที่ดูเหมือนว่าจะมีทรัพย์สินคือตัวโรงแรมที่มีค่าสูงถ้าจะสร้างใหม่ และในที่สุดก็คงตามมาด้วยโรงแรมทั่ว ๆ ไป
หุ้นโรงต่อไปก็คือหุ้นโรงงานหรือหุ้นที่ทำโรงงานขายและ/หรือให้เช่า ซึ่งก็น่าจะเกิดจากการที่ทรัพย์สินมีค่ามากขึ้นเมื่อมีการขายทรัพย์สินออกไปเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่านทางกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดกำไรอย่างมีนัยสำคัญและมีผลทำให้หุ้นมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ
หุ้นโรงเรือนที่สร้างผลงานได้ดีพอสมควรยังประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการภัตตาคาร หุ้นโรงภาพยนต์ หุ้นที่ทำช็อปปิงมอล และอาจจะมีหุ้นอื่น ๆ ที่ผมคิดไม่ถึงและไม่มีพื้นที่พอที่จะบรรยายได้หมด แต่ก็เป็นจุดที่นักลงทุนสามารถที่จะไปค้นหาและอาจจะพบหุ้นที่เข้าข่ายนี้ซึ่งอาจจะมีศักยภาพที่จะทำกำไรที่โดดเด่นได้ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นของบริษัททำบ้านจัดสรรขายนั้นในความเห็นของผม ไม่ใช่หุ้นโรงเรือน เพราะในภาวะปัจจุบันนั้น บริษัทส่วนใหญ่ไม่สะสมที่ดินเพื่อพัฒนาอย่างในสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกหุ้นที่เป็นหุ้นโรงเรือนแล้วจะต้องเป็นหุ้นที่ดีน่าลงทุนไปหมด เพราะหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะไม่ดีจริง หรือหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะมีราคาขึ้นไปสูงมากเกินไปแล้ว การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์ตามมาตรฐานของ Value Investment ทุกประการ การเป็นหุ้นโรงเรือนนั้น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ เพราะนี่เป็น “คลื่น” ที่น่าจะก่อตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้มีหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น หุ้นกลุ่มนี้กระจายอยู่ในหลายหมวดอุตสาหกรรมและทำธุรกิจแตกต่างกันออกไปค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มนี้มีคุณลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีทรัพย์สินที่ใช้ทำมาหากินหลักที่เป็นอาคารหรือเป็นโรงเรือนหรือเป็นร้านค้า
เหตุผลที่ทำให้หุ้นโรงเรือนมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากการที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร ที่ดิน หรือสิทธิการเช่าต่าง ๆ มีราคาปรับตัวขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นจากภาวะวิกฤติ ดังนั้น กิจการที่มีทรัพย์สินที่เป็นอาคาร ที่ดิน มาก ก็จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สินนั้น และนักลงทุนเริ่มเห็น
เหตุผลข้อสองก็คือ การที่ธุรกิจต้องอาศัยอาคารโรงเรือนในการประกอบธุรกิจ นั่นหมายความว่าลูกค้าต้องเดินทางมาใช้บริการ และนั่นหมายความว่า ลูกค้าอาจจะไม่อยากเดินทางไกลเพื่อไปหาซื้อของหรือบริการจากคู่แข่งหรือร้านอื่นถ้าผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มที่จะทำ นี่อาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Local Monopoly หรือการผูกขาดในท้องถิ่นเนื่องจากทำเลของสถานที่ให้บริการ
เหตุผลข้อสุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องของทำเลที่กิจการมีอยู่อาจจะโดดเด่นมากและเป็นทำเลที่หาไม่ได้อีกหรือหาได้ยากมาก หรือเรียกว่าเป็น Strategic Location ดังนั้น กิจการจึงมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน และความได้เปรียบนี้กำลังแสดงให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสามารถทำเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอน มีเหตุผลอื่น ๆ ด้วยที่เข้ามาประกอบที่ทำให้บริษัทมีความโดดเด่นและทำกำไรได้ดีนอกจากเรื่องของโรงเรือน ทั้งในด้านของแนวโน้มอุตสาหกรรม ผู้บริหาร และอื่น ๆ แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าหนีไม่พ้นว่าส่วนสำคัญอย่างหนึ่งน่าจะเกิดจากปัจจัยทางด้านของโรงเรือนจนน่าจะพูดได้ว่าเป็น “คลื่นของหุ้นกลุ่มโรงเรือน” เพราะหุ้นจำนวนมากในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นกันเป็นระลอก มาดูกันว่ามีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ที่ผมเคยพูดไว้ในหลายโอกาสหุ้นกลุ่มนี้เป็นสุดยอดของหุ้นโรงเรือน เพราะมีร้านค้ากระจายกันไปมากมายทั่วประเทศ การแข่งขันกับคู่แข่งมักจะมีจำกัดด้วยเงื่อนไขของระยะห่างของแต่ละร้านซึ่งก่อให้เกิด Local Monopoly อ่อน ๆ และนี่ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นมาเป็นเวลาพอสมควรและน่าจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหนึ่งในช่วงนี้
หุ้นของกิจการที่ขึ้นชื่อด้วยคำว่าโรงดูเหมือนว่าจะมีความโดดเด่นและดีขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากหุ้นของโรงพยาบาลบางแห่งที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ตามมาด้วยโรงพยาบาลที่ขยายตัวเร็ว และสุดท้ายถึงโรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่ในอดีตโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่เงียบเหงาไม่ไปไหน โรงพยาบาลนั้น ชัดเจนว่ามีอำนาจในการผูกขาดในระดับท้องถิ่นไม่น้อย และโรงพยาบาลนั้นมักจะไม่ต้องแข่งขันกันทางด้านราคามากนัก ทำให้กำไรของโรงพยาบาลค่อนข้างจะสม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผลโดยที่อำนาจต่อรองของลูกค้าแทบไม่มี
หุ้นที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าโรงกลุ่มต่อไปก็คือหุ้นโรงแรม หุ้นกลุ่มนี้ที่โดดเด่นน่าจะเริ่มจากโรงแรมที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีธุรกิจอื่นประกอบเฉพาะอย่างยิ่งก็คือร้านอาหาร ตามมาด้วยโรงแรมที่ดูเหมือนว่าจะมีทรัพย์สินคือตัวโรงแรมที่มีค่าสูงถ้าจะสร้างใหม่ และในที่สุดก็คงตามมาด้วยโรงแรมทั่ว ๆ ไป
หุ้นโรงต่อไปก็คือหุ้นโรงงานหรือหุ้นที่ทำโรงงานขายและ/หรือให้เช่า ซึ่งก็น่าจะเกิดจากการที่ทรัพย์สินมีค่ามากขึ้นเมื่อมีการขายทรัพย์สินออกไปเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่านทางกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดกำไรอย่างมีนัยสำคัญและมีผลทำให้หุ้นมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ
หุ้นโรงเรือนที่สร้างผลงานได้ดีพอสมควรยังประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการภัตตาคาร หุ้นโรงภาพยนต์ หุ้นที่ทำช็อปปิงมอล และอาจจะมีหุ้นอื่น ๆ ที่ผมคิดไม่ถึงและไม่มีพื้นที่พอที่จะบรรยายได้หมด แต่ก็เป็นจุดที่นักลงทุนสามารถที่จะไปค้นหาและอาจจะพบหุ้นที่เข้าข่ายนี้ซึ่งอาจจะมีศักยภาพที่จะทำกำไรที่โดดเด่นได้ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นของบริษัททำบ้านจัดสรรขายนั้นในความเห็นของผม ไม่ใช่หุ้นโรงเรือน เพราะในภาวะปัจจุบันนั้น บริษัทส่วนใหญ่ไม่สะสมที่ดินเพื่อพัฒนาอย่างในสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกหุ้นที่เป็นหุ้นโรงเรือนแล้วจะต้องเป็นหุ้นที่ดีน่าลงทุนไปหมด เพราะหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะไม่ดีจริง หรือหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะมีราคาขึ้นไปสูงมากเกินไปแล้ว การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์ตามมาตรฐานของ Value Investment ทุกประการ การเป็นหุ้นโรงเรือนนั้น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ เพราะนี่เป็น “คลื่น” ที่น่าจะก่อตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว
ลงทุนแบบพอเพียง
ลงทุนแบบพอเพียง
โลกในมุมมองของ Value Investor
แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ผมเชื่อว่าเป็นหลักการที่ดีมากและคนที่ยึดถือจะมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่าคนที่ดิ้นรนเกินตัว การลงทุนนั้น แน่นอน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่สามารถใช้หลักการแบบเศรษฐกิจพอเพียง และผมก็เชื่อเช่นกันว่าการลงทุนโดยใช้หลักของความพอเพียงจะให้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจและมีความสุขกว่าวิธีการอื่น
สไตล์การลงทุนที่ผมคิดว่ายึดหลักของความพอเพียงมากที่สุดก็คือ การลงทุนแบบ Value Investment ว่าที่จริง Value Investor ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต่างก็ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงจนเป็นที่ร่ำลือ มาดูกันว่าอะไรคือการลงทุนแบบพอเพียงในสายตาของ Value Investor
การลงทุนแบบพอเพียงนั้นหมายความว่า เป็นการลงทุนที่ทำตามกำลังความสามารถที่เรามีอยู่ เราไม่เร่งรีบที่จะทำกำไรเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น
Value Investor มักจะไม่กู้เงินมาลงทุนโดยเฉพาะการใช้มาร์จินมาซื้อหุ้นซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะทำให้ได้กำไรมากและเร็วขึ้นถ้าเราทำถูก แต่ถ้าเราพลาด ความเสียหายก็จะรุนแรง
Value Investor มักจะไม่ซื้อ Warrant ถ้าเราไม่สนใจที่จะซื้อหุ้นแม่ เพราะวอแรนต์นั้นเป็นหลักทรัพย์ที่อาจให้ผลตอบแทนที่สูงมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าพลาดก็อาจจะไม่เหลือมูลค่าเลยเมื่อมันหมดอายุโดยที่เราไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้น
Value Investor เกือบจะไม่มีวันซื้อ Future ซึ่งเป็นเรื่องของการคาดการณ์ดัชนีล่วงหน้า ซึ่งถ้าคาดถูก ก็จะทำกำไรมหาศาล แต่ถ้าคาดผิดก็เสียหายมาก เพราะ Future นั้น เป็นการ “พนัน” ที่การวิเคราะห์ช่วยอะไรได้น้อยมาก แต่ที่สำคัญก็คือ มีการวางเงินน้อยมาก เข้าใจว่าประมาณ 10% แต่เวลาได้เสีย ได้เสียกัน 100%
ในแง่ของบริษัทที่ Value Investor ชอบลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน เรามักชอบบริษัทที่ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าบริษัทที่เร่งรีบเกินตัว เช่น
Value Investor ชอบบริษัทที่มีหนี้น้อยและกลัวบริษัทที่มีหนี้มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่ค่อยแน่นอน เราไม่ชอบบริษัทที่พยายามโตเร็วเกินความจำเป็นโดยการก่อหนี้มากเกินอัตราส่วนที่ควรเป็น เพราะหนี้นั้นอาจจะทำให้กำไรต่อหุ้นสูงขึ้นก็จริง แต่ถ้าเกิดความผิดพลาด กิจการอาจเสียหายใหญ่หลวงถึงขั้นล้มละลายได้
Value Investor ไม่ชอบบริษัทที่ขยายตัวโดยการทำธุรกิจต่าง ๆ มากมายที่ตนเองไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีความได้เปรียบคู่แข่ง โดยที่อาจจะเห็นว่าธุรกิจเหล่านั้นกำลังเติบโตและตนเองน่าจะเข้าไปยึดโอกาสนั้น ความเชื่อของเราก็คือ บริษัทควรจะทำเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง การเติบโตโดยทำในสิ่งที่ไม่ถนัดนั้น โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยกว่าความล้มเหลวไม่ว่าอุตสาหกรรมนั้นกำลังโตหรือไม่
มองในด้านของความคิดในการทำเงิน การสร้างความมั่งคั่ง และการสร้าง Value หรือคุณค่าให้กับกิจการหรือส่วนตัว Value Investor ชอบความสมถะ มัธยัสถ์ และชอบการใช้เงินในสิ่งที่เป็นประโยชน์คุ้มค่าและสมควร มากกว่าการใช้จ่ายที่ฟู่ฟ่าหรูหราโดยที่อาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพียงเล็กน้อย เช่น
Value Investor ชอบผู้บริหารบริษัทที่ประหยัด ลดต้นทุนทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เรามักจะพอใจที่เห็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่ดูค่อนข้าง “กระจอก” มาก เมื่อเทียบกับตัวธุรกิจ ถ้าสำนักงานใหญ่นั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างความสำเร็จต่อการดำเนินงานประจำวันของกิจการแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ถ้าผู้บริหารใช้ชีวิตที่หรูหรามากจากเงินของบริษัท เราจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แม้ว่าต้นทุนส่วนนั้นอาจจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการ
โดยนิสัยส่วนตัวของ Value Investor เองนั้น ส่วนมากก็มักจะใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานความมั่งคั่งของตนเอง เหตุผลนั้น นอกจากอาจจะเป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวที่มีความมัธยัสถ์อยู่แล้ว การเป็นนักลงทุนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตัวดีหรือมีหน้ามีตาเพื่อให้ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างผู้บริหารหรือคนทำงานในอาชีพอื่น ดังนั้น Value Investor จำนวนมากจึงมักจะใช้ชีวิตอย่าง “Economy” แต่เวลาลงทุนกลับทุ่มเทใช้เงินอย่าง “ไม่เสียดาย” เหมือนกับการซื้อของหรือใช้บริการแบบ “First Class”
หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการกล่าวขวัญและยอมรับมากขึ้นมากหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ธุรกิจจำนวนมากต้องล้มละลายจากการเร่งขยายกิจการเกินตัว เช่นเดียวกับชีวิตของคนจำนวนมากที่ต้องประสบกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่เกินกำลัง
หลักการลงทุนแบบพอเพียงซึ่ง Value Investment เป็นแนวหน้าแบบหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นประมาณเวลาเดียวกันและผู้สนใจใช้วิธีการลงทุนแบบนี้ก็เพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของหุ้น Value ที่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับ Value Investor โดยเฉพาะในรุ่นแรก ๆ ถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็น “นักเล่นหุ้น” ที่มีความระมัดระวัง ประหยัดมัธยัสถ์ อยู่อย่างสมถะ เป็นผู้คงแก่เรียน แทนที่จะเป็นนักเสี่ยงโชค หรือเป็นนักพนันที่ชอบใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าในยามหุ้นบูม และประสบกับความยากลำบากเมื่อสถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม
เศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบพอเพียงแม้ว่าจะเป็นหลักการที่ดีแต่ก็คงยังไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฎิบัติ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มีชีวิตชีวา และที่สำคัญ ดูเหมือนว่าจะช้าไม่ทันใจคนที่ “ฉลาด เก่ง ก้าวหน้า ทันสมัย และ…กล้า” แต่เชื่อเถอะครับว่า การเดินทางที่ช้าแต่มั่นคงนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ดีกว่ากว่า “โด้ป” แน่นอน
โลกในมุมมองของ Value Investor
แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ผมเชื่อว่าเป็นหลักการที่ดีมากและคนที่ยึดถือจะมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่าคนที่ดิ้นรนเกินตัว การลงทุนนั้น แน่นอน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่สามารถใช้หลักการแบบเศรษฐกิจพอเพียง และผมก็เชื่อเช่นกันว่าการลงทุนโดยใช้หลักของความพอเพียงจะให้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจและมีความสุขกว่าวิธีการอื่น
สไตล์การลงทุนที่ผมคิดว่ายึดหลักของความพอเพียงมากที่สุดก็คือ การลงทุนแบบ Value Investment ว่าที่จริง Value Investor ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต่างก็ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงจนเป็นที่ร่ำลือ มาดูกันว่าอะไรคือการลงทุนแบบพอเพียงในสายตาของ Value Investor
การลงทุนแบบพอเพียงนั้นหมายความว่า เป็นการลงทุนที่ทำตามกำลังความสามารถที่เรามีอยู่ เราไม่เร่งรีบที่จะทำกำไรเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น
Value Investor มักจะไม่กู้เงินมาลงทุนโดยเฉพาะการใช้มาร์จินมาซื้อหุ้นซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะทำให้ได้กำไรมากและเร็วขึ้นถ้าเราทำถูก แต่ถ้าเราพลาด ความเสียหายก็จะรุนแรง
Value Investor มักจะไม่ซื้อ Warrant ถ้าเราไม่สนใจที่จะซื้อหุ้นแม่ เพราะวอแรนต์นั้นเป็นหลักทรัพย์ที่อาจให้ผลตอบแทนที่สูงมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าพลาดก็อาจจะไม่เหลือมูลค่าเลยเมื่อมันหมดอายุโดยที่เราไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้น
Value Investor เกือบจะไม่มีวันซื้อ Future ซึ่งเป็นเรื่องของการคาดการณ์ดัชนีล่วงหน้า ซึ่งถ้าคาดถูก ก็จะทำกำไรมหาศาล แต่ถ้าคาดผิดก็เสียหายมาก เพราะ Future นั้น เป็นการ “พนัน” ที่การวิเคราะห์ช่วยอะไรได้น้อยมาก แต่ที่สำคัญก็คือ มีการวางเงินน้อยมาก เข้าใจว่าประมาณ 10% แต่เวลาได้เสีย ได้เสียกัน 100%
ในแง่ของบริษัทที่ Value Investor ชอบลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน เรามักชอบบริษัทที่ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าบริษัทที่เร่งรีบเกินตัว เช่น
Value Investor ชอบบริษัทที่มีหนี้น้อยและกลัวบริษัทที่มีหนี้มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่ค่อยแน่นอน เราไม่ชอบบริษัทที่พยายามโตเร็วเกินความจำเป็นโดยการก่อหนี้มากเกินอัตราส่วนที่ควรเป็น เพราะหนี้นั้นอาจจะทำให้กำไรต่อหุ้นสูงขึ้นก็จริง แต่ถ้าเกิดความผิดพลาด กิจการอาจเสียหายใหญ่หลวงถึงขั้นล้มละลายได้
Value Investor ไม่ชอบบริษัทที่ขยายตัวโดยการทำธุรกิจต่าง ๆ มากมายที่ตนเองไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีความได้เปรียบคู่แข่ง โดยที่อาจจะเห็นว่าธุรกิจเหล่านั้นกำลังเติบโตและตนเองน่าจะเข้าไปยึดโอกาสนั้น ความเชื่อของเราก็คือ บริษัทควรจะทำเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง การเติบโตโดยทำในสิ่งที่ไม่ถนัดนั้น โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยกว่าความล้มเหลวไม่ว่าอุตสาหกรรมนั้นกำลังโตหรือไม่
มองในด้านของความคิดในการทำเงิน การสร้างความมั่งคั่ง และการสร้าง Value หรือคุณค่าให้กับกิจการหรือส่วนตัว Value Investor ชอบความสมถะ มัธยัสถ์ และชอบการใช้เงินในสิ่งที่เป็นประโยชน์คุ้มค่าและสมควร มากกว่าการใช้จ่ายที่ฟู่ฟ่าหรูหราโดยที่อาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพียงเล็กน้อย เช่น
Value Investor ชอบผู้บริหารบริษัทที่ประหยัด ลดต้นทุนทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เรามักจะพอใจที่เห็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่ดูค่อนข้าง “กระจอก” มาก เมื่อเทียบกับตัวธุรกิจ ถ้าสำนักงานใหญ่นั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างความสำเร็จต่อการดำเนินงานประจำวันของกิจการแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ถ้าผู้บริหารใช้ชีวิตที่หรูหรามากจากเงินของบริษัท เราจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แม้ว่าต้นทุนส่วนนั้นอาจจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการ
โดยนิสัยส่วนตัวของ Value Investor เองนั้น ส่วนมากก็มักจะใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานความมั่งคั่งของตนเอง เหตุผลนั้น นอกจากอาจจะเป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวที่มีความมัธยัสถ์อยู่แล้ว การเป็นนักลงทุนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตัวดีหรือมีหน้ามีตาเพื่อให้ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างผู้บริหารหรือคนทำงานในอาชีพอื่น ดังนั้น Value Investor จำนวนมากจึงมักจะใช้ชีวิตอย่าง “Economy” แต่เวลาลงทุนกลับทุ่มเทใช้เงินอย่าง “ไม่เสียดาย” เหมือนกับการซื้อของหรือใช้บริการแบบ “First Class”
หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการกล่าวขวัญและยอมรับมากขึ้นมากหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ธุรกิจจำนวนมากต้องล้มละลายจากการเร่งขยายกิจการเกินตัว เช่นเดียวกับชีวิตของคนจำนวนมากที่ต้องประสบกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่เกินกำลัง
หลักการลงทุนแบบพอเพียงซึ่ง Value Investment เป็นแนวหน้าแบบหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นประมาณเวลาเดียวกันและผู้สนใจใช้วิธีการลงทุนแบบนี้ก็เพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของหุ้น Value ที่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับ Value Investor โดยเฉพาะในรุ่นแรก ๆ ถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็น “นักเล่นหุ้น” ที่มีความระมัดระวัง ประหยัดมัธยัสถ์ อยู่อย่างสมถะ เป็นผู้คงแก่เรียน แทนที่จะเป็นนักเสี่ยงโชค หรือเป็นนักพนันที่ชอบใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าในยามหุ้นบูม และประสบกับความยากลำบากเมื่อสถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม
เศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบพอเพียงแม้ว่าจะเป็นหลักการที่ดีแต่ก็คงยังไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฎิบัติ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มีชีวิตชีวา และที่สำคัญ ดูเหมือนว่าจะช้าไม่ทันใจคนที่ “ฉลาด เก่ง ก้าวหน้า ทันสมัย และ…กล้า” แต่เชื่อเถอะครับว่า การเดินทางที่ช้าแต่มั่นคงนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ดีกว่ากว่า “โด้ป” แน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)