วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

หุ้นสิ่งพิมพ์

หุ้นสิ่งพิมพ์
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้

1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ


หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมและอาจจะอีกหลายคนที่เป็น Value

Investor ก็คือหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์

สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมากรองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมชอบอ่าน

หนังสือและคิดว่า Value Investor โดยทั่วไปก็ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นผมจึงเข้าใจธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์พอสมควร เช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับธุรกิจอาหารซึ่ง

ทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่คนมีการศึกษาจะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่

คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน

ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว” หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำ

เสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน

“ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวน

มาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่

คือคุณสมบัติข้อที่สอง

เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการ

สำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อ

ไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่แค่

เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริง ๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี

ไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง

กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผม

คิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่

เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการ

เพิมพ์ซ้ำบ่อย ๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่

ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่น ๆ

ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า

ธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผม ก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้

สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า

PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ย

ของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่ง

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะ

ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของ

ราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ

แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่

กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่า

นี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อ

ภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่าง

รวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้

ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ

ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนใน

หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment

ทุกประการ

กฎการตลาด

กฎการตลาด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างการลงทุนแบบ Value Investment กับการลงทุนแบบอื่น ๆ ข้อหนึ่งก็คือ Value Investor จะวิเคราะห์บริษัทละเอียดลึกซึ้งกว่าโดยเฉพาะทางด้านฐานะทางการตลาดของกิจการในขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยทั่วไปเน้นการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน
ความเชื่อก็คือถ้าฐานะทางการตลาดเข้มแข็งโดยเฉพาะถ้าเป็นอันดับหนึ่ง ผลการดำเนินงานทางด้านการเงินก็มักจะดีด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือจะดีต่อเนื่อง สามารถเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะแก่การถือหุ้นลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นคนที่จะรักจะเป็น Value Investor ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอบรู้เรื่องการตลาดพอสมควร
ความคิดและกลยุทธ์ทางการตลาดของปรมาจารย์ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือความคิดของอัลไรส์ และ แจ็ค เทร้าท์ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือชื่อ Positioning, The New Positioning, Marketing Warfare และ The 22 Immutable Laws of Marketing ทั้งหมดนี้เข้าใจว่ามีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย หลักความคิดส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องกฎของการตลาดที่จะต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก


สิ่งที่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านบอกนั้นจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้ามียี่ห้อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และสบายใจมากขึ้นในการถือหุ้นระยะยาวโดยเฉพาะในกิจการที่มีฐานะทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง


กฎการตลาดหลัก ๆ ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะรู้ก็คือ สินค้า 2 ยี่ห้อชนกัน คนที่จะชนะก็คือคนที่ใช้ทรัพยากรมากกว่า นั่นก็คือมีการโฆษณามากกว่า มีช่องทางการขายมากกว่าไม่ใช่มีโฆษณาที่ดูดีกว่าหรือมีพนักงานขายที่เก่งกว่า เพราะฉะนั้น สินค้าใหม่ที่เพิ่งจะเข้าตลาดจะมาแข่งกับผู้นำตลาดจึงทำได้ยากมาก เพราะสินค้าใหม่มักจะมีงบโฆษณาหรือทำการตลาดน้อยกว่ามาก


บางทีเราอาจจะถือหุ้นของกิจการซึ่งมียี่ห้อเป็นผู้นำ แต่แล้วก็มีบริษัทอื่นเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติ “ดี” กว่าสินค้าของบริษัทเราออกมาแข่ง เราอาจจะตกใจเพราะกลัวว่าสินค้าของบริษัทเราคงจะแย่แน่เพราะดูแล้วของเราสู้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเรา แต่กฎการตลาดบอกว่าการที่สินค้าของเราเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับยี่ห้อแรกนั้นย่อมดีกว่าการเป็นสินค้าที่ดีกว่าแต่มาทีหลัง


การเป็นสินค้าที่เป็นเจ้าแรกที่ได้รับการยอมรับนั้น ในทางการตลาดถือว่าได้เปรียบมหาศาล เพราะสินค้าที่มีชื่อเก่าแก่ติดอยู่ในใจของผู้บริโภคมาช้านานจะได้รับความน่าเชื่อถือและคิดถึงก่อนสินค้าที่มาทีหลังถึงแม้ว่าสินค้าที่ออกมาทีหลังจะดีกว่า แต่ความดีกว่าเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเห็นสินค้าใหม่ออกมาและได้รับการต้อนรับหวือหวาจากผู้บริโภคด้วยผลของการโฆษณาและจากการ “อยากลอง” ของใหม่ก็อย่าได้ตกใจ เพราะในที่สุดคนก็จะกลับมาหา “ของจริง” ซึ่งอยู่กับเขามานาน


ถ้าเราซื้อหุ้นของกิจการที่ขายสินค้ามียี่ห้ออยู่ในอันดับที่สองหรือสามในตลาด เราควรจะเข้าใจกฎของ “ขั้นบันได” ซึ่งบอกว่า ผู้บริโภคนั้นมีความคิดเป็น “ขั้นบันได” ในสมองของเขาว่าใครเป็นอันดับหนึ่ง ใครเป็นอันดับสองและอันดับสาม โอกาสที่สินค้าของบริษัทเราจะขายดีถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็ญครกขึ้นภูเขา


สิ่งที่ควรจะรู้ต่อไปอีกก็คือว่า การแข่งขันเมื่อดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ คู่แข่งอันดับหนึ่งมักจะมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าอันดับสองค่อนข้างมาก เพราะเมื่อเขา “ชนะ” แล้ว เขาก็จะได้เปรียบในการแข่งขันและชนะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งก็จะอิ่มตัว ประมาณว่ายี่ห้ออันดับหนึ่งจะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอันดับสองถึงเท่าตัว และสำหรับอันดับสามนั้นในที่สุดก็อาจจะล้มหายตายจากหรือหมดความหมายไป


บ่อยครั้งเราพบว่า บริษัทซึ่งขายสินค้าหรือบริการที่มียี่ห้อแข็งแกร่งมากในตลาดสินค้าประเภทหนึ่ง ทำการ “ขยายสายผลิตภัณฑ์” โดยการเอายี่ห้อหรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการอีกประเภทหนึ่ง โดยเขาเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จเพราะคิดว่า คนรู้จักกับชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์เดิมอยู่แล้ว


ข้อนี้กฎการตลาดบอกว่าไม่จริง เพราะผู้บริโภคเขามีความคิดอยู่ในใจว่าคุณคือใครและคุณเก่งในทางไหน เช่น ถ้าคุณคือคนทำเพลงที่เก่งกาจแล้วคุณขยายไปทำหนังสือ ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับว่าคุณทำได้ดี เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเป็นหนังสือจะต้องเป็นอีกบริษัทหนึ่งไม่ใช่คุณ เพราะฉะนั้นเวลาที่บริษัทจดทะเบียนขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าเพิ่งดีใจว่ากิจการจะมีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอาจจะกลายเป็น “กับดัก” ก็ได้


เกือบทั้งหมดที่กล่าวมาจะพบว่าการตลาดที่บริษัทไม่ใช่เป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นการตลาดที่เสียเปรียบ และการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งกับคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งและไม่ควรทำ วิธีที่จะ “เข้าตลาด” ให้ประสบความสำเร็จก็คือจะต้องสร้างประเภทของสินค้าใหม่ขึ้นมาใหม่และ “จอง” ความเป็น “เจ้าแรก” ในสินค้าประเภทนั้น ยกตัวอย่างเช่นในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนั้น มียาสีฟันหลายประเภทเช่น ประเภทต่อสู้ฟันผุ ประเภทใช้แล้วลมหายใจสดชื่น เราอาจจะสร้างประเภทใหม่ว่าเป็นยาสีฟันสมุนไพรซึ่งถ้าไม่มีผู้นำอยู่ในกลุ่มนี้ เราก็จะเป็น “เจ้าแรก” ทันที และในที่สุดก็จะเป็นผู้นำในกลุ่มนี้


สุดท้ายก็คือ การวิเคราะห์ในเรื่องสินค้ามียี่ห้อนั้น Value Investor จะต้องเข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะสินค้าที่คนสนใจในตัวยี่ห้อมากเวลาจะเลือกใช้เช่นเรื่องเสื้อผ้า อาหาร แต่ไม่ใช่สินค้าที่มียี่ห้อแต่คนไม่ใคร่สนใจมากนักเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี หรือสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับความน่ารื่นรมย์เช่น แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ หรือระบบโทรศัพท์ เป็นต้น


ในตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นของกิจการที่มียี่ห้อมีไม่มากนัก และมักจะเป็นหุ้นที่มีขนาดเล็กและสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นก็น้อยทำให้ไม่ใคร่เป็นที่สนใจของนักเก็งกำไร แต่สำหรับ Value Investor ที่ต้องการถือหุ้นลงทุนระยะยาวโดยมีผลตอบแทนที่ดีพอใช้และความเสี่ยงต่ำแล้ว หุ้นที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งที่ขายในราคาไม่แพงเป็นหุ้นที่น่าสนใจครับ

การใช้เงินแบบ Value Investor

การใช้เงินแบบ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภารกิจในชีวิตของ Value Investor ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินนั่นก็คือ Value Investor อยากมีพอร์ตของหุ้นที่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้เลี้ยงเขาตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าอย่างคร่าว ๆ ก็คือจะต้องมีพอร์ตหุ้นประมาณ 20 ล้านบาท

การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่มีมรดก ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดี ความตั้งใจสูง และมีศักยภาพพอสมควรที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการใช้เงินและการลงทุนที่เหมาะสม

ต่อไปนี้คือวิธีการใช้จ่ายและจัดสรรเงินที่จะช่วยให้ Value Investor สามารถบรรลุภารกิจของการเป็นไทในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ สามารถสร้างพอร์ตหุ้นจนใหญ่พออย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันมีชีวิตที่มีความสุข โดยหลักการใหญ่ก็คือต้องใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งจำเป็นและสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างคุ้มค่า และเหลือเงินมากพอที่จะนำมาลงทุนซื้อหุ้นสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบ Value Investment

รายจ่ายที่สำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือเรื่องของบ้านอยู่อาศัย ผมคิดว่าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานนักควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินจำนวนมากเกินไปกับการซื้อบ้านที่มีราคาสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุน

การมีบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นนั้นนอกจากทำให้ต้องเสียค่าผ่อนสูงแล้ว การดูแลรักษาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและแรงงานมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเงินแล้วการซื้อบ้านที่ใหญ่นั้น “กิน” เงินของคุณไปมากอย่างที่คุณอาจนึกไม่ถึง แต่หลายคนก็พูดว่า การซื้อบ้านก็เหมือนกับการลงทุนและเป็นการลงทุนที่ดีเพราะคุณมีโอกาสได้ “ใช้” มันอย่างคุ้มค่า

ผมเองคิดว่าบ้านส่วนใหญ่แล้วมีราคาขึ้นไปน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น เพราะบ้านนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเก่าลง ราคาจะตกลง และแม้ว่าราคาที่ดินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ราคาจะปรับตัวขึ้นช้ามากในขณะที่ถ้าเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้นซึ่งเติบโตปีละประมาณ 10% ภายในเวลา 7 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งผมคิดว่ามีบ้านน้อยมากที่มีราคาขึ้นมามากขนาดนั้น

ในส่วนของความสุขที่จะได้รับจากการอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตนั้นผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์จากการอยู่บ้านที่เล็กนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก บ้านที่เล็กอาจทำให้เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่เดียวกันหรือห้องเดียวกันซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ทำให้คนในบ้านพบเห็นเจอหน้ากันตลอดเวลาซึ่งสำหรับผมมันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะของ Value Investor บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า

ถัดจากบ้านก็มาถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผ่องถ่ายเงินของเราออกไปมากรอง ๆ จากบ้าน ผมเองคิดว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อรถส่วนตัว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการมีรถนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับบ้านนั่นคือ ต้องจ่ายทั้งค่ารถและค่าซ่อมแซมที่จะตามมา รวมทั้งยังต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าประกัน และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เทียบกับค่ารถไฟฟ้า รถเมล์หรือแท็กซี่แล้วจะพบว่าต่างกันมากในขณะที่ความสะดวกใกล้เคียงกัน

ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถผมคิดว่าควรจะเป็นรถญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพดี คุณภาพสูงและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับรถของประเทศอื่น ส่วนรถที่ผมคิดว่า Value Investor ไม่ควรซื้อก็คือรถหรูที่ราคาแพงมาก เพราะประสบการณ์ของผมก็คือ คุณภาพของเครื่องยนต์และความสะดวกสบายมักจะสู้รถ “มวลชน” ไม่ได้ในขณะที่ราคาอาจจะแพงกว่าเท่าตัว เปรียบเทียบกันแล้ว ความสุขที่จะได้จากการขับรถหรูหราไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป บวกกับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมา

การศึกษาของลูกเป็นค่าใช้จ่ายรายการใหญ่ที่ผมคิดว่าเราไม่ควรประหยัด เพราะผลตอบแทนที่กลับมานั้นมักจะคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวกว่าที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และผลตอบแทนจากการศึกษานั้นไม่ใช่เป็นเพียงตัวเงินแต่รวมถึงพฤติกรรม สังคม และอื่น ๆ อีกมาก

การลงทุนในการศึกษายังต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยเพราะนี่จะเป็นช่วงที่การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจะ “รอ” ไม่ได้ จะต้องยอมจ่ายเพื่อให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี แม้ว่าราคาจะ “แพง” กว่าโรงเรียนอื่น ๆ อยู่มาก

เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา Value Investor ไม่ควรเสียดายเงินในการซื้อหนังสือดี ๆ มาอ่านโดยเฉพาะหนังสือทางด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เรามีความรู้ และความรู้นั้นสุดท้ายก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วผมคิดว่ามันคือแหล่งของความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด หนังสือเล่มละเพียงไม่กี่ร้อยบาทหลายครั้งบรรจุความรู้และประสบการณ์ของคนเขียนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลังเลเลยที่จะซื้อหนังสือที่ผมคิดว่าเขียนโดยคนที่รู้จริงไม่ว่าหนังสือจะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ผมเห็นว่าไม่มีสาระเพียงพอหรือเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าหนังสือจะถูกเพียงใดผมก็ไม่ซื้อ และก็คงจะไม่อ่านไม่ว่าในกรณีใด เพราะการอ่านหนังสือนั้นผมเห็นว่าต้นทุนจริง ๆ ของเราก็คือเวลาที่ใช้ไม่ใช่เรื่องเงินค่าหนังสือซึ่งมักจะมีราคาถูกมาก

รายจ่ายของความบันเทิงที่มีราคาแพงรายการหนึ่งคือการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรจ่าย เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว มันช่วยเปิดโลกทรรศของเราให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ในการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรทำตัวเป็น Value Traveller คือนักท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันนั่นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรืออยู่โรงแรมหรูซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนอกจากการนอน

การใช้สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังซึ่งมีราคาแพงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า Value Investor ที่กำลัง “สร้างตัว” ไม่ควรทำ เพราะนี่จะเป็นการใช้เงินที่ได้รับผลตอบแทนคืนมาน้อย สินค้าเองก็ตกรุ่นเร็ว เทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อครั้งแล้วก็มักจะสูงลิ่ว ในความรู้สึกของผมนั้นคนเราสามารถแต่งตัวดูดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายี่ห้อมากนัก

ทั้งหมดนั้นก็คือมุมมองหนึ่งของ Value Investor ต่อการใช้เงินของเราโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเดินทางสู่เป้าหมายของการเป็นอิสระทางการเงินนั้น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินเท่า ๆ กับหรือมากกว่า
วิธีการลงทุน และก็เช่นเดียวกัน วิธีการใช้เงินที่จะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายของเราก็คือการใช้เงินแบบ Value Investor

บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor

บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
เรื่องของบรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance นั้น เคยมีการพูดถึงกันมากและมีการรณรงค์กันมาพอสมควร ขนาดนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติเอง แต่ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องนี้กำลังแผ่วลงไป เหตุผลคงเป็นเพราะตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก หุ้นวิ่งกันอุตลุตไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลดีหรือหุ้นที่ไม่ค่อยจะมีบรรษัทภิบาลเท่าใดนัก
ว่าที่จริงหุ้นที่วิ่งมากในช่วงนี้กลับเป็นหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาล เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่มีปัญหาทางการเงินนั้น มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อโต้เถียงที่ว่าบรรษัทภิบาลที่ดีจะทำให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วน่าจะมีน้ำหนักน้อย


คนที่อยู่ในวงการหุ้นที่สนใจเรื่องบรรษัทภิบาลจริง ๆ ผมก็คิดว่ายังมีน้อย บางคนดูว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของหน้าตามากกว่าเป็นเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะมีผลต่อผลการดำเนินงานของกิจการหรือราคาหุ้น พูดง่าย ๆ เรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์


นักวิเคราะห์หุ้นที่แนะนำการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยนำองค์ประกอบเรื่องบรรษัทภิบาลเข้ามาคิดในการคำนวณหาราคาหุ้นที่เหมาะสม บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน พูดอะไรไม่ดีอาจจะถูกฟ้องร้องหรือถูกต่อต้านได้ แต่เหตุผลที่หนักแน่นกว่าอาจจะมาจากกรอบความคิดที่ว่าเรื่องบรรษัทภิบาลน่าจะเป็นเรื่องที่จะมีผลในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่ใคร่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทจะมีบรรษัทภิบาลมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม และไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เห็นได้จากหุ้นจำนวนมากที่มีบรรษัทภิบาลต่ำแต่กลับเป็นหุ้นยอดนิยมที่คนเล่นกันมาก


Value Investor มองเรื่องของบรรษัทภิบาลแตกต่างจากคนอื่น คือมองว่าบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งในการพิจารณาลงทุนในหุ้น ว่าที่จริงความเสี่ยงในการลงทุนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือเรื่องของบรรษัทภิบาล เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลต่ำ เวลา Value Investor จะลงทุนซื้อหุ้นก็จะต้องเผื่อ Margin of Safety สูง หรือพูดง่าย ๆ ถ้าไม่ค่อยไว้วางใจผู้บริหารก็จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานมาก ๆ เพื่อความปลอดภัยในการลงทุน


คำถามก็คือจะดูได้อย่างไรว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดี ถ้าบริษัทไม่ได้ไปทำการจัดอันดับหรือได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ การวิเคราะห์เรื่องบรรษัทภิบาลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบุคคลภายนอก แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าเวลาพูดถึงบรรษัทภิบาล เขาพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง


ถ้าถาม “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็จะพบว่าการวิเคราะห์บรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก จะต้องเจาะลึกเข้าไปภายในบริษัทและต้องสัมภาษณ์ผู้บริหารอย่างเข้มข้น เฉพาะรายการคำถามก็ยาวหลายหน้าแล้ว ถ้าอย่างนั้น Value Investor จะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะวิเคราะห์บรรษัทภิบาลของบริษัทที่ตนเองจะลงทุน?


คำตอบของผมอยู่ที่นิยามของคำว่า Good Corporate Governance หรือแปลให้เข้าใจง่ายก็คือ การจัดการหรือการบริหารกิจการบริษัทมหาชนที่ดี ซึ่งในความเห็นของผมควรจะมองใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ หนึ่ง การบริหารกิจการให้ได้กำไรที่ดีมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ สองคือการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และสามคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และทันเวลา


ในความเห็นของผมบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ควรจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลและพิจารณาลงทุนเฉพาะในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุนของบริษัท เพราะนี่จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะต้องดูแลให้ความเสี่ยงของกิจการอยู่ในระดับต่ำ เฉพาะอย่างยิ่งกิจการไม่ควรจะมีหนี้สินมากเกินไป


เรื่องของผลการดำเนินงานนี้ นอกจากเรื่องของกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้ายแล้ว บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมี “ไส้ใน” หรือรายการต่าง ๆ เช่น ยอดขาย ต้นทุนขายและอื่น ๆ ที่ดีด้วยซึ่งจะเป็นการยืนยันว่ากำไรนั้นเป็น “ของจริง” ที่เกิดจากธุรกิจหลัก


เรื่องของผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมีนโยบายการจ่ายปันผลที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการเงินทุนในการขยายงานของกิจการ บริษัทไม่ควรเก็บเงินสดเอาไว้มากมายโดยไม่มีเป้าหมายในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน การกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาจ่ายปันผลก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม


กิจการที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีไม่ควรมีรายการเกี่ยวโยงกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถ้าไม่จำเป็น เพราะคงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดความยุติธรรมกับบริษัท ตัวอย่างของรายการเกี่ยวโยงที่ฟ้องว่าบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาลก็เช่น การซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจากผู้ถือหุ้นใหญ่โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน การให้เงินกู้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่โดยที่ความสามารถในการชำระคืนเป็นที่น่าสงสัย หรือการที่บริษัทแต่งตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตน ทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามีก็อาจจะถือเป็นสัญญาณที่ Value Investor ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ


สุดท้ายก็คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนที่เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของงบการเงิน ซึ่งบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องมีงบการเงินที่สะอาดได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีอย่างไม่มีเงื่อนไข สังเกตได้จากหน้าแรกของงบการเงินที่จะต้องสั้นมากไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ยิ่งบริษัทไหนผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตหรือคำอธิบายมากเท่าใดก็อาจเป็นเครื่องแสดงว่าบัญชีมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น


บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะแสดงรายละเอียดผลการดำเนินของกิจการในหนังสือรายงานประจำปี เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการแยกแยะผลการดำเนินของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ที่เป็นการขยายงานแยกต่างหากจากการบำรุงรักษาประจำปี


เรื่องสุดท้ายของการเปิดเผยข้อมูลนั้นผมคิดว่าบริษัทควรจะมีความจริงใจกับผู้ถือหุ้นในการเปิดเผยข่าวร้ายเช่นเดียวกับข่าวดีที่มักจะเปิดเผยกันอย่างรวดเร็วและในสื่อที่กว้างขวางขณะเดียวกันข่าวร้ายมักจะเปิดเผยเมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแล้วและการเปิดเผยมักอยู่ในสื่อที่คนติดตามน้อย


ทั้งหมดนั้นเป็นวิธีดูเบื้องต้นว่าบริษัทน่าจะมีบรรษัทภิบาลที่ดีหรือไม่ พฤติกรรมหรือข้อมูลที่เห็นภายนอกคงไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะทำให้สามารถคาดเดาหรือประมาณการได้พอสมควร Value Investor รู้ว่าการวิเคราะห์ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์ดังนั้นการกำหนด Margin of Safety จึงเป็นหลักสำคัญและเป็นศิลปที่จะต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ในการลงทุน

ตามล่าหาความคิด

ตามล่าหาความคิด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความคิดดี ๆ ในการลงทุนเป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายและถ้าพบปีละ 2 – 3 เรื่องหรือเจอหุ้นปีละ 2 – 3 ตัว คุณก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

การค้นหากิจการหรือหุ้นที่จะลงทุนสำหรับ Value Investor นั้นจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นบูรณาการคือต้องดูภาพรวมทั้งหมดทุกด้านและต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่เหมือนกับการที่คุณจะกำเงินไปลงทุนทำธุรกิจกับคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของการซื้อหุ้นมาและขายหุ้นไปเพื่อหากำไรระยะสั้น

เวลาวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นผมมักจะใช้เวลาคิดค่อนข้างนานและคิดกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง นอกจากคิดแล้วก็มักจะกลับไปอ่านข้อมูลของกิจการและศึกษางบการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้สึกว่าดูครั้งเดียวคิดครั้งเดียวไม่เพียงพอ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เก่งพอที่จะเข้าใจเรื่องราวของกิจการได้หมดโดยการศึกษาเพียงครั้งเดียว

นอกจากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและคิดถึงสถานะการดำเนินงานและความเข้มแข็งของกิจการแล้วบ่อยครั้งผมจะพยายามเก็บข้อมูลในสนามหรือติดตามและทดสอบสินค้าและบริการของบริษัทถ้าทำได้เพื่อย้ำความมั่นใจในศักยภาพของกิจการ และอีกหลายครั้งเช่นเดียวกันผมจะรอติดตามตัวเลขผลการดำเนินงานรายไตรมาศที่จะออกมาก่อนที่จะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น น้อยครั้งที่ผมจะ “รีบ” ซื้อหุ้นเพราะกลัวว่าราคาจะวิ่งไปเสียก่อน

การคิดหาหุ้นดี ๆ สำหรับผมนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกโอกาส แต่ที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดก็คือในช่วงที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังมีการซื้อขายหุ้นกันอย่างคึกคัก ความคิดดี ๆ และหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากนั้นผมไม่เคยได้จากการติดตามราคาหุ้นนาทีต่อนาที ตรงกันข้าม ผมคิดว่าการเฝ้าหน้ากระดานหุ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ความคิดดี ๆ ไม่เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมการซื้อขายหุ้นเบี่ยงเบนความสนใจของเราไปจากตัวกิจการของบริษัท

เชื่อไหมว่าเวลาที่ผมมักเกิดความคิดดี ๆ ก็คือ ช่วงที่ผมกำลังวิ่งออกกำลังทุกวันหรือเป็นช่วงที่ผมมีความสบายไม่มีภาระการงาน ซึ่งเวลาในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผมใช้ความคิดทบทวนหุ้นที่ผมกำลังสนใจ หรือเป็นหุ้นที่ผมได้ไอเดียมาจากที่อื่น

แหล่งของความคิดเกี่ยวกับหุ้นสำหรับผมนั้นมาจากหลายทางมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตัวหลักก็คือสินค้าหรือบริการของบริษัทซึ่งผมพบเห็นในชีวิตประจำวันหรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ผมได้รับทราบว่ามีความเข้มแข็งหรือดีเลิศอย่างน่าทึ่ง จากจุดนั้นผมจะเริ่มศึกษาต่อถึงรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา

แหล่งที่จะเริ่มหาความคิดดี ๆ ต่อมาก็คือในเวบไซต์ที่เกี่ยวกับหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งเวบไซต์ที่เน้นแนว Value Investment เพราะนี่คือแหล่งของนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น Value Stock ซึ่งจะมี Value Investor เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาก หนึ่งในเวปเหล่านั้นก็คือ Thaivalueinvestor.com

สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปหาความคิดดี ๆ ในเวปไซต์ก็คือ ความคิดความเห็นจะมีหลากหลายมากเนื่องจากทุกคนสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความเห็นไหนเป็นความเห็นที่ถูกและความคิดไหนเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น การเข้าไปหาความคิดในเวปไซต์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ

นอกจาก Website แล้ว กลุ่มเพื่อนนักลงทุนร่วมอุดมการณ์ก็เป็นแหล่งเสาะหาความคิดดี ๆ ได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคนที่เรารู้ว่าเป็น Value Investor พันธุ์แท้ที่ยึดหลักการมั่นคง ผมเองคิดว่าคนที่ทุ่มเทให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังนั้น ควรที่จะมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนแนวเดียวกันซึ่งจะช่วยให้คำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทใจ

บางครั้ง ความคิดดี ๆ หรือหุ้นดี ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวมากเสียจนเรามองไม่เห็นเช่นในที่ทำงานของเราเอง หรือในธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคย ความเคยชินอาจทำให้เราไม่รู้สึกว่ากิจการหรืออุตสาหกรรมนั้นมีความโดดเด่นน่าสนใจ บางทีก็ไม่รู้สึกว่ากิจการนั้นดีเลิศหรือผู้บริหารยอดเยี่ยมแค่ไหน ตรงกันข้ามเรากลับมองธุรกิจอื่นหรือกิจการอื่นในภาพที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริงโดยเฉพาะในยามที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นปรับตัวขึ้นร้อนแรงและมีคนกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง พฤติกรรมในลักษณะใกล้เกลือกินด่างนี้ทำให้คนพลาดจากการได้ความคิดดี ๆ ไปไม่ใช่น้อย

ก่อนที่จะสรุปได้ว่าความคิดใดหรือหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่ดีเยี่ยมและการลงทุนมี Margin of Safety หรือความปลอดภัยในการลงทุนสูงและเหมาะที่จะลงทุนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมจะต้องอ่านรายงานประจำปีของบริษัทซึ่งจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการทั้งหมด รวมทั้งเรื่องปัจจัยเสี่ยงของกิจการเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่เสียหายแอบซ่อนอยู่

เมื่อข้อมูลและเหตุผลทุกอย่างชี้ไปว่าเป็นหุ้นที่ดีคุ้มค่าจริง ๆ แล้ว เราต้องกล้าที่จะเข้าซื้อหุ้นลงทุนและเก็บเอาไว้ยาวนาน ต้องกล้าที่จะซื้อในขณะที่ราคาหุ้นไม่มีความคึกคักหรือแม้ว่าหุ้นกำลังตกต่ำ ต้องกล้าซื้อแม้ว่าหุ้นจะไม่ใคร่มีคนสนใจเสนอซื้อแต่ผู้เสนอขายกลับมีเป็นจำนวนมาก และถ้าสิ่งที่เราคิดตรึกตรองอย่างรอบคอบเป็นเวลานานนั้นเป็นจริง โอกาสที่ความคิดดี ๆ นั้นจะแปลงเป็นผลกำไรมหาศาลก็จะมีสูง

การลงทุนนั้นดูไปแล้วก็คล้าย ๆ กับการผลิตสุรานั่นคือค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำแล้วบ่มไว้ให้นานผลิตภัณฑ์ก็จะมีคุณค่ามีราคา และให้ผลตอบแทนสูงแก่คนทำ

จิม โรเจอร์

จิม โรเจอร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าคุณโชคดีได้กำไรจากหุ้นมากเสียจนเป็นมหาเศรษฐีมีเงินเหลือใช้คุณคิดว่าอยากจะทำอะไรในชีวิต?


คำตอบคงมีหลากหลายแล้วแต่ว่าเขาเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันค่อนข้างมากก็คือท่องเที่ยว เดินทางไปทั่วโลกถ้าเป็นไปได้



จิม โรเจอร์ เป็นหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จสูงและเร็วมากในการลงทุน เขาเป็นหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งกองทุนควอนตัมฟันด์ร่วมกับจอร์จ โซโรส พออายุครบ 37 ปีเขาก็ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีและเกษียณอายุด้วยเงินมหาศาลซึ่งเขาบอกว่า “ผมทำเงินได้มากเสียจนคิดไม่ถึงว่าจะมีเงินมากขนาดนี้อยู่ในโลก”


หลังจากเลิกทำงานในปี 1980 เขาตัดสินใจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่ใช่ด้วยเครื่องบินบนที่นั่งชั้นหนึ่งพร้อมรถลีมูซีนหรู แต่ด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ชีพใช้เวลา 2 ปี เดินทาง 100,000 ไมล์ ผ่าน 6 ทวีป ประเภทค่ำไหนนอนนั่น ในระหว่างนั้นเขาเขียนหนังสือซึ่งขายดีติดอันดับเป็นเบสท์เซลเลอร์ชื่อ Investment Biker : Around the World with Jim Roger เล่าเรื่องการเดินทางผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารและประเทศในโลกที่สามที่ยากจนในมุมมองของนักผจญภัยและนักลงทุน


ผลจากการเดินทางครั้งนั้นชื่อเขาได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุคในฐานะเป็นผู้เดินทางยาวที่สุดในโลกในวิธีการที่เขาใช้ หนังสือพิมพ์ไทม์แมกกาซีนที่ทรงอิทธิพลเรียกเขาว่า “อินเดียน่าโจนส์แห่งวงการไฟแนนซ์” และได้กลายเป็น “ยี่ห้อ” ที่ติดตัวเขามาจนทุกวันนี้และคงติดตัวเขาไปจนวันตาย เพราะเขาเป็นคนแรกและคนที่สองหรือสามก็คงจะหายากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนที่จะต้องยังหนุ่มแน่นแข็งแรงและที่สำคัญต้องมีความหลงใหลในการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจอย่างจิม โรเจอร์


นอกจากการเดินทางผจญภัยแล้ว เขาไม่ได้ปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่า เขายังคงลงทุนในเงินของตนเอง และใช้เวลาบางช่วงสอนหนังสือโดยเป็นอาจารย์ทางด้านการเงินสอนเด็กปริญญาโทในคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แหล่งกำเนิดของ Value Investment และ วอเร็น บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการทางการเงินและการลงทุนออกอากาศทางทีวีหลายช่อง


วันที่ 1 มกราคม 1999 จิม โรเจอร์ ตัดสินใจเดินทางรอบโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะสำรวจโลกในช่วงผ่านสหัสวรรษปี 2000 ครั้งนี้เขาเดินทางด้วยรถเบนซ์สีเหลืองสดเปิดประทุน แต่การเดินทางก็ทุรกันดารไม่ต่างจากครั้งแรกเพียงแต่ครั้งนี้เขาเดินทาง “ไปพร้อมกับโลก” เนื่องจากเขาสามารถติดต่อกับคนทั่วโลกผ่านอินเตอร์เนตซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาจากการเดินทางครั้งก่อนที่เขาต้องใช้โพสต์การ์ดเป็นหลัก


เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งแรก เขาเขียนหนังสือในระหว่างเดินทางผ่านประเทศต่าง ๆ ตลอดระยะทาง 150,000 ไมล์ ผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น ซาอุดิอาระเบีย พม่า อังโกลา ซูดาน คองโก โคลัมเบีย และติมอร์ตะวันออก ผ่านสมรภูมิรบ ทะเลทราย ป่าเขา โรคร้ายและพายุหิมะ หลายครั้งเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด


ในระหว่างการเดินทางเขามักจะพักกับชาวบ้านในท้องถิ่นเช่นพักในเต็นท์ของพวกเร่ร่อนในทะเลทราย เขากินหนอนผีเสื้อ ตัวอีกัวนา และงู หนู จระเข้ และตั๊กแตน เขาคลุกคลีกับชาวบ้านใช้ชีวิตแบบคนสามัญในท้องถิ่น ศึกษาและเรียนรู้ความเป็นไปของสังคมแต่ละแห่งที่ผ่านไป เขาบอกว่า “ผมไม่เคยเที่ยวโสเภณีแต่ผมรู้ว่าเราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศใดประเทศหนึ่งได้โดยการพูดคุยกับคุณผู้หญิงของสถานที่เหล่านั้นหรือพูดกับคนที่ทำธุรกิจในตลาดมืดมากกว่าการพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศ”


หนังสือเล่มที่สองซึ่งเพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้วชื่อ Adventure Capitalist ให้ภาพของโลกที่แท้จริงจาก “รากหญ้า” แม้ว่าจะเป็นการสัมผัสเพียงสั้น ๆ แต่ก็ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่พูดถึง เช่นเดียวกับหนังสือท่องเที่ยวก็ไม่สนใจที่จะนำเสนอเพราะนี่เป็นมุมมองของคนที่มีความคิดของนักลงทุนบวกกับนักผจญภัยที่ชอบมองโอกาสและความตื่นเต้นในชีวิต บางส่วนของข้อสรุปของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ


ตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์กำลังเริ่มบูมครั้งใหญ่นี่ดูเหมือนจะเป็นความจริงเพราะเราเห็นราคาของปิโตรเคมี เหล็ก น้ำมันและอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ปรับตัวขึ้นและทำให้หุ้นในกลุ่มนี้วิ่งขึ้นทั่วหน้า


ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของจีนซึ่งจะเติบโตก้าวขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแข่งกับอเมริกาได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากแต่จิม โรเจอร์มองจากพื้นฐานของคนไม่ใช่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ


เอเซียกำลังขาดแคลนผู้หญิงอย่างหนัก ผมเชื่อครับเพราะคนจีนที่มีลูกได้ครอบครัวละคนมักอยากจะได้ลูกชายเพื่อเป็นที่พึ่งในยามแก่เฒ่า ส่วนอินเดียเองการมีลูกผู้หญิงหมายความว่าคุณต้องเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เสร็จแล้วคุณก็ต้องไปสู่ขอผู้ชายที่คุณจะต้องจ่ายค่าสินสอดทองหมั้นมากมาย และหลังจากนั้นคุณก็ต้อง “เสีย” ลูกของคุณไปให้กับบ้านฝ่ายชายเพราะฉะนั้นใครจะอยากได้ลูกผู้หญิง


แต่การที่ผู้หญิงขาดแคลนนั้น ในที่สุดแล้วผู้หญิงก็จะ “มีค่า” มากขึ้น ผมเองได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีแล้วในอินเดียที่ฝ่ายผู้หญิงกลับไปขอให้ฝ่ายผู้ชายออกเงินค่าสินสอดเพื่อเอามาจ่ายให้ตัวเอง และผมเองเชื่อว่าครอบครัวคนจีนที่มีลูกผู้หญิงคงจะ “ไม่กลุ้ม” อีกต่อไปเพราะจะมีโอกาสเลือกผู้ชายร่ำรวยที่มีเงินสามารถเลี้ยงแม่ยายพ่อตาได้อย่างสบาย


ประวัติของจิม โรเจอร์เองนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากนักลงทุนเอกของโลกหลายคน เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนต้องทำงานเก็บขวดขายมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่เป็นคนเรียนเก่งได้ทุนเรียนที่มหาวิทยาลัยระดับไอวีลีคคือ เยล เสร็จแล้วไปต่อที่อ็อกฟอร์ด ในช่วงเวลา 10 ปีที่เขาทำงานบริหารกองทุนควอนตัมฟันด์นั้นพอร์ตของกองทุนได้กำไรถึง 4,000% ในขณะที่ดัชนี S&P เพิ่มขึ้นเพียง 50% ซึ่งทำให้เขารวยและตัดสินใจเกษียณตัวเอง


วิธีการลงทุนของจิม โรเจอร์ไม่ได้มีการกล่าวถึงนักและถึงจะมีก็คงไม่ใช่สิ่งที่คนจะสนใจ เพราะเขาก็คงอยู่ภายใต้เงาของจอร์จ โซโรส เซียนหุ้นนักเก็งกำไรชื่อดังของโลก แต่สิ่งที่เขาทำเมื่อประสบความสำเร็จจากการลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นั่นก็คือ เขาใช้การลงทุนเป็นหนทางสู่ความใฝ่ฝันในการที่จะผจญภัยท่องโลกแบบอินเดียน่าโจนส์ และนี่ก็คือเรื่องของอินเดียน่าจิม ตำนานของนักลงทุนอีกคนหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้จัก

หุ้นค้าปลีก

หุ้นค้าปลีก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการลดเวลาเปิดห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์เพื่อการประหยัดพลังงานอาจทำให้คนที่ถือหุ้นของบริษัทเหล่านั้นหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ราคาหุ้นก็ไม่ได้ถูกกระทบอะไรมากนัก อาจจะเพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารายได้และกำไรของกิจการจะหดหายไปมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ใช้บริการอาจจะปรับพฤติกรรมและยังมาใช้บริการเหมือนเดิมในขณะที่ต้นทุนโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าอาจจะลดลง โดยรวมแล้วพื้นฐานของกิจการอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนั่นคือกิจการยังดีเหมือนเดิม


หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ
ในเมืองไทยนั้นธุรกิจ Modern Trade กำลังเติบโตอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกมากที่น่าจะเป็นเป้าหมายของ Value Investor ในการเลือกลงทุน ผมจะลองนึกดูว่ามีอะไรบ้าง

ข้อแรกซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของธุรกิจนี้ก็คือ ยอดขายของธุรกิจค่อนข้างสม่ำเสมอเพราะเป็นการขายสินค้าให้กับคนนับล้าน ๆ คนซึ่งมักจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจนี้จึงเป็นธุรกิจที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก นอกจากนั้นมันยังเป็นธุรกิจที่เข้าใจง่ายและนักลงทุนเกือบทุกคนได้สัมผัสและใช้บริการเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามหุ้นได้ใกล้ชิดและรวดเร็ว


ข้อสองร้านค้าปลีกเหล่านี้ทำธุรกิจซื้อมาขายไปโดยมีการบวกกำไรลงบนต้นทุนของสินค้าทุกรายการ เพราะฉะนั้นธุรกิจจะมีกำไรเสมอ ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและมักจะเกิดเฉพาะกับร้านที่ยังมียอดขายต่ำซึ่งมีต้นทุนคงที่เช่นค่าจ้างพนักงาน ค่าไฟฟ้า และค่าเช่าสถานที่เป็นต้นที่อยู่ในระดับสูง แต่เมื่อยอดขายของร้านสูงขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว การทำกำไรแทบจะแน่นอน


ข้อสาม ธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้ ขายสินค้าเป็นเงินสด ในขณะที่ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ได้เครดิต 2 – 3 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นบริษัทเหล่านี้มักจะมีสภาพคล่องทางการเงินสูงไม่ค่อยต้องกู้หนี้มากนัก แม้ว่าจะมีการขยายงานค่อนข้างรวดเร็ว บางบริษัทที่เริ่มชะลอตัวหรือหยุดขยายเงินสดก็มักจะท่วมบริษัท ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น


ข้อสี่ห้างที่ประสบความสำเร็จนั่นคือมีโมเดลธุรกิจที่ทำงานได้ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน มีระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ดี ระบบฝึกอบรมพนักงานที่มีมาตรฐาน การจัดการที่ดี หรือสรุปว่ามียี่ห้อที่ติดตลาดแล้วจะสามารถก็อปปี้ร้านต้นแบบนี้ไปเปิดในสถานที่อื่น ๆ ทั่วประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก และนี่คือเส้นทางการเติบโตที่สามารถจะดำเนินไปต่อเนื่องยาวนานเพราะยังมีจังหวัดอีกมากมายที่ยังไม่มีร้านค้าแบบ Modern Trade ในท้องถิ่น

ข้อห้า ธุรกิจค้าปลีกแบบ Modern Trade เหล่านี้ ยิ่งเติบโตมียอดขายมากขึ้นก็จะยิ่งได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในราคาต่อหน่วยที่ถูกลง นอกจากนั้นยังสามารถต่อรองขอ “เงินพิเศษ” จากผู้ส่งสินค้าได้หลาย ๆ อย่างซึ่งรวมถึงการวางสินค้าในห้าง ตำแหน่งของชั้นวางสินค้า ฯลฯ


ข้อหก เมื่อห้างประสบความสำเร็จมียี่ห้อที่ติดตลาดเป็นแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดคนเข้าห้างได้ ห้างหลายแห่งก็สามารถทำตัวเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คือ นอกจากจะสร้างอาคารสำหรับเป็นร้านของตนเองแล้วก็ยังสร้างเพื่อให้คนอื่นมาเช่าเพื่อขายสินค้าอื่น ๆ ด้วย ราคาค่าเช่าก็แน่นอนว่าสูงลิ่วเพราะถือว่าเป็นทำเลทองในการค้า และนี่ก็เป็นรายได้ที่แน่นอนอีกอย่างหนึ่งของ Modern Trade


ดูไปแล้วกิจการห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์ที่ประสบความสำเร็จมีกำไรแล้ว จะเป็นกิจการที่มั่นคงมาก โอกาสที่กำไรจะถดถอยลงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะทำให้กิจการเสียหายรุนแรงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเติบโตต่อไปน่าจะยังเปิดกว้าง แม้ว่าการเติบโตจะไม่หวือหวามากนัก แต่ความมั่นคงน่าจะมีสูง ข้อสรุปของผมก็คือธุรกิจนี้ถ้าไม่ใช่เกรด A ก็ไม่ต่ำกว่าเกรด B และน่าจะเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนถือยาวได้อย่างสบายใจถ้าราคาหุ้นไม่แพงนั่นคือ PE ไม่เกิน 10 เท่าและจ่ายปันผลในหลักประมาณ 4 – 5% ขึ้นไป

หุ้นที่เข้าข่ายเป็น Modern Trade คือค้าปลีกและมีร้านค้าในลักษณะที่เป็นเครือข่ายทั่วประเทศนั้นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพาณิชย์แต่ในกลุ่มอื่นก็น่าจะมีด้วย ที่ชัดเจนก็มีหุ้น BIGC, CP7-11, HMPRO, MAKRO, ROBINS นอกกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึง SE-ED ที่เป็นร้านเครือข่ายขายหนังสือและไอทีซิตี้(IT) ที่ผมเข้าใจว่าเป็นร้านขายอุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ผมเองไม่แน่ใจว่าจะมีหุ้นตัวอื่นอีกหรือไม่ แต่ถ้าเข้าลักษณะที่เป็นร้านค้าปลีกแบบซื้อมาขายไปและเป็นเครือข่ายทั่วประเทศก็นับว่าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

แม้ว่าหุ้น Modern Trade ที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจ และมีการเติบโตต่อเนื่องมานานพอสมควรและดูแล้วหุ้นหลายตัวก็มีราคาไม่แพง แต่ถ้าดูถึงการซื้อขายหุ้นก็จะพบว่ามีค่อนข้างน้อย เรียกว่านักลงทุนไม่ค่อยสนใจแต่นี่ก็คือคุณลักษณะของตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ คนไม่ใคร่สนใจหุ้นดีที่มั่นคง แต่ชอบหุ้นของกิจการที่ไม่ดีแต่หวือหวา มีโอกาสได้เสียเร็ว น้อยคนที่จะสนใจกิจการที่กำไรค่อนข้างแน่นอนจ่ายปันผลค่อนข้างแน่นอนและค่อย ๆ เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15% แต่นี่เป็นโอกาสของ Value Investor ที่ยึดคติว่ากำไรน้อยไม่ว่าแต่อย่าให้ขาดทุน