Investment Zone
โลกในมุมมองของ Value Investor
การตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นแต่ละตัวนั้น ผมมีหลักการง่าย ๆ อยู่ในใจ หลักการนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาของหุ้นแต่ละตัว เพื่อลดความยุ่งยากในการอธิบายผมจะขอสมมุติก่อนว่าคุณภาพของหุ้นที่ผมจะพูดถึงนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด สิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปในที่นี้ก็คือเรื่องของราคาของหุ้น
ในภาวะปัจจุบัน ถ้าผมเจอหุ้นที่มีค่า PE หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้นต่ำกว่า 10 เท่า ผมก็ถือว่านี่เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ผมก็จะพิจารณาว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจที่จะซื้อหรือไม่ เหตุผลก็คือ หุ้นตัวนี้มีคุณภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นหุ้น Value ได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
แน่นอน การดูค่า PE เราต้องดูว่าเป็นค่า PE ที่ถูกต้อง นั่นคือกำไรของบริษัทเป็นกำไรที่จะต้องสามารถดำรงอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่ใช่กิจการของบริษัทที่เป็นวัฎจักรเช่นสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มักมีกำไรขึ้นลงตามราคาของสินค้าในตลาด เช่นเดียวกัน การดูให้ละเอียดถึงค่า PB หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี ค่าปันผลตอบแทน และอื่น ๆ ที่เป็นตัวบอกถึงความถูกความแพงก็จะยิ่งช่วยให้บอกได้ถูกต้องขึ้นว่า หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่ แต่ในขั้นนี้เราจะพูดเฉพาะค่า PE เป็นหลัก
หุ้นที่มีค่า PE ตั้งแต่ 4 หรือ 5 – 10 เท่า ผมจะถือว่าหุ้นอยู่ใน “โซนซื้อ” หรือ “โซนขาว” ซึ่งเป็นโซนที่อยู่ในข่ายที่จะซื้อได้โดยโอกาสที่จะชนะมีมากกว่าแพ้ถ้าเราพร้อมที่จะถือยาวและถือหุ้นแบบนี้หลาย ๆ ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ แต่ก็แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นที่อยู่ในโซนนี้ทุกตัวที่ผมซื้อ เพราะหุ้นที่อยู่ในโซนซื้อเองก็มีมาก หุ้นบางตัวจะน่าซื้อกว่าหุ้นอีกตัวหนึ่งเพราะเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาอาจจะดีกว่า เปรียบไปก็คงเหมือนกับสาวงามที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกให้เข้าประกวด ทุกคนสวยหมดแต่มีบางคนที่สวยกว่าอีกคนหนึ่ง สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ก็คือนางงามหรือหุ้นที่ดีที่สุด
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 10 แต่ไม่เกิน 20 เท่า เป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนอยู่เฉย ๆ” หรือ “โซนเทา” นี่เป็นหุ้นที่ผมจะไม่ทำอะไร คือถ้ามีอยู่ก็ไม่ขาย และถ้าไม่มีก็ไม่ซื้อ เหตุผลก็คือ มันเป็นโซนที่บอกได้ยากว่าหุ้นแพงหรือถูกมากน้อยแค่ไหน เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะแพงกว่าค่าเฉลี่ยที่ PE 10 เท่า แต่คุณภาพของหุ้นก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกัน การคำนวณหาอัตราส่วน คุณภาพต่อราคา เองก็เป็นศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อคิดถึงค่าคอมมิชชั่นและความแตกต่างของราคาซื้อราคาขายและประเด็นเรื่องความเข้าใจในตัวกิจการและอื่น ๆ ผมจึงมักอยู่เฉย ๆ ถ้ามีหุ้นที่ “มีกำไรอยู่แล้ว” และอยู่เฉย ๆ อีกเช่นกันสำหรับหุ้นอื่น ๆ ที่ผมยังไม่มี แม้ว่าหลายตัวดูเหมือนว่าจะน่าสนใจมากในแง่ของการเติบโตของกำไร
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 20 เท่า ผมถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนขาย” หรือ “โซนดำ” นี่คือโซนที่ผมจะขายหุ้นที่ผมมีอยู่แม้ว่าหุ้นจะมีผลงานที่โดดเด่นมากทั้งด้านของราคาหุ้นและผลการดำเนินงานของบริษัท การมีค่า PE ถึง 20 เท่านั้นแสดงให้เห็นว่าหุ้นมีราคาแพงมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงในอนาคตอาจจะสูงเกินไป เช่นเดียวกัน อัตราส่วนคุณภาพต่อราคาอาจจะต่ำกว่าหุ้นตัวอื่นบางตัวในตลาด ดังนั้นผมจึงไม่อยากเสี่ยงที่จะถือไว้
โซนของการลงทุนที่พูดถึงนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าหุ้นมีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด แต่ในทางปฎิบัติผมเองก็มักจะเลือกหุ้นที่มีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากซึ่งสำหรับผม มันคือการเผื่อค่าความปลอดภัยหรือ Margin of Safety ของผม และนี่อาจจะแตกต่างจากแนวความคิดแบบ Value Investment แบบดั้งเดิมที่มักให้ความสนใจทางด้านราคามากกว่า ซึ่งผมเองก็เห็นว่าไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกัน ในกรณีนั้น นักลงทุนอาจจะตั้ง Margin of Safety ของตนเองโดยการกำหนดโซนของการลงทุนของตนเองว่า โซนขาวคือโซนที่มีค่า PE ไม่เกิน 8 เท่า โซนเทา จาก 8 – 15 และโซนดำ ตั้งแต่ 15 เท่าขึ้นไป
ว่าที่จริง โซนการลงทุนของแต่ละคนก็ไม่น่าจะเหมือนกันขึ้นอยู่กับสไตล์ การกล้ารับความเสี่ยง อารมณ์และนิสัยส่วนตัว และอาจจะรวมถึงอายุและประสบการณ์ในการลงทุน การกำหนดโซนขาวสำหรับหลายคนอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกำหนดโซนเทานั้นผมคิดว่าหลายคนอาจจะทำได้ลำบากกว่า เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนก็คือ การอยู่เฉย ๆ ฟังดูเหมือนกับศาสตร์ของเซน แต่นี่คือสุดยอดของการลงทุน
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
หมดยุคหุ้นวัฏจักร ?
หมดยุคหุ้นวัฏจักร ?
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนในหุ้นวัฎจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละหลายปีนั้นเป็นศิลปะที่ผมคิดว่าต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบสุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับการที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของกิจการและพฤติกรรมของหุ้น
ลองมาดูกรณีของหุ้นอะโรเมติกส์หรือ ATC ซึ่งผมคิดว่าเป็นหุ้นวัฎจักรตัวหนึ่งที่สามารถที่จะเป็นตัวแทนของหุ้นวัฎจักรได้ค่อนข้างดี โดยบริษัทนี้ผลิตสินค้าปิโตรเคมีหลายชนิดที่มักมีราคาขึ้นลงเป็นวัฎจักร
ถ้าคุณติดตามบริษัทมานานพอคุณจะรู้ว่าบริษัทประสบกับความยากลำบากมานานหลายปีนับจากปีที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจคือปี 2540 ซึ่งบริษัทขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาทซึ่งน่าจะเป็นผลจากการลดค่าเงินบาทที่ทำให้บริษัทขาดทุนมหาศาล หลังจากนั้นบริษัทก็มักจะขาดทุนมาเกือบทุกปี ปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากลงทุนในหุ้นที่ประสบปัญหาผลการดำเนินงานอย่างนั้น แต่ถ้าพอถึงสิ้นปี 2544 คุณรู้ว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวดีขึ้นและผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2545 คุณตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาประมาณ 2.3 บาท
ปี 2545 ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นตามคาด ถึงสิ้นปีการขาดทุนของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 5.2 บาท คุณสามารถทำกำไรได้ 126% ในเวลาเพียง 1 ปี นี่เป็นการใช้ความรู้ในเรื่องของธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ขายหรือซื้อสินค้าของบริษัท หรือจะเป็นฝ่ายบัญชี หรืออาจจะเป็นเพราะคุณทราบมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของการวิเคราะห์เรื่องความถูกหรือแพงของหุ้นเลย ว่าที่จริงถ้าคุณใช้สูตรในการคิดคำนวณราคาหุ้นต่าง ๆ ผลก็จะออกมาว่าราคาหุ้นที่ 2.3 บาทนั้นเป็นราคาที่แพงเกินไป ค่า PE ยังติดลบ ปันผลก็ยังไม่จ่าย และอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้คุณสรุปว่าหุ้นยังไม่น่าซื้อ
ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นในตอนสิ้นปี 2544 เพราะคุณดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทและพบว่าบริษัทยังขาดทุนถึงกว่า 3,500 ล้านบาท และคุณก็ไม่รู้ว่าราคาปิโตรเคมีกำลังเพิ่มขึ้น แต่คุณมาเห็นว่าเมื่อสิ้นปี 2545 บริษัทมีขาดทุนเพียงประมาณ 200 ล้านบาทและคุณเชื่อว่าราคาปิโตรเคมีน่าจะเป็น “ขาขึ้น” แล้ว คุณจึงตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาหุ้นละ 5.2 และถือไว้จนถึงสิ้นปี 2546 คุณก็จะได้กำไรถึง 1,121 % หรือ 11.21 เท่าในเวลาเพียงปีเดียวเพราะราคาหุ้น ATC เพิ่มขึ้นเป็น 63.5 บาทต่อหุ้น และถ้าคุณเป็นคนเดียวกับคนที่รู้เรื่องปิโตรเคมีดีที่ซื้อหุ้นตั้งแต่สิ้นปี 2544 คุณก็ได้กำไรถึง 26.6 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี
ผลการดำเนินงานของปี 2546 ของบริษัทดีกว่าที่ทุกคนคาด บริษัทมีกำไรถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท และแนวโน้มของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นทุกคนคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เกือบทุกคนแนะนำให้ซื้อ สถาบันลงทุนต่างก็ต้องมีหุ้นตัวนี้เก็บเข้าพอร์ต หุ้นตัวนี้เป็น “ดาว” อย่างแท้จริง นักลงทุนทั่วไปต่างก็เข้ามาซื้อที่ราคา 63.5 บาทโดยหวังว่าจะได้กำไรอย่างรวดเร็ว เป้าหมายราคานั้น “100 บาทก็อาจจะไม่แพง” เมื่อคำนึงถึง “การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดและอนาคตที่สดใส”
ผลการดำเนินงานในปี 2547 ของบริษัทเป็นไปตามคาดหรือน่าจะพูดว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก เพราะบริษัททำกำไรถึงกว่า 10,000 ล้านบาท จากยอดขายกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน สิ้นปี 2547 ราคาหุ้นอยู่ที่ 62.5 บาท ขาดทุนอยู่ 1-2% แต่หลาย ๆ แห่งก็ยังแนะนำให้ซื้อเพราะเมื่อดูตาม “พื้นฐาน” แล้ว หุ้นมีราคาถูกมาก ค่า PE เหลือเพียง 5.8 เท่า แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวลงบ้าง แต่กำไรก็ยังน่าจะสูงมากอยู่ดี คนที่ซื้อไว้ก็ยังไม่ถอย Value Investor หลายคนเข้ามาซื้อเพราะหุ้นทั้ง “ถูกสุดยอดและดี กำไรลดยังไงก็คุ้ม”
กำไรในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของบริษัทยังดีตามคาด และแม้ว่าจะลดลงจากปี 2547 แต่ก็ยังสูงถึง 4,544 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นถึง 4.71 บาท แต่ราคาหุ้นของบริษัทกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 33.5 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 หรือลดลงไปจากสิ้นปีที่แล้วถึง 46.4% และนี่คือผลของการวิเคราะห์หุ้นวัฎจักรโดยใช้วิธีการวิเคราะห์หุ้นแบบปกติ และทำโดยคนที่ไม่รู้จักธุรกิจและพฤติกรรมของหุ้นกลุ่มนี้
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้น ATC ในขณะนี้ถูก หรือแพง หรือแนะนำให้ซื้อหรือขาย แต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่มีความสามารถจะบอกได้เนื่องจากไม่รู้จักธุรกิจนี้ดีพอ แต่ในแง่ของพฤติกรรมหุ้นนั้น ผมคิดว่า เราไม่สามารถหวังว่าหุ้นจะขึ้นไปรุนแรงอย่างที่มันเคยเป็นในช่วงดีดตัวขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนวัฎจักร แต่ถ้าถามว่า “ขาลง” ของหุ้นสิ้นสุดหรือยัง คำตอบก็แบบเดิมนั่นคือ บอกไม่ได้ เพราะราคาของหุ้นวัฎจักรนั้น มันไม่ได้ตามวัฎจักรของราคาผลิตภัณฑ์ในเวลาที่ตรงกัน เกมของหุ้นวัฎจักรนั้นเป็นเกมที่ ความเสี่ยงสูง – ผลตอบแทนสูง ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในฐานะไหนของเกม
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนในหุ้นวัฎจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละหลายปีนั้นเป็นศิลปะที่ผมคิดว่าต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบสุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับการที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของกิจการและพฤติกรรมของหุ้น
ลองมาดูกรณีของหุ้นอะโรเมติกส์หรือ ATC ซึ่งผมคิดว่าเป็นหุ้นวัฎจักรตัวหนึ่งที่สามารถที่จะเป็นตัวแทนของหุ้นวัฎจักรได้ค่อนข้างดี โดยบริษัทนี้ผลิตสินค้าปิโตรเคมีหลายชนิดที่มักมีราคาขึ้นลงเป็นวัฎจักร
ถ้าคุณติดตามบริษัทมานานพอคุณจะรู้ว่าบริษัทประสบกับความยากลำบากมานานหลายปีนับจากปีที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจคือปี 2540 ซึ่งบริษัทขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาทซึ่งน่าจะเป็นผลจากการลดค่าเงินบาทที่ทำให้บริษัทขาดทุนมหาศาล หลังจากนั้นบริษัทก็มักจะขาดทุนมาเกือบทุกปี ปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากลงทุนในหุ้นที่ประสบปัญหาผลการดำเนินงานอย่างนั้น แต่ถ้าพอถึงสิ้นปี 2544 คุณรู้ว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวดีขึ้นและผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2545 คุณตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาประมาณ 2.3 บาท
ปี 2545 ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นตามคาด ถึงสิ้นปีการขาดทุนของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 5.2 บาท คุณสามารถทำกำไรได้ 126% ในเวลาเพียง 1 ปี นี่เป็นการใช้ความรู้ในเรื่องของธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ขายหรือซื้อสินค้าของบริษัท หรือจะเป็นฝ่ายบัญชี หรืออาจจะเป็นเพราะคุณทราบมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของการวิเคราะห์เรื่องความถูกหรือแพงของหุ้นเลย ว่าที่จริงถ้าคุณใช้สูตรในการคิดคำนวณราคาหุ้นต่าง ๆ ผลก็จะออกมาว่าราคาหุ้นที่ 2.3 บาทนั้นเป็นราคาที่แพงเกินไป ค่า PE ยังติดลบ ปันผลก็ยังไม่จ่าย และอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้คุณสรุปว่าหุ้นยังไม่น่าซื้อ
ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นในตอนสิ้นปี 2544 เพราะคุณดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทและพบว่าบริษัทยังขาดทุนถึงกว่า 3,500 ล้านบาท และคุณก็ไม่รู้ว่าราคาปิโตรเคมีกำลังเพิ่มขึ้น แต่คุณมาเห็นว่าเมื่อสิ้นปี 2545 บริษัทมีขาดทุนเพียงประมาณ 200 ล้านบาทและคุณเชื่อว่าราคาปิโตรเคมีน่าจะเป็น “ขาขึ้น” แล้ว คุณจึงตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาหุ้นละ 5.2 และถือไว้จนถึงสิ้นปี 2546 คุณก็จะได้กำไรถึง 1,121 % หรือ 11.21 เท่าในเวลาเพียงปีเดียวเพราะราคาหุ้น ATC เพิ่มขึ้นเป็น 63.5 บาทต่อหุ้น และถ้าคุณเป็นคนเดียวกับคนที่รู้เรื่องปิโตรเคมีดีที่ซื้อหุ้นตั้งแต่สิ้นปี 2544 คุณก็ได้กำไรถึง 26.6 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี
ผลการดำเนินงานของปี 2546 ของบริษัทดีกว่าที่ทุกคนคาด บริษัทมีกำไรถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท และแนวโน้มของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นทุกคนคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เกือบทุกคนแนะนำให้ซื้อ สถาบันลงทุนต่างก็ต้องมีหุ้นตัวนี้เก็บเข้าพอร์ต หุ้นตัวนี้เป็น “ดาว” อย่างแท้จริง นักลงทุนทั่วไปต่างก็เข้ามาซื้อที่ราคา 63.5 บาทโดยหวังว่าจะได้กำไรอย่างรวดเร็ว เป้าหมายราคานั้น “100 บาทก็อาจจะไม่แพง” เมื่อคำนึงถึง “การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดและอนาคตที่สดใส”
ผลการดำเนินงานในปี 2547 ของบริษัทเป็นไปตามคาดหรือน่าจะพูดว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก เพราะบริษัททำกำไรถึงกว่า 10,000 ล้านบาท จากยอดขายกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน สิ้นปี 2547 ราคาหุ้นอยู่ที่ 62.5 บาท ขาดทุนอยู่ 1-2% แต่หลาย ๆ แห่งก็ยังแนะนำให้ซื้อเพราะเมื่อดูตาม “พื้นฐาน” แล้ว หุ้นมีราคาถูกมาก ค่า PE เหลือเพียง 5.8 เท่า แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวลงบ้าง แต่กำไรก็ยังน่าจะสูงมากอยู่ดี คนที่ซื้อไว้ก็ยังไม่ถอย Value Investor หลายคนเข้ามาซื้อเพราะหุ้นทั้ง “ถูกสุดยอดและดี กำไรลดยังไงก็คุ้ม”
กำไรในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของบริษัทยังดีตามคาด และแม้ว่าจะลดลงจากปี 2547 แต่ก็ยังสูงถึง 4,544 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นถึง 4.71 บาท แต่ราคาหุ้นของบริษัทกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 33.5 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 หรือลดลงไปจากสิ้นปีที่แล้วถึง 46.4% และนี่คือผลของการวิเคราะห์หุ้นวัฎจักรโดยใช้วิธีการวิเคราะห์หุ้นแบบปกติ และทำโดยคนที่ไม่รู้จักธุรกิจและพฤติกรรมของหุ้นกลุ่มนี้
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้น ATC ในขณะนี้ถูก หรือแพง หรือแนะนำให้ซื้อหรือขาย แต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่มีความสามารถจะบอกได้เนื่องจากไม่รู้จักธุรกิจนี้ดีพอ แต่ในแง่ของพฤติกรรมหุ้นนั้น ผมคิดว่า เราไม่สามารถหวังว่าหุ้นจะขึ้นไปรุนแรงอย่างที่มันเคยเป็นในช่วงดีดตัวขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนวัฎจักร แต่ถ้าถามว่า “ขาลง” ของหุ้นสิ้นสุดหรือยัง คำตอบก็แบบเดิมนั่นคือ บอกไม่ได้ เพราะราคาของหุ้นวัฎจักรนั้น มันไม่ได้ตามวัฎจักรของราคาผลิตภัณฑ์ในเวลาที่ตรงกัน เกมของหุ้นวัฎจักรนั้นเป็นเกมที่ ความเสี่ยงสูง – ผลตอบแทนสูง ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในฐานะไหนของเกม
ลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในไทย
ลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้นมีมากมาย และแม้ว่าบัฟเฟตต์เองจะไม่เคยอธิบายวิธีการลงทุนของตนเองอย่างละเอียด แต่ความคิดและวิธีการลงทุนของเขานั้น ผมคิดว่าถูกฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจน ทั้งหมดนั้นถูกสนับสนุนและยืนยันจากการลงทุนที่ผ่านมาของเขา ดังนั้น ผมคิดว่าเรารู้ว่าบัฟเฟตต์ลงทุนอย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ เราสามารถประยุกต์ใช้วิธีการของเขาในตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่?
คำตอบของผมก็คือ หลักการของบัฟเฟตต์นั้นใช้ได้แน่นอน และยิ่งเรายึดถือมันได้มากเท่าไร ผลการลงทุนของเราก็น่าจะดีขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอน เราคงทำผลงานได้ไม่เท่าเขา เพราะเราอยู่ในตลาดหุ้นที่มีทางเลือกน้อยกว่ามาก เช่นเดียวกับข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยในประเทศที่ทำให้การลงทุนในเมืองไทยนั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ก็ยังน่าจะห่างชั้นกับสิ่งที่บัฟเฟตต์และผู้ที่ติดตามเขาในสหรัฐทำได้
ข้อแรกก็คือ บัฟเฟตต์เลือกลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก แต่ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อค นั่นคือเป็นหุ้นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการตลาดสุดยอดและสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระดับที่ดี มีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีกำไรสูงเมื่อเทียบกับยอดขายและส่วนของผู้ถือหุ้น มีหนี้น้อยและเป็นกิจการที่ต้องการเงินลงทุนต่ำแต่สร้างกระแสเงินสดสูง และที่สำคัญ มีผู้บริหารที่ดีเยี่ยมและไว้ใจได้ ทั้งหมดนี้หาได้ยากในตลาดหุ้นไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถหาบริษัทที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเพื่อลงทุนได้
ความยากลำบากในการที่จะหาหุ้นที่มีคุณภาพในระดับของหุ้นบัฟเฟตต์ในตลาดหุ้นไทยทำให้ Value Investor ส่วนใหญ่ “ถอดใจ” เขาคิดว่า ในเมื่อหาบริษัทแบบนี้ไม่ได้ เขาก็เลยเลิกสนใจปัจจัยทางด้านคุณภาพของกิจการหรือให้น้ำหนักน้อย แต่เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านราคาหรือสภาวะอื่น ๆ ซึ่งถอยห่างจากแนวทางของบัฟเฟตต์
ข้อสอง บัฟเฟตต์ มองหาหุ้นที่มีความแน่นอนสูงมากในด้านของผลการดำเนินงานและคุณสมบัตินี้จะต้องดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจต่ำ พูดง่าย ๆ เขาสามารถคาดการณ์อนาคตของธุรกิจไปข้างหน้าได้ยาวนานและด้วยความมั่นใจที่สูงมาก ประเด็นนี้ผมเห็นว่าไม่ได้มีปัญหามากนักแม้ว่ามันจะตัดหุ้นขนาดใหญ่ ๆ หลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์หรือทำธุรกิจที่มีความผันผวนมาก แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างค่อนข้างจะมีความมั่นใจ
ต่อจากข้อสองก็คือข้อสาม นั่นคือ การลงทุนแบบเน้นหุ้นจำนวนน้อยตัวหรือการลงทุนแบบโฟคัส คือทุ่มเงินซื้อหุ้นจำนวนมากในหุ้นที่ตนเองมีความมั่นใจสูงมาก จะเรียกว่าเป็นการ “ตีแตก” ก็น่าจะได้ และนี่คือกลยุทธ์แบบบัฟเฟตต์ที่จะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยมากและยาวนานได้ ในความเห็นของผม แนวทางของบัฟเฟตต์ข้อนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ นักลงทุนมักจะประสบกับอารมณ์ประเภท “รักพี่เสียดายน้อง” หรือ “ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม”
นั่นคือ เขามักจะพบหุ้นดีที่อดใจไม่ได้และจะต้องซื้อร่ำไป และในที่สุดก็จะพบว่าตนเองมีหุ้นกระจายไปมากจนทำให้ผลตอบแทนวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
แนวทางแบบบัฟเฟตต์ข้อสี่นั้นต่อมาจากข้อหนึ่ง นั่นคือ การถือหุ้นที่ดีเยี่ยมมาก ๆ ให้ยาวนานที่สุดโดยไม่มีการเทรดหรือซื้อขายแม้ว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าต้นทุนมีกำไรมหาศาล นี่เป็นแนวที่ทำได้และควรทำ แม้ว่าการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่เสียภาษีกำไรในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐเขาจะต้องเสียภาษีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์พยายามหลีกเลี่ยงการขายหุ้นทำกำไรในระยะสั้น แต่เลือกที่จะถือยาวเพื่อเลื่อนเวลาการจ่ายภาษีออกไปให้นานที่สุด
การถือหุ้น “ชนะ” ให้ยาวนานที่สุดนั้น ผมคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดกำไรสูงสุด แต่ความยากลำบากสำหรับนักลงทุนก็คือความคิดที่ว่า หุ้นเมื่อขึ้นไปมากและเร็ว จะปรับตัวลง ดังนั้นเราควรขายทำกำไรไปก่อนแล้วค่อยกลับไปซื้อเก็บใหม่ทีหลังเมื่อหุ้นปรับตัวลง นี่เป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเรารู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่าที่เราขายไป แต่โอกาสผิดนั้นมีมาก และเมื่อผิดแล้วเรามักจะไม่กลับไปซื้ออีก ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียหุ้นซุปเปอร์สต็อคตัวนั้นไปตลอดกาล
โลกในมุมมองของ Value Investor
หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้นมีมากมาย และแม้ว่าบัฟเฟตต์เองจะไม่เคยอธิบายวิธีการลงทุนของตนเองอย่างละเอียด แต่ความคิดและวิธีการลงทุนของเขานั้น ผมคิดว่าถูกฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจน ทั้งหมดนั้นถูกสนับสนุนและยืนยันจากการลงทุนที่ผ่านมาของเขา ดังนั้น ผมคิดว่าเรารู้ว่าบัฟเฟตต์ลงทุนอย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ เราสามารถประยุกต์ใช้วิธีการของเขาในตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่?
คำตอบของผมก็คือ หลักการของบัฟเฟตต์นั้นใช้ได้แน่นอน และยิ่งเรายึดถือมันได้มากเท่าไร ผลการลงทุนของเราก็น่าจะดีขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอน เราคงทำผลงานได้ไม่เท่าเขา เพราะเราอยู่ในตลาดหุ้นที่มีทางเลือกน้อยกว่ามาก เช่นเดียวกับข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยในประเทศที่ทำให้การลงทุนในเมืองไทยนั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ก็ยังน่าจะห่างชั้นกับสิ่งที่บัฟเฟตต์และผู้ที่ติดตามเขาในสหรัฐทำได้
ข้อแรกก็คือ บัฟเฟตต์เลือกลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก แต่ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อค นั่นคือเป็นหุ้นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการตลาดสุดยอดและสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระดับที่ดี มีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีกำไรสูงเมื่อเทียบกับยอดขายและส่วนของผู้ถือหุ้น มีหนี้น้อยและเป็นกิจการที่ต้องการเงินลงทุนต่ำแต่สร้างกระแสเงินสดสูง และที่สำคัญ มีผู้บริหารที่ดีเยี่ยมและไว้ใจได้ ทั้งหมดนี้หาได้ยากในตลาดหุ้นไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถหาบริษัทที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเพื่อลงทุนได้
ความยากลำบากในการที่จะหาหุ้นที่มีคุณภาพในระดับของหุ้นบัฟเฟตต์ในตลาดหุ้นไทยทำให้ Value Investor ส่วนใหญ่ “ถอดใจ” เขาคิดว่า ในเมื่อหาบริษัทแบบนี้ไม่ได้ เขาก็เลยเลิกสนใจปัจจัยทางด้านคุณภาพของกิจการหรือให้น้ำหนักน้อย แต่เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านราคาหรือสภาวะอื่น ๆ ซึ่งถอยห่างจากแนวทางของบัฟเฟตต์
ข้อสอง บัฟเฟตต์ มองหาหุ้นที่มีความแน่นอนสูงมากในด้านของผลการดำเนินงานและคุณสมบัตินี้จะต้องดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจต่ำ พูดง่าย ๆ เขาสามารถคาดการณ์อนาคตของธุรกิจไปข้างหน้าได้ยาวนานและด้วยความมั่นใจที่สูงมาก ประเด็นนี้ผมเห็นว่าไม่ได้มีปัญหามากนักแม้ว่ามันจะตัดหุ้นขนาดใหญ่ ๆ หลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์หรือทำธุรกิจที่มีความผันผวนมาก แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างค่อนข้างจะมีความมั่นใจ
ต่อจากข้อสองก็คือข้อสาม นั่นคือ การลงทุนแบบเน้นหุ้นจำนวนน้อยตัวหรือการลงทุนแบบโฟคัส คือทุ่มเงินซื้อหุ้นจำนวนมากในหุ้นที่ตนเองมีความมั่นใจสูงมาก จะเรียกว่าเป็นการ “ตีแตก” ก็น่าจะได้ และนี่คือกลยุทธ์แบบบัฟเฟตต์ที่จะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยมากและยาวนานได้ ในความเห็นของผม แนวทางของบัฟเฟตต์ข้อนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ นักลงทุนมักจะประสบกับอารมณ์ประเภท “รักพี่เสียดายน้อง” หรือ “ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม”
นั่นคือ เขามักจะพบหุ้นดีที่อดใจไม่ได้และจะต้องซื้อร่ำไป และในที่สุดก็จะพบว่าตนเองมีหุ้นกระจายไปมากจนทำให้ผลตอบแทนวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
แนวทางแบบบัฟเฟตต์ข้อสี่นั้นต่อมาจากข้อหนึ่ง นั่นคือ การถือหุ้นที่ดีเยี่ยมมาก ๆ ให้ยาวนานที่สุดโดยไม่มีการเทรดหรือซื้อขายแม้ว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าต้นทุนมีกำไรมหาศาล นี่เป็นแนวที่ทำได้และควรทำ แม้ว่าการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่เสียภาษีกำไรในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐเขาจะต้องเสียภาษีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์พยายามหลีกเลี่ยงการขายหุ้นทำกำไรในระยะสั้น แต่เลือกที่จะถือยาวเพื่อเลื่อนเวลาการจ่ายภาษีออกไปให้นานที่สุด
การถือหุ้น “ชนะ” ให้ยาวนานที่สุดนั้น ผมคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดกำไรสูงสุด แต่ความยากลำบากสำหรับนักลงทุนก็คือความคิดที่ว่า หุ้นเมื่อขึ้นไปมากและเร็ว จะปรับตัวลง ดังนั้นเราควรขายทำกำไรไปก่อนแล้วค่อยกลับไปซื้อเก็บใหม่ทีหลังเมื่อหุ้นปรับตัวลง นี่เป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเรารู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่าที่เราขายไป แต่โอกาสผิดนั้นมีมาก และเมื่อผิดแล้วเรามักจะไม่กลับไปซื้ออีก ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียหุ้นซุปเปอร์สต็อคตัวนั้นไปตลอดกาล
วิวัฒนาการ
วิวัฒนาการ
โลกในมุมมองของ Value Investor
นักลงทุนที่จริงจังและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่าจะต้องมีวิวัฒนาการในเรื่องของหลักความคิดและวิธีการลงทุนไม่มากก็น้อย ความหมายก็คือ เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยความคิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบและสามารถใช้หลักการและวิธีการนั้นได้ตลอดไป นอกจากนั้น ภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้แนวทางที่เคยใช้และประสบความสำเร็จอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อไป อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ บางทีแทบไม่รู้ตัว
วิวัฒนาการที่รุนแรงจนอาจจะเรียกว่าเป็นการปฎิวัติวิธีการลงทุนที่ผมคิดว่าเป็นทางบวกก็คือ การปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยึดแนวทางแบบ Value Investment นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่หลาย ๆ คน เขาอาจจะไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการนี้เลยเพราะคำว่า Value Investment ไม่ใช่เรื่องที่คนไม่รู้จักอีกต่อไป และนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในแนวทางนี้อย่างมั่นคง
วิวัฒนาการเรื่องที่สองที่ผมคิดว่าน่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อความมั่งคั่งส่วนตัวก็คือ การจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ความคิดของการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน และหุ้น กับความคิดในการเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะอย่าง เป็นเรื่องที่จะตัดสินชะตากรรมทางการเงินของคนได้มหาศาล
ผมเองเริ่มจากการกระจายการลงทุนตามตำราที่ร่ำเรียนมาและโดยสามัญสำนึก แต่วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ และกลายเป็นคนที่มีทรัพย์สิน 99% อยู่ในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิด สำหรับหลาย ๆ คน นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะความผิดพลาดถ้าเกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นหายนะ แต่สำหรับผม นี่คือวิวัฒนาการ ดังนั้น ผมคิดว่าผมปรับตัวกับมันได้เป็นอย่างดี และเท่าที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สำหรับอีกหลายคน การปรับตัวจากการมีหุ้นเพียงน้อยตัวเป็นหุ้นมากตัว หรือการมีพันธบัตร มีหน่วยลงทุน หรือมีความหลากหลายของการลงทุนอาจจะเป็นวิวัฒนาการที่ดีขึ้นก็เป็นได้
วิวัฒนาการต่อมาที่ผมคิดว่ากำลังเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ของผมก็คือ การวิ่งหา “คุณภาพ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ลดความเข้มข้นทางด้านราคาที่ถูกของหุ้นลง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหุ้นที่มีราคาถูกอาจจะมีน้อยลงในภาวะปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงที่ผมเริ่มการลงทุนแบบ Value Investment ใหม่ ๆ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ
วิวัฒนาการอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องระยะเวลาของการถือครองหุ้น เมื่อคนมีประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ระยะเวลาของการถือหุ้นอาจจะเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ก็น่าจะนานขึ้น การ
“Take Profit” หรือ การ “Cut Loss” อาจจะเปลี่ยนแปลง หลาย ๆ คน “Let Profit Run” และ “Cut Loss” เร็ว นี้เป็นวิวัฒนาการที่อาจจะสำคัญมากสำหรับหลายคน สำหรับผมเอง วิวัฒนาการของผมก็คือ ผมแทบจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมถือหุ้นยาวเกินกว่าที่จะพูดถึงเรื่องกำไร เพราะหุ้นเกือบทุกตัวถ้าจะนับกำไรก็มีกำไรมหาศาล แต่เป็นกำไรที่ถือมา 5 หรือ 10 ปี ซึ่งทำให้ไม่มีความหมายมากนักในแง่ของการลงทุน
วิวัฒนาการที่ผมคิดว่า Value Investor น่าจะต้องมีก็คือเรื่องของความคึกคักของหุ้น นี่คือความคิดว่าหุ้นที่น่าสนใจหรือเข้าข่ายที่จะซื้อจะต้องเป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงพอสมควร มีรายงานการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรืออย่างน้อยต้องเป็นหุ้นที่มีการพูดถึงกันในอินเตอร์เน็ตในหมู่ Value Investor ด้วยกัน เช่นเดียวกัน หุ้นที่เข้าข่ายจะต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น เหล่านี้ ผมคิดว่าวิวัฒนาการควรจะเป็นการเคลื่อนจากการดูกิจกรรมของหุ้นมาเป็นการดูกิจกรรมทางธุรกิจและผลการดำเนินงาน เพราะนี่คือวิวัฒนาการที่จะนำให้เราไปสู่การเป็น Value Investor ที่ดีขึ้น และจะทำให้เราสามารถค้นพบหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนมหาศาลได้
วิวัฒนาการที่ผมเริ่มสังเกตอีกอย่างหนึ่งและน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการลงทุนในแง่ผลตอบแทนก็คือ การซื้อหุ้นแต่ละตัวในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจำได้ว่าในช่วงแรกของการลงทุนแบบ Value Investment ของผมนั้น ผมซื้อเป็นหลักร้อยหรือพันหุ้นก็ถือว่ามากแล้ว แต่ในระยะหลังดูเหมือนว่าผมจะซื้อเป็นหลักแสนหรือล้านหุ้นในหุ้นแต่ละตัว เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีการแตกพาร์ของหุ้นจาก 10 บาทเป็น 1 บาทเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพอร์ตของหุ้นมีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดี และอีกส่วนหนึ่งมาจากการพยายามที่จะเน้นลงทุนในหุ้นน้อยตัวลงและแต่ละตัวมีจำนวนหุ้นที่มากขึ้น ประสบการณ์ของผมก็คือ หุ้นที่ผมมีมากอย่างมีนัยสำคัญมักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นที่เป็นเบี้ยหัวแตก
ผมเชื่อว่าผมคงจะมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อย ทั้งอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว Value Investor ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่จริงจังกับการลงทุน ถ้าเราลงทุนมา 5 ปีแล้วและเมื่อมองย้อนหลังกลับไปพบว่าเรายังทำแบบเดิมทุกอย่างเราคงจะต้องทบทวนว่ามีอะไรผิดหรือไม่ เป็นไปได้ว่าเรายังทำอย่างเดิมทุกอย่างเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีอะไรผิด แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเรากำลังจมอยู่กับกลยุทธ์ที่ล้มเหลวไม่ก้าวหน้าและจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น อย่าลืมว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็บอกว่าตนเองนั้นมีวิวัฒนาการ สิ่งที่เขาทำในวันนี้ แตกต่างไปมากจากสิ่งที่เขาทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้น ๆ ในชีวิตการลงทุนของเขา
โลกในมุมมองของ Value Investor
นักลงทุนที่จริงจังและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่าจะต้องมีวิวัฒนาการในเรื่องของหลักความคิดและวิธีการลงทุนไม่มากก็น้อย ความหมายก็คือ เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยความคิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบและสามารถใช้หลักการและวิธีการนั้นได้ตลอดไป นอกจากนั้น ภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้แนวทางที่เคยใช้และประสบความสำเร็จอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อไป อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ บางทีแทบไม่รู้ตัว
วิวัฒนาการที่รุนแรงจนอาจจะเรียกว่าเป็นการปฎิวัติวิธีการลงทุนที่ผมคิดว่าเป็นทางบวกก็คือ การปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยึดแนวทางแบบ Value Investment นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่หลาย ๆ คน เขาอาจจะไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการนี้เลยเพราะคำว่า Value Investment ไม่ใช่เรื่องที่คนไม่รู้จักอีกต่อไป และนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในแนวทางนี้อย่างมั่นคง
วิวัฒนาการเรื่องที่สองที่ผมคิดว่าน่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อความมั่งคั่งส่วนตัวก็คือ การจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ความคิดของการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน และหุ้น กับความคิดในการเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะอย่าง เป็นเรื่องที่จะตัดสินชะตากรรมทางการเงินของคนได้มหาศาล
ผมเองเริ่มจากการกระจายการลงทุนตามตำราที่ร่ำเรียนมาและโดยสามัญสำนึก แต่วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ และกลายเป็นคนที่มีทรัพย์สิน 99% อยู่ในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิด สำหรับหลาย ๆ คน นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะความผิดพลาดถ้าเกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นหายนะ แต่สำหรับผม นี่คือวิวัฒนาการ ดังนั้น ผมคิดว่าผมปรับตัวกับมันได้เป็นอย่างดี และเท่าที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สำหรับอีกหลายคน การปรับตัวจากการมีหุ้นเพียงน้อยตัวเป็นหุ้นมากตัว หรือการมีพันธบัตร มีหน่วยลงทุน หรือมีความหลากหลายของการลงทุนอาจจะเป็นวิวัฒนาการที่ดีขึ้นก็เป็นได้
วิวัฒนาการต่อมาที่ผมคิดว่ากำลังเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ของผมก็คือ การวิ่งหา “คุณภาพ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ลดความเข้มข้นทางด้านราคาที่ถูกของหุ้นลง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหุ้นที่มีราคาถูกอาจจะมีน้อยลงในภาวะปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงที่ผมเริ่มการลงทุนแบบ Value Investment ใหม่ ๆ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ
วิวัฒนาการอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องระยะเวลาของการถือครองหุ้น เมื่อคนมีประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ระยะเวลาของการถือหุ้นอาจจะเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ก็น่าจะนานขึ้น การ
“Take Profit” หรือ การ “Cut Loss” อาจจะเปลี่ยนแปลง หลาย ๆ คน “Let Profit Run” และ “Cut Loss” เร็ว นี้เป็นวิวัฒนาการที่อาจจะสำคัญมากสำหรับหลายคน สำหรับผมเอง วิวัฒนาการของผมก็คือ ผมแทบจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมถือหุ้นยาวเกินกว่าที่จะพูดถึงเรื่องกำไร เพราะหุ้นเกือบทุกตัวถ้าจะนับกำไรก็มีกำไรมหาศาล แต่เป็นกำไรที่ถือมา 5 หรือ 10 ปี ซึ่งทำให้ไม่มีความหมายมากนักในแง่ของการลงทุน
วิวัฒนาการที่ผมคิดว่า Value Investor น่าจะต้องมีก็คือเรื่องของความคึกคักของหุ้น นี่คือความคิดว่าหุ้นที่น่าสนใจหรือเข้าข่ายที่จะซื้อจะต้องเป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงพอสมควร มีรายงานการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรืออย่างน้อยต้องเป็นหุ้นที่มีการพูดถึงกันในอินเตอร์เน็ตในหมู่ Value Investor ด้วยกัน เช่นเดียวกัน หุ้นที่เข้าข่ายจะต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น เหล่านี้ ผมคิดว่าวิวัฒนาการควรจะเป็นการเคลื่อนจากการดูกิจกรรมของหุ้นมาเป็นการดูกิจกรรมทางธุรกิจและผลการดำเนินงาน เพราะนี่คือวิวัฒนาการที่จะนำให้เราไปสู่การเป็น Value Investor ที่ดีขึ้น และจะทำให้เราสามารถค้นพบหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนมหาศาลได้
วิวัฒนาการที่ผมเริ่มสังเกตอีกอย่างหนึ่งและน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการลงทุนในแง่ผลตอบแทนก็คือ การซื้อหุ้นแต่ละตัวในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจำได้ว่าในช่วงแรกของการลงทุนแบบ Value Investment ของผมนั้น ผมซื้อเป็นหลักร้อยหรือพันหุ้นก็ถือว่ามากแล้ว แต่ในระยะหลังดูเหมือนว่าผมจะซื้อเป็นหลักแสนหรือล้านหุ้นในหุ้นแต่ละตัว เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีการแตกพาร์ของหุ้นจาก 10 บาทเป็น 1 บาทเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพอร์ตของหุ้นมีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดี และอีกส่วนหนึ่งมาจากการพยายามที่จะเน้นลงทุนในหุ้นน้อยตัวลงและแต่ละตัวมีจำนวนหุ้นที่มากขึ้น ประสบการณ์ของผมก็คือ หุ้นที่ผมมีมากอย่างมีนัยสำคัญมักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นที่เป็นเบี้ยหัวแตก
ผมเชื่อว่าผมคงจะมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อย ทั้งอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว Value Investor ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่จริงจังกับการลงทุน ถ้าเราลงทุนมา 5 ปีแล้วและเมื่อมองย้อนหลังกลับไปพบว่าเรายังทำแบบเดิมทุกอย่างเราคงจะต้องทบทวนว่ามีอะไรผิดหรือไม่ เป็นไปได้ว่าเรายังทำอย่างเดิมทุกอย่างเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีอะไรผิด แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเรากำลังจมอยู่กับกลยุทธ์ที่ล้มเหลวไม่ก้าวหน้าและจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น อย่าลืมว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็บอกว่าตนเองนั้นมีวิวัฒนาการ สิ่งที่เขาทำในวันนี้ แตกต่างไปมากจากสิ่งที่เขาทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้น ๆ ในชีวิตการลงทุนของเขา
ห้างกับหุ้น
ห้างกับหุ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ไอเดียบรรเจิดล่าสุดทางด้านสังคมที่เสนอให้มีการเอาวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเข้ามาอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือช็อปปิงมอลนั้นผมคงไม่วิจารณ์ว่าดีหรือไม่ แต่นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ ห้างคือวิถีชีวิตของคนเมือง นับวันเราจะใช้ชีวิตมากขึ้นในห้างร้านสมัยใหม่ที่ติดเครื่องปรับอากาศ มีสินค้าที่จำเป็นเกือบทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันทั้งอาหารการกิน ของใช้ เสื้อผ้า การศึกษาพิเศษ การออกกำลัง และความบันเทิง ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมอลก็กำลังถูกทอดทิ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปหา รวมถึงวัด
ในเมื่อห้างมีอิทธิพลต่อชีวิตมากขนาดนี้และกำลังมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่คิดจะทำอะไรก็จะต้องคิดถึงห้าง สมัยก่อนแบ็งค์ไม่เคยสนใจที่จะนำความสะดวกไปถึงลูกค้าเดี๋ยวนี้ธนาคารต้องแย่งกันไปเปิดในห้างถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าจริง ๆ แม้แต่ไปรษณีย์ที่ไม่มีคู่แข่งก็เริ่มเข้ามาให้บริการในห้าง สรุปว่าถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะที่เป็นคนที่มีรายได้ชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่สำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสามารถมองข้ามห้างสมัยใหม่ไปได้
ในมุมมองของการลงทุนแบบ Value Investment ห้างจึงเป็นเป้าหมายที่ต้องจับตามอง เป็นแหล่งที่ต้องติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิด ถ้าการลงทุนนั้นเหมือนกับการรบ นี่คือสมรภูมิที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พูดง่าย ๆ คุณมองข้ามห้างไม่ได้ ส่วนตัวผมเอง ผมเข้าห้างเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละหน ผมจ่ายตลาดซื้ออาหารเพื่อรับประทานทั้งสัปดาห์ ผมซื้อหนังสือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้าง ผมรับประทานอาหารภัตตาคารในห้าง ผมดื่มและกินขนมที่ขายในห้าง ผมดูภาพยนต์ส่วนใหญ่ในห้าง ผมซื้อของใช้ทั้งหลายตั้งแต่เครื่องเสียง หลอดไฟ ยา เฟอร์นิเจอร์ ก็อกน้ำ แผ่นซีดี ยา และอื่น ๆ ที่จะคิดได้ในห้าง ผมรู้ว่าหลายอย่างที่ขายในห้างนั้นแพงกว่าที่ขายข้างนอก แต่ผมคิดว่ามันคุ้มกว่าการที่จะต้องเดินทางไปและที่สำคัญ ผมมั่นใจกับคุณภาพของสินค้าในห้างมากกว่า
คนที่เป็นอย่างผมคงมีไม่น้อยและคงจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนไทยมีรายได้มากขึ้น มีคนชั้นกลางมากขึ้นซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงเห็นห้างเจริญขึ้นเรื่อย ๆ มีห้างเปิดใหม่มากขึ้น คนเข้าห้างมากขึ้น นี่เป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นมันจึงเป็นที่ที่เราจะสามารถหาหุ้นที่โตเร็วและยั่งยืนได้มาก
วิธีการหาหุ้นโตเร็วหรือหุ้นที่แข็งแกร่งทางด้านการตลาดในห้างนั้นที่ง่ายที่สุดก็คือการดูว่ามีธุรกิจนั้นในห้างที่ประสบความสำเร็จมีการขยายตัวไปเรื่อย ๆ หรือไม่ ที่จริงถ้าเราไปช็อปตามมอลต่าง ๆ เวียนไปเรื่อย ๆ อย่างที่ผมมักจะทำ เราก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าธุรกิจไหนกำลังรุ่งและจะมีฐานะทางการแข่งขันโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ และธุรกิจไหนกำลังถดถอยลง เพราะธรรมชาติของการทำงานของห้างนั้นช่วยสนับสนุน “ผู้ชนะ” และลงโทษ “ผู้แพ้” ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ห้างแต่ละแห่งจะมีพื้นที่จำกัด ดังนั้น การจัดพื้นที่ของห้างจะต้องเลือกสินค้าที่จะทำยอดขายได้สูงสุดหรือสินค้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดคนให้มาใช้บริการที่ห้าง ดังนั้นห้างมักจะอนุญาตให้ผู้ขายเพียงรายเดียว หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 2 หรือ 3 รายที่จะเข้ามาขายในห้างได้ ดังนั้นรายที่เป็นผู้นำก็จะได้พื้นที่ขายในขณะที่รายที่เป็นรองต้องไปขายที่อื่นซึ่งไม่ใช่ห้างหรือเป็นห้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดขายถดถอยลงซึ่งก็จะไปซ้ำเติมให้เป็นรองเพิ่มขึ้น และวนเวียนเป็นวงจรที่เลวร้ายอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการคัดเลือกจะได้ธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการเปิดมอลใหม่ ๆ และยอดขายของมอลเก่าเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะหรือจะเป็นผู้ชนะโดยสังเกตจากการปรากฎตัวของสินค้าหรือบริการในมอลของบริษัทจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก นั่นคือคุณเพียงแต่ต้องสังเกต และพยายามเป็น ”นักช็อปสัญจร” แล้วคุณก็จะรู้ว่า ใครคือผู้ชนะในธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ตัวผู้ให้บริการเป็นมอลหรือห้างสรรพสินค้าเอง ใครคือผู้ชนะในธุรกิจโรงหนัง ร้านหนังสือ อาหารจานด่วน ซุปเปอร์มาร์เก็ต และถ้าคุณสังเกตให้ละเอียดขึ้นไปอีกเช่นเข้าไปจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างก็จะพบสินค้ามากมายและสามารถบอกได้ว่าสินค้าของบริษัทไหนคือผู้นำ จาก “พื้นที่” วางสินค้าในชั้น
แน่นอน การค้นหาผู้ชนะไม่ใช่กระบวนการเดียวในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุน แต่นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญอันดับแรก ๆ ที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะลงทุน หลังจากนั้นเราจะต้องพิจารณาถึงเรื่องของราคาหุ้นและปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ว่าที่จริงนักลงทุนหลายคนไม่ได้ชอบลงทุนในผู้ชนะด้วยซ้ำเนื่องจากราคาหุ้นของผู้ชนะมักจะแพงกว่าหุ้นผู้แพ้ ศิลปะในการเลือกหุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ Value Investment ก็คือการที่เรารู้ว่าบริษัทอยู่ในฐานะอะไรในเชิงของธุรกิจ และสถานที่ที่จะค้นพบความจริงนี้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ ห้าง
โลกในมุมมองของ Value Investor
ไอเดียบรรเจิดล่าสุดทางด้านสังคมที่เสนอให้มีการเอาวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเข้ามาอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือช็อปปิงมอลนั้นผมคงไม่วิจารณ์ว่าดีหรือไม่ แต่นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ ห้างคือวิถีชีวิตของคนเมือง นับวันเราจะใช้ชีวิตมากขึ้นในห้างร้านสมัยใหม่ที่ติดเครื่องปรับอากาศ มีสินค้าที่จำเป็นเกือบทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันทั้งอาหารการกิน ของใช้ เสื้อผ้า การศึกษาพิเศษ การออกกำลัง และความบันเทิง ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมอลก็กำลังถูกทอดทิ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปหา รวมถึงวัด
ในเมื่อห้างมีอิทธิพลต่อชีวิตมากขนาดนี้และกำลังมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่คิดจะทำอะไรก็จะต้องคิดถึงห้าง สมัยก่อนแบ็งค์ไม่เคยสนใจที่จะนำความสะดวกไปถึงลูกค้าเดี๋ยวนี้ธนาคารต้องแย่งกันไปเปิดในห้างถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าจริง ๆ แม้แต่ไปรษณีย์ที่ไม่มีคู่แข่งก็เริ่มเข้ามาให้บริการในห้าง สรุปว่าถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะที่เป็นคนที่มีรายได้ชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่สำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสามารถมองข้ามห้างสมัยใหม่ไปได้
ในมุมมองของการลงทุนแบบ Value Investment ห้างจึงเป็นเป้าหมายที่ต้องจับตามอง เป็นแหล่งที่ต้องติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิด ถ้าการลงทุนนั้นเหมือนกับการรบ นี่คือสมรภูมิที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พูดง่าย ๆ คุณมองข้ามห้างไม่ได้ ส่วนตัวผมเอง ผมเข้าห้างเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละหน ผมจ่ายตลาดซื้ออาหารเพื่อรับประทานทั้งสัปดาห์ ผมซื้อหนังสือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้าง ผมรับประทานอาหารภัตตาคารในห้าง ผมดื่มและกินขนมที่ขายในห้าง ผมดูภาพยนต์ส่วนใหญ่ในห้าง ผมซื้อของใช้ทั้งหลายตั้งแต่เครื่องเสียง หลอดไฟ ยา เฟอร์นิเจอร์ ก็อกน้ำ แผ่นซีดี ยา และอื่น ๆ ที่จะคิดได้ในห้าง ผมรู้ว่าหลายอย่างที่ขายในห้างนั้นแพงกว่าที่ขายข้างนอก แต่ผมคิดว่ามันคุ้มกว่าการที่จะต้องเดินทางไปและที่สำคัญ ผมมั่นใจกับคุณภาพของสินค้าในห้างมากกว่า
คนที่เป็นอย่างผมคงมีไม่น้อยและคงจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนไทยมีรายได้มากขึ้น มีคนชั้นกลางมากขึ้นซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงเห็นห้างเจริญขึ้นเรื่อย ๆ มีห้างเปิดใหม่มากขึ้น คนเข้าห้างมากขึ้น นี่เป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นมันจึงเป็นที่ที่เราจะสามารถหาหุ้นที่โตเร็วและยั่งยืนได้มาก
วิธีการหาหุ้นโตเร็วหรือหุ้นที่แข็งแกร่งทางด้านการตลาดในห้างนั้นที่ง่ายที่สุดก็คือการดูว่ามีธุรกิจนั้นในห้างที่ประสบความสำเร็จมีการขยายตัวไปเรื่อย ๆ หรือไม่ ที่จริงถ้าเราไปช็อปตามมอลต่าง ๆ เวียนไปเรื่อย ๆ อย่างที่ผมมักจะทำ เราก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าธุรกิจไหนกำลังรุ่งและจะมีฐานะทางการแข่งขันโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ และธุรกิจไหนกำลังถดถอยลง เพราะธรรมชาติของการทำงานของห้างนั้นช่วยสนับสนุน “ผู้ชนะ” และลงโทษ “ผู้แพ้” ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ห้างแต่ละแห่งจะมีพื้นที่จำกัด ดังนั้น การจัดพื้นที่ของห้างจะต้องเลือกสินค้าที่จะทำยอดขายได้สูงสุดหรือสินค้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดคนให้มาใช้บริการที่ห้าง ดังนั้นห้างมักจะอนุญาตให้ผู้ขายเพียงรายเดียว หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 2 หรือ 3 รายที่จะเข้ามาขายในห้างได้ ดังนั้นรายที่เป็นผู้นำก็จะได้พื้นที่ขายในขณะที่รายที่เป็นรองต้องไปขายที่อื่นซึ่งไม่ใช่ห้างหรือเป็นห้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดขายถดถอยลงซึ่งก็จะไปซ้ำเติมให้เป็นรองเพิ่มขึ้น และวนเวียนเป็นวงจรที่เลวร้ายอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการคัดเลือกจะได้ธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการเปิดมอลใหม่ ๆ และยอดขายของมอลเก่าเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะหรือจะเป็นผู้ชนะโดยสังเกตจากการปรากฎตัวของสินค้าหรือบริการในมอลของบริษัทจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก นั่นคือคุณเพียงแต่ต้องสังเกต และพยายามเป็น ”นักช็อปสัญจร” แล้วคุณก็จะรู้ว่า ใครคือผู้ชนะในธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ตัวผู้ให้บริการเป็นมอลหรือห้างสรรพสินค้าเอง ใครคือผู้ชนะในธุรกิจโรงหนัง ร้านหนังสือ อาหารจานด่วน ซุปเปอร์มาร์เก็ต และถ้าคุณสังเกตให้ละเอียดขึ้นไปอีกเช่นเข้าไปจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างก็จะพบสินค้ามากมายและสามารถบอกได้ว่าสินค้าของบริษัทไหนคือผู้นำ จาก “พื้นที่” วางสินค้าในชั้น
แน่นอน การค้นหาผู้ชนะไม่ใช่กระบวนการเดียวในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุน แต่นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญอันดับแรก ๆ ที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะลงทุน หลังจากนั้นเราจะต้องพิจารณาถึงเรื่องของราคาหุ้นและปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ว่าที่จริงนักลงทุนหลายคนไม่ได้ชอบลงทุนในผู้ชนะด้วยซ้ำเนื่องจากราคาหุ้นของผู้ชนะมักจะแพงกว่าหุ้นผู้แพ้ ศิลปะในการเลือกหุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ Value Investment ก็คือการที่เรารู้ว่าบริษัทอยู่ในฐานะอะไรในเชิงของธุรกิจ และสถานที่ที่จะค้นพบความจริงนี้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ ห้าง
ชีวิตคือการลงทุน
ชีวิตคือการลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความสำเร็จในชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นผมคิดว่าหนีไม่พ้นจะต้องเกิดจากการลงทุน ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ถ้าไม่ได้ลงทุนเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตคงลดลงไปมหาศาล Key Success Factor หรือหัวใจที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในช่วงที่เป็นเด็กนั้นค่อนข้างชัดเจนก็คือ คุณต้องทุ่มเทให้กับการเรียน ทำคะแนนให้ดี เรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการและโอกาสในการที่จะประกอบอาชีพในอนาคตเปิดกว้าง
ช่วงประมาณ 10 ปีแรกของการทำงาน เราต้องลงทุนในการทำงาน เรียนรู้งานให้ลึกซึ้ง อย่าเพิ่งหวังที่จะทำเงินมาก ๆ จากชั่วโมงทำงาน เรากำลังลงทุนเพื่อที่จะสร้างความสามารถในการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้บริหาร ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำเงินได้เป็นทวีคูณในอนาคต หลาย ๆ คนทุ่มเทเวลาให้กับงานมากเสียจนลืมเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะยังมีความสำคัญน้อยกว่าแต่จะค่อย ๆ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและเขามีอายุมากขึ้น
ชีวิตคนโดยทั่วไปมีเรื่องสำคัญที่เราต้องใช้เวลา ผมคิดว่าประกอบไปด้วยเรื่องหลัก ๆ 4 -5เรื่อง เรื่องหนึ่งนั้นแน่นอนก็คือการทำงาน เรื่องที่ 2 คือ การลงทุนทางการเงินเพื่อให้เกิดความมั่นคง และ/หรือ ความมั่งคั่งในชีวิต เรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของสุขภาพเพื่อรักษาคุณภาพของชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างมีความสุขสมตามอัตภาพ เรื่องที่ 4 ก็คือเรื่องของความบันเทิงเริงรมย์ที่จะช่วยให้ชีวิตมี – ความบันเทิง และสุดท้ายก็คือเรื่องของครอบครัวที่มักจะเป็นเรื่องที่น่าจะเรียกว่าเป็น Mother of All Success หรือเป็นพื้นฐานแรกของความสำเร็จทั้งมวล
ถ้าเราทำแต่งานและไม่ลงทุนในเรื่องอื่น ๆ ดังกล่าวเลยในช่วง 10 ปีแรก เราก็คงจะประสบความสำเร็จได้แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ดี เพราะมันอาจจะทำให้ชีวิตของเราเสียหาย และอย่างน้อยที่สุด มันทำให้ชีวิตในช่วงต่อไปของเราดำเนินไปได้ยากขึ้น ความสำเร็จต่อไปอาจจะพบกับอุปสรรค เพราะ Key Success Factor ในอนาคตข้างหน้าไม่เหมือนเดิมเมื่ออายุเรามากขึ้น คำแนะนำของผมก็คือ เราควรจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนบ้างแม้ว่าเราจะยังมีเงินเก็บสะสมน้อย เราควรจะต้องรักษาสุขภาพให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกกำลังมากนัก ส่วนเรื่องบันเทิงนั้น ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไร
ช่วงหลังจาก 10 ปีของการทำงานไปจนถึงวัยกลางคนซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี นั้น ผมเห็นว่าเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลของการลงทุนใน “แรงงาน” นั่นคือเป็นช่วงที่การทำงานจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงอันเป็นผลจากการลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนที่มีความสามารถ กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่สามารถทำเงินได้มหาศาลจนร่ำรวยได้ ในเวลาเดียวกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนมักจะมีเงินเหลือ และดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุน และนี่ก็มาถึงประเด็นที่ว่าเราจะต้องรู้จักใช้เวลา หรือลงทุนเวลาในการที่จะศึกษาศาสตร์ของการลงทุนเพื่อช่วยบริหารเงินของเราให้งอกเงยตามที่มันควรจะเป็น และก็เช่นเดียวกัน สุขภาพของเรานั้น แม้ว่าโดยทั่วไปร่างกายของเรายังแข็งแรงพอสมควร แต่การรักษาสุขภาพจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมคงไม่ต้องพูดว่า ช่วงนี้ เราจะต้องให้เวลาโดยเฉพาะกับลูก ๆ ที่กำลังเติบโต การจ้างคนอื่นทำหน้าที่นี้เพราะเรามีเงินที่จะจ้างนั้น ผมไม่คิดว่าจะให้ผลเหมือนกับการทำเอง เช่นเดียวกับการที่เราอาจจะคิดว่า การลงทุนนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะเราสามารถจ้างคนอื่นทำได้ก็อาจจะได้ผลออกมาเหมือนกัน หัวใจสำคัญก็คือ เราต้องรู้และเข้าใจพอสมควร การจ้างคนอื่นทำนั้น เพียงแต่มาช่วยแบ่งเบางานที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นที่เราต้องทำเองเท่านั้น ทั้งเรื่องของการเลี้ยงลูกและการลงทุน
ช่วงสุดท้าย คือตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปหรือมากกว่านั้น Key Success Factor สำหรับหลาย ๆ คน ผมคิดว่าไม่ใช่การทำงานหนักด้วยตนเอง การบริหารคนหรือใช้ให้คนอื่นทำงาน แต่อาจจะเป็นเรื่องของการใช้เงินทำงานแทนหรือก็คือ การลงทุนในเรื่องของการเงิน ทั้งนี้เพราะเรามีอายุมากขึ้น กำลังวังชาของเราถดถอยลง ซึ่งทำให้เราต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นค่าใช้จ่าย เราต้องพึ่งการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพมากขึ้นเพื่อให้เรามีชีวิตที่มีคุณภาพดีต่อไปอีกนานเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น การลงทุน และสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้อง “ลงทุน” มากขึ้น และถ้าเราลงทุนกับเรื่องทั้งสองนี้มาก่อนหน้าแล้วอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่เราจะทำได้ดีในช่วงชีวิตช่วงนี้ก็จะมีมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำมาก่อน
ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ เรียนให้หนักในตอนเด็ก ทำงานทุ่มเทในช่วงหนุ่ม รู้จักการใช้คนทำงานในช่วงกลางคน ลงทุนอย่างชาญฉลาดในยามชรา แต่ในทุกขั้นตอนของชีวิต อย่าลืมลงทุนในสิ่งที่สำคัญดังกล่าวในช่วงชีวิตต่อไป ความสำเร็จในชีวิตคนนั้น ก็คือการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองหรือเรื่องอื่น ๆ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความสำเร็จในชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นผมคิดว่าหนีไม่พ้นจะต้องเกิดจากการลงทุน ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ถ้าไม่ได้ลงทุนเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตคงลดลงไปมหาศาล Key Success Factor หรือหัวใจที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในช่วงที่เป็นเด็กนั้นค่อนข้างชัดเจนก็คือ คุณต้องทุ่มเทให้กับการเรียน ทำคะแนนให้ดี เรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการและโอกาสในการที่จะประกอบอาชีพในอนาคตเปิดกว้าง
ช่วงประมาณ 10 ปีแรกของการทำงาน เราต้องลงทุนในการทำงาน เรียนรู้งานให้ลึกซึ้ง อย่าเพิ่งหวังที่จะทำเงินมาก ๆ จากชั่วโมงทำงาน เรากำลังลงทุนเพื่อที่จะสร้างความสามารถในการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้บริหาร ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำเงินได้เป็นทวีคูณในอนาคต หลาย ๆ คนทุ่มเทเวลาให้กับงานมากเสียจนลืมเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะยังมีความสำคัญน้อยกว่าแต่จะค่อย ๆ มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและเขามีอายุมากขึ้น
ชีวิตคนโดยทั่วไปมีเรื่องสำคัญที่เราต้องใช้เวลา ผมคิดว่าประกอบไปด้วยเรื่องหลัก ๆ 4 -5เรื่อง เรื่องหนึ่งนั้นแน่นอนก็คือการทำงาน เรื่องที่ 2 คือ การลงทุนทางการเงินเพื่อให้เกิดความมั่นคง และ/หรือ ความมั่งคั่งในชีวิต เรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของสุขภาพเพื่อรักษาคุณภาพของชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างมีความสุขสมตามอัตภาพ เรื่องที่ 4 ก็คือเรื่องของความบันเทิงเริงรมย์ที่จะช่วยให้ชีวิตมี – ความบันเทิง และสุดท้ายก็คือเรื่องของครอบครัวที่มักจะเป็นเรื่องที่น่าจะเรียกว่าเป็น Mother of All Success หรือเป็นพื้นฐานแรกของความสำเร็จทั้งมวล
ถ้าเราทำแต่งานและไม่ลงทุนในเรื่องอื่น ๆ ดังกล่าวเลยในช่วง 10 ปีแรก เราก็คงจะประสบความสำเร็จได้แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ดี เพราะมันอาจจะทำให้ชีวิตของเราเสียหาย และอย่างน้อยที่สุด มันทำให้ชีวิตในช่วงต่อไปของเราดำเนินไปได้ยากขึ้น ความสำเร็จต่อไปอาจจะพบกับอุปสรรค เพราะ Key Success Factor ในอนาคตข้างหน้าไม่เหมือนเดิมเมื่ออายุเรามากขึ้น คำแนะนำของผมก็คือ เราควรจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนบ้างแม้ว่าเราจะยังมีเงินเก็บสะสมน้อย เราควรจะต้องรักษาสุขภาพให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกกำลังมากนัก ส่วนเรื่องบันเทิงนั้น ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไร
ช่วงหลังจาก 10 ปีของการทำงานไปจนถึงวัยกลางคนซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี นั้น ผมเห็นว่าเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลของการลงทุนใน “แรงงาน” นั่นคือเป็นช่วงที่การทำงานจะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงอันเป็นผลจากการลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนที่มีความสามารถ กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่สามารถทำเงินได้มหาศาลจนร่ำรวยได้ ในเวลาเดียวกัน ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนมักจะมีเงินเหลือ และดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุน และนี่ก็มาถึงประเด็นที่ว่าเราจะต้องรู้จักใช้เวลา หรือลงทุนเวลาในการที่จะศึกษาศาสตร์ของการลงทุนเพื่อช่วยบริหารเงินของเราให้งอกเงยตามที่มันควรจะเป็น และก็เช่นเดียวกัน สุขภาพของเรานั้น แม้ว่าโดยทั่วไปร่างกายของเรายังแข็งแรงพอสมควร แต่การรักษาสุขภาพจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมคงไม่ต้องพูดว่า ช่วงนี้ เราจะต้องให้เวลาโดยเฉพาะกับลูก ๆ ที่กำลังเติบโต การจ้างคนอื่นทำหน้าที่นี้เพราะเรามีเงินที่จะจ้างนั้น ผมไม่คิดว่าจะให้ผลเหมือนกับการทำเอง เช่นเดียวกับการที่เราอาจจะคิดว่า การลงทุนนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะเราสามารถจ้างคนอื่นทำได้ก็อาจจะได้ผลออกมาเหมือนกัน หัวใจสำคัญก็คือ เราต้องรู้และเข้าใจพอสมควร การจ้างคนอื่นทำนั้น เพียงแต่มาช่วยแบ่งเบางานที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นที่เราต้องทำเองเท่านั้น ทั้งเรื่องของการเลี้ยงลูกและการลงทุน
ช่วงสุดท้าย คือตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปหรือมากกว่านั้น Key Success Factor สำหรับหลาย ๆ คน ผมคิดว่าไม่ใช่การทำงานหนักด้วยตนเอง การบริหารคนหรือใช้ให้คนอื่นทำงาน แต่อาจจะเป็นเรื่องของการใช้เงินทำงานแทนหรือก็คือ การลงทุนในเรื่องของการเงิน ทั้งนี้เพราะเรามีอายุมากขึ้น กำลังวังชาของเราถดถอยลง ซึ่งทำให้เราต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นค่าใช้จ่าย เราต้องพึ่งการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพมากขึ้นเพื่อให้เรามีชีวิตที่มีคุณภาพดีต่อไปอีกนานเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น การลงทุน และสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้อง “ลงทุน” มากขึ้น และถ้าเราลงทุนกับเรื่องทั้งสองนี้มาก่อนหน้าแล้วอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่เราจะทำได้ดีในช่วงชีวิตช่วงนี้ก็จะมีมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำมาก่อน
ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ เรียนให้หนักในตอนเด็ก ทำงานทุ่มเทในช่วงหนุ่ม รู้จักการใช้คนทำงานในช่วงกลางคน ลงทุนอย่างชาญฉลาดในยามชรา แต่ในทุกขั้นตอนของชีวิต อย่าลืมลงทุนในสิ่งที่สำคัญดังกล่าวในช่วงชีวิตต่อไป ความสำเร็จในชีวิตคนนั้น ก็คือการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทองหรือเรื่องอื่น ๆ
ฝีมือผู้บริหาร
ฝีมือผู้บริหาร
โลกในมุมมองของ Value Investor
การวิเคราะห์หุ้นที่จะลงทุนในประเด็นของผู้บริหารนั้น สำหรับผมแล้วจะเน้นในด้านของธรรมาภิบาลหรือความซื่อสัตย์และการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนโดยเฉพาะรายย่อยเป็นหลัก ส่วนเรื่องของฝีมือนั้น ผมจะให้น้ำหนักน้อยกว่า เหตุผลนั้นมีมากมายซึ่งผมจะพูดต่อไป แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมขออ้างคำพูดของวอเร็นบัฟเฟตต์ในเรื่องนี้ก่อน..
“ข้อสรุปของเราก็คือ ด้วยข้อยกเว้นน้อยมาก เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงยอดเยี่ยมเข้ามาจัดการธุรกิจที่มีชื่อเสียงยอดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่จะยังคงเหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ” และ “ผมชอบธุรกิจที่ เมื่อมันไม่ได้มีการจัดการอะไรเลย ก็ยังคงทำเงินมากมาย นั่นคือธุรกิจที่ผมชอบ”
ผมเองเชื่อว่าปัจจัยเรื่องของฝีมือของผู้บริหารน่าจะมีส่วนต่อความสำเร็จของธุรกิจอยู่ไม่น้อย แต่ประเด็นก็คือ
ข้อแรก ฝีมือที่จะเห็นได้ชัดเจนมักจะเป็นฝีมือเฉพาะด้าน เช่น ในด้านของการตลาด หรือในด้านของการผลิต หรือในด้านของการเงิน หรือการวิ่งเต้นมีเส้นสายกับผู้มีอำนาจที่จะให้ผลประโยชน์ แต่ฝีมือโดยรวมที่เป็นเรื่องสำคัญกว่านั้นเป็นการยากที่จะบอกว่าผู้บริหารมีความโดดเด่นแค่ไหน
ข้อสอง ผู้บริหารเพียงคนเดียวอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างความแตกต่างให้กับบริษัทได้มากนักถ้ากิจการนั้นมีขนาดใหญ่ มีความซับซ้อน และต้องการฝีมือของคนจำนวนมากโดยเฉพาะในผู้บริหารระดับกลาง นอกจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงสุดที่มีความสามารถสูงอาจจะออกจากบริษัทเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ หรือแม้ว่าอาจจะไม่ออกจากบริษัทแน่นอนด้วยเหตุผลบางอย่างแต่ก็อาจจะ ”มีอันเป็นไป” ได้เสมอ เหนือสิ่งอื่นใด คนเราไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ดังนั้น การลงทุนโดยพึ่งพิงกับผู้บริหารเพียงคนเดียวจึงเป็นเรื่องที่อันตราย
ข้อสุดท้ายก็คือ แม้ว่าจะสรุปได้อย่างมั่นใจว่าผู้บริหารมีความสามารถ ผู้บริหารในระดับรองก็มีความสามารถ และความสามารถนี้มีส่วนอย่างสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัท แต่ประเด็นก็คือ ความสามารถนั้นอาจจะถูกรวมอยู่ในกำไรของบริษัทที่โดดเด่นอยู่แล้ว การที่เราไปให้น้ำหนักเพิ่ม โดยการให้ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรหรือให้ค่า PE ของหุ้นที่สูงกว่าปกติก็อาจจะเป็นการ “คิดซ้ำ” นั่นคือให้ราคาแก่ฝีมือของผู้บริหารจากกำไรที่เพิ่มขึ้นแล้วยังเอากำไรมาขยายค่าด้วยค่า PE ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผลก็คือ ทำให้ราคาหุ้นสูงลิ่ว ซึ่งอาจจะเป็นราคาที่สูงเกินพื้นฐาน
ที่พูดมาข้างต้นนั้นก็เป็นการพูดถึงโดยมีข้อสมมุติว่าเรารู้ว่าผู้บริหารเป็นคนมีฝีมือจริง แต่ในความเป็นจริง บ่อยครั้ง เราคิดว่าผู้บริหารมีฝีมือจากผลงานความสำเร็จในการทำธุรกิจที่เราเห็นอยู่ หรือ เป็นเรื่องของภาพพจน์ ซึ่งอาจจะทำให้เราหลงผิดคิดว่าผู้บริหารนั้นมีฝีมือดีเยี่ยมเกินความเป็นจริง แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก็จะพบว่าความคิดนี้มีจุดอ่อนอยู่มาก
ความสำเร็จของผู้บริหารในการทำธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถสูงนั้น ที่จริงอาจจะไม่ได้เกิดจากความสามารถเป็นหลัก แต่อาจจะเกิดจากโชคและปัจจัยอย่างอื่น เพราะถ้าเรามองย้อนหลังไปไกล ๆ อาจจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จมากที่เราเห็นในวันนี้เคยทำธุรกิจมาหลายอย่างและก็ประสบความล้มเหลวมามาก ดังนั้นการพูดว่าผู้บริหารมีฝีมือสูงจึงอาจจะไม่จริง หรืออาจจะจริงก็ได้ แต่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถบอกได้ ว่าที่จริง คนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนึ่งหลาย ๆ คนที่หันไปทำธุรกิจอีกอย่างหนึ่งจำนวนมากนั้น กลับไม่ประสบความสำเร็จเลย นี่ก็น่าจะเป็นตัวฟ้องว่า ฝีมืออาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่คนคิด
ฝีมือของผู้บริหารบางทีก็อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะของธุรกิจที่เอื้ออำนวยมาก เช่น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะความต้องการ อาจจะมีการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างมากและบริษัทอยู่ในจุดที่สามารถฉกฉวยประโยชน์ได้เต็มที่ และในกระบวนการนั้น ทำให้บริษัทก้าวโดดเด่นขึ้นมา และทำให้ผู้บริหารกลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” ในการบริหาร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การบริหารอาจจะเป็นปัจจัยเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ในความเห็นของผม การลงทุนโดยเอาผู้บริหารเป็นตัวหลักในการตัดสินใจดูเหมือนจะมีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่การวิเคราะห์ความสามารถผิดพลาด วิเคราะห์ถูกแต่ปัจจัยของความสำเร็จอาจจะขึ้นอยู่กับฝีมือผู้บริหารเพียงส่วนน้อยส่วนใหญ่ขึ้นกับปัจจัยอื่น หรือ วิเคราะห์ถูกและความสำเร็จของธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารมากแต่ผู้บริหารไม่ได้อยู่ตลอดไปและการสร้างผู้บริหารใหม่ที่มีความสามารถเท่ากันอาจจะไม่สำเร็จ สุดท้ายทุกอย่างอาจจะดีหมด แต่ผู้บริหารที่เก่งกาจนี้อาจจะขาดธรรมาภิบาลซึ่งแทนที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ก็กลับเสียหาย อย่างที่บัฟเฟตต์พูดไว้ว่า
“ในการมองหาคนที่จะจ้างมาทำงาน คุณมองหาคุณสมบัติ 3 ข้อ ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความขยันขันแข็ง และถ้าเขาไม่มีข้อแรก อีก 2 ข้อจะฆ่าคุณ ลองคิดดู มันเป็นความจริง ถ้าคุณจ้างคนที่ไม่มีข้อแรก คุณก็อยากจะให้เขาโง่และขี้เกียจ”
ในการลงทุนนั้น ผมเองก็อยากได้ผู้บริหารที่มีทั้ง 3 ข้อข้างต้น และถ้าเขาขาดข้อแรก ไม่ว่าข้อสองหรือสามจะเป็นอย่างไรผมก็จะขอผ่าน
โลกในมุมมองของ Value Investor
การวิเคราะห์หุ้นที่จะลงทุนในประเด็นของผู้บริหารนั้น สำหรับผมแล้วจะเน้นในด้านของธรรมาภิบาลหรือความซื่อสัตย์และการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนโดยเฉพาะรายย่อยเป็นหลัก ส่วนเรื่องของฝีมือนั้น ผมจะให้น้ำหนักน้อยกว่า เหตุผลนั้นมีมากมายซึ่งผมจะพูดต่อไป แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมขออ้างคำพูดของวอเร็นบัฟเฟตต์ในเรื่องนี้ก่อน..
“ข้อสรุปของเราก็คือ ด้วยข้อยกเว้นน้อยมาก เมื่อผู้จัดการที่มีชื่อเสียงยอดเยี่ยมเข้ามาจัดการธุรกิจที่มีชื่อเสียงยอดแย่ในด้านของการทำกำไร สิ่งที่จะยังคงเหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงของธุรกิจ” และ “ผมชอบธุรกิจที่ เมื่อมันไม่ได้มีการจัดการอะไรเลย ก็ยังคงทำเงินมากมาย นั่นคือธุรกิจที่ผมชอบ”
ผมเองเชื่อว่าปัจจัยเรื่องของฝีมือของผู้บริหารน่าจะมีส่วนต่อความสำเร็จของธุรกิจอยู่ไม่น้อย แต่ประเด็นก็คือ
ข้อแรก ฝีมือที่จะเห็นได้ชัดเจนมักจะเป็นฝีมือเฉพาะด้าน เช่น ในด้านของการตลาด หรือในด้านของการผลิต หรือในด้านของการเงิน หรือการวิ่งเต้นมีเส้นสายกับผู้มีอำนาจที่จะให้ผลประโยชน์ แต่ฝีมือโดยรวมที่เป็นเรื่องสำคัญกว่านั้นเป็นการยากที่จะบอกว่าผู้บริหารมีความโดดเด่นแค่ไหน
ข้อสอง ผู้บริหารเพียงคนเดียวอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างความแตกต่างให้กับบริษัทได้มากนักถ้ากิจการนั้นมีขนาดใหญ่ มีความซับซ้อน และต้องการฝีมือของคนจำนวนมากโดยเฉพาะในผู้บริหารระดับกลาง นอกจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงสุดที่มีความสามารถสูงอาจจะออกจากบริษัทเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ หรือแม้ว่าอาจจะไม่ออกจากบริษัทแน่นอนด้วยเหตุผลบางอย่างแต่ก็อาจจะ ”มีอันเป็นไป” ได้เสมอ เหนือสิ่งอื่นใด คนเราไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ดังนั้น การลงทุนโดยพึ่งพิงกับผู้บริหารเพียงคนเดียวจึงเป็นเรื่องที่อันตราย
ข้อสุดท้ายก็คือ แม้ว่าจะสรุปได้อย่างมั่นใจว่าผู้บริหารมีความสามารถ ผู้บริหารในระดับรองก็มีความสามารถ และความสามารถนี้มีส่วนอย่างสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัท แต่ประเด็นก็คือ ความสามารถนั้นอาจจะถูกรวมอยู่ในกำไรของบริษัทที่โดดเด่นอยู่แล้ว การที่เราไปให้น้ำหนักเพิ่ม โดยการให้ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรหรือให้ค่า PE ของหุ้นที่สูงกว่าปกติก็อาจจะเป็นการ “คิดซ้ำ” นั่นคือให้ราคาแก่ฝีมือของผู้บริหารจากกำไรที่เพิ่มขึ้นแล้วยังเอากำไรมาขยายค่าด้วยค่า PE ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผลก็คือ ทำให้ราคาหุ้นสูงลิ่ว ซึ่งอาจจะเป็นราคาที่สูงเกินพื้นฐาน
ที่พูดมาข้างต้นนั้นก็เป็นการพูดถึงโดยมีข้อสมมุติว่าเรารู้ว่าผู้บริหารเป็นคนมีฝีมือจริง แต่ในความเป็นจริง บ่อยครั้ง เราคิดว่าผู้บริหารมีฝีมือจากผลงานความสำเร็จในการทำธุรกิจที่เราเห็นอยู่ หรือ เป็นเรื่องของภาพพจน์ ซึ่งอาจจะทำให้เราหลงผิดคิดว่าผู้บริหารนั้นมีฝีมือดีเยี่ยมเกินความเป็นจริง แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก็จะพบว่าความคิดนี้มีจุดอ่อนอยู่มาก
ความสำเร็จของผู้บริหารในการทำธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถสูงนั้น ที่จริงอาจจะไม่ได้เกิดจากความสามารถเป็นหลัก แต่อาจจะเกิดจากโชคและปัจจัยอย่างอื่น เพราะถ้าเรามองย้อนหลังไปไกล ๆ อาจจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จมากที่เราเห็นในวันนี้เคยทำธุรกิจมาหลายอย่างและก็ประสบความล้มเหลวมามาก ดังนั้นการพูดว่าผู้บริหารมีฝีมือสูงจึงอาจจะไม่จริง หรืออาจจะจริงก็ได้ แต่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถบอกได้ ว่าที่จริง คนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนึ่งหลาย ๆ คนที่หันไปทำธุรกิจอีกอย่างหนึ่งจำนวนมากนั้น กลับไม่ประสบความสำเร็จเลย นี่ก็น่าจะเป็นตัวฟ้องว่า ฝีมืออาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่คนคิด
ฝีมือของผู้บริหารบางทีก็อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะของธุรกิจที่เอื้ออำนวยมาก เช่น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะความต้องการ อาจจะมีการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างมากและบริษัทอยู่ในจุดที่สามารถฉกฉวยประโยชน์ได้เต็มที่ และในกระบวนการนั้น ทำให้บริษัทก้าวโดดเด่นขึ้นมา และทำให้ผู้บริหารกลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” ในการบริหาร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การบริหารอาจจะเป็นปัจจัยเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ในความเห็นของผม การลงทุนโดยเอาผู้บริหารเป็นตัวหลักในการตัดสินใจดูเหมือนจะมีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่การวิเคราะห์ความสามารถผิดพลาด วิเคราะห์ถูกแต่ปัจจัยของความสำเร็จอาจจะขึ้นอยู่กับฝีมือผู้บริหารเพียงส่วนน้อยส่วนใหญ่ขึ้นกับปัจจัยอื่น หรือ วิเคราะห์ถูกและความสำเร็จของธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารมากแต่ผู้บริหารไม่ได้อยู่ตลอดไปและการสร้างผู้บริหารใหม่ที่มีความสามารถเท่ากันอาจจะไม่สำเร็จ สุดท้ายทุกอย่างอาจจะดีหมด แต่ผู้บริหารที่เก่งกาจนี้อาจจะขาดธรรมาภิบาลซึ่งแทนที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ก็กลับเสียหาย อย่างที่บัฟเฟตต์พูดไว้ว่า
“ในการมองหาคนที่จะจ้างมาทำงาน คุณมองหาคุณสมบัติ 3 ข้อ ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความขยันขันแข็ง และถ้าเขาไม่มีข้อแรก อีก 2 ข้อจะฆ่าคุณ ลองคิดดู มันเป็นความจริง ถ้าคุณจ้างคนที่ไม่มีข้อแรก คุณก็อยากจะให้เขาโง่และขี้เกียจ”
ในการลงทุนนั้น ผมเองก็อยากได้ผู้บริหารที่มีทั้ง 3 ข้อข้างต้น และถ้าเขาขาดข้อแรก ไม่ว่าข้อสองหรือสามจะเป็นอย่างไรผมก็จะขอผ่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)