ลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้นมีมากมาย และแม้ว่าบัฟเฟตต์เองจะไม่เคยอธิบายวิธีการลงทุนของตนเองอย่างละเอียด แต่ความคิดและวิธีการลงทุนของเขานั้น ผมคิดว่าถูกฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจน ทั้งหมดนั้นถูกสนับสนุนและยืนยันจากการลงทุนที่ผ่านมาของเขา ดังนั้น ผมคิดว่าเรารู้ว่าบัฟเฟตต์ลงทุนอย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ เราสามารถประยุกต์ใช้วิธีการของเขาในตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่?
คำตอบของผมก็คือ หลักการของบัฟเฟตต์นั้นใช้ได้แน่นอน และยิ่งเรายึดถือมันได้มากเท่าไร ผลการลงทุนของเราก็น่าจะดีขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอน เราคงทำผลงานได้ไม่เท่าเขา เพราะเราอยู่ในตลาดหุ้นที่มีทางเลือกน้อยกว่ามาก เช่นเดียวกับข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยในประเทศที่ทำให้การลงทุนในเมืองไทยนั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ก็ยังน่าจะห่างชั้นกับสิ่งที่บัฟเฟตต์และผู้ที่ติดตามเขาในสหรัฐทำได้
ข้อแรกก็คือ บัฟเฟตต์เลือกลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก แต่ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อค นั่นคือเป็นหุ้นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการตลาดสุดยอดและสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระดับที่ดี มีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีกำไรสูงเมื่อเทียบกับยอดขายและส่วนของผู้ถือหุ้น มีหนี้น้อยและเป็นกิจการที่ต้องการเงินลงทุนต่ำแต่สร้างกระแสเงินสดสูง และที่สำคัญ มีผู้บริหารที่ดีเยี่ยมและไว้ใจได้ ทั้งหมดนี้หาได้ยากในตลาดหุ้นไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถหาบริษัทที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเพื่อลงทุนได้
ความยากลำบากในการที่จะหาหุ้นที่มีคุณภาพในระดับของหุ้นบัฟเฟตต์ในตลาดหุ้นไทยทำให้ Value Investor ส่วนใหญ่ “ถอดใจ” เขาคิดว่า ในเมื่อหาบริษัทแบบนี้ไม่ได้ เขาก็เลยเลิกสนใจปัจจัยทางด้านคุณภาพของกิจการหรือให้น้ำหนักน้อย แต่เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านราคาหรือสภาวะอื่น ๆ ซึ่งถอยห่างจากแนวทางของบัฟเฟตต์
ข้อสอง บัฟเฟตต์ มองหาหุ้นที่มีความแน่นอนสูงมากในด้านของผลการดำเนินงานและคุณสมบัตินี้จะต้องดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจต่ำ พูดง่าย ๆ เขาสามารถคาดการณ์อนาคตของธุรกิจไปข้างหน้าได้ยาวนานและด้วยความมั่นใจที่สูงมาก ประเด็นนี้ผมเห็นว่าไม่ได้มีปัญหามากนักแม้ว่ามันจะตัดหุ้นขนาดใหญ่ ๆ หลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์หรือทำธุรกิจที่มีความผันผวนมาก แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างค่อนข้างจะมีความมั่นใจ
ต่อจากข้อสองก็คือข้อสาม นั่นคือ การลงทุนแบบเน้นหุ้นจำนวนน้อยตัวหรือการลงทุนแบบโฟคัส คือทุ่มเงินซื้อหุ้นจำนวนมากในหุ้นที่ตนเองมีความมั่นใจสูงมาก จะเรียกว่าเป็นการ “ตีแตก” ก็น่าจะได้ และนี่คือกลยุทธ์แบบบัฟเฟตต์ที่จะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยมากและยาวนานได้ ในความเห็นของผม แนวทางของบัฟเฟตต์ข้อนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ นักลงทุนมักจะประสบกับอารมณ์ประเภท “รักพี่เสียดายน้อง” หรือ “ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม”
นั่นคือ เขามักจะพบหุ้นดีที่อดใจไม่ได้และจะต้องซื้อร่ำไป และในที่สุดก็จะพบว่าตนเองมีหุ้นกระจายไปมากจนทำให้ผลตอบแทนวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย
แนวทางแบบบัฟเฟตต์ข้อสี่นั้นต่อมาจากข้อหนึ่ง นั่นคือ การถือหุ้นที่ดีเยี่ยมมาก ๆ ให้ยาวนานที่สุดโดยไม่มีการเทรดหรือซื้อขายแม้ว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าต้นทุนมีกำไรมหาศาล นี่เป็นแนวที่ทำได้และควรทำ แม้ว่าการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่เสียภาษีกำไรในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐเขาจะต้องเสียภาษีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์พยายามหลีกเลี่ยงการขายหุ้นทำกำไรในระยะสั้น แต่เลือกที่จะถือยาวเพื่อเลื่อนเวลาการจ่ายภาษีออกไปให้นานที่สุด
การถือหุ้น “ชนะ” ให้ยาวนานที่สุดนั้น ผมคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดกำไรสูงสุด แต่ความยากลำบากสำหรับนักลงทุนก็คือความคิดที่ว่า หุ้นเมื่อขึ้นไปมากและเร็ว จะปรับตัวลง ดังนั้นเราควรขายทำกำไรไปก่อนแล้วค่อยกลับไปซื้อเก็บใหม่ทีหลังเมื่อหุ้นปรับตัวลง นี่เป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเรารู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่าที่เราขายไป แต่โอกาสผิดนั้นมีมาก และเมื่อผิดแล้วเรามักจะไม่กลับไปซื้ออีก ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียหุ้นซุปเปอร์สต็อคตัวนั้นไปตลอดกาล
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น