วัฏฎะแห่งความรุ่งเรือง
โลกในมุมมองของ Value Investor
วันนี้ผมขอใช้ศัพท์ที่ฟังดูหรูหราคือคำว่าวัฎฎะหรือแปลว่า วงกลม การหมุน รอบแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย ผมคิดว่าสรรพสิ่งในโลกเราโดยเฉพาะที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นสังคมนั้นมักมีลักษณะที่หมุนเวียนเป็นวงดังที่หลักธรรมคำสอนทางพุทธได้บอกไว้ ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีทฤษฎีมากมายพูดถึงเรื่องของวัฎฎะ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีวัฎฎะ 2 แบบ คือ วัฎฎะแห่งความเลวร้ายและวัฎฎะแห่งความรุ่งเรือง
เริ่มจากการเกิดในครอบครัวคนจนที่มีลูกมาก เด็กไม่ได้รับการศึกษา โตขึ้นก็ต้องทำงานเป็นกรรมกรซึ่งก็จะมีรายได้ต่ำ แต่งงานเร็ว มีลูกมาก และไม่มีเงินให้ลูกได้เรียน ลูกจึงต้องจนต่อไปเวียนกันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะออกจากวงจรความยากจนได้อย่างไร นี่เรียกว่าวงจรแห่งความเลวร้าย ตรงกันข้าม คนมีเงิน มีลูกน้อย ส่งลูกเรียนสูง ลูกได้งานดี มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อโตขึ้นก็มักจะแต่งงานช้า มีลูกน้อย และสามารถส่งลูกเรียนสูงขึ้นไปอีก แบบนี้เรียกว่าครอบครัวนี้อยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง คนที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะหลุดจากวงจรได้ง่าย ๆ
บริษัทหรือหุ้นในตลาดเองก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ลองดูตัวอย่าง Shopping Mall เปิดใหม่ 2 แห่ง แห่งหนึ่งเป็นเครือของกลุ่มที่ไม่มีชื่อเสียง วันที่เปิดห้างนั้น มีร้านค้าเข้ามาเปิดขายเพียงไม่กี่แห่งและห้างก็ไม่โดดเด่น ลูกค้าเข้ามาเดินชม เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็ไม่เข้าไปอีก เมื่อคนเข้า Mall น้อย ร้านค้าที่คิดจะเข้าไปเปิดร้านก็รอเพราะดูว่ายังไม่คุ้มที่จะเข้าไปขาย คนที่จะเข้า Mall ก็น้อยลงไปอีก สุดท้าย Mall ก็ร้าง และต้องลดระดับลงเพื่อขายสินค้าราคาถูกหรือแปลงเป็น IT Mall ขายสินค้าคอมพิวเตอร์ วงจรแห่งความเลวร้ายกำลังทำงาน
ตรงกันข้าม Shopping Mall อีกแห่งหนึ่งดำเนินงานโดยกลุ่มที่มีชื่อเสียง วันแรกที่เปิด ร้านค้าก็เกือบเต็มแล้วเพราะเจ้าของบังคับให้ทุกคนต้องเปิดร้าน ว่าที่จริงทุกร้านอยากเปิดอยู่แล้ว เพราะเชื่อมั่นว่าห้างจะประสบความสำเร็จ ลูกค้าเข้ามาเดินชมพบว่าสินค้าครบครันน่าสนใจ ดังนั้นเขาก็กลับมาอีกและเพิ่มจำนวนขึ้น ร้านค้าที่ขายก็เสนอสินค้าที่ใหม่และน่าสนใจขึ้นเพราะสามารถขายได้ ลูกค้ายิ่งติดใจมากขึ้น และความสำเร็จก็ตามมาอย่างง่ายดาย สรุปก็คือ ห้างนี้อยู่ในวงจรของความรุ่งเรือง
ในทางธุรกิจนั้น วงจรของความรุ่งเรืองส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ปัจจัยสองเรื่อง หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ วงจรแห่งความรุ่งเรืองจะมี 2 วงใหญ่ ๆ นั่นก็คือ การที่บริษัทมีสินค้าที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง หรือในทางวิชาการเรียกว่า Differentiation และอีกวงหนึ่งก็คือ การที่บริษัทมีกำลังการผลิตที่ใหญ่จนทำให้ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยถูกกว่าคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าหรือเรียกว่า Economy of Scale
การมีชื่อเสียงหรือผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นนั้น ทำให้คนอยากใช้สินค้าเพราะรู้สึกว่าใช้แล้วเท่ ใช้แล้วสบายใจ ดังนั้นคนจะใช้และคนจะบอกต่อกันไป ซึ่งก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นไปอีก และดังนั้น การขยายกิจการ ขยายสาขา ก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็จะไปเพิ่มพูนชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริษัท ซึ่งก็จะทำให้ความสำเร็จง่ายขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสินค้า แต่รวมถึงเรื่องของการหาคนมาทำงานและอื่น ๆ
เรื่องของการประหยัดเนื่องจากขนาดที่ใหญ่กว่านั้น ที่เห็นชัดที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ซึ่งรายที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีต้นทุนในการซื้อสินค้าต่ำกว่า และเมื่อมีต้นทุนต่ำกว่าก็สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่า และเมื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าก็ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น เมื่อมีลูกค้ามากขึ้นก็สามารถขยายสาขาได้ และเมื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้นก็ทำให้สามารถขายมากขึ้นไปอีกซึ่งทำให้สามารถไปบีบราคาต้นทุนสินค้าให้ต่ำลงอีก วนเวียนกันไปอย่างนี้และทำให้กิจการเติบโตไปเรื่อย ๆ เป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง ในขณะที่คู่แข่งเช่นร้านค้าดั้งเดิมที่ขายน้อยกว่ามีต้นทุนสูงค่อย ๆ หดตัวลงเพราะอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย
แน่นอนว่ากิจการหรือหุ้นส่วนมากนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในวงจร ไม่ว่าจะเป็นวงจรที่เลวร้ายหรือวงจรที่ดี กิจการหรือหุ้นเหล่านั้นก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ การวิเคราะห์เพื่อการลงทุนก็คงต้องวิเคราะห์ไปตามพื้นฐานปกติ แต่ถ้าเราพบว่าบริษัทนั้นกำลังอยู่ในวงจรแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งสัญญาณที่มักจะบอกได้อย่างหนึ่งก็คือ ความสำเร็จในการขยายตัวของกิจการมักจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ควรที่จะรู้ว่านี่คือหุ้นที่มีคุณภาพสูงและเราสามารถซื้อได้ในราคาที่แพงขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าเราพบว่าบริษัทกำลังตกเข้าไปอยู่ในวงจรแห่งความเลวร้าย ผมคิดว่ามีทางเดียวที่เราควรทำ นั่นก็คือ หลีกเลี่ยง และถ้าถือหุ้นอยู่ก็ควรหาจังหวะขาย เพราะหุ้นที่ตกเข้าไปอยู่ในวงจรนี้โดยปกติ จะออกมายากมาก
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น