วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เงินสกุลทอง

เงินสกุลทอง
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้ความสนใจเรื่องของทองมีเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เหตุเพราะว่าราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์คิดเป็นบาทละกว่าหมื่นบาท ทองได้กลายเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของการลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มีการซื้อขายทองแท่งและกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ทองเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่ ทองจะขึ้นต่อไปไหม ผมเองคงไม่สามารถตอบได้ แต่จะพยายามหาเหตุผลที่ทำให้ราคาทองขึ้นไปสูงมากในช่วงนี้ ส่วนการที่ทองจะขึ้นต่อไปหรือไม่ ท่านคงต้องตอบเอง

ย้อนหลังไปหลายร้อยปี คนยุโรปจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนอังกฤษได้อพยพกันไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในอาณานิคมใหม่หรืออาจจะเรียกว่าโลกใหม่ คือดินแดนที่เรียกว่าอเมริกาในปัจจุบัน สินค้าที่ผลิตขึ้นในอาณานิคมนั้นนอกจากสินค้าที่เป็นอาหารและเครื่องใช้ประจำวันแล้ว สินค้าหลักตัวหนึ่งที่ผลิตกันมากเพื่อการส่งออกก็คือยาสูบซึ่งผลิตได้มากเพราะมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ยาสูบเองก็เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากทั่วโลก
เนื่องจากอยู่ไกลจากอำนาจรัฐมาก ปัญหาอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจในอาณานิคมก็คือมีเงินที่เป็นที่ยอมรับกันนั่นก็คือเงินปอนด์ของอังกฤษไม่เพียงพอที่จะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทางหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาก็คือ การแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองในชุมชนอาจจะเรียกกันแบบไทย ๆ ว่า หมูไปไก่มา แต่วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าแบบนี้มีความยุ่งยากมากในการคำนวณมูลค่าและการหาคู่ที่ความต้องการสอดคล้องกันพอดี ดังนั้น สินค้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น สินค้าที่เลือกใช้นั้นจะต้องมีค่าพอควร มีแพร่หลาย และมีมาตรฐานที่เหมือนกัน ซึ่งในขณะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่ายาสูบ ดังนั้น เมื่อคนต้องการที่จะไปซื้อขนมปัง ไปตัดผม ไปซื้อหาอุปกรณ์ในการทำไร่ นอกจากเงินปอนด์แล้ว เขาก็สามารถจะเอายาสูบไปแลกเปลี่ยนได้ ผลก็คือ สำหรับในอาณานิคมแล้ว ยาสูบนอกจากเป็นสินค้าแล้ว มันก็คือ “เงิน” ในความหมายในปัจจุบัน
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินดำเนินมาช้านานแค่ไหนคงหาประวัติได้ยาก แต่ยาสูบนั้นเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่มีปริมาณขึ้นลงตามฝนฟ้า ตามกำลังแรงงานที่ปลูก รวมถึงพันธุ์และเท็คโนโลยีที่ใช้ ดังนั้น มูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่ามันมีคุณสมบัติแตกต่างจากเงินในปัจจุบันที่จริง ๆ แล้ว มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวันเหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ใช้ในการบริโภคอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินอาจแลกของอื่นได้มากขึ้นซึ่งเรียกว่าเงินฝืดเมื่อเงินหายากขึ้นหรือมีน้อยเกินไป และเงินอาจแลกของอื่นได้น้อยลงเมื่อมีเงินจำนวนมากในท้องตลาดหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อ นี่ก็เป็นแบบเดียวกัน ถ้ามียาสูบมากเกิน ยาสูบก็แลกของได้น้อยลง
ยาสูบในฐานะที่เป็นเงินคงจะเป็นเงินที่ไม่ดีเท่าไร โลหะที่มีค่า หายาก เช่น ทองและโลหะเงินเป็นทางเลือกของสังคมจำนวนมากที่จะใช้เป็นเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า และมันคงถูกใช้มานานทีเดียวจนบ้านเรามีคำพูดติดปากว่า “เงิน ๆ ทอง ๆ” ข้อดีของโลหะเงินหรือทองก็คือ มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทำให้เงินไม่ “เฟ้อ” ง่าย ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่มันหายากก็ทำให้มันมีไม่เพียงพอ ดังนั้น บ่อย ๆ ครั้งมันจึงมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด อย่างที่เราเห็นบ่อย ๆ ในยุคที่โลกยังใช้ทองเป็นฐานในการกำหนดค่าเงิน
เงินที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ น่าจะเกิดจากร้านทองที่รับฝากทองของชาวบ้านเพื่อความปลอดภัย ร้านเหล่านี้จะออกใบรับฝากให้กับลูกค้า ลูกค้าเมื่อต้องการเอาทองไปแลกเปลี่ยนสินค้า แทนที่จะไปเอาทองมาแลก ก็เอาใบรับฝากทองมามอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อทุกคนก็ทำกันแบบนี้เพื่อความสะดวก ใบรับฝากทองจึงกลายเป็นธนบัตรแทนทองจริง ๆ ที่เก็บไว้กับร้านทอง
ร้านทองนั้นเมื่อรู้ว่าคนเอาทองมาฝากมักจะไม่มาเบิกทองพร้อม ๆ กันก็เกิดความคิดว่า เขาสามารถจะเอาทองที่คนมาฝากไว้บางส่วนออกมาให้คนยืมใช้โดยการคิดดอกเบี้ย แต่จริง ๆ เวลาให้ยืมทองนั้น คนยืมก็ไม่เอาทองออกมาจริง ๆ แต่จะฝากทองไว้กับร้านและได้ใบรับฝากทองซึ่งสามารถเอามาใช้เป็นธนบัตรได้เช่นกัน และนี่ก็เป็นที่มาของธนาคารอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และดังนั้น เงินในยุคสมัยใหม่จึงถูกผลิตหรือพิมพ์ขึ้นโดยธนาคารต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันที่ธนบัตรส่วนใหญ่ในโลกนั้นพิมพ์ออกมาโดยธนาคารกลางหรือแบ็งค์ชาติของประเทศต่าง ๆ แทนที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์
เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องใช้ทองมาเป็นฐานสำหรับการออกธนบัตรแล้ว เราไม่สามารถเอา “ใบรับฝากทอง” หรือที่เราเรียกว่าเงินไปเบิกทองออกมาจาก “ร้านทอง” หรือ แบ็งค์ ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ ธนบัตร ไม่ได้มีทองเป็นหลักประกัน แต่มีรัฐบาลเป็นประกัน ถ้ารัฐบาลไหนไม่มีเครดิตที่ดี มีการพิมพ์แบ็งค์ปล่อยเงินออกมามากมาย ธนบัตรก็อาจจะไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยลงมากก็ได้
รัฐบาลสหรัฐอาจจะกำลังปล่อยเงินออกมามากมายจนคนเริ่มไม่ไว้ใจในเงินดอลลาร์ ดังนั้น รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่มีเงินดอลลาร์สำรองมากมายจึงต้องการที่จะเก็บทองคำ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับเงินอีกสกุลหนึ่งที่ไม่มีรัฐบาลไหนเป็นเจ้าของ แต่เป็นเงินที่น่าจะแข็งแกร่งไม่สูญเสียมูลค่าง่ายเพราะมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างที่มันเคยเป็น
ดังนั้น ในความเห็นของผม การที่ทองมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น คงไม่ใช่เพราะจีนและอินเดียมีการบริโภคมากขึ้น ความรู้สึกของผมก็คือ ถ้าทองแพงขึ้นคนน่าจะบริโภคน้อยลง คนที่คิดซื้อสร้อย แหวน หรือกำไรทอง อาจจะไม่ได้มากขึ้น แต่รัฐบาลหรือคนมีสตางค์ที่ถือเงินดอลลาร์อาจจะอยากเปลี่ยนไปถือเงินสกุลอื่นแทนเพราะเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนลง แต่แทนที่จะถือสกุลเยนหรือยูโร เขากลับถือ “สกุลทอง” ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่าสกุลอื่น

หุ้นโรงเรือน

หุ้นโรงเรือน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ระยะนี้มีหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น หุ้นกลุ่มนี้กระจายอยู่ในหลายหมวดอุตสาหกรรมและทำธุรกิจแตกต่างกันออกไปค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มนี้มีคุณลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่มีทรัพย์สินที่ใช้ทำมาหากินหลักที่เป็นอาคารหรือเป็นโรงเรือนหรือเป็นร้านค้า

เหตุผลที่ทำให้หุ้นโรงเรือนมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากการที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร ที่ดิน หรือสิทธิการเช่าต่าง ๆ มีราคาปรับตัวขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นจากภาวะวิกฤติ ดังนั้น กิจการที่มีทรัพย์สินที่เป็นอาคาร ที่ดิน มาก ก็จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สินนั้น และนักลงทุนเริ่มเห็น
เหตุผลข้อสองก็คือ การที่ธุรกิจต้องอาศัยอาคารโรงเรือนในการประกอบธุรกิจ นั่นหมายความว่าลูกค้าต้องเดินทางมาใช้บริการ และนั่นหมายความว่า ลูกค้าอาจจะไม่อยากเดินทางไกลเพื่อไปหาซื้อของหรือบริการจากคู่แข่งหรือร้านอื่นถ้าผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มที่จะทำ นี่อาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Local Monopoly หรือการผูกขาดในท้องถิ่นเนื่องจากทำเลของสถานที่ให้บริการ
เหตุผลข้อสุดท้ายอาจจะเป็นเรื่องของทำเลที่กิจการมีอยู่อาจจะโดดเด่นมากและเป็นทำเลที่หาไม่ได้อีกหรือหาได้ยากมาก หรือเรียกว่าเป็น Strategic Location ดังนั้น กิจการจึงมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน และความได้เปรียบนี้กำลังแสดงให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสามารถทำเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอน มีเหตุผลอื่น ๆ ด้วยที่เข้ามาประกอบที่ทำให้บริษัทมีความโดดเด่นและทำกำไรได้ดีนอกจากเรื่องของโรงเรือน ทั้งในด้านของแนวโน้มอุตสาหกรรม ผู้บริหาร และอื่น ๆ แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่โดดเด่นในช่วงนี้ผมคิดว่าหนีไม่พ้นว่าส่วนสำคัญอย่างหนึ่งน่าจะเกิดจากปัจจัยทางด้านของโรงเรือนจนน่าจะพูดได้ว่าเป็น “คลื่นของหุ้นกลุ่มโรงเรือน” เพราะหุ้นจำนวนมากในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นกันเป็นระลอก มาดูกันว่ามีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่หรือ Modern Trade ที่ผมเคยพูดไว้ในหลายโอกาสหุ้นกลุ่มนี้เป็นสุดยอดของหุ้นโรงเรือน เพราะมีร้านค้ากระจายกันไปมากมายทั่วประเทศ การแข่งขันกับคู่แข่งมักจะมีจำกัดด้วยเงื่อนไขของระยะห่างของแต่ละร้านซึ่งก่อให้เกิด Local Monopoly อ่อน ๆ และนี่ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นมาเป็นเวลาพอสมควรและน่าจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดหลักทรัพย์กลุ่มหนึ่งในช่วงนี้
หุ้นของกิจการที่ขึ้นชื่อด้วยคำว่าโรงดูเหมือนว่าจะมีความโดดเด่นและดีขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากหุ้นของโรงพยาบาลบางแห่งที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ตามมาด้วยโรงพยาบาลที่ขยายตัวเร็ว และสุดท้ายถึงโรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่ในอดีตโรงพยาบาลเป็นหุ้นที่เงียบเหงาไม่ไปไหน โรงพยาบาลนั้น ชัดเจนว่ามีอำนาจในการผูกขาดในระดับท้องถิ่นไม่น้อย และโรงพยาบาลนั้นมักจะไม่ต้องแข่งขันกันทางด้านราคามากนัก ทำให้กำไรของโรงพยาบาลค่อนข้างจะสม่ำเสมอและเพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผลโดยที่อำนาจต่อรองของลูกค้าแทบไม่มี
หุ้นที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าโรงกลุ่มต่อไปก็คือหุ้นโรงแรม หุ้นกลุ่มนี้ที่โดดเด่นน่าจะเริ่มจากโรงแรมที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีธุรกิจอื่นประกอบเฉพาะอย่างยิ่งก็คือร้านอาหาร ตามมาด้วยโรงแรมที่ดูเหมือนว่าจะมีทรัพย์สินคือตัวโรงแรมที่มีค่าสูงถ้าจะสร้างใหม่ และในที่สุดก็คงตามมาด้วยโรงแรมทั่ว ๆ ไป
หุ้นโรงต่อไปก็คือหุ้นโรงงานหรือหุ้นที่ทำโรงงานขายและ/หรือให้เช่า ซึ่งก็น่าจะเกิดจากการที่ทรัพย์สินมีค่ามากขึ้นเมื่อมีการขายทรัพย์สินออกไปเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่านทางกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดกำไรอย่างมีนัยสำคัญและมีผลทำให้หุ้นมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ
หุ้นโรงเรือนที่สร้างผลงานได้ดีพอสมควรยังประกอบไปด้วยหุ้นของกิจการภัตตาคาร หุ้นโรงภาพยนต์ หุ้นที่ทำช็อปปิงมอล และอาจจะมีหุ้นอื่น ๆ ที่ผมคิดไม่ถึงและไม่มีพื้นที่พอที่จะบรรยายได้หมด แต่ก็เป็นจุดที่นักลงทุนสามารถที่จะไปค้นหาและอาจจะพบหุ้นที่เข้าข่ายนี้ซึ่งอาจจะมีศักยภาพที่จะทำกำไรที่โดดเด่นได้ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นของบริษัททำบ้านจัดสรรขายนั้นในความเห็นของผม ไม่ใช่หุ้นโรงเรือน เพราะในภาวะปัจจุบันนั้น บริษัทส่วนใหญ่ไม่สะสมที่ดินเพื่อพัฒนาอย่างในสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกหุ้นที่เป็นหุ้นโรงเรือนแล้วจะต้องเป็นหุ้นที่ดีน่าลงทุนไปหมด เพราะหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะไม่ดีจริง หรือหุ้นโรงเรือนบางตัวอาจจะมีราคาขึ้นไปสูงมากเกินไปแล้ว การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์ตามมาตรฐานของ Value Investment ทุกประการ การเป็นหุ้นโรงเรือนนั้น อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ เพราะนี่เป็น “คลื่น” ที่น่าจะก่อตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ลงทุนแบบพอเพียง

ลงทุนแบบพอเพียง
โลกในมุมมองของ Value Investor
แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ผมเชื่อว่าเป็นหลักการที่ดีมากและคนที่ยึดถือจะมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่าคนที่ดิ้นรนเกินตัว การลงทุนนั้น แน่นอน เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่สามารถใช้หลักการแบบเศรษฐกิจพอเพียง และผมก็เชื่อเช่นกันว่าการลงทุนโดยใช้หลักของความพอเพียงจะให้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจและมีความสุขกว่าวิธีการอื่น
สไตล์การลงทุนที่ผมคิดว่ายึดหลักของความพอเพียงมากที่สุดก็คือ การลงทุนแบบ Value Investment ว่าที่จริง Value Investor ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากต่างก็ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงจนเป็นที่ร่ำลือ มาดูกันว่าอะไรคือการลงทุนแบบพอเพียงในสายตาของ Value Investor

การลงทุนแบบพอเพียงนั้นหมายความว่า เป็นการลงทุนที่ทำตามกำลังความสามารถที่เรามีอยู่ เราไม่เร่งรีบที่จะทำกำไรเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น


Value Investor มักจะไม่กู้เงินมาลงทุนโดยเฉพาะการใช้มาร์จินมาซื้อหุ้นซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะทำให้ได้กำไรมากและเร็วขึ้นถ้าเราทำถูก แต่ถ้าเราพลาด ความเสียหายก็จะรุนแรง


Value Investor มักจะไม่ซื้อ Warrant ถ้าเราไม่สนใจที่จะซื้อหุ้นแม่ เพราะวอแรนต์นั้นเป็นหลักทรัพย์ที่อาจให้ผลตอบแทนที่สูงมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าพลาดก็อาจจะไม่เหลือมูลค่าเลยเมื่อมันหมดอายุโดยที่เราไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้น


Value Investor เกือบจะไม่มีวันซื้อ Future ซึ่งเป็นเรื่องของการคาดการณ์ดัชนีล่วงหน้า ซึ่งถ้าคาดถูก ก็จะทำกำไรมหาศาล แต่ถ้าคาดผิดก็เสียหายมาก เพราะ Future นั้น เป็นการ “พนัน” ที่การวิเคราะห์ช่วยอะไรได้น้อยมาก แต่ที่สำคัญก็คือ มีการวางเงินน้อยมาก เข้าใจว่าประมาณ 10% แต่เวลาได้เสีย ได้เสียกัน 100%


ในแง่ของบริษัทที่ Value Investor ชอบลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน เรามักชอบบริษัทที่ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่าบริษัทที่เร่งรีบเกินตัว เช่น


Value Investor ชอบบริษัทที่มีหนี้น้อยและกลัวบริษัทที่มีหนี้มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่ค่อยแน่นอน เราไม่ชอบบริษัทที่พยายามโตเร็วเกินความจำเป็นโดยการก่อหนี้มากเกินอัตราส่วนที่ควรเป็น เพราะหนี้นั้นอาจจะทำให้กำไรต่อหุ้นสูงขึ้นก็จริง แต่ถ้าเกิดความผิดพลาด กิจการอาจเสียหายใหญ่หลวงถึงขั้นล้มละลายได้


Value Investor ไม่ชอบบริษัทที่ขยายตัวโดยการทำธุรกิจต่าง ๆ มากมายที่ตนเองไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีความได้เปรียบคู่แข่ง โดยที่อาจจะเห็นว่าธุรกิจเหล่านั้นกำลังเติบโตและตนเองน่าจะเข้าไปยึดโอกาสนั้น ความเชื่อของเราก็คือ บริษัทควรจะทำเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง การเติบโตโดยทำในสิ่งที่ไม่ถนัดนั้น โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยกว่าความล้มเหลวไม่ว่าอุตสาหกรรมนั้นกำลังโตหรือไม่


มองในด้านของความคิดในการทำเงิน การสร้างความมั่งคั่ง และการสร้าง Value หรือคุณค่าให้กับกิจการหรือส่วนตัว Value Investor ชอบความสมถะ มัธยัสถ์ และชอบการใช้เงินในสิ่งที่เป็นประโยชน์คุ้มค่าและสมควร มากกว่าการใช้จ่ายที่ฟู่ฟ่าหรูหราโดยที่อาจมีความคิดว่าเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพียงเล็กน้อย เช่น


Value Investor ชอบผู้บริหารบริษัทที่ประหยัด ลดต้นทุนทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เรามักจะพอใจที่เห็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่ดูค่อนข้าง “กระจอก” มาก เมื่อเทียบกับตัวธุรกิจ ถ้าสำนักงานใหญ่นั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างความสำเร็จต่อการดำเนินงานประจำวันของกิจการแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ถ้าผู้บริหารใช้ชีวิตที่หรูหรามากจากเงินของบริษัท เราจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แม้ว่าต้นทุนส่วนนั้นอาจจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการ


โดยนิสัยส่วนตัวของ Value Investor เองนั้น ส่วนมากก็มักจะใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานความมั่งคั่งของตนเอง เหตุผลนั้น นอกจากอาจจะเป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวที่มีความมัธยัสถ์อยู่แล้ว การเป็นนักลงทุนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องแต่งตัวดีหรือมีหน้ามีตาเพื่อให้ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างผู้บริหารหรือคนทำงานในอาชีพอื่น ดังนั้น Value Investor จำนวนมากจึงมักจะใช้ชีวิตอย่าง “Economy” แต่เวลาลงทุนกลับทุ่มเทใช้เงินอย่าง “ไม่เสียดาย” เหมือนกับการซื้อของหรือใช้บริการแบบ “First Class”


หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการกล่าวขวัญและยอมรับมากขึ้นมากหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ธุรกิจจำนวนมากต้องล้มละลายจากการเร่งขยายกิจการเกินตัว เช่นเดียวกับชีวิตของคนจำนวนมากที่ต้องประสบกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่เกินกำลัง


หลักการลงทุนแบบพอเพียงซึ่ง Value Investment เป็นแนวหน้าแบบหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นประมาณเวลาเดียวกันและผู้สนใจใช้วิธีการลงทุนแบบนี้ก็เพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของหุ้น Value ที่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับ Value Investor โดยเฉพาะในรุ่นแรก ๆ ถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะเห็น “นักเล่นหุ้น” ที่มีความระมัดระวัง ประหยัดมัธยัสถ์ อยู่อย่างสมถะ เป็นผู้คงแก่เรียน แทนที่จะเป็นนักเสี่ยงโชค หรือเป็นนักพนันที่ชอบใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าในยามหุ้นบูม และประสบกับความยากลำบากเมื่อสถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม


เศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบพอเพียงแม้ว่าจะเป็นหลักการที่ดีแต่ก็คงยังไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฎิบัติ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดูไม่ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มีชีวิตชีวา และที่สำคัญ ดูเหมือนว่าจะช้าไม่ทันใจคนที่ “ฉลาด เก่ง ก้าวหน้า ทันสมัย และ…กล้า” แต่เชื่อเถอะครับว่า การเดินทางที่ช้าแต่มั่นคงนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ดีกว่ากว่า “โด้ป” แน่นอน

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551

เครื่องกรองของบัฟเฟต

นอกเหนือไปจากต้องพิจารณาถึงชนิดของผู้บริหารแล้วเมื่อท่านตรวจสอบงบการเงินแล้วมักพบว่าท่านตัดสินใจซื้อค่อนข้างเร็วมาก ในส่วนของข้อมูลงบการเงินและลักษณะของธุรกิจโดยรวมท่านพิจารณาปัจจัยต่างๆอะไรอีกบ้าง

ท่านบัฟเฟตต์:พวกเราตัดสินใจซื้อหุ้นหรือกิจการต่างๆรวดเร็วมากก็เนื่องด้วยเราใช้เครื่องกรองเป็นลำดับจวบจนกระทั่งขั้นตอนตัดสินใจ

เครื่องกรองลำดับที่ 1 - เราสามารถทำความเข้าใจบริษัทได้หรือไม่ เรามองไปข้างหน้าว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ลองพิจารณาจากบริษัท Intel เทียบกับ หมากฝรั่ง หรือ กระดาษชำระ เราจำกัดการลงทุนไว้กับบริษัทที่เรามีความถนัด Jacob's Pharmacy ผลิตโค๊กเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1886 พบว่าปริมาณการบริโภคโค๊กต่อหัวเพื่อขึ้นทุกปีนับแต่เริ่มการผลิตครั้งแรกเป็นต้นมา ทั้งนี้เพราะไม่มีต่อมความจำรสชาติของโซดาในช่องปาก คุณไม่มีทางเจ็บไข้ได้ป่วยแน่เพราะการดื่มโค๊ก เทียบการดื่มครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 5 ภายในวันเดียวกับพบว่ามีความอร่อยพอๆกัน

เครื่องกรองลำดับที่ 2 - ธุรกิจมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่คงทนถาวรหรือไม่ นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะไม่ลงทุนในธุรกิจ ห่วง hula-hoop, รูปสัตว์ สลักหิน(pet rock) หรือ Rubik's cube company ผมจะซื้อบริษัทเครื่องดื่มและหมากฝรั่งสำหรับขบเคี้ยว

เครื่องกรองลำดับที่ 3 - ผู้บริหารเป็นที่น่าเชื่อถือไว้วางใจหรือเปล่า

เครื่องกรองลำดับที่ 4 - ราคาดูแล้วเข้าท่าไม่แพงหรือเปล่า

นับตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมาเราไม่เคยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธทางการตลาดหรือขบวนการผลิต ฯลฯ เลย โดยดูจากตัวอย่างของ See's candy เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำลายตราสินค้าของ See's Candy ให้เสื่อมถอยจากความนิยมลงได้ คุณต้องมองว่าตราสินค้าเป็นเสมือนคำสัญญาที่มอบให้กับลูกค้าว่าเราจะนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและบริการอย่างที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เราเชื่อมโยงสินค้าให้เกี่ยวข้องอยู่กับความสุข คุณไม่มีทางได้พบว่า See's Candy เป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมสถานที่ฌาปนกิจศพ แต่เราสนับสนุนการเดินพาเหรดในวันขอบคุณพระเจ้า

กำไรปกติ

กำไรปกติ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความผิดพลาดในการลงทุนของ Value Investor โดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การที่ไม่ได้วิเคราะห์กำไรของบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ไม่ได้ตรวจดูว่ากำไรที่เห็นนั้นเป็น “กำไรปกติ“ ของบริษัทหรือไม่


กำไรปกติหมายถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปในระยะยาวได้ เป็นกำไรที่เกิดจากธรรมชาติของอุตสาหกรรมและศักยภาพที่เป็นอยู่ของบริษัท ไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาปีเดียวหรือสองสามปี เช่นเดียวกัน ไม่ใช่กำไรที่ต่ำกว่าปกติเนื่องจากเหตุการที่ผิดปกติที่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาเดียวหรือเป็นช่วงเวลาไม่เกิน 2-3 ปี




การที่จะดูว่าเป็นกำไรปกติหรือไม่นั้น อย่างน้อยต้องดูว่า หนึ่ง กำไรที่เกิดขึ้นนั้น มี “รายการพิเศษ” หรือเปล่า นี่คือกำไรที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่เป็นการค้าปกติของบริษัท เช่น การขายทรัพย์สินบางอย่าง ทำให้มีกำไรเกิดขึ้น กำไรส่วนนี้ เนื่องจากไม่ใช่ทางการค้าปกติ ดังนั้นจึงมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนนี้ ถ้ามี เราต้องเอาไปลบออกจากกำไรที่เห็นเพื่อที่จะหา “กำไรปกติ” เช่นเดียวกัน ถ้าบริษัทมีขาดทุนจากรายการพิเศษที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเหมือนกัน ตรงนี้ ก็ต้องเอาไปบวกกลับเพื่อที่จะดูว่าที่จริงบริษัทควรกำไรเท่าไรถ้าไม่มีรายการขาดทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว


สอง ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร ควรจะมองดูว่าบริษัทมีการจ่ายภาษีนิติบุคคลหรือไม่และในอัตราที่ควรเป็น นั่นคือ ประมาณ 20-30% ของตัวเลขกำไรก่อนภาษีที่เราเห็น ถ้าปรากฏว่า บริษัทไม่มีการจ่ายภาษีนิติบุคคลทั้งที่มีกำไร เราต้องดูต่อว่าเพราะอะไร โดยปกติมักจะเกิดจากสาเหตุสองประการ นั่นคือ บริษัทอาจจะมีขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีเหลืออยู่ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษี อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลในช่วงเวลาหนึ่งหลังจากการเปิดดำเนินงานซึ่งโดยปกติมักไม่เกิน 8 ปี ไม่ว่าในกรณีใด ไม่ช้าก็เร็ว บริษัทจะต้องเริ่มเสียภาษีในอัตรา 20-30% ดังนั้น ถ้าจะหากำไรปกติ เราก็จะต้องปรับตัวเลขกำไรลดลงตามอัตราภาษีที่ควรเป็นดังกล่าว


สาม กำไรของบริษัทที่เราดูอยู่นั้น เป็นของกิจการที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ กิจการที่เป็นวัฏจักรนั้น มักจะอยู่ในกิจการที่ผลิตสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละอาจจะหลายปี ดังนั้น กำไรของบริษัทเหล่านี้จะขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ตามราคาของสินค้า กำไรที่เห็นจึงอาจจะไม่ใช่กำไรที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในบางช่วง กำไรจะสูงกว่าปกติ และในบางช่วง กำไรจะต่ำกว่าปกติ การหากำไรปกติของกิจการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือเอากำไรหลาย ๆ ปี มาเฉลี่ยกัน หรือถ้าจะปลอดภัยจริง ๆ อาจจะดูว่าในปีที่ค่อนข้างเลวร้าย กำไรเป็นเท่าไรก็ใช้ตัวเลขนั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือ การดูตัวเลข Net Profit Margin หรือ กำไรต่อยอดขายว่าควรจะเป็นเท่าไร ตัวเลขนี้คงบอกตายตัวไม่ได้ว่าควรเป็นเท่าไร แต่โดยทั่วไป กิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีกำไรต่อยอดขายไม่สูง


สุดท้ายแต่คงไม่ใช่ทั้งหมดก็คือ ทุกครั้งที่ดูตัวเลขกำไร เราควรดูว่า กำไรต่อยอดขาย ของบริษัทเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะนี่เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่สะท้อนถึงการแข่งขันและศักภาพของบริษัท นั่นหมายความว่า ถ้ากำไรต่อยอดขายสูงมาก โอกาสที่คู่แข่งจะเข้ามาเสนอสินค้าแข่งจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาขายและกำไรของบริษัทลดลง การที่บริษัทจะสามารถรักษากำไรสูงกว่าปกติต่อเนื่องได้นั้น หมายความว่าบริษัทจะต้องมีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่ง เช่น มีต้นทุนต่ำกว่าหรือมีสินค้าที่มียี่ห้อที่โดดเด่น หรือมีสิทธิหรือสัมปทานที่บริษัทอื่นเข้ามาแข่งไม่ได้ การดูว่ากำไรต่อยอดขายสูงกว่าที่ควรเป็นหรือไม่นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจอาจจะไม่ง่ายนัก วิธีหนึ่งก็คือการเปรียบเทียบกับข้อมูลของอุตสาหกรรมหรือของบริษัทอื่นในธุรกิจเดียวกัน


โดยทั่วไป กำไรต่อยอดขายปกติ ของแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นการค้าปลีก จะมีกำไรต่อยอดขายเพียงประมาณ 3-4% อุตสาหกรรมการผลิตทั่ว ๆ ไปอาจจะไม่เกิน 5-10% ธุรกิจโรงแรมอาจจะสูงถึง 20% แต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมจะมีกำไรต่อยอดขายแตกต่างกันได้บ้างขึ้นอยู่กับความสามารถดังกล่าว อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปโอกาสที่กำไรต่อยอดขายจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมมาก ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ดังนั้น ถ้าเราพบว่ามีบริษัทบางแห่งที่ทำธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ควรมีกำไรต่อยอดขาย 10% แต่กลับมีกำไรต่อยอดขายถึง 20% เราก็ควรสงสัยว่านี่เป็นกำไรปกติหรือเปล่า แม้ว่าบริษัทจะมีความสามารถค่อนข้างโดดเด่น


วิธีดูว่ากำไรเป็นกำไรปกติหรือเปล่าที่ง่ายและค่อนข้างได้ผลก็คือ การดูสถิติกำไรย้อนหลังของบริษัทหลาย ๆ ปี ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าพบว่ากำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอมาก นั่นก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในระดับหนึ่งว่า กำไรที่เห็นน่าจะเป็นกำไรปกติ เพราะกำไรนั้น ถ้าไม่ใช่กำไรปกติ โดยปกติจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้นานเป็น 4-5ปี ขึ้นไป แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงเร็ว ๆ นี้ จะต้องเป็นกำไรที่ผิดปกติ เพราะบริษัทอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือการเปลี่ยนแปลงนั้น บางที บริษัทอาจจะไม่ได้ปรับอะไรดีขึ้นเลยก็ได้ แต่กำไรที่ดีขึ้นอาจจะมาจากการที่ในอดีตนั้น บริษัทมีภาวะที่ไม่ปกติมายาวนานซึ่งทำให้กำไรของบริษัทต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัทหลุดพ้นจากภาวะนั้น กำไรจึงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน การหาตัวเลข “กำไรปกติ” เป็นภาระกิจสำคัญของนักลงทุนระยะยาวทุกคน

นายทุนผู้ยิ่งใหญ่

นายทุนผู้ยิ่งใหญ่
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการบริจาคเงินให้กับการกุศลของวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมของโลก และคงทำให้คนที่เคยมองว่าบัฟเฟตต์เป็น “เศรษฐีขี้เหนียว” เปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แต่ทั้งหมดที่บัฟเฟตต์ได้ทำไปนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของบัฟเฟตต์มานานแล้ว เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของเวลาและผู้ที่จะได้รับเงินซึ่งเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบ



สรุปย่อ ๆ ก็คือ เงินที่จะมอบให้เป็นการกุศลของบัฟเฟตต์นั้น จะเป็นประมาณ 85% ของเงินที่มีอยู่ในวันนี้นั่นคือจากเงิน 44 พันล้านเหรียญ เขาจะ “มอบคืนให้กับสังคม” ประมาณ 37 พันล้านเหรียญ โดย ประมาณ 31 พันล้านจะมอบให้กับมูลนิธิของบิลเกต 3 พันล้านให้กับมูลนิธิของภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2547 อีก 3 พันล้านมอบให้กับมูลนิธิของลูก 3 คน คนละ 1 พันล้านเหรียญ แต่การจ่ายเงินจริง ๆ จะทยอยจ่ายปีละ 5% ของวงเงินที่บริจาค นั่นหมายความว่ากว่าจะบริจาคหมดก็อีก 20 ปีถ้าบัฟเฟตต์ไม่ตายเสียก่อน แต่ผมคิดว่าบัฟเฟตต์คงอยู่ไม่ถึงเวลานั้น และนี่น่าจะเป็นการประกาศการบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลก


เงินที่เหลืออยู่อีก 15% คือประมาณ 7 พันล้านเหรียญนั้น ผมเชื่อว่าคงจะแบ่งเท่า ๆ กันให้กับลูก 3 คน คนละ 5% หรือประมาณ 2.3 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทไทยเมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิตแล้ว และนี่เป็นเม็ดเงินที่ดูเหมือนจะมากกว่าที่บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเขาตายก่อนภรรยา ทรัพย์สมบัติเขาก็คงจะส่งต่อให้ภรรยา (ผมเชื่อว่าให้ในนามมูลนิธิ) หรือถ้าเขาตายหลังภรรยา เงินเกือบทั้งหมดจะมอบให้กับการกุศล โดยลูก ๆ อาจจะได้เงินมรดกน้อยมาก เพราะเขาคิดว่า คนไม่ควรมั่งคั่งมหาศาลเพียงเพราะเกิดมาจาก “มดลูกที่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเขาเปลี่ยนความคิดไปบ้าง และรู้สึกว่าควรจะมอบมรดกให้กับลูกมากขึ้น และนี่ก็น่าจะเป็นที่มาของจำนวน 5% ที่ผมพูดถึง


การเปลี่ยนแปลงกำหนดการ “คืนทุน” ของบัฟเฟตต์นั้น น่าจะมาจากแรงบันดาลใจ 2 เรื่อง นั่นคือ ข้อแรก ซูซาน ภรรยาของบัฟเฟตต์เสียชีวิตโดยที่เขาไม่คาดหมาย เนื่องจากเขาคิดว่าภรรยาน่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แต่สิ่งที่ผมคิดว่าทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจครั้งนี้น่าจะมาจากการตัดสินใจของบิลเกตที่จะวางมือจากธุรกิจที่เขาปั้นขึ้นมาเองในอีก 2-3 ข้างหน้าและหันมาทำงานการกุศลคือบริหารมูลนิธิของตนเองที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ และเป็นกองทุนที่เขาได้บริจาคเงินให้มหาศาลจนทำให้บิลเกตเอง กลายเป็นคนที่บริจาคเงินให้กับการกุศลมากที่สุดในโลกและทำให้มูลนิธินี้มีเงินถึงประมาณ 29 พันล้านเหรียญ บัฟเฟตต์เองคงคิดว่าเขาได้เจอคนที่จะดูแลเงินของเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจบริจาคก่อนที่เขาจะตาย


ความคิดเกี่ยวกับการบริจาคของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าชัดเจน เขาไม่ใช่ “เศรษฐีขี้เหนียว” แน่นอน เขาไม่ใช่คนที่ชอบที่จะใช้เงินเพื่อความสุขของตนเองเห็นได้จากการที่เขายังอยู่ในบ้านเดิมตั้งแต่ยังไม่มีเงินมากนักและน่าจะเป็นบ้านในระดับของคนชั้นกลาง เขายังขับรถที่คนชั้นกลางใช้และค่อนข้างเป็นรถเก่า อาหารการกินของเขาที่ชื่นชอบยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์และเชอรี่โค๊ก การใช้ชีวิตทั่วไปก็ยังเป็นแบบคนชั้นกลางและดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ ในเรื่องของการบริจาคเงินนั้น ก่อนหน้านี้เขาบริจาคค่อนข้างน้อย เหตุผลนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขาต้องการที่จะใช้เงินนั้นเพื่อ “ลงทุนต่อ” เขาคิดว่าถ้าเขาเก็บเงินไว้ลงทุนต่อ เงินนั้นจะงอกเงยขึ้นมาก และนั่นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเมื่อเขามอบคืนให้กับสังคมในวันหลัง… เมื่อเขาตาย อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก็เริ่มบริจาคมากขึ้นเรื่อยจนติดอันดับโลกในการบริจาคคนหนึ่ง และมาถึงวันนี้ ที่เขาคงคิดแล้วว่า ความตายน่าจะใกล้เข้ามา หลังจากเห็นภรรยาเสียชีวิต เขาก็เริ่มเห็นว่า เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ตนเองตายอีกต่อไป


สำหรับ Value Investor ผมคิดว่า นี่คือบทเรียนของชีวิตอีกบทหนึ่งที่บัฟเฟตต์สอนเราไว้ เราคงทำตามแบบบัฟเฟตต์ได้ยากมากด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าแนวความคิดที่บัฟเฟตต์ทำนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับการลงทุนที่เราทำตามแนวทางของเขา สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะแตกต่างกันชัดเจนก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่คนไทยเรานั้นมีความผูกพันกันในครอบครัวและญาติพี่น้องมากกว่าสังคมอเมริกัน เรามักจะต้องมองจาก ครอบครัวตนเอง ญาติพี่น้องที่ด้อยกว่าและยังต้องการความช่วยเหลือ คนจำนวนมากยังจะมองไปที่ “ภพหน้า” ถ้ามี และสุดท้าย เราถึงจะมองไปที่สังคม นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงอีกมากมายตั้งแต่เรื่องของเม็ดเงิน อายุ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่า เราจะต้องบริจาคเงินโดยเฉพาะที่ได้จากการลงทุนอย่างไร


ในฐานะของ Value Investor ที่มุ่งมั่น ผมคิดว่า การ “คืนให้กับสังคม” นั้น ควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักของการลงทุน โดยเฉพาะถ้าเราประสบความสำเร็จจนร่ำรวยและมีความสามารถที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะมีใครสามารถหรือควรที่จะตัดสินใครได้ว่าได้ทำบุญหรือบริจาคเพียงพอหรือไม่ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่ เหนือสิ่งอื่นใด วอเร็น บัฟเฟตต์เองถูกต่อว่าค่อนขอดมานานแค่ไหนก่อนจะถึงวันนี้ที่คนเห็นว่าเขาคือ “สุดยอดของนายทุน” ที่ไม่มีการติดยึดกับทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมมาอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร

Business Model

Business Model
โลกในมุมมองของ Value Investor
รูปแบบการทำธุรกิจหรือ Business Model นั้นหมายรวมถึงกระบวนการในการทำธุรกิจทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย เรื่องของการบริหารบุคลากร และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหลายที่สำคัญ Business Model นั้นรวมไปถึงรายละเอียดว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร คุณภาพระดับไหน ราคาเท่าไร การขายนั้นขายผ่านหน้าร้านหรือขายผ่านตัวแทนการขาย ถ้ามีหน้าร้าน ร้านนั้นใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ถ้าเป็นการขายตรงจะเป็นการขายตรงแบบหลายชั้นหรือชั้นเดียว เป็นต้น เพราะฉะนั้น การที่จะทำความเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจที่จะลงทุนนั้น เราต้องเริ่มที่การศึกษา Business Model ของบริษัทก่อน

ในธุรกิจที่แข่งขันกันโดยตรงนั้น ในหลายธุรกิจอาจมี Business Model ที่คล้ายคลึงกันมากแทบจะเรียกว่ามีรูปแบบเดียวเพราะมีความแตกต่างกันในโครงสร้างหรือวิธีการดำเนินการน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยนั้น เกือบทุกบริษัทเน้นที่การเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น มีกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการเปิดสาขากระจายกันไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยสาขาที่เปิดจะมีขนาดเล็กแทนที่จะเป็นสาขาใหญ่หรูหราอย่างที่เป็นในสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว การหาลูกค้ามักจะเน้นที่การดึงพนักงานมาร์เก็ตติ้งที่มีลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมักจะติดตามไปใช้บริการไม่ว่าจะอยู่ที่โบรกเกอร์ไหน การให้ผลตอบแทนแก่พนักงานเหล่านี้ก็คือการให้เป็นค่าคอมมิชชั่นตามปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ทำได้ ธุรกิจอื่นที่ทำก็คือ การรับประกันการจำหน่ายหุ้นในกรณีของหุ้นออกใหม่และการให้คำปรึกษาทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมที่มีรายได้น้อยมาก
ธุรกิจค้าปลีกนั้นมี Business Model หลายรูปแบบที่แข่งขันกันอยู่ ไล่ตั้งแต่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีร้านค้าร้านเดียวหรือไม่กี่ร้านและบริหารงานโดยเจ้าของเป็นหลัก รูปแบบต่อมาก็คือรูปแบบห้างสรรพสินค้าซึ่งมีสินค้าหลากหลายแทบจะทุกอย่างที่ผู้บริโภคทั่ว ๆ ไปต้องการในชีวิตประจำวัน และรูปแบบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือร้าน Discounted Store หรือที่บางทีเราเรียกว่า Super Store ซึ่งขายสินค้าเกือบทุกอย่างเช่นเดียวกันแต่มักเป็นสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมาและราคาจะต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า ในธุรกิจค้าปลีกนี้ ดูเหมือนว่ารูปแบบค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังเสียเปรียบและค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ โดยมีเพียงการปกป้องโดยกฎหมายผังเมืองที่ช่วยชะลอการรุกของร้านรูปแบบอื่นโดยเฉพาะจาก Discounted Store
Business Model หลักของแต่ละธุรกิจนั้น โดยปกติมักเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจนั้นซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจนำโครงสร้างนั้นมาใช้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง บางบริษัทก็สร้าง Business Model ใหม่ขึ้นมาเพื่อหารูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ารูปแบบเดิมที่เป็นที่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น บ่อยครั้งมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในกรณีที่ประสบความสำเร็จ บริษัทก็จะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้มาก และถ้าบริษัทสามารถขยายตัวกินส่วนแบ่งทางตลาดได้เร็วและมากพอ บริษัทก็จะเติบโตได้มหาศาลและกลายเป็นผู้นำที่เหนือกว่าโดยที่คนอื่นอาจจะตามไม่ทันแม้ว่าจะพยายามปรับเปลี่ยน Business Model ของตนเองตามแบบ Business Model ใหม่นั้น
Business Model ที่ดีนั้น โดยหลักก็คือ ทุกกิจกรรมทางธุรกิจ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ การผลิต การตลาด การจัดจำหน่าย การดำเนินการ บุคลากร จะต้องมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมี Economy of Scale หรือการประหยัดเนื่องจากขนาดที่เหมาะสม เป็นรูปแบบที่สามารถให้บริการที่รวดเร็วน่าประทับใจ และที่สำคัญที่สุดก็คือสามารถให้คุณค่าโดยรวมแก่ลูกค้าสูงกว่าราคาที่ลูกค้าจ่ายมากกว่าคู่แข่ง ดังนั้น กิจการที่มีความโดดเด่นทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่นมีสินค้าที่มีคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว หรือมีช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ตัวอย่างของกิจการที่มี Business Model ที่ดีโดดเด่นมากก็คือร้านเครือข่ายของแม็คโดนัลด์ของอเมริกา ส่วนของไทยที่ผมคิดว่ามีความเยี่ยมยอดไม่แพ้กันก็คือ เอ็มเคสุกี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นกิจการที่มี Business Model ที่สุดยอด
ในการวิเคราะห์กิจการเพื่อการลงทุนซื้อหุ้นนั้น ควรจะต้องดูว่า Business Model ที่คู่แข่งทั่วไปใช้อยู่คืออะไรและบริษัทที่เราสนใจมี Business Model แบบไหน ประเด็นสำคัญก็คือ เราไม่อยากลงทุนในกิจการที่มี Business Model ที่ด้อยกว่า เพราะในระยะยาวแล้ว ผู้ที่จะประสบความสำเร็จจริง ๆ ก็คือ กิจการที่มี Business Model ที่เหนือกว่าและสามารถ Execute หรือดำเนินการตาม Business Model นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ