เงินสกุลทอง
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้ความสนใจเรื่องของทองมีเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เหตุเพราะว่าราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์คิดเป็นบาทละกว่าหมื่นบาท ทองได้กลายเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีการซื้อขายทองแท่งและกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ทองเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่ ทองจะขึ้นต่อไปไหม ผมเองคงไม่สามารถตอบได้ แต่จะพยายามหาเหตุผลที่ทำให้ราคาทองขึ้นไปสูงมากในช่วงนี้ ส่วนการที่ทองจะขึ้นต่อไปหรือไม่ ท่านคงต้องตอบเอง
ย้อนหลังไปหลายร้อยปี คนยุโรปจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนอังกฤษได้อพยพกันไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในอาณานิคมใหม่หรืออาจจะเรียกว่าโลกใหม่ คือดินแดนที่เรียกว่าอเมริกาในปัจจุบัน สินค้าที่ผลิตขึ้นในอาณานิคมนั้นนอกจากสินค้าที่เป็นอาหารและเครื่องใช้ประจำวันแล้ว สินค้าหลักตัวหนึ่งที่ผลิตกันมากเพื่อการส่งออกก็คือยาสูบซึ่งผลิตได้มากเพราะมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ยาสูบเองก็เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากทั่วโลก
เนื่องจากอยู่ไกลจากอำนาจรัฐมาก ปัญหาอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจในอาณานิคมก็คือมีเงินที่เป็นที่ยอมรับกันนั่นก็คือเงินปอนด์ของอังกฤษไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาก็คือ การแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองในชุมชนอาจจะเรียกกันแบบไทย ๆ ว่า หมูไปไก่มา แต่วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าแบบนี้มีความยุ่งยากมากในการคำนวณมูลค่าและการหาคู่ที่ความต้องการสอดคล้องกันพอดี ดังนั้น สินค้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น สินค้าที่เลือกใช้นั้นจะต้องมีค่าพอควร มีแพร่หลาย และมีมาตรฐานที่เหมือนกัน ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่ายาสูบ ดังนั้น เมื่อคนต้องการที่จะไปซื้อขนมปัง ไปตัดผม ไปซื้อหาอุปกรณ์ในการทำไร่ นอกจากเงินปอนด์แล้ว เขาก็สามารถจะเอายาสูบไปแลกเปลี่ยนได้ ผลก็คือ สำหรับในอาณานิคมแล้ว ยาสูบนอกจากเป็นสินค้าแล้ว มันก็คือ “เงิน” ในความหมายในปัจจุบัน
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินดำเนินมาช้านานแค่ไหนคงหาประวัติได้ยาก แต่ยาสูบนั้นเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่มีปริมาณขึ้นลงตามฝนฟ้า ตามกำลังแรงงานที่ปลูก รวมถึงพันธุ์และเท็คโนโลยีที่ใช้ ดังนั้น มูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่ามันมีคุณสมบัติแตกต่างจากเงินในปัจจุบันที่จริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวันเหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ใช้ในการบริโภคอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินอาจแลกของอื่นได้มากขึ้นซึ่งเรียกว่าเงินฝืดเมื่อเงินหายากขึ้นหรือมีน้อยเกินไป และเงินอาจแลกของอื่นได้น้อยลงเมื่อมีเงินจำนวนมากในท้องตลาดหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อ นี่ก็เป็นแบบเดียวกัน ถ้ามียาสูบมากเกิน ยาสูบก็แลกของได้น้อยลง
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินคงจะเป็นเงินที่ไม่ดีเท่าไร โลหะที่มีค่า หายาก เช่น ทองและโลหะเงินเป็นทางเลือกของสังคมจำนวนมากที่จะใช้เป็นเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า และมันคงถูกใช้มานานทีเดียวจนบ้านเรามีคำพูดติดปากว่า “เงิน ๆ ทอง ๆ” ข้อดีของโลหะเงินหรือทองก็คือ มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทำให้เงินไม่ “เฟ้อ” ง่าย ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่มันหายากก็ทำให้มันมีไม่เพียงพอ ดังนั้น บ่อย ๆ ครั้งมันจึงมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด อย่างที่เราเห็นบ่อย ๆ ในยุคที่โลกยังใช้ทองเป็นฐานในการกำหนดค่าเงิน
เงินที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ น่าจะเกิดจากร้านทองที่รับฝากทองของชาวบ้านเพื่อความปลอดภัย ร้านเหล่านี้จะออกใบรับฝากให้กับลูกค้า ลูกค้าเมื่อต้องการเอาทองไปแลกเปลี่ยนสินค้า แทนที่จะไปเอาทองมาแลก ก็เอาใบรับฝากทองมามอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อทุกคนก็ทำกันแบบนี้เพื่อความสะดวก ใบรับฝากทองจึงกลายเป็นธนบัตรแทนทองจริง ๆ ที่เก็บไว้กับร้านทอง
ร้านทองนั้นเมื่อรู้ว่าคนเอาทองมาฝากมักจะไม่มาเบิกทองพร้อม ๆ กันก็เกิดความคิดว่า เขาสามารถจะเอาทองที่คนมาฝากไว้บางส่วนออกมาให้คนยืมใช้โดยการคิดดอกเบี้ย แต่จริง ๆ เวลาให้ยืมทองนั้น คนยืมก็ไม่เอาทองออกมาจริง ๆ แต่จะฝากทองไว้กับร้านและได้ใบรับฝากทองซึ่งสามารถเอามาใช้เป็นธนบัตรได้เช่นกัน และนี่ก็เป็นที่มาของธนาคารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และดังนั้น เงินในยุคสมัยใหม่จึงถูกผลิตหรือพิมพ์ขึ้นโดยธนาคารต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันที่ธนบัตรส่วนใหญ่ในโลกนั้นพิมพ์ออกมาโดยธนาคารกลางหรือแบ็งค์ชาติของประเทศต่าง ๆ แทนที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์
เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องใช้ทองมาเป็นฐานสำหรับการออกธนบัตรแล้ว เราไม่สามารถเอา “ใบรับฝากทอง” หรือที่เราเรียกว่าเงินไปเบิกทองออกมาจาก “ร้านทอง” หรือ แบ็งค์ ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ ธนบัตร ไม่ได้มีทองเป็นหลักประกัน แต่มีรัฐบาลเป็นประกัน ถ้ารัฐบาลไหนไม่มีเครดิตที่ดี มีการพิมพ์แบ็งค์ปล่อยเงินออกมามากมาย ธนบัตรก็อาจจะไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยลงมากก็ได้
รัฐบาลสหรัฐอาจจะกำลังปล่อยเงินออกมามากมายจนคนเริ่มไม่ไว้ใจในเงินดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่มีเงินดอลลาร์สำรองมากมายจึงต้องการที่จะเก็บทองคำ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับเงินอีกสกุลหนึ่งที่ไม่มีรัฐบาลไหนเป็นเจ้าของ แต่เป็นเงินที่น่าจะแข็งแกร่งไม่สูญเสียมูลค่าง่ายเพราะมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างที่มันเคยเป็น
ดังนั้น ในความเห็นของผม การที่ทองมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น คงไม่ใช่เพราะจีนและอินเดียมีการบริโภคมากขึ้น ความรู้สึกของผมก็คือ ถ้าทองแพงขึ้นคนน่าจะบริโภคน้อยลง คนที่คิดซื้อสร้อย แหวน หรือกำไรทอง อาจจะไม่ได้มากขึ้น แต่รัฐบาลหรือคนมีสตางค์ที่ถือเงินดอลลาร์อาจจะอยากเปลี่ยนไปถือเงินสกุลอื่นแทนเพราะเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนลง แต่แทนที่จะถือสกุลเยนหรือยูโร เขากลับถือ “สกุลทอง” ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่าสกุลอื่น
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น