แต้มต่อ
โลกในมุมมองของ Value Investor
คำโบราณที่ว่า แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งวาสนานั้นแข่งไม่ได้ ดูเหมือนจะมีความเป็นจริงอยู่มากทั้งในเรื่องของชีวิต ธุรกิจ และ หุ้น
การแข่งขันเพื่อความสำเร็จในชีวิตนั้น มักจะมีความไม่เท่าเทียมกันของผู้แข่งขันนั่นก็คือ คนเกิดมาไม่เท่ากันหรืออาจจะเรียกว่ามีวาสนาไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาตัวโต บางคนตัวเล็ก บางคนเกิดมามีไอคิวสูง บางคนก็ไม่ฉลาดนัก บางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนแต่งเท่าไรก็ไม่ขึ้น บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่มีตระกูลสูงหรือร่ำรวย แต่บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่ยากจน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะชนะในการแข่งขันเพื่อความสำเร็จของคนเรานั้น ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ที่ความพยายามหรือการฝึกฝนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานะบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้หรือเป็นเรื่องของวาสนา
คนที่โชคดีมีสถานะที่ได้เปรียบนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ชนะเสมอไป การที่จะประสบความสำเร็จได้ยังต้องอาศัยความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก แต่การมีสถานะที่ดีนั้นเท่ากับมี “แต้มต่อ” ซึ่งจะทำให้เขาได้เปรียบคู่แข่ง และการได้เปรียบนี้เป็นการได้เปรียบที่ถาวร ซึ่งจะทำให้โอกาสชนะของเขามีมากกว่าคนอื่น
แต้มต่อในชีวิตของคนที่ผมเห็นว่าสามารถกำหนดความสำเร็จหรือได้ “ชัยชนะ” ในการแข่งขันมีหลายข้อ เริ่มตั้งแต่เรื่องของไอคิวหรือความฉลาดซึ่งผมเห็นว่าเป็นแต้มต่อที่สำคัญมาก นั่นก็คือ คนที่เกิดมา “หัวดี” นั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะมีค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นอัจฉริยะเรียนหนังสือจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แบบนี้ ความสำเร็จก็รออยู่แค่เอื้อม
ความฉลาดที่โดดเด่นนั้น ผมคิดว่าควรเป็นความฉลาดที่สมดุลมีความหลากหลายคือเก่งทั้งทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์และมีความรอบรู้หลายด้าน บางคนบอกว่ามีทั้ง IQ และ EQ สูง และนี่จะเป็นสุดยอดของคนที่จะประสบความสำเร็จเพราะเขาจะมีแต้มต่อสูงลิ่ว
รูปสมบัติ หรือ รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนประสบความสำเร็จได้ไม่น้อยไปกว่าความฉลาดเหมือนกันโดยเฉพาะที่เจ้าตัวรู้จักที่จะใช้คุณสมบัตินั้น
งานที่เหมาะกับการใช้รูปร่างหน้าตานั้นมีมากมายและเห็นได้ชัดเจนว่าคนที่รูปร่างหน้าตาดี มีแต้มต่อมหาศาลและประสบความสำเร็จสูงมากนั้นเริ่มตั้งแต่งานในวงการบันเทิงเช่น การแสดง การเป็นนางแบบ และการเป็นพิธีกรรายการต่าง ๆ ไปจนถึงงานทางการเมืองที่เรามักเห็นคนหน้าตาดีได้รับการเลือกตั้ง และได้รับการยอมรับว่าเป็นนักการเมืองขวัญใจประชาชน ทั้งหลายเหล่านี้แม้ว่าความสามารถก็มีความสำคัญ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้เขาเหล่านั้นชนะคู่แข่งและขึ้นมาเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” อย่างที่คู่แข่งไม่สามารถทำได้
ว่าที่จริงถ้าให้เลือกว่าจะเป็นคนฉลาด หรือคนสวยหรือหล่อ ผมคิดว่าคนคงอยากจะสวยหรือหล่อมากกว่า เพราะนี่คือแต้มต่อที่น่าจะนำพาไปสู่ความสำเร็จที่ง่ายและมีประสิทธิผลสูงกว่าความฉลาด ถ้าจะว่าไปคนมักไม่ค่อยรู้ว่าใครฉลาด แต่ความสวย หล่อ หรือ รูปร่างดีนั้น คนทั่วไปมองทีเดียวก็รู้แล้ว
การเกิดในตระกูลสูงหรือพ่อแม่ร่ำรวยเป็นนักธุรกิจก็เป็นพาสปอร์ตสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และอาจจะเป็นความสำเร็จที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับแต้มต่อแบบอื่น เพราะการ “รับมรดก” นั้น คุณไม่ต้องทำอะไรมากเนื่องจากคนที่มาก่อนเขาทำให้หมดแล้ว คนที่รับมรดกเพียงแต่เข้าไป “รักษา” หรือ “ต่อยอด” ในสิ่งที่ประสบความสำเร็จและดีอยู่แล้ว
นอกจากการเป็นทายาทแล้ว การแต่งงานกับคนที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงก็มีผลในทำนองเดียวกันเพียงแต่ความสำเร็จน่าจะมีความจำกัดมากกว่า อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแต้มต่อที่อาจจะ “ได้มา” แทนที่จะเป็นเรื่องของโชคชะตา
ความสามารถพิเศษหรือที่เรียกกันว่า กิฟท์ เป็นแต้มต่อที่สำคัญอีกแบบหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จสูงโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เป็นยุคของการสื่อสารมวลชน ความสามารถพิเศษที่สร้างความสำเร็จสูงมีตั้งแต่การพูด กีฬา และการแสดง
หลายคนอาจจะบอกว่าความสามารถเหล่านั้นมักจะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์แต่เกิดจากความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก ข้อนี้ผมคงไม่เถียง ผมเชื่อว่าไม่มีใครเก่งได้โดยไม่ต้องฝึกหนัก แต่คนที่มีพรสวรรค์นั้นมักจะฝึกได้เร็วและชอบที่จะฝึกตลอดเวลา และนี่คือแต้มต่อที่ทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น
การแข่งขันทางธุรกิจเองก็มีเรื่องของ “แต้มต่อ” ที่จะทำให้บริษัทหนึ่งได้เปรียบบริษัทอื่นและทำให้ประสบความสำเร็จสูง
แต้มต่อของธุรกิจเองก็มีหลากหลายและเราต้องค้นให้พบ ลักษณะสำคัญของแต้มต่อทางธุรกิจก็คือจะต้องเป็นสิ่งที่บริษัทมีและทำให้บริษัทได้เปรียบคนอื่น และสิ่งที่บริษัทมีนั้น บริษัทอื่น ๆ ไม่มีและการที่บริษัทอื่นจะสร้างหรือแสวงหามาก็ทำได้ยากมากหรือต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้มา
เป็นการยากที่จะบอกว่าอะไรคือแต้มต่อในแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองในการทำธุรกิจ แต่แต้มต่อหลัก ๆ ที่นำมาประยุกต์ได้มี 2 แบบนั่นก็คือ
การเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น บริษัทที่จะมีแต้มต่อนี้ได้อย่างถาวรก็คือบริษัทที่ผลิตมากกว่าคนอื่นมาก ๆ เพราะการผลิตมากทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงเนื่องจากสามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมากซึ่งจะทำให้ได้ราคาต่ำ นอกจากนั้นเครื่องจักรที่ใช้มักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า
แต้มต่อสำคัญแบบที่สองคือ การเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นความแตกต่างจริงหรือเป็นความแตกต่างที่เกิดจาก “ความรู้สึก” ของลูกค้า
การที่บริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากกว่า หรือสามารถขายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ความแตกต่างที่โดดเด่นของสินค้าจะทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่งได้ หรือสามารถทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแบบใด นี่คือแต้มต่อสำคัญทางธุรกิจที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งขันเป็นเวลานาน และหุ้นของบริษัทเหล่านี้คือหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนหากราคาไม่แพงเกินไป
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าคุณต้องมองไปข้างหน้าอย่ามองกระจกหลัง นั่นก็คืออย่างไปสนใจอดีต สนใจแต่อนาคต เพราะหุ้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมเองเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมมักจะมองดูอดีตด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไร และก็ไม่ใช่มองแต่ตลาดหุ้นไทย แต่ผมจะมองไปถึงตลาดหุ้นในโลกโดยเฉพาะตลาดของสหรัฐซึ่งมีข้อมูลที่ผมหาได้มากกว่าที่อื่น
ผมคงไม่พูดถึงหุ้นแต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป แต่จะพูดถึงตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ผมมองดูแล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควรว่าอดีตหรือประวัติศาสตร์นั้นบางทีมันก็ “ซ้ำรอย” เดิม และถ้าเราศึกษาให้ดีก็อาจจะช่วยให้เรามีสติและความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน
ประวัติศาสตร์บทที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ เรื่องของวิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งผมว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าหุ้นไทยต่อจากนี้จะไปทางไหนมองจากมุมทางประวัติศาสตร์?
วิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ผมอยากจะเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว เพราะผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายประการตั้งแต่ความรุนแรงที่เรียกว่าเป็นการถล่มทลายครั้งใหญ่หรือ great crash ของตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศที่ประเทศไทยน่าจะตามหลังอยู่ 70 – 80 ปี
ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเกิดวิกฤตินั้น เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในช่วงเฟื่องฟูมาหลายปี เป็นช่วงที่สหรัฐกำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและกำลังจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลกโดยมีอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู เช่น รถยนต์ เหล็ก และอื่น ๆ ในด้านของรัฐบาลเองก็มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งไม่มีการขาดดุลงบประมาณ ประเทศไม่มีการขาดดุลการค้า ทุกอย่างดูดีไปหมด
ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2540 ก่อนเกิดการลดค่าเงินบาทนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 10% ติดต่อกันหลายปี ถือเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย อนาคตของประเทศสดใสมากถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตขึ้นจนใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในอนาคต ฐานะการเงินของรัฐบาลเข้มแข็งมาก ไม่มีการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้น้อย
ในปี 1929 ที่เกิดวิกฤติในสหรัฐนั้น พูดกันว่านอกจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปแล้ว ระบบการเงินของสหรัฐไม่พร้อมที่จะรับกับการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบการเงินที่ผูกอยู่กับมาตรฐานทองคำ ไม่มีระบบการค้ำประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นก็ขาดการควบคุมเพราะยังไม่มีก.ล.ต ทำให้มีการปั่นหุ้นหรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในตลาด มีการใช้มาร์จินในการลงทุนสูงมากคือสามารถวางเงินเพียง 10% ก็ซื้อหุ้นได้ 100% นักลงทุนในตลาดเองก็ประกอบไปด้วยรายย่อยประเภท “แมงเม่า” เป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วธนาคารกลางกลับแก้ปัญหาผิดทางโดยการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
ปี 2540 ที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและถือเป็นจุดวิกฤตนั้น ระบบการเงินของไทยเป็นต้นเหตุที่สำคัญ เพราะการเปิดเสรีให้เงินไหลเข้าประเทศโดยยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนง่ายและมากเกินไป ระบบการค้ำประกันเงินฝากยังไม่มีและคนยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นการปั่นหุ้นดูเหมือนจะมีกันแพร่หลาย มีการใช้มาร์จินสูง และก็เช่นเดียวกับสหรัฐในปี 1929 ที่นักลงทุนในตลาดส่วนมากเป็นรายย่อยประเภท “แมงเม่า” ซึ่งลงทุนระยะสั้นและถอนเงินจากตลาดทันทีที่ตกใจ เมื่อเกิดวิกฤติแล้วแบงค์ชาติก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้น
ทางด้านของจิตวิทยาสังคมเองก็มีเรื่องเล่า จริงบ้างไม่จริงบ้างว่านักเล่นหุ้นอเมริกันจำนวนมากต้องฆ่าตัวตายเพราะขาดทุน โดยวิธีที่พูดกันมากก็คือการกระโดดจากตึกสูง ส่วนของไทยเองนั้นคงจะยังจำกันได้ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยปืนที่ตลาดหลักทรัพย์ คนจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศไทยต้องตกงาน ในประเทศไทยคนที่มีการศึกษาและความรู้สูงต้องไปขับแท็กซี่หรือไม่ก็ไปขายแซนด์วิช แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ สถิติคนฆ่าตัวตายก็คงเป็นปกติ เพราะคนที่ซื้อขายหุ้นทั้งในสหรัฐและไทยในช่วงเวลานั้นยังมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ
ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น หลังจากเกิดวิกฤติในปี 1929 แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตกต่ำลงต่อไปอีก 2 ปีคือในปี 1930 และ 1931 ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ที่เคยขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 381 จุดในปี 1929 ลดลงเหลือเพียง 41 จุดในปี 1932 หรือเป็นการลดลงถึง 89% ในเวลา 3 ปี พูดง่าย ๆ ถ้ามีหุ้นอยู่ 100 เหรียญโดยเฉลี่ยจะเหลือเพียง 11 เหรียญ
ตลาดหุ้นไทยเองนั้นดัชนีหุ้นเคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 ที่ประมาณ 1760 จุดในปี 2536 แต่การตกที่รุนแรงเกิดในปี 2540 และต่อเนื่องมาถึงปี 2541 ที่ดัชนีลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุด คิดแล้วเป็นการร่วงลงถึงประมาณ 89% เหมือนกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์คและหุ้นจำนวนมากกลายเป็นเศษกระดาษ
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์คหลังจากหุ้นตกลงมาต่ำสุดในปี 1932 นั้นน่าประทับใจมากเพราะหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง 5 ปี ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณที่ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 374% ก่อนที่จะถล่มทะลายลงมาอีกครั้งหนึ่ง
ตลาดหุ้นไทยเองหลังจากตกลงถึงพื้นในปี 2541 แล้วก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรงในปี 2542 และแม้ว่าจะปรับตัวลงมาแรงอีกครั้งในปี 2543 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ดัชนีได้ปรับขึ้นมาประมาณ 220% แล้วในเวลาเกือบ 6 ปี
ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์คแบบตรง ๆ การฟื้นตัวหลังวิกฤติของตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ถึงประมาณเกือบ 950 จุด ก่อนที่จะถล่มลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องอันตรายอยู่มากเหมือนกันหากจะยึดประวัติศาสตร์นี้เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าประวัติที่ผ่านมาจะเป็นอย่างนั้น แต่อนาคตชะตาอาจแปรผันไปได้ ประวัติศาสตร์นั้นแม้ว่าบ่อยครั้งมักจะซ้ำรอยแต่ก็ไม่เคยซ้ำรอย 100% การลงทุนที่ระมัดระวัง และอยู่ในหลักการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์การลงทุนส่วนตัวของคุณจะดีอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าคุณต้องมองไปข้างหน้าอย่ามองกระจกหลัง นั่นก็คืออย่างไปสนใจอดีต สนใจแต่อนาคต เพราะหุ้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมเองเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมมักจะมองดูอดีตด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไร และก็ไม่ใช่มองแต่ตลาดหุ้นไทย แต่ผมจะมองไปถึงตลาดหุ้นในโลกโดยเฉพาะตลาดของสหรัฐซึ่งมีข้อมูลที่ผมหาได้มากกว่าที่อื่น
ผมคงไม่พูดถึงหุ้นแต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป แต่จะพูดถึงตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ผมมองดูแล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควรว่าอดีตหรือประวัติศาสตร์นั้นบางทีมันก็ “ซ้ำรอย” เดิม และถ้าเราศึกษาให้ดีก็อาจจะช่วยให้เรามีสติและความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน
ประวัติศาสตร์บทที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ เรื่องของวิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งผมว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าหุ้นไทยต่อจากนี้จะไปทางไหนมองจากมุมทางประวัติศาสตร์?
วิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ผมอยากจะเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว เพราะผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายประการตั้งแต่ความรุนแรงที่เรียกว่าเป็นการถล่มทลายครั้งใหญ่หรือ great crash ของตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศที่ประเทศไทยน่าจะตามหลังอยู่ 70 – 80 ปี
ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเกิดวิกฤตินั้น เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในช่วงเฟื่องฟูมาหลายปี เป็นช่วงที่สหรัฐกำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและกำลังจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลกโดยมีอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู เช่น รถยนต์ เหล็ก และอื่น ๆ ในด้านของรัฐบาลเองก็มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งไม่มีการขาดดุลงบประมาณ ประเทศไม่มีการขาดดุลการค้า ทุกอย่างดูดีไปหมด
ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2540 ก่อนเกิดการลดค่าเงินบาทนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 10% ติดต่อกันหลายปี ถือเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย อนาคตของประเทศสดใสมากถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตขึ้นจนใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในอนาคต ฐานะการเงินของรัฐบาลเข้มแข็งมาก ไม่มีการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้น้อย
ในปี 1929 ที่เกิดวิกฤติในสหรัฐนั้น พูดกันว่านอกจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปแล้ว ระบบการเงินของสหรัฐไม่พร้อมที่จะรับกับการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบการเงินที่ผูกอยู่กับมาตรฐานทองคำ ไม่มีระบบการค้ำประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นก็ขาดการควบคุมเพราะยังไม่มีก.ล.ต ทำให้มีการปั่นหุ้นหรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในตลาด มีการใช้มาร์จินในการลงทุนสูงมากคือสามารถวางเงินเพียง 10% ก็ซื้อหุ้นได้ 100% นักลงทุนในตลาดเองก็ประกอบไปด้วยรายย่อยประเภท “แมงเม่า” เป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วธนาคารกลางกลับแก้ปัญหาผิดทางโดยการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
ปี 2540 ที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและถือเป็นจุดวิกฤตนั้น ระบบการเงินของไทยเป็นต้นเหตุที่สำคัญ เพราะการเปิดเสรีให้เงินไหลเข้าประเทศโดยยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนง่ายและมากเกินไป ระบบการค้ำประกันเงินฝากยังไม่มีและคนยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นการปั่นหุ้นดูเหมือนจะมีกันแพร่หลาย มีการใช้มาร์จินสูง และก็เช่นเดียวกับสหรัฐในปี 1929 ที่นักลงทุนในตลาดส่วนมากเป็นรายย่อยประเภท “แมงเม่า” ซึ่งลงทุนระยะสั้นและถอนเงินจากตลาดทันทีที่ตกใจ เมื่อเกิดวิกฤติแล้วแบงค์ชาติก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้น
ทางด้านของจิตวิทยาสังคมเองก็มีเรื่องเล่า จริงบ้างไม่จริงบ้างว่านักเล่นหุ้นอเมริกันจำนวนมากต้องฆ่าตัวตายเพราะขาดทุน โดยวิธีที่พูดกันมากก็คือการกระโดดจากตึกสูง ส่วนของไทยเองนั้นคงจะยังจำกันได้ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยปืนที่ตลาดหลักทรัพย์ คนจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศไทยต้องตกงาน ในประเทศไทยคนที่มีการศึกษาและความรู้สูงต้องไปขับแท็กซี่หรือไม่ก็ไปขายแซนด์วิช แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ สถิติคนฆ่าตัวตายก็คงเป็นปกติ เพราะคนที่ซื้อขายหุ้นทั้งในสหรัฐและไทยในช่วงเวลานั้นยังมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ
ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น หลังจากเกิดวิกฤติในปี 1929 แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตกต่ำลงต่อไปอีก 2 ปีคือในปี 1930 และ 1931 ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ที่เคยขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 381 จุดในปี 1929 ลดลงเหลือเพียง 41 จุดในปี 1932 หรือเป็นการลดลงถึง 89% ในเวลา 3 ปี พูดง่าย ๆ ถ้ามีหุ้นอยู่ 100 เหรียญโดยเฉลี่ยจะเหลือเพียง 11 เหรียญ
ตลาดหุ้นไทยเองนั้นดัชนีหุ้นเคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 ที่ประมาณ 1760 จุดในปี 2536 แต่การตกที่รุนแรงเกิดในปี 2540 และต่อเนื่องมาถึงปี 2541 ที่ดัชนีลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุด คิดแล้วเป็นการร่วงลงถึงประมาณ 89% เหมือนกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์คและหุ้นจำนวนมากกลายเป็นเศษกระดาษ
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์คหลังจากหุ้นตกลงมาต่ำสุดในปี 1932 นั้นน่าประทับใจมากเพราะหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง 5 ปี ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณที่ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 374% ก่อนที่จะถล่มทะลายลงมาอีกครั้งหนึ่ง
ตลาดหุ้นไทยเองหลังจากตกลงถึงพื้นในปี 2541 แล้วก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรงในปี 2542 และแม้ว่าจะปรับตัวลงมาแรงอีกครั้งในปี 2543 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ดัชนีได้ปรับขึ้นมาประมาณ 220% แล้วในเวลาเกือบ 6 ปี
ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์คแบบตรง ๆ การฟื้นตัวหลังวิกฤติของตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ถึงประมาณเกือบ 950 จุด ก่อนที่จะถล่มลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องอันตรายอยู่มากเหมือนกันหากจะยึดประวัติศาสตร์นี้เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าประวัติที่ผ่านมาจะเป็นอย่างนั้น แต่อนาคตชะตาอาจแปรผันไปได้ ประวัติศาสตร์นั้นแม้ว่าบ่อยครั้งมักจะซ้ำรอยแต่ก็ไม่เคยซ้ำรอย 100% การลงทุนที่ระมัดระวัง และอยู่ในหลักการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์การลงทุนส่วนตัวของคุณจะดีอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
หุ้นสิ่งพิมพ์
หุ้นสิ่งพิมพ์
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้
1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ
หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมและอาจจะอีกหลายคนที่เป็น Value
Investor ก็คือหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์
สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมากรองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมชอบอ่าน
หนังสือและคิดว่า Value Investor โดยทั่วไปก็ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นผมจึงเข้าใจธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์พอสมควร เช่นเดียวกัน
ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับธุรกิจอาหารซึ่ง
ทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่คนมีการศึกษาจะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่
คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว” หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำ
เสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน
“ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวน
มาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่
คือคุณสมบัติข้อที่สอง
เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการ
สำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อ
ไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่แค่
เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริง ๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี
ไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง
กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผม
คิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่
เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการ
เพิมพ์ซ้ำบ่อย ๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่
ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่น ๆ
ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า
ธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผม ก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้
สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า
PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ย
ของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะ
ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของ
ราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ
แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่
กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่า
นี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อ
ภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด
ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่าง
รวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้
ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ
ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนใน
หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment
ทุกประการ
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้
1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ
หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมและอาจจะอีกหลายคนที่เป็น Value
Investor ก็คือหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์
สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมากรองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมชอบอ่าน
หนังสือและคิดว่า Value Investor โดยทั่วไปก็ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นผมจึงเข้าใจธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์พอสมควร เช่นเดียวกัน
ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับธุรกิจอาหารซึ่ง
ทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่คนมีการศึกษาจะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่
คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว” หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำ
เสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน
“ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวน
มาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่
คือคุณสมบัติข้อที่สอง
เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการ
สำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อ
ไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่แค่
เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริง ๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี
ไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง
กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผม
คิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่
เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการ
เพิมพ์ซ้ำบ่อย ๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่
ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่น ๆ
ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า
ธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผม ก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้
สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า
PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ย
ของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะ
ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของ
ราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ
แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่
กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่า
นี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อ
ภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด
ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่าง
รวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้
ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ
ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนใน
หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment
ทุกประการ
กฎการตลาด
กฎการตลาด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างการลงทุนแบบ Value Investment กับการลงทุนแบบอื่น ๆ ข้อหนึ่งก็คือ Value Investor จะวิเคราะห์บริษัทละเอียดลึกซึ้งกว่าโดยเฉพาะทางด้านฐานะทางการตลาดของกิจการในขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยทั่วไปเน้นการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน
ความเชื่อก็คือถ้าฐานะทางการตลาดเข้มแข็งโดยเฉพาะถ้าเป็นอันดับหนึ่ง ผลการดำเนินงานทางด้านการเงินก็มักจะดีด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือจะดีต่อเนื่อง สามารถเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะแก่การถือหุ้นลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นคนที่จะรักจะเป็น Value Investor ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอบรู้เรื่องการตลาดพอสมควร
ความคิดและกลยุทธ์ทางการตลาดของปรมาจารย์ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือความคิดของอัลไรส์ และ แจ็ค เทร้าท์ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือชื่อ Positioning, The New Positioning, Marketing Warfare และ The 22 Immutable Laws of Marketing ทั้งหมดนี้เข้าใจว่ามีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย หลักความคิดส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องกฎของการตลาดที่จะต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก
สิ่งที่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านบอกนั้นจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้ามียี่ห้อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และสบายใจมากขึ้นในการถือหุ้นระยะยาวโดยเฉพาะในกิจการที่มีฐานะทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง
กฎการตลาดหลัก ๆ ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะรู้ก็คือ สินค้า 2 ยี่ห้อชนกัน คนที่จะชนะก็คือคนที่ใช้ทรัพยากรมากกว่า นั่นก็คือมีการโฆษณามากกว่า มีช่องทางการขายมากกว่าไม่ใช่มีโฆษณาที่ดูดีกว่าหรือมีพนักงานขายที่เก่งกว่า เพราะฉะนั้น สินค้าใหม่ที่เพิ่งจะเข้าตลาดจะมาแข่งกับผู้นำตลาดจึงทำได้ยากมาก เพราะสินค้าใหม่มักจะมีงบโฆษณาหรือทำการตลาดน้อยกว่ามาก
บางทีเราอาจจะถือหุ้นของกิจการซึ่งมียี่ห้อเป็นผู้นำ แต่แล้วก็มีบริษัทอื่นเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติ “ดี” กว่าสินค้าของบริษัทเราออกมาแข่ง เราอาจจะตกใจเพราะกลัวว่าสินค้าของบริษัทเราคงจะแย่แน่เพราะดูแล้วของเราสู้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเรา แต่กฎการตลาดบอกว่าการที่สินค้าของเราเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับยี่ห้อแรกนั้นย่อมดีกว่าการเป็นสินค้าที่ดีกว่าแต่มาทีหลัง
การเป็นสินค้าที่เป็นเจ้าแรกที่ได้รับการยอมรับนั้น ในทางการตลาดถือว่าได้เปรียบมหาศาล เพราะสินค้าที่มีชื่อเก่าแก่ติดอยู่ในใจของผู้บริโภคมาช้านานจะได้รับความน่าเชื่อถือและคิดถึงก่อนสินค้าที่มาทีหลังถึงแม้ว่าสินค้าที่ออกมาทีหลังจะดีกว่า แต่ความดีกว่าเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเห็นสินค้าใหม่ออกมาและได้รับการต้อนรับหวือหวาจากผู้บริโภคด้วยผลของการโฆษณาและจากการ “อยากลอง” ของใหม่ก็อย่าได้ตกใจ เพราะในที่สุดคนก็จะกลับมาหา “ของจริง” ซึ่งอยู่กับเขามานาน
ถ้าเราซื้อหุ้นของกิจการที่ขายสินค้ามียี่ห้ออยู่ในอันดับที่สองหรือสามในตลาด เราควรจะเข้าใจกฎของ “ขั้นบันได” ซึ่งบอกว่า ผู้บริโภคนั้นมีความคิดเป็น “ขั้นบันได” ในสมองของเขาว่าใครเป็นอันดับหนึ่ง ใครเป็นอันดับสองและอันดับสาม โอกาสที่สินค้าของบริษัทเราจะขายดีถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็ญครกขึ้นภูเขา
สิ่งที่ควรจะรู้ต่อไปอีกก็คือว่า การแข่งขันเมื่อดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ คู่แข่งอันดับหนึ่งมักจะมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าอันดับสองค่อนข้างมาก เพราะเมื่อเขา “ชนะ” แล้ว เขาก็จะได้เปรียบในการแข่งขันและชนะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งก็จะอิ่มตัว ประมาณว่ายี่ห้ออันดับหนึ่งจะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอันดับสองถึงเท่าตัว และสำหรับอันดับสามนั้นในที่สุดก็อาจจะล้มหายตายจากหรือหมดความหมายไป
บ่อยครั้งเราพบว่า บริษัทซึ่งขายสินค้าหรือบริการที่มียี่ห้อแข็งแกร่งมากในตลาดสินค้าประเภทหนึ่ง ทำการ “ขยายสายผลิตภัณฑ์” โดยการเอายี่ห้อหรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการอีกประเภทหนึ่ง โดยเขาเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จเพราะคิดว่า คนรู้จักกับชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์เดิมอยู่แล้ว
ข้อนี้กฎการตลาดบอกว่าไม่จริง เพราะผู้บริโภคเขามีความคิดอยู่ในใจว่าคุณคือใครและคุณเก่งในทางไหน เช่น ถ้าคุณคือคนทำเพลงที่เก่งกาจแล้วคุณขยายไปทำหนังสือ ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับว่าคุณทำได้ดี เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเป็นหนังสือจะต้องเป็นอีกบริษัทหนึ่งไม่ใช่คุณ เพราะฉะนั้นเวลาที่บริษัทจดทะเบียนขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าเพิ่งดีใจว่ากิจการจะมีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอาจจะกลายเป็น “กับดัก” ก็ได้
เกือบทั้งหมดที่กล่าวมาจะพบว่าการตลาดที่บริษัทไม่ใช่เป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นการตลาดที่เสียเปรียบ และการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งกับคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งและไม่ควรทำ วิธีที่จะ “เข้าตลาด” ให้ประสบความสำเร็จก็คือจะต้องสร้างประเภทของสินค้าใหม่ขึ้นมาใหม่และ “จอง” ความเป็น “เจ้าแรก” ในสินค้าประเภทนั้น ยกตัวอย่างเช่นในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนั้น มียาสีฟันหลายประเภทเช่น ประเภทต่อสู้ฟันผุ ประเภทใช้แล้วลมหายใจสดชื่น เราอาจจะสร้างประเภทใหม่ว่าเป็นยาสีฟันสมุนไพรซึ่งถ้าไม่มีผู้นำอยู่ในกลุ่มนี้ เราก็จะเป็น “เจ้าแรก” ทันที และในที่สุดก็จะเป็นผู้นำในกลุ่มนี้
สุดท้ายก็คือ การวิเคราะห์ในเรื่องสินค้ามียี่ห้อนั้น Value Investor จะต้องเข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะสินค้าที่คนสนใจในตัวยี่ห้อมากเวลาจะเลือกใช้เช่นเรื่องเสื้อผ้า อาหาร แต่ไม่ใช่สินค้าที่มียี่ห้อแต่คนไม่ใคร่สนใจมากนักเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี หรือสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับความน่ารื่นรมย์เช่น แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ หรือระบบโทรศัพท์ เป็นต้น
ในตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นของกิจการที่มียี่ห้อมีไม่มากนัก และมักจะเป็นหุ้นที่มีขนาดเล็กและสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นก็น้อยทำให้ไม่ใคร่เป็นที่สนใจของนักเก็งกำไร แต่สำหรับ Value Investor ที่ต้องการถือหุ้นลงทุนระยะยาวโดยมีผลตอบแทนที่ดีพอใช้และความเสี่ยงต่ำแล้ว หุ้นที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งที่ขายในราคาไม่แพงเป็นหุ้นที่น่าสนใจครับ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างการลงทุนแบบ Value Investment กับการลงทุนแบบอื่น ๆ ข้อหนึ่งก็คือ Value Investor จะวิเคราะห์บริษัทละเอียดลึกซึ้งกว่าโดยเฉพาะทางด้านฐานะทางการตลาดของกิจการในขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยทั่วไปเน้นการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน
ความเชื่อก็คือถ้าฐานะทางการตลาดเข้มแข็งโดยเฉพาะถ้าเป็นอันดับหนึ่ง ผลการดำเนินงานทางด้านการเงินก็มักจะดีด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือจะดีต่อเนื่อง สามารถเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะแก่การถือหุ้นลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นคนที่จะรักจะเป็น Value Investor ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอบรู้เรื่องการตลาดพอสมควร
ความคิดและกลยุทธ์ทางการตลาดของปรมาจารย์ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือความคิดของอัลไรส์ และ แจ็ค เทร้าท์ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือชื่อ Positioning, The New Positioning, Marketing Warfare และ The 22 Immutable Laws of Marketing ทั้งหมดนี้เข้าใจว่ามีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย หลักความคิดส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องกฎของการตลาดที่จะต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก
สิ่งที่ปรมาจารย์ทั้งสองท่านบอกนั้นจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้ามียี่ห้อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และสบายใจมากขึ้นในการถือหุ้นระยะยาวโดยเฉพาะในกิจการที่มีฐานะทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง
กฎการตลาดหลัก ๆ ที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะรู้ก็คือ สินค้า 2 ยี่ห้อชนกัน คนที่จะชนะก็คือคนที่ใช้ทรัพยากรมากกว่า นั่นก็คือมีการโฆษณามากกว่า มีช่องทางการขายมากกว่าไม่ใช่มีโฆษณาที่ดูดีกว่าหรือมีพนักงานขายที่เก่งกว่า เพราะฉะนั้น สินค้าใหม่ที่เพิ่งจะเข้าตลาดจะมาแข่งกับผู้นำตลาดจึงทำได้ยากมาก เพราะสินค้าใหม่มักจะมีงบโฆษณาหรือทำการตลาดน้อยกว่ามาก
บางทีเราอาจจะถือหุ้นของกิจการซึ่งมียี่ห้อเป็นผู้นำ แต่แล้วก็มีบริษัทอื่นเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติ “ดี” กว่าสินค้าของบริษัทเราออกมาแข่ง เราอาจจะตกใจเพราะกลัวว่าสินค้าของบริษัทเราคงจะแย่แน่เพราะดูแล้วของเราสู้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเรา แต่กฎการตลาดบอกว่าการที่สินค้าของเราเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับยี่ห้อแรกนั้นย่อมดีกว่าการเป็นสินค้าที่ดีกว่าแต่มาทีหลัง
การเป็นสินค้าที่เป็นเจ้าแรกที่ได้รับการยอมรับนั้น ในทางการตลาดถือว่าได้เปรียบมหาศาล เพราะสินค้าที่มีชื่อเก่าแก่ติดอยู่ในใจของผู้บริโภคมาช้านานจะได้รับความน่าเชื่อถือและคิดถึงก่อนสินค้าที่มาทีหลังถึงแม้ว่าสินค้าที่ออกมาทีหลังจะดีกว่า แต่ความดีกว่าเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเห็นสินค้าใหม่ออกมาและได้รับการต้อนรับหวือหวาจากผู้บริโภคด้วยผลของการโฆษณาและจากการ “อยากลอง” ของใหม่ก็อย่าได้ตกใจ เพราะในที่สุดคนก็จะกลับมาหา “ของจริง” ซึ่งอยู่กับเขามานาน
ถ้าเราซื้อหุ้นของกิจการที่ขายสินค้ามียี่ห้ออยู่ในอันดับที่สองหรือสามในตลาด เราควรจะเข้าใจกฎของ “ขั้นบันได” ซึ่งบอกว่า ผู้บริโภคนั้นมีความคิดเป็น “ขั้นบันได” ในสมองของเขาว่าใครเป็นอันดับหนึ่ง ใครเป็นอันดับสองและอันดับสาม โอกาสที่สินค้าของบริษัทเราจะขายดีถีบตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็ญครกขึ้นภูเขา
สิ่งที่ควรจะรู้ต่อไปอีกก็คือว่า การแข่งขันเมื่อดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ คู่แข่งอันดับหนึ่งมักจะมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าอันดับสองค่อนข้างมาก เพราะเมื่อเขา “ชนะ” แล้ว เขาก็จะได้เปรียบในการแข่งขันและชนะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งก็จะอิ่มตัว ประมาณว่ายี่ห้ออันดับหนึ่งจะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอันดับสองถึงเท่าตัว และสำหรับอันดับสามนั้นในที่สุดก็อาจจะล้มหายตายจากหรือหมดความหมายไป
บ่อยครั้งเราพบว่า บริษัทซึ่งขายสินค้าหรือบริการที่มียี่ห้อแข็งแกร่งมากในตลาดสินค้าประเภทหนึ่ง ทำการ “ขยายสายผลิตภัณฑ์” โดยการเอายี่ห้อหรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการอีกประเภทหนึ่ง โดยเขาเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จเพราะคิดว่า คนรู้จักกับชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์เดิมอยู่แล้ว
ข้อนี้กฎการตลาดบอกว่าไม่จริง เพราะผู้บริโภคเขามีความคิดอยู่ในใจว่าคุณคือใครและคุณเก่งในทางไหน เช่น ถ้าคุณคือคนทำเพลงที่เก่งกาจแล้วคุณขยายไปทำหนังสือ ผู้บริโภคจะไม่ยอมรับว่าคุณทำได้ดี เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเป็นหนังสือจะต้องเป็นอีกบริษัทหนึ่งไม่ใช่คุณ เพราะฉะนั้นเวลาที่บริษัทจดทะเบียนขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าเพิ่งดีใจว่ากิจการจะมีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะอาจจะกลายเป็น “กับดัก” ก็ได้
เกือบทั้งหมดที่กล่าวมาจะพบว่าการตลาดที่บริษัทไม่ใช่เป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นการตลาดที่เสียเปรียบ และการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งกับคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งและไม่ควรทำ วิธีที่จะ “เข้าตลาด” ให้ประสบความสำเร็จก็คือจะต้องสร้างประเภทของสินค้าใหม่ขึ้นมาใหม่และ “จอง” ความเป็น “เจ้าแรก” ในสินค้าประเภทนั้น ยกตัวอย่างเช่นในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันนั้น มียาสีฟันหลายประเภทเช่น ประเภทต่อสู้ฟันผุ ประเภทใช้แล้วลมหายใจสดชื่น เราอาจจะสร้างประเภทใหม่ว่าเป็นยาสีฟันสมุนไพรซึ่งถ้าไม่มีผู้นำอยู่ในกลุ่มนี้ เราก็จะเป็น “เจ้าแรก” ทันที และในที่สุดก็จะเป็นผู้นำในกลุ่มนี้
สุดท้ายก็คือ การวิเคราะห์ในเรื่องสินค้ามียี่ห้อนั้น Value Investor จะต้องเข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะสินค้าที่คนสนใจในตัวยี่ห้อมากเวลาจะเลือกใช้เช่นเรื่องเสื้อผ้า อาหาร แต่ไม่ใช่สินค้าที่มียี่ห้อแต่คนไม่ใคร่สนใจมากนักเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี หรือสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับความน่ารื่นรมย์เช่น แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ หรือระบบโทรศัพท์ เป็นต้น
ในตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นของกิจการที่มียี่ห้อมีไม่มากนัก และมักจะเป็นหุ้นที่มีขนาดเล็กและสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นก็น้อยทำให้ไม่ใคร่เป็นที่สนใจของนักเก็งกำไร แต่สำหรับ Value Investor ที่ต้องการถือหุ้นลงทุนระยะยาวโดยมีผลตอบแทนที่ดีพอใช้และความเสี่ยงต่ำแล้ว หุ้นที่มียี่ห้ออันดับหนึ่งที่ขายในราคาไม่แพงเป็นหุ้นที่น่าสนใจครับ
การใช้เงินแบบ Value Investor
การใช้เงินแบบ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภารกิจในชีวิตของ Value Investor ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินนั่นก็คือ Value Investor อยากมีพอร์ตของหุ้นที่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้เลี้ยงเขาตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าอย่างคร่าว ๆ ก็คือจะต้องมีพอร์ตหุ้นประมาณ 20 ล้านบาท
การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่มีมรดก ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดี ความตั้งใจสูง และมีศักยภาพพอสมควรที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการใช้เงินและการลงทุนที่เหมาะสม
ต่อไปนี้คือวิธีการใช้จ่ายและจัดสรรเงินที่จะช่วยให้ Value Investor สามารถบรรลุภารกิจของการเป็นไทในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ สามารถสร้างพอร์ตหุ้นจนใหญ่พออย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันมีชีวิตที่มีความสุข โดยหลักการใหญ่ก็คือต้องใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งจำเป็นและสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างคุ้มค่า และเหลือเงินมากพอที่จะนำมาลงทุนซื้อหุ้นสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบ Value Investment
รายจ่ายที่สำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือเรื่องของบ้านอยู่อาศัย ผมคิดว่าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานนักควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินจำนวนมากเกินไปกับการซื้อบ้านที่มีราคาสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุน
การมีบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นนั้นนอกจากทำให้ต้องเสียค่าผ่อนสูงแล้ว การดูแลรักษาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและแรงงานมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเงินแล้วการซื้อบ้านที่ใหญ่นั้น “กิน” เงินของคุณไปมากอย่างที่คุณอาจนึกไม่ถึง แต่หลายคนก็พูดว่า การซื้อบ้านก็เหมือนกับการลงทุนและเป็นการลงทุนที่ดีเพราะคุณมีโอกาสได้ “ใช้” มันอย่างคุ้มค่า
ผมเองคิดว่าบ้านส่วนใหญ่แล้วมีราคาขึ้นไปน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น เพราะบ้านนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเก่าลง ราคาจะตกลง และแม้ว่าราคาที่ดินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ราคาจะปรับตัวขึ้นช้ามากในขณะที่ถ้าเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้นซึ่งเติบโตปีละประมาณ 10% ภายในเวลา 7 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งผมคิดว่ามีบ้านน้อยมากที่มีราคาขึ้นมามากขนาดนั้น
ในส่วนของความสุขที่จะได้รับจากการอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตนั้นผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์จากการอยู่บ้านที่เล็กนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก บ้านที่เล็กอาจทำให้เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่เดียวกันหรือห้องเดียวกันซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ทำให้คนในบ้านพบเห็นเจอหน้ากันตลอดเวลาซึ่งสำหรับผมมันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะของ Value Investor บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า
ถัดจากบ้านก็มาถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผ่องถ่ายเงินของเราออกไปมากรอง ๆ จากบ้าน ผมเองคิดว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อรถส่วนตัว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการมีรถนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับบ้านนั่นคือ ต้องจ่ายทั้งค่ารถและค่าซ่อมแซมที่จะตามมา รวมทั้งยังต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าประกัน และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เทียบกับค่ารถไฟฟ้า รถเมล์หรือแท็กซี่แล้วจะพบว่าต่างกันมากในขณะที่ความสะดวกใกล้เคียงกัน
ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถผมคิดว่าควรจะเป็นรถญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพดี คุณภาพสูงและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับรถของประเทศอื่น ส่วนรถที่ผมคิดว่า Value Investor ไม่ควรซื้อก็คือรถหรูที่ราคาแพงมาก เพราะประสบการณ์ของผมก็คือ คุณภาพของเครื่องยนต์และความสะดวกสบายมักจะสู้รถ “มวลชน” ไม่ได้ในขณะที่ราคาอาจจะแพงกว่าเท่าตัว เปรียบเทียบกันแล้ว ความสุขที่จะได้จากการขับรถหรูหราไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป บวกกับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมา
การศึกษาของลูกเป็นค่าใช้จ่ายรายการใหญ่ที่ผมคิดว่าเราไม่ควรประหยัด เพราะผลตอบแทนที่กลับมานั้นมักจะคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวกว่าที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และผลตอบแทนจากการศึกษานั้นไม่ใช่เป็นเพียงตัวเงินแต่รวมถึงพฤติกรรม สังคม และอื่น ๆ อีกมาก
การลงทุนในการศึกษายังต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยเพราะนี่จะเป็นช่วงที่การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจะ “รอ” ไม่ได้ จะต้องยอมจ่ายเพื่อให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี แม้ว่าราคาจะ “แพง” กว่าโรงเรียนอื่น ๆ อยู่มาก
เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา Value Investor ไม่ควรเสียดายเงินในการซื้อหนังสือดี ๆ มาอ่านโดยเฉพาะหนังสือทางด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เรามีความรู้ และความรู้นั้นสุดท้ายก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วผมคิดว่ามันคือแหล่งของความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด หนังสือเล่มละเพียงไม่กี่ร้อยบาทหลายครั้งบรรจุความรู้และประสบการณ์ของคนเขียนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลังเลเลยที่จะซื้อหนังสือที่ผมคิดว่าเขียนโดยคนที่รู้จริงไม่ว่าหนังสือจะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ผมเห็นว่าไม่มีสาระเพียงพอหรือเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าหนังสือจะถูกเพียงใดผมก็ไม่ซื้อ และก็คงจะไม่อ่านไม่ว่าในกรณีใด เพราะการอ่านหนังสือนั้นผมเห็นว่าต้นทุนจริง ๆ ของเราก็คือเวลาที่ใช้ไม่ใช่เรื่องเงินค่าหนังสือซึ่งมักจะมีราคาถูกมาก
รายจ่ายของความบันเทิงที่มีราคาแพงรายการหนึ่งคือการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรจ่าย เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว มันช่วยเปิดโลกทรรศของเราให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ในการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรทำตัวเป็น Value Traveller คือนักท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันนั่นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรืออยู่โรงแรมหรูซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนอกจากการนอน
การใช้สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังซึ่งมีราคาแพงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า Value Investor ที่กำลัง “สร้างตัว” ไม่ควรทำ เพราะนี่จะเป็นการใช้เงินที่ได้รับผลตอบแทนคืนมาน้อย สินค้าเองก็ตกรุ่นเร็ว เทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อครั้งแล้วก็มักจะสูงลิ่ว ในความรู้สึกของผมนั้นคนเราสามารถแต่งตัวดูดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายี่ห้อมากนัก
ทั้งหมดนั้นก็คือมุมมองหนึ่งของ Value Investor ต่อการใช้เงินของเราโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเดินทางสู่เป้าหมายของการเป็นอิสระทางการเงินนั้น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินเท่า ๆ กับหรือมากกว่า
วิธีการลงทุน และก็เช่นเดียวกัน วิธีการใช้เงินที่จะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายของเราก็คือการใช้เงินแบบ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
ภารกิจในชีวิตของ Value Investor ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือการเป็นคนที่มีอิสรภาพทางการเงินนั่นก็คือ Value Investor อยากมีพอร์ตของหุ้นที่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้เลี้ยงเขาตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่าอย่างคร่าว ๆ ก็คือจะต้องมีพอร์ตหุ้นประมาณ 20 ล้านบาท
การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่มีมรดก ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เป็นคนชั้นกลางกินเงินเดือนที่มีการศึกษาดี ความตั้งใจสูง และมีศักยภาพพอสมควรที่จะไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจนั้น ผมคิดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ในการใช้เงินและการลงทุนที่เหมาะสม
ต่อไปนี้คือวิธีการใช้จ่ายและจัดสรรเงินที่จะช่วยให้ Value Investor สามารถบรรลุภารกิจของการเป็นไทในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ สามารถสร้างพอร์ตหุ้นจนใหญ่พออย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันมีชีวิตที่มีความสุข โดยหลักการใหญ่ก็คือต้องใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งจำเป็นและสิ่งที่สร้างความสุขให้อย่างคุ้มค่า และเหลือเงินมากพอที่จะนำมาลงทุนซื้อหุ้นสร้างพอร์ตการลงทุนในแบบ Value Investment
รายจ่ายที่สำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือเรื่องของบ้านอยู่อาศัย ผมคิดว่าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่นานนักควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เงินจำนวนมากเกินไปกับการซื้อบ้านที่มีราคาสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุน
การมีบ้านที่ใหญ่เกินจำเป็นนั้นนอกจากทำให้ต้องเสียค่าผ่อนสูงแล้ว การดูแลรักษาก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายและแรงงานมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเงินแล้วการซื้อบ้านที่ใหญ่นั้น “กิน” เงินของคุณไปมากอย่างที่คุณอาจนึกไม่ถึง แต่หลายคนก็พูดว่า การซื้อบ้านก็เหมือนกับการลงทุนและเป็นการลงทุนที่ดีเพราะคุณมีโอกาสได้ “ใช้” มันอย่างคุ้มค่า
ผมเองคิดว่าบ้านส่วนใหญ่แล้วมีราคาขึ้นไปน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้น เพราะบ้านนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเก่าลง ราคาจะตกลง และแม้ว่าราคาที่ดินอาจจะเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ราคาจะปรับตัวขึ้นช้ามากในขณะที่ถ้าเอาเงินมาลงทุนซื้อหุ้นซึ่งเติบโตปีละประมาณ 10% ภายในเวลา 7 ปี เงินก้อนนั้นก็จะเติบโตเป็นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งผมคิดว่ามีบ้านน้อยมากที่มีราคาขึ้นมามากขนาดนั้น
ในส่วนของความสุขที่จะได้รับจากการอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตนั้นผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์จากการอยู่บ้านที่เล็กนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก บ้านที่เล็กอาจทำให้เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างในที่เดียวกันหรือห้องเดียวกันซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็ทำให้คนในบ้านพบเห็นเจอหน้ากันตลอดเวลาซึ่งสำหรับผมมันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะของ Value Investor บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่า
ถัดจากบ้านก็มาถึงรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผ่องถ่ายเงินของเราออกไปมากรอง ๆ จากบ้าน ผมเองคิดว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อรถส่วนตัว เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการมีรถนั้นค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับบ้านนั่นคือ ต้องจ่ายทั้งค่ารถและค่าซ่อมแซมที่จะตามมา รวมทั้งยังต้องเสียค่าน้ำมัน ค่าประกัน และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เทียบกับค่ารถไฟฟ้า รถเมล์หรือแท็กซี่แล้วจะพบว่าต่างกันมากในขณะที่ความสะดวกใกล้เคียงกัน
ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถผมคิดว่าควรจะเป็นรถญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพดี คุณภาพสูงและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับรถของประเทศอื่น ส่วนรถที่ผมคิดว่า Value Investor ไม่ควรซื้อก็คือรถหรูที่ราคาแพงมาก เพราะประสบการณ์ของผมก็คือ คุณภาพของเครื่องยนต์และความสะดวกสบายมักจะสู้รถ “มวลชน” ไม่ได้ในขณะที่ราคาอาจจะแพงกว่าเท่าตัว เปรียบเทียบกันแล้ว ความสุขที่จะได้จากการขับรถหรูหราไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป บวกกับภาระต่าง ๆ ที่จะตามมา
การศึกษาของลูกเป็นค่าใช้จ่ายรายการใหญ่ที่ผมคิดว่าเราไม่ควรประหยัด เพราะผลตอบแทนที่กลับมานั้นมักจะคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างยาวกว่าที่เด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และทำมาหาเลี้ยงชีพได้ และผลตอบแทนจากการศึกษานั้นไม่ใช่เป็นเพียงตัวเงินแต่รวมถึงพฤติกรรม สังคม และอื่น ๆ อีกมาก
การลงทุนในการศึกษายังต้องเริ่มตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยเพราะนี่จะเป็นช่วงที่การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจะ “รอ” ไม่ได้ จะต้องยอมจ่ายเพื่อให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี แม้ว่าราคาจะ “แพง” กว่าโรงเรียนอื่น ๆ อยู่มาก
เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา Value Investor ไม่ควรเสียดายเงินในการซื้อหนังสือดี ๆ มาอ่านโดยเฉพาะหนังสือทางด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เรามีความรู้ และความรู้นั้นสุดท้ายก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วผมคิดว่ามันคือแหล่งของความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด หนังสือเล่มละเพียงไม่กี่ร้อยบาทหลายครั้งบรรจุความรู้และประสบการณ์ของคนเขียนทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลังเลเลยที่จะซื้อหนังสือที่ผมคิดว่าเขียนโดยคนที่รู้จริงไม่ว่าหนังสือจะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ผมเห็นว่าไม่มีสาระเพียงพอหรือเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าหนังสือจะถูกเพียงใดผมก็ไม่ซื้อ และก็คงจะไม่อ่านไม่ว่าในกรณีใด เพราะการอ่านหนังสือนั้นผมเห็นว่าต้นทุนจริง ๆ ของเราก็คือเวลาที่ใช้ไม่ใช่เรื่องเงินค่าหนังสือซึ่งมักจะมีราคาถูกมาก
รายจ่ายของความบันเทิงที่มีราคาแพงรายการหนึ่งคือการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรจ่าย เพราะนอกจากความบันเทิงแล้ว มันช่วยเปิดโลกทรรศของเราให้กว้างขึ้นโดยเฉพาะการไปเที่ยวต่างประเทศบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ในการท่องเที่ยวนั้นผมคิดว่าเราควรทำตัวเป็น Value Traveller คือนักท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่าเหมือนกันนั่นก็คือ เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรืออยู่โรงแรมหรูซึ่งเราแทบจะไม่ได้ใช้ทำอะไรมากนอกจากการนอน
การใช้สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังซึ่งมีราคาแพงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า Value Investor ที่กำลัง “สร้างตัว” ไม่ควรทำ เพราะนี่จะเป็นการใช้เงินที่ได้รับผลตอบแทนคืนมาน้อย สินค้าเองก็ตกรุ่นเร็ว เทียบต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อครั้งแล้วก็มักจะสูงลิ่ว ในความรู้สึกของผมนั้นคนเราสามารถแต่งตัวดูดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายี่ห้อมากนัก
ทั้งหมดนั้นก็คือมุมมองหนึ่งของ Value Investor ต่อการใช้เงินของเราโดยเฉพาะในช่วงที่กำลังสร้างความมั่นคงทางการเงิน การเดินทางสู่เป้าหมายของการเป็นอิสระทางการเงินนั้น ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินเท่า ๆ กับหรือมากกว่า
วิธีการลงทุน และก็เช่นเดียวกัน วิธีการใช้เงินที่จะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายของเราก็คือการใช้เงินแบบ Value Investor
บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor
บรรษัทภิบาลฉบับ Value Investor
โลกในมุมมองของ Value Investor
เรื่องของบรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance นั้น เคยมีการพูดถึงกันมากและมีการรณรงค์กันมาพอสมควร ขนาดนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติเอง แต่ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องนี้กำลังแผ่วลงไป เหตุผลคงเป็นเพราะตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก หุ้นวิ่งกันอุตลุตไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลดีหรือหุ้นที่ไม่ค่อยจะมีบรรษัทภิบาลเท่าใดนัก
ว่าที่จริงหุ้นที่วิ่งมากในช่วงนี้กลับเป็นหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาล เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่มีปัญหาทางการเงินนั้น มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อโต้เถียงที่ว่าบรรษัทภิบาลที่ดีจะทำให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วน่าจะมีน้ำหนักน้อย
คนที่อยู่ในวงการหุ้นที่สนใจเรื่องบรรษัทภิบาลจริง ๆ ผมก็คิดว่ายังมีน้อย บางคนดูว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของหน้าตามากกว่าเป็นเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะมีผลต่อผลการดำเนินงานของกิจการหรือราคาหุ้น พูดง่าย ๆ เรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์
นักวิเคราะห์หุ้นที่แนะนำการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยนำองค์ประกอบเรื่องบรรษัทภิบาลเข้ามาคิดในการคำนวณหาราคาหุ้นที่เหมาะสม บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน พูดอะไรไม่ดีอาจจะถูกฟ้องร้องหรือถูกต่อต้านได้ แต่เหตุผลที่หนักแน่นกว่าอาจจะมาจากกรอบความคิดที่ว่าเรื่องบรรษัทภิบาลน่าจะเป็นเรื่องที่จะมีผลในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่ใคร่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทจะมีบรรษัทภิบาลมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม และไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เห็นได้จากหุ้นจำนวนมากที่มีบรรษัทภิบาลต่ำแต่กลับเป็นหุ้นยอดนิยมที่คนเล่นกันมาก
Value Investor มองเรื่องของบรรษัทภิบาลแตกต่างจากคนอื่น คือมองว่าบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งในการพิจารณาลงทุนในหุ้น ว่าที่จริงความเสี่ยงในการลงทุนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือเรื่องของบรรษัทภิบาล เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลต่ำ เวลา Value Investor จะลงทุนซื้อหุ้นก็จะต้องเผื่อ Margin of Safety สูง หรือพูดง่าย ๆ ถ้าไม่ค่อยไว้วางใจผู้บริหารก็จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานมาก ๆ เพื่อความปลอดภัยในการลงทุน
คำถามก็คือจะดูได้อย่างไรว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดี ถ้าบริษัทไม่ได้ไปทำการจัดอันดับหรือได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ การวิเคราะห์เรื่องบรรษัทภิบาลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบุคคลภายนอก แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าเวลาพูดถึงบรรษัทภิบาล เขาพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง
ถ้าถาม “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็จะพบว่าการวิเคราะห์บรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก จะต้องเจาะลึกเข้าไปภายในบริษัทและต้องสัมภาษณ์ผู้บริหารอย่างเข้มข้น เฉพาะรายการคำถามก็ยาวหลายหน้าแล้ว ถ้าอย่างนั้น Value Investor จะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะวิเคราะห์บรรษัทภิบาลของบริษัทที่ตนเองจะลงทุน?
คำตอบของผมอยู่ที่นิยามของคำว่า Good Corporate Governance หรือแปลให้เข้าใจง่ายก็คือ การจัดการหรือการบริหารกิจการบริษัทมหาชนที่ดี ซึ่งในความเห็นของผมควรจะมองใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ หนึ่ง การบริหารกิจการให้ได้กำไรที่ดีมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ สองคือการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และสามคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และทันเวลา
ในความเห็นของผมบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ควรจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลและพิจารณาลงทุนเฉพาะในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุนของบริษัท เพราะนี่จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะต้องดูแลให้ความเสี่ยงของกิจการอยู่ในระดับต่ำ เฉพาะอย่างยิ่งกิจการไม่ควรจะมีหนี้สินมากเกินไป
เรื่องของผลการดำเนินงานนี้ นอกจากเรื่องของกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้ายแล้ว บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมี “ไส้ใน” หรือรายการต่าง ๆ เช่น ยอดขาย ต้นทุนขายและอื่น ๆ ที่ดีด้วยซึ่งจะเป็นการยืนยันว่ากำไรนั้นเป็น “ของจริง” ที่เกิดจากธุรกิจหลัก
เรื่องของผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมีนโยบายการจ่ายปันผลที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการเงินทุนในการขยายงานของกิจการ บริษัทไม่ควรเก็บเงินสดเอาไว้มากมายโดยไม่มีเป้าหมายในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน การกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาจ่ายปันผลก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
กิจการที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีไม่ควรมีรายการเกี่ยวโยงกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถ้าไม่จำเป็น เพราะคงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดความยุติธรรมกับบริษัท ตัวอย่างของรายการเกี่ยวโยงที่ฟ้องว่าบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาลก็เช่น การซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจากผู้ถือหุ้นใหญ่โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน การให้เงินกู้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่โดยที่ความสามารถในการชำระคืนเป็นที่น่าสงสัย หรือการที่บริษัทแต่งตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตน ทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามีก็อาจจะถือเป็นสัญญาณที่ Value Investor ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
สุดท้ายก็คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนที่เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของงบการเงิน ซึ่งบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องมีงบการเงินที่สะอาดได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีอย่างไม่มีเงื่อนไข สังเกตได้จากหน้าแรกของงบการเงินที่จะต้องสั้นมากไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ยิ่งบริษัทไหนผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตหรือคำอธิบายมากเท่าใดก็อาจเป็นเครื่องแสดงว่าบัญชีมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น
บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะแสดงรายละเอียดผลการดำเนินของกิจการในหนังสือรายงานประจำปี เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการแยกแยะผลการดำเนินของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ที่เป็นการขยายงานแยกต่างหากจากการบำรุงรักษาประจำปี
เรื่องสุดท้ายของการเปิดเผยข้อมูลนั้นผมคิดว่าบริษัทควรจะมีความจริงใจกับผู้ถือหุ้นในการเปิดเผยข่าวร้ายเช่นเดียวกับข่าวดีที่มักจะเปิดเผยกันอย่างรวดเร็วและในสื่อที่กว้างขวางขณะเดียวกันข่าวร้ายมักจะเปิดเผยเมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแล้วและการเปิดเผยมักอยู่ในสื่อที่คนติดตามน้อย
ทั้งหมดนั้นเป็นวิธีดูเบื้องต้นว่าบริษัทน่าจะมีบรรษัทภิบาลที่ดีหรือไม่ พฤติกรรมหรือข้อมูลที่เห็นภายนอกคงไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะทำให้สามารถคาดเดาหรือประมาณการได้พอสมควร Value Investor รู้ว่าการวิเคราะห์ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์ดังนั้นการกำหนด Margin of Safety จึงเป็นหลักสำคัญและเป็นศิลปที่จะต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ในการลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor
เรื่องของบรรษัทภิบาล หรือ Corporate Governance นั้น เคยมีการพูดถึงกันมากและมีการรณรงค์กันมาพอสมควร ขนาดนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติเอง แต่ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องนี้กำลังแผ่วลงไป เหตุผลคงเป็นเพราะตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก หุ้นวิ่งกันอุตลุตไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลดีหรือหุ้นที่ไม่ค่อยจะมีบรรษัทภิบาลเท่าใดนัก
ว่าที่จริงหุ้นที่วิ่งมากในช่วงนี้กลับเป็นหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาล เฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่มีปัญหาทางการเงินนั้น มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมาก เพราะฉะนั้นข้อโต้เถียงที่ว่าบรรษัทภิบาลที่ดีจะทำให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วน่าจะมีน้ำหนักน้อย
คนที่อยู่ในวงการหุ้นที่สนใจเรื่องบรรษัทภิบาลจริง ๆ ผมก็คิดว่ายังมีน้อย บางคนดูว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของหน้าตามากกว่าเป็นเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะมีผลต่อผลการดำเนินงานของกิจการหรือราคาหุ้น พูดง่าย ๆ เรื่องบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์
นักวิเคราะห์หุ้นที่แนะนำการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไปก็ดูเหมือนว่าจะไม่เคยนำองค์ประกอบเรื่องบรรษัทภิบาลเข้ามาคิดในการคำนวณหาราคาหุ้นที่เหมาะสม บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องบรรษัทภิบาลเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน พูดอะไรไม่ดีอาจจะถูกฟ้องร้องหรือถูกต่อต้านได้ แต่เหตุผลที่หนักแน่นกว่าอาจจะมาจากกรอบความคิดที่ว่าเรื่องบรรษัทภิบาลน่าจะเป็นเรื่องที่จะมีผลในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่ใคร่ได้สนใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบริษัทจะมีบรรษัทภิบาลมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหรือมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม และไม่ว่าจะเป็นอย่างไรนักเล่นหุ้นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เห็นได้จากหุ้นจำนวนมากที่มีบรรษัทภิบาลต่ำแต่กลับเป็นหุ้นยอดนิยมที่คนเล่นกันมาก
Value Investor มองเรื่องของบรรษัทภิบาลแตกต่างจากคนอื่น คือมองว่าบรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งในการพิจารณาลงทุนในหุ้น ว่าที่จริงความเสี่ยงในการลงทุนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือเรื่องของบรรษัทภิบาล เพราะฉะนั้นบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลต่ำ เวลา Value Investor จะลงทุนซื้อหุ้นก็จะต้องเผื่อ Margin of Safety สูง หรือพูดง่าย ๆ ถ้าไม่ค่อยไว้วางใจผู้บริหารก็จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานมาก ๆ เพื่อความปลอดภัยในการลงทุน
คำถามก็คือจะดูได้อย่างไรว่าบริษัทมีบรรษัทภิบาลที่ดี ถ้าบริษัทไม่ได้ไปทำการจัดอันดับหรือได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ การวิเคราะห์เรื่องบรรษัทภิบาลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับบุคคลภายนอก แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าเวลาพูดถึงบรรษัทภิบาล เขาพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง
ถ้าถาม “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็จะพบว่าการวิเคราะห์บรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก จะต้องเจาะลึกเข้าไปภายในบริษัทและต้องสัมภาษณ์ผู้บริหารอย่างเข้มข้น เฉพาะรายการคำถามก็ยาวหลายหน้าแล้ว ถ้าอย่างนั้น Value Investor จะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะวิเคราะห์บรรษัทภิบาลของบริษัทที่ตนเองจะลงทุน?
คำตอบของผมอยู่ที่นิยามของคำว่า Good Corporate Governance หรือแปลให้เข้าใจง่ายก็คือ การจัดการหรือการบริหารกิจการบริษัทมหาชนที่ดี ซึ่งในความเห็นของผมควรจะมองใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ หนึ่ง การบริหารกิจการให้ได้กำไรที่ดีมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ สองคือการจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และสามคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และทันเวลา
ในความเห็นของผมบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ควรจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลและพิจารณาลงทุนเฉพาะในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเงินทุนของบริษัท เพราะนี่จะทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้น และสุดท้ายจะต้องดูแลให้ความเสี่ยงของกิจการอยู่ในระดับต่ำ เฉพาะอย่างยิ่งกิจการไม่ควรจะมีหนี้สินมากเกินไป
เรื่องของผลการดำเนินงานนี้ นอกจากเรื่องของกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้ายแล้ว บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมี “ไส้ใน” หรือรายการต่าง ๆ เช่น ยอดขาย ต้นทุนขายและอื่น ๆ ที่ดีด้วยซึ่งจะเป็นการยืนยันว่ากำไรนั้นเป็น “ของจริง” ที่เกิดจากธุรกิจหลัก
เรื่องของผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะมีนโยบายการจ่ายปันผลที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการเงินทุนในการขยายงานของกิจการ บริษัทไม่ควรเก็บเงินสดเอาไว้มากมายโดยไม่มีเป้าหมายในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน การกู้เงินมากขึ้นเพื่อมาจ่ายปันผลก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
กิจการที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีไม่ควรมีรายการเกี่ยวโยงกับผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ถ้าไม่จำเป็น เพราะคงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดความยุติธรรมกับบริษัท ตัวอย่างของรายการเกี่ยวโยงที่ฟ้องว่าบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาลก็เช่น การซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจากผู้ถือหุ้นใหญ่โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน การให้เงินกู้กับกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่โดยที่ความสามารถในการชำระคืนเป็นที่น่าสงสัย หรือการที่บริษัทแต่งตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตน ทั้งหลายเหล่านี้ ถ้ามีก็อาจจะถือเป็นสัญญาณที่ Value Investor ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
สุดท้ายก็คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนที่เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของงบการเงิน ซึ่งบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีจะต้องมีงบการเงินที่สะอาดได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีอย่างไม่มีเงื่อนไข สังเกตได้จากหน้าแรกของงบการเงินที่จะต้องสั้นมากไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ยิ่งบริษัทไหนผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตหรือคำอธิบายมากเท่าใดก็อาจเป็นเครื่องแสดงว่าบัญชีมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น
บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดีควรจะแสดงรายละเอียดผลการดำเนินของกิจการในหนังสือรายงานประจำปี เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการแยกแยะผลการดำเนินของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ที่เป็นการขยายงานแยกต่างหากจากการบำรุงรักษาประจำปี
เรื่องสุดท้ายของการเปิดเผยข้อมูลนั้นผมคิดว่าบริษัทควรจะมีความจริงใจกับผู้ถือหุ้นในการเปิดเผยข่าวร้ายเช่นเดียวกับข่าวดีที่มักจะเปิดเผยกันอย่างรวดเร็วและในสื่อที่กว้างขวางขณะเดียวกันข่าวร้ายมักจะเปิดเผยเมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแล้วและการเปิดเผยมักอยู่ในสื่อที่คนติดตามน้อย
ทั้งหมดนั้นเป็นวิธีดูเบื้องต้นว่าบริษัทน่าจะมีบรรษัทภิบาลที่ดีหรือไม่ พฤติกรรมหรือข้อมูลที่เห็นภายนอกคงไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะทำให้สามารถคาดเดาหรือประมาณการได้พอสมควร Value Investor รู้ว่าการวิเคราะห์ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์ดังนั้นการกำหนด Margin of Safety จึงเป็นหลักสำคัญและเป็นศิลปที่จะต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ในการลงทุน
ตามล่าหาความคิด
ตามล่าหาความคิด
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความคิดดี ๆ ในการลงทุนเป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายและถ้าพบปีละ 2 – 3 เรื่องหรือเจอหุ้นปีละ 2 – 3 ตัว คุณก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง
การค้นหากิจการหรือหุ้นที่จะลงทุนสำหรับ Value Investor นั้นจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นบูรณาการคือต้องดูภาพรวมทั้งหมดทุกด้านและต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่เหมือนกับการที่คุณจะกำเงินไปลงทุนทำธุรกิจกับคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของการซื้อหุ้นมาและขายหุ้นไปเพื่อหากำไรระยะสั้น
เวลาวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นผมมักจะใช้เวลาคิดค่อนข้างนานและคิดกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง นอกจากคิดแล้วก็มักจะกลับไปอ่านข้อมูลของกิจการและศึกษางบการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้สึกว่าดูครั้งเดียวคิดครั้งเดียวไม่เพียงพอ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เก่งพอที่จะเข้าใจเรื่องราวของกิจการได้หมดโดยการศึกษาเพียงครั้งเดียว
นอกจากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและคิดถึงสถานะการดำเนินงานและความเข้มแข็งของกิจการแล้วบ่อยครั้งผมจะพยายามเก็บข้อมูลในสนามหรือติดตามและทดสอบสินค้าและบริการของบริษัทถ้าทำได้เพื่อย้ำความมั่นใจในศักยภาพของกิจการ และอีกหลายครั้งเช่นเดียวกันผมจะรอติดตามตัวเลขผลการดำเนินงานรายไตรมาศที่จะออกมาก่อนที่จะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น น้อยครั้งที่ผมจะ “รีบ” ซื้อหุ้นเพราะกลัวว่าราคาจะวิ่งไปเสียก่อน
การคิดหาหุ้นดี ๆ สำหรับผมนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกโอกาส แต่ที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดก็คือในช่วงที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังมีการซื้อขายหุ้นกันอย่างคึกคัก ความคิดดี ๆ และหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากนั้นผมไม่เคยได้จากการติดตามราคาหุ้นนาทีต่อนาที ตรงกันข้าม ผมคิดว่าการเฝ้าหน้ากระดานหุ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ความคิดดี ๆ ไม่เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมการซื้อขายหุ้นเบี่ยงเบนความสนใจของเราไปจากตัวกิจการของบริษัท
เชื่อไหมว่าเวลาที่ผมมักเกิดความคิดดี ๆ ก็คือ ช่วงที่ผมกำลังวิ่งออกกำลังทุกวันหรือเป็นช่วงที่ผมมีความสบายไม่มีภาระการงาน ซึ่งเวลาในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผมใช้ความคิดทบทวนหุ้นที่ผมกำลังสนใจ หรือเป็นหุ้นที่ผมได้ไอเดียมาจากที่อื่น
แหล่งของความคิดเกี่ยวกับหุ้นสำหรับผมนั้นมาจากหลายทางมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตัวหลักก็คือสินค้าหรือบริการของบริษัทซึ่งผมพบเห็นในชีวิตประจำวันหรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ผมได้รับทราบว่ามีความเข้มแข็งหรือดีเลิศอย่างน่าทึ่ง จากจุดนั้นผมจะเริ่มศึกษาต่อถึงรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา
แหล่งที่จะเริ่มหาความคิดดี ๆ ต่อมาก็คือในเวบไซต์ที่เกี่ยวกับหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งเวบไซต์ที่เน้นแนว Value Investment เพราะนี่คือแหล่งของนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น Value Stock ซึ่งจะมี Value Investor เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาก หนึ่งในเวปเหล่านั้นก็คือ Thaivalueinvestor.com
สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปหาความคิดดี ๆ ในเวปไซต์ก็คือ ความคิดความเห็นจะมีหลากหลายมากเนื่องจากทุกคนสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความเห็นไหนเป็นความเห็นที่ถูกและความคิดไหนเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น การเข้าไปหาความคิดในเวปไซต์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ
นอกจาก Website แล้ว กลุ่มเพื่อนนักลงทุนร่วมอุดมการณ์ก็เป็นแหล่งเสาะหาความคิดดี ๆ ได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคนที่เรารู้ว่าเป็น Value Investor พันธุ์แท้ที่ยึดหลักการมั่นคง ผมเองคิดว่าคนที่ทุ่มเทให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังนั้น ควรที่จะมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนแนวเดียวกันซึ่งจะช่วยให้คำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทใจ
บางครั้ง ความคิดดี ๆ หรือหุ้นดี ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวมากเสียจนเรามองไม่เห็นเช่นในที่ทำงานของเราเอง หรือในธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคย ความเคยชินอาจทำให้เราไม่รู้สึกว่ากิจการหรืออุตสาหกรรมนั้นมีความโดดเด่นน่าสนใจ บางทีก็ไม่รู้สึกว่ากิจการนั้นดีเลิศหรือผู้บริหารยอดเยี่ยมแค่ไหน ตรงกันข้ามเรากลับมองธุรกิจอื่นหรือกิจการอื่นในภาพที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริงโดยเฉพาะในยามที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นปรับตัวขึ้นร้อนแรงและมีคนกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง พฤติกรรมในลักษณะใกล้เกลือกินด่างนี้ทำให้คนพลาดจากการได้ความคิดดี ๆ ไปไม่ใช่น้อย
ก่อนที่จะสรุปได้ว่าความคิดใดหรือหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่ดีเยี่ยมและการลงทุนมี Margin of Safety หรือความปลอดภัยในการลงทุนสูงและเหมาะที่จะลงทุนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมจะต้องอ่านรายงานประจำปีของบริษัทซึ่งจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการทั้งหมด รวมทั้งเรื่องปัจจัยเสี่ยงของกิจการเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่เสียหายแอบซ่อนอยู่
เมื่อข้อมูลและเหตุผลทุกอย่างชี้ไปว่าเป็นหุ้นที่ดีคุ้มค่าจริง ๆ แล้ว เราต้องกล้าที่จะเข้าซื้อหุ้นลงทุนและเก็บเอาไว้ยาวนาน ต้องกล้าที่จะซื้อในขณะที่ราคาหุ้นไม่มีความคึกคักหรือแม้ว่าหุ้นกำลังตกต่ำ ต้องกล้าซื้อแม้ว่าหุ้นจะไม่ใคร่มีคนสนใจเสนอซื้อแต่ผู้เสนอขายกลับมีเป็นจำนวนมาก และถ้าสิ่งที่เราคิดตรึกตรองอย่างรอบคอบเป็นเวลานานนั้นเป็นจริง โอกาสที่ความคิดดี ๆ นั้นจะแปลงเป็นผลกำไรมหาศาลก็จะมีสูง
การลงทุนนั้นดูไปแล้วก็คล้าย ๆ กับการผลิตสุรานั่นคือค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำแล้วบ่มไว้ให้นานผลิตภัณฑ์ก็จะมีคุณค่ามีราคา และให้ผลตอบแทนสูงแก่คนทำ
โลกในมุมมองของ Value Investor
ความคิดดี ๆ ในการลงทุนเป็นเรื่องที่หาไม่ได้ง่ายและถ้าพบปีละ 2 – 3 เรื่องหรือเจอหุ้นปีละ 2 – 3 ตัว คุณก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง
การค้นหากิจการหรือหุ้นที่จะลงทุนสำหรับ Value Investor นั้นจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นบูรณาการคือต้องดูภาพรวมทั้งหมดทุกด้านและต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่เหมือนกับการที่คุณจะกำเงินไปลงทุนทำธุรกิจกับคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของการซื้อหุ้นมาและขายหุ้นไปเพื่อหากำไรระยะสั้น
เวลาวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นผมมักจะใช้เวลาคิดค่อนข้างนานและคิดกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง นอกจากคิดแล้วก็มักจะกลับไปอ่านข้อมูลของกิจการและศึกษางบการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งเช่นเดียวกัน เพราะผมรู้สึกว่าดูครั้งเดียวคิดครั้งเดียวไม่เพียงพอ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เก่งพอที่จะเข้าใจเรื่องราวของกิจการได้หมดโดยการศึกษาเพียงครั้งเดียว
นอกจากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและคิดถึงสถานะการดำเนินงานและความเข้มแข็งของกิจการแล้วบ่อยครั้งผมจะพยายามเก็บข้อมูลในสนามหรือติดตามและทดสอบสินค้าและบริการของบริษัทถ้าทำได้เพื่อย้ำความมั่นใจในศักยภาพของกิจการ และอีกหลายครั้งเช่นเดียวกันผมจะรอติดตามตัวเลขผลการดำเนินงานรายไตรมาศที่จะออกมาก่อนที่จะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น น้อยครั้งที่ผมจะ “รีบ” ซื้อหุ้นเพราะกลัวว่าราคาจะวิ่งไปเสียก่อน
การคิดหาหุ้นดี ๆ สำหรับผมนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกโอกาส แต่ที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดก็คือในช่วงที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังมีการซื้อขายหุ้นกันอย่างคึกคัก ความคิดดี ๆ และหุ้นที่น่าสนใจลงทุนมากนั้นผมไม่เคยได้จากการติดตามราคาหุ้นนาทีต่อนาที ตรงกันข้าม ผมคิดว่าการเฝ้าหน้ากระดานหุ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ความคิดดี ๆ ไม่เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมการซื้อขายหุ้นเบี่ยงเบนความสนใจของเราไปจากตัวกิจการของบริษัท
เชื่อไหมว่าเวลาที่ผมมักเกิดความคิดดี ๆ ก็คือ ช่วงที่ผมกำลังวิ่งออกกำลังทุกวันหรือเป็นช่วงที่ผมมีความสบายไม่มีภาระการงาน ซึ่งเวลาในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผมใช้ความคิดทบทวนหุ้นที่ผมกำลังสนใจ หรือเป็นหุ้นที่ผมได้ไอเดียมาจากที่อื่น
แหล่งของความคิดเกี่ยวกับหุ้นสำหรับผมนั้นมาจากหลายทางมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตัวหลักก็คือสินค้าหรือบริการของบริษัทซึ่งผมพบเห็นในชีวิตประจำวันหรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ผมได้รับทราบว่ามีความเข้มแข็งหรือดีเลิศอย่างน่าทึ่ง จากจุดนั้นผมจะเริ่มศึกษาต่อถึงรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา
แหล่งที่จะเริ่มหาความคิดดี ๆ ต่อมาก็คือในเวบไซต์ที่เกี่ยวกับหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งเวบไซต์ที่เน้นแนว Value Investment เพราะนี่คือแหล่งของนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้น Value Stock ซึ่งจะมี Value Investor เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาก หนึ่งในเวปเหล่านั้นก็คือ Thaivalueinvestor.com
สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปหาความคิดดี ๆ ในเวปไซต์ก็คือ ความคิดความเห็นจะมีหลากหลายมากเนื่องจากทุกคนสามารถเข้าไปแสดงความเห็นได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความเห็นไหนเป็นความเห็นที่ถูกและความคิดไหนเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น การเข้าไปหาความคิดในเวปไซต์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ
นอกจาก Website แล้ว กลุ่มเพื่อนนักลงทุนร่วมอุดมการณ์ก็เป็นแหล่งเสาะหาความคิดดี ๆ ได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคนที่เรารู้ว่าเป็น Value Investor พันธุ์แท้ที่ยึดหลักการมั่นคง ผมเองคิดว่าคนที่ทุ่มเทให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังนั้น ควรที่จะมีเพื่อนที่เป็นนักลงทุนแนวเดียวกันซึ่งจะช่วยให้คำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทใจ
บางครั้ง ความคิดดี ๆ หรือหุ้นดี ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวมากเสียจนเรามองไม่เห็นเช่นในที่ทำงานของเราเอง หรือในธุรกิจอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคย ความเคยชินอาจทำให้เราไม่รู้สึกว่ากิจการหรืออุตสาหกรรมนั้นมีความโดดเด่นน่าสนใจ บางทีก็ไม่รู้สึกว่ากิจการนั้นดีเลิศหรือผู้บริหารยอดเยี่ยมแค่ไหน ตรงกันข้ามเรากลับมองธุรกิจอื่นหรือกิจการอื่นในภาพที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริงโดยเฉพาะในยามที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นปรับตัวขึ้นร้อนแรงและมีคนกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง พฤติกรรมในลักษณะใกล้เกลือกินด่างนี้ทำให้คนพลาดจากการได้ความคิดดี ๆ ไปไม่ใช่น้อย
ก่อนที่จะสรุปได้ว่าความคิดใดหรือหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่ดีเยี่ยมและการลงทุนมี Margin of Safety หรือความปลอดภัยในการลงทุนสูงและเหมาะที่จะลงทุนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมจะต้องอ่านรายงานประจำปีของบริษัทซึ่งจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการทั้งหมด รวมทั้งเรื่องปัจจัยเสี่ยงของกิจการเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรที่เสียหายแอบซ่อนอยู่
เมื่อข้อมูลและเหตุผลทุกอย่างชี้ไปว่าเป็นหุ้นที่ดีคุ้มค่าจริง ๆ แล้ว เราต้องกล้าที่จะเข้าซื้อหุ้นลงทุนและเก็บเอาไว้ยาวนาน ต้องกล้าที่จะซื้อในขณะที่ราคาหุ้นไม่มีความคึกคักหรือแม้ว่าหุ้นกำลังตกต่ำ ต้องกล้าซื้อแม้ว่าหุ้นจะไม่ใคร่มีคนสนใจเสนอซื้อแต่ผู้เสนอขายกลับมีเป็นจำนวนมาก และถ้าสิ่งที่เราคิดตรึกตรองอย่างรอบคอบเป็นเวลานานนั้นเป็นจริง โอกาสที่ความคิดดี ๆ นั้นจะแปลงเป็นผลกำไรมหาศาลก็จะมีสูง
การลงทุนนั้นดูไปแล้วก็คล้าย ๆ กับการผลิตสุรานั่นคือค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำแล้วบ่มไว้ให้นานผลิตภัณฑ์ก็จะมีคุณค่ามีราคา และให้ผลตอบแทนสูงแก่คนทำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)