ประวัติศาสตร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าคุณต้องมองไปข้างหน้าอย่ามองกระจกหลัง นั่นก็คืออย่างไปสนใจอดีต สนใจแต่อนาคต เพราะหุ้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมเองเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมมักจะมองดูอดีตด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไร และก็ไม่ใช่มองแต่ตลาดหุ้นไทย แต่ผมจะมองไปถึงตลาดหุ้นในโลกโดยเฉพาะตลาดของสหรัฐซึ่งมีข้อมูลที่ผมหาได้มากกว่าที่อื่น
ผมคงไม่พูดถึงหุ้นแต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป แต่จะพูดถึงตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ผมมองดูแล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควรว่าอดีตหรือประวัติศาสตร์นั้นบางทีมันก็ “ซ้ำรอย” เดิม และถ้าเราศึกษาให้ดีก็อาจจะช่วยให้เรามีสติและความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน
ประวัติศาสตร์บทที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ เรื่องของวิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งผมว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าหุ้นไทยต่อจากนี้จะไปทางไหนมองจากมุมทางประวัติศาสตร์?
วิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ผมอยากจะเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว เพราะผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายประการตั้งแต่ความรุนแรงที่เรียกว่าเป็นการถล่มทลายครั้งใหญ่หรือ great crash ของตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศที่ประเทศไทยน่าจะตามหลังอยู่ 70 – 80 ปี
ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเกิดวิกฤตินั้น เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในช่วงเฟื่องฟูมาหลายปี เป็นช่วงที่สหรัฐกำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและกำลังจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลกโดยมีอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู เช่น รถยนต์ เหล็ก และอื่น ๆ ในด้านของรัฐบาลเองก็มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งไม่มีการขาดดุลงบประมาณ ประเทศไม่มีการขาดดุลการค้า ทุกอย่างดูดีไปหมด
ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2540 ก่อนเกิดการลดค่าเงินบาทนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 10% ติดต่อกันหลายปี ถือเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย อนาคตของประเทศสดใสมากถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตขึ้นจนใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในอนาคต ฐานะการเงินของรัฐบาลเข้มแข็งมาก ไม่มีการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้น้อย
ในปี 1929 ที่เกิดวิกฤติในสหรัฐนั้น พูดกันว่านอกจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปแล้ว ระบบการเงินของสหรัฐไม่พร้อมที่จะรับกับการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบการเงินที่ผูกอยู่กับมาตรฐานทองคำ ไม่มีระบบการค้ำประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นก็ขาดการควบคุมเพราะยังไม่มีก.ล.ต ทำให้มีการปั่นหุ้นหรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในตลาด มีการใช้มาร์จินในการลงทุนสูงมากคือสามารถวางเงินเพียง 10% ก็ซื้อหุ้นได้ 100% นักลงทุนในตลาดเองก็ประกอบไปด้วยรายย่อยประเภท “แมงเม่า” เป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วธนาคารกลางกลับแก้ปัญหาผิดทางโดยการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
ปี 2540 ที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและถือเป็นจุดวิกฤตนั้น ระบบการเงินของไทยเป็นต้นเหตุที่สำคัญ เพราะการเปิดเสรีให้เงินไหลเข้าประเทศโดยยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนง่ายและมากเกินไป ระบบการค้ำประกันเงินฝากยังไม่มีและคนยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นการปั่นหุ้นดูเหมือนจะมีกันแพร่หลาย มีการใช้มาร์จินสูง และก็เช่นเดียวกับสหรัฐในปี 1929 ที่นักลงทุนในตลาดส่วนมากเป็นรายย่อยประเภท “แมงเม่า” ซึ่งลงทุนระยะสั้นและถอนเงินจากตลาดทันทีที่ตกใจ เมื่อเกิดวิกฤติแล้วแบงค์ชาติก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้น
ทางด้านของจิตวิทยาสังคมเองก็มีเรื่องเล่า จริงบ้างไม่จริงบ้างว่านักเล่นหุ้นอเมริกันจำนวนมากต้องฆ่าตัวตายเพราะขาดทุน โดยวิธีที่พูดกันมากก็คือการกระโดดจากตึกสูง ส่วนของไทยเองนั้นคงจะยังจำกันได้ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยปืนที่ตลาดหลักทรัพย์ คนจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศไทยต้องตกงาน ในประเทศไทยคนที่มีการศึกษาและความรู้สูงต้องไปขับแท็กซี่หรือไม่ก็ไปขายแซนด์วิช แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ สถิติคนฆ่าตัวตายก็คงเป็นปกติ เพราะคนที่ซื้อขายหุ้นทั้งในสหรัฐและไทยในช่วงเวลานั้นยังมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ
ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น หลังจากเกิดวิกฤติในปี 1929 แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตกต่ำลงต่อไปอีก 2 ปีคือในปี 1930 และ 1931 ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ที่เคยขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 381 จุดในปี 1929 ลดลงเหลือเพียง 41 จุดในปี 1932 หรือเป็นการลดลงถึง 89% ในเวลา 3 ปี พูดง่าย ๆ ถ้ามีหุ้นอยู่ 100 เหรียญโดยเฉลี่ยจะเหลือเพียง 11 เหรียญ
ตลาดหุ้นไทยเองนั้นดัชนีหุ้นเคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 ที่ประมาณ 1760 จุดในปี 2536 แต่การตกที่รุนแรงเกิดในปี 2540 และต่อเนื่องมาถึงปี 2541 ที่ดัชนีลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุด คิดแล้วเป็นการร่วงลงถึงประมาณ 89% เหมือนกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์คและหุ้นจำนวนมากกลายเป็นเศษกระดาษ
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์คหลังจากหุ้นตกลงมาต่ำสุดในปี 1932 นั้นน่าประทับใจมากเพราะหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง 5 ปี ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณที่ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 374% ก่อนที่จะถล่มทะลายลงมาอีกครั้งหนึ่ง
ตลาดหุ้นไทยเองหลังจากตกลงถึงพื้นในปี 2541 แล้วก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรงในปี 2542 และแม้ว่าจะปรับตัวลงมาแรงอีกครั้งในปี 2543 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ดัชนีได้ปรับขึ้นมาประมาณ 220% แล้วในเวลาเกือบ 6 ปี
ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์คแบบตรง ๆ การฟื้นตัวหลังวิกฤติของตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ถึงประมาณเกือบ 950 จุด ก่อนที่จะถล่มลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องอันตรายอยู่มากเหมือนกันหากจะยึดประวัติศาสตร์นี้เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าประวัติที่ผ่านมาจะเป็นอย่างนั้น แต่อนาคตชะตาอาจแปรผันไปได้ ประวัติศาสตร์นั้นแม้ว่าบ่อยครั้งมักจะซ้ำรอยแต่ก็ไม่เคยซ้ำรอย 100% การลงทุนที่ระมัดระวัง และอยู่ในหลักการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์การลงทุนส่วนตัวของคุณจะดีอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น