หุ้นค้าปลีก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการลดเวลาเปิดห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์เพื่อการประหยัดพลังงานอาจทำให้คนที่ถือหุ้นของบริษัทเหล่านั้นหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ราคาหุ้นก็ไม่ได้ถูกกระทบอะไรมากนัก อาจจะเพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารายได้และกำไรของกิจการจะหดหายไปมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ใช้บริการอาจจะปรับพฤติกรรมและยังมาใช้บริการเหมือนเดิมในขณะที่ต้นทุนโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าอาจจะลดลง โดยรวมแล้วพื้นฐานของกิจการอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนั่นคือกิจการยังดีเหมือนเดิม
หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ
ในเมืองไทยนั้นธุรกิจ Modern Trade กำลังเติบโตอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกมากที่น่าจะเป็นเป้าหมายของ Value Investor ในการเลือกลงทุน ผมจะลองนึกดูว่ามีอะไรบ้าง
ข้อแรกซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของธุรกิจนี้ก็คือ ยอดขายของธุรกิจค่อนข้างสม่ำเสมอเพราะเป็นการขายสินค้าให้กับคนนับล้าน ๆ คนซึ่งมักจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจนี้จึงเป็นธุรกิจที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก นอกจากนั้นมันยังเป็นธุรกิจที่เข้าใจง่ายและนักลงทุนเกือบทุกคนได้สัมผัสและใช้บริการเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามหุ้นได้ใกล้ชิดและรวดเร็ว
ข้อสองร้านค้าปลีกเหล่านี้ทำธุรกิจซื้อมาขายไปโดยมีการบวกกำไรลงบนต้นทุนของสินค้าทุกรายการ เพราะฉะนั้นธุรกิจจะมีกำไรเสมอ ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและมักจะเกิดเฉพาะกับร้านที่ยังมียอดขายต่ำซึ่งมีต้นทุนคงที่เช่นค่าจ้างพนักงาน ค่าไฟฟ้า และค่าเช่าสถานที่เป็นต้นที่อยู่ในระดับสูง แต่เมื่อยอดขายของร้านสูงขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว การทำกำไรแทบจะแน่นอน
ข้อสาม ธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้ ขายสินค้าเป็นเงินสด ในขณะที่ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ได้เครดิต 2 – 3 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นบริษัทเหล่านี้มักจะมีสภาพคล่องทางการเงินสูงไม่ค่อยต้องกู้หนี้มากนัก แม้ว่าจะมีการขยายงานค่อนข้างรวดเร็ว บางบริษัทที่เริ่มชะลอตัวหรือหยุดขยายเงินสดก็มักจะท่วมบริษัท ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น
ข้อสี่ห้างที่ประสบความสำเร็จนั่นคือมีโมเดลธุรกิจที่ทำงานได้ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน มีระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ดี ระบบฝึกอบรมพนักงานที่มีมาตรฐาน การจัดการที่ดี หรือสรุปว่ามียี่ห้อที่ติดตลาดแล้วจะสามารถก็อปปี้ร้านต้นแบบนี้ไปเปิดในสถานที่อื่น ๆ ทั่วประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก และนี่คือเส้นทางการเติบโตที่สามารถจะดำเนินไปต่อเนื่องยาวนานเพราะยังมีจังหวัดอีกมากมายที่ยังไม่มีร้านค้าแบบ Modern Trade ในท้องถิ่น
ข้อห้า ธุรกิจค้าปลีกแบบ Modern Trade เหล่านี้ ยิ่งเติบโตมียอดขายมากขึ้นก็จะยิ่งได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในราคาต่อหน่วยที่ถูกลง นอกจากนั้นยังสามารถต่อรองขอ “เงินพิเศษ” จากผู้ส่งสินค้าได้หลาย ๆ อย่างซึ่งรวมถึงการวางสินค้าในห้าง ตำแหน่งของชั้นวางสินค้า ฯลฯ
ข้อหก เมื่อห้างประสบความสำเร็จมียี่ห้อที่ติดตลาดเป็นแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดคนเข้าห้างได้ ห้างหลายแห่งก็สามารถทำตัวเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คือ นอกจากจะสร้างอาคารสำหรับเป็นร้านของตนเองแล้วก็ยังสร้างเพื่อให้คนอื่นมาเช่าเพื่อขายสินค้าอื่น ๆ ด้วย ราคาค่าเช่าก็แน่นอนว่าสูงลิ่วเพราะถือว่าเป็นทำเลทองในการค้า และนี่ก็เป็นรายได้ที่แน่นอนอีกอย่างหนึ่งของ Modern Trade
ดูไปแล้วกิจการห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์ที่ประสบความสำเร็จมีกำไรแล้ว จะเป็นกิจการที่มั่นคงมาก โอกาสที่กำไรจะถดถอยลงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะทำให้กิจการเสียหายรุนแรงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเติบโตต่อไปน่าจะยังเปิดกว้าง แม้ว่าการเติบโตจะไม่หวือหวามากนัก แต่ความมั่นคงน่าจะมีสูง ข้อสรุปของผมก็คือธุรกิจนี้ถ้าไม่ใช่เกรด A ก็ไม่ต่ำกว่าเกรด B และน่าจะเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนถือยาวได้อย่างสบายใจถ้าราคาหุ้นไม่แพงนั่นคือ PE ไม่เกิน 10 เท่าและจ่ายปันผลในหลักประมาณ 4 – 5% ขึ้นไป
หุ้นที่เข้าข่ายเป็น Modern Trade คือค้าปลีกและมีร้านค้าในลักษณะที่เป็นเครือข่ายทั่วประเทศนั้นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพาณิชย์แต่ในกลุ่มอื่นก็น่าจะมีด้วย ที่ชัดเจนก็มีหุ้น BIGC, CP7-11, HMPRO, MAKRO, ROBINS นอกกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึง SE-ED ที่เป็นร้านเครือข่ายขายหนังสือและไอทีซิตี้(IT) ที่ผมเข้าใจว่าเป็นร้านขายอุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ผมเองไม่แน่ใจว่าจะมีหุ้นตัวอื่นอีกหรือไม่ แต่ถ้าเข้าลักษณะที่เป็นร้านค้าปลีกแบบซื้อมาขายไปและเป็นเครือข่ายทั่วประเทศก็นับว่าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
แม้ว่าหุ้น Modern Trade ที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจ และมีการเติบโตต่อเนื่องมานานพอสมควรและดูแล้วหุ้นหลายตัวก็มีราคาไม่แพง แต่ถ้าดูถึงการซื้อขายหุ้นก็จะพบว่ามีค่อนข้างน้อย เรียกว่านักลงทุนไม่ค่อยสนใจแต่นี่ก็คือคุณลักษณะของตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ คนไม่ใคร่สนใจหุ้นดีที่มั่นคง แต่ชอบหุ้นของกิจการที่ไม่ดีแต่หวือหวา มีโอกาสได้เสียเร็ว น้อยคนที่จะสนใจกิจการที่กำไรค่อนข้างแน่นอนจ่ายปันผลค่อนข้างแน่นอนและค่อย ๆ เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15% แต่นี่เป็นโอกาสของ Value Investor ที่ยึดคติว่ากำไรน้อยไม่ว่าแต่อย่าให้ขาดทุน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น