วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน
โลกในมุมมองของ Value Investor
ถ้าถามคนทั่วไปว่าเขามีเงินหรือความมั่งคั่งแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาคิด ไม่ใช่ว่าเขามีมากเสียจนนับไม่ไหวแต่เป็นเพราะว่าคนทั่วไปมักจะไม่ได้สนใจคำนวณหรือติดตามว่าทรัพย์สมบัติของตนนับแล้วที่เท่าไร คนส่วนมากคงรู้ว่าเงินในบัญชีของตนเป็นเท่าไรในแต่ละช่วงแต่ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นทั้งหมดเมื่อนำมารวมกันหักด้วยหนี้สินซึ่งจะทำให้ได้ค่าของความมั่งคั่งนั้น คนจำนวนมากไม่ได้คิดถึง

เรื่องของความมั่งคั่งโดยเฉพาะของคนที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนประจำที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางของไทยนั้นผมคิดว่ามีคนศึกษาน้อยมากว่าที่จริงเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆของคนชั้นกลางซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆและมีความสำคัญต่อธุรกิจที่ขายของให้กับคนชั้นกลางนั้นเรายังมีความรู้น้อยมาก
ผมเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลความมั่งคั่งของใครในอาชีพของตนเองแต่บางครั้งก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเพื่อนที่มีพื้นฐานการเรียน การทำงาน และอาชีพคล้ายๆกันหลังจากทำงานมากว่า 20 ปี บัดนี้มีทรัพย์สมบัติที่เกิดจากความมั่งคั่งเท่าไรแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะได้เปรียบเทียบความมั่งคั่งของตนเอง เพื่อจะดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนทางการเงิน พูดง่ายๆก็คืออยากจะมีดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งเอาไว้เป็นมาตราฐานเปรียบเทียบ

การหาดัชนีวัดความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องมีการออกสำรวจ สอบถาม คนจำนวนมากเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองยังไม่เห็นการศึกษาแบบนั้นแต่จากการคุยกับเพื่อนบ้างและจากการศึกษาและการคำนวณบนกระดาษโดยใช้สมมุติฐานบางอย่างผมก็ได้สมการซึ่งน่าจะนำมาใช้อ้างอิงได้อย่างหยาบๆว่าคนที่มีรายได้ประจำแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวควรมีความมั่งคั่งเท่าไร


สูตรของผมก็คือ ความมั่งคั่งของคนมีรายได้ประจำควรมีช่วงระหว่าง 0.1 x รายได้ต่อปี x อายุ ถึง 0.15 x รายได้ต่อปี x อายุ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินมีเงินเดือนเดือนละ 200,000 บาท มีโบนัสปีละสองเดือน และ คุณอายุ 50ปี คุณควรจะมีความมั่งคั่งระหว่าง 0.1 x (200,000 x 14) x 50 หรือ 14 ล้านถึง 21 ล้านบาท


ถ้าข้อเท็จจริงก็คือคุณมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่น้อยกว่า 14 ล้านบาท ผมคิดว่า คุณคงจะเป็นคนที่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยหรือไม่ก็คงจะมีภาระในการเลี้ยงดูลูกเมียหรือสนับสนุนคนอื่นมากจนทำให้คุณมีความมั่งคั่งต่ำกว่าเพื่อนๆ ที่มีสถานะในระดัะบเดียวกัน


ตรงกันข้ามถ้าคนมีความมั่งคั่งมากกว่า 21 ล้านบาท ผมคิดว่าคุณคงเป็นคนที่มัธยัสและหรือมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายเงินน้อย หรืออาจจะมีความสามารถในการหารายได้อื่นหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนในเงินที่มีอยู่


แน่นอนว่าคนที่มีภรรยาทำงานประจำด้วยและมีลูกน้อยคนโอกาสที่ความมั่งคั่งจะสูงกว่าครอบครัวที่สามีทำงานเพียงคนเดียวและมีลูกหลายคนก็คงจะมีมาก เพราะรายได้จะเป็นสองคนในขณะที่รายจ่ายกลับน้อยกว่า


สูตรความมั่งคั่งข้างต้นนั้นคงจะใช้ได้ดีสำหรับคนที่มีอายุเกิน 35 -40 ปีขึ้นไปแล้ว สำหรับคนที่อายุ น้อยเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่ปี สูตรนี้คงจะต้องปรับลดลงมาเหตุเพราะว่าคนที่อายุการทำงานน้อยโอกาสที่จะสะสมเงินจะยังมีน้อย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ เงินสะสมและนำไปลงทุนนั้นยังมีเวลาเติบโตน้อย หรือถ้าเป็นการลงทุนซื้อบ้านราคาก็ยังไม่ปรับตัวขึ้นมามากที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น


นอกจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุแล้วสมการความมั่งคั่งดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่คิดจากอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมากและที่สำคัญผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคารอยู่ในระดับที่สูงมากจนมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้อง

บริหารเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม


ดังนั้นคนที่จะใช้ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งดังกล่าวในอนาคตเพื่อที่จะวัดผลงานของตนเองจะต้องตระหนักว่า การลงทุนในทรัพย์ที่เก็บออมไว้จะต้องมีการศึกษาและวางแผนเป็นอย่างดีโดยหลักการใหญ่ก็คือจะต้องพยายามให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยทุกปี ของความมั่งคั่งทั้งหมดนอกจากนั้นจะต้องกระจายการถือครองทรัพย์สมบัติอย่างเหมาะสมทั้งที่เป็นที่ดิน บ้าน ตราสารการเงิน หุ้น เงินฝากธนาคาร และรวมถึงการกู้เงินถ้ามี

นับจากนี้ไปมนุษย์เงินเดือนที่หวังจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองในอนาคตจะต้องศึกษาเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจังซึ่งรวมไปถึงการคิดคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบโดยมีกฎเหล็กก็คือรายได้จะต้องมากกว่ารายจ่าย
และเหลือเงินเก็บไม่น้อยกว่า10% โดยที่วิธีเพิ่มรายได้ถ้าจำเป็นนั้นมีวิธีการมากมายเช่นเดียวกับการตัดรายจ่ายต่างๆซึ่งก็ง่ายไม่แพ้กันถ้ามีความตั้งใจจริง

เรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ารายได้และค่าใช้จ่ายก็คือการลงทุนซึ่งมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่จะต้องเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่การซื้อบ้านซึ่งในอดีตมักจะมองแต่เฉพาะความสามารถในการผ่อนและขึ้นอยู่กับความพึงพอใจผมคิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปเป็น
การพิจารณาในประเด็นของความเหมาะสมในแง่ของการลงทุนด้วยเพราะการซื้อบ้านที่ใหญ่เกินไปและลงทุนมากเกินสมควร ในที่สุดจะเป็นภาระและดึงให้ผลตอบแทนของทรัพย์สินรวมต่ำลง


การลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนกินเงินเดือนในอนาคตก็คือเรื่องเกี่ยวกับหุ้นเพราะผมคิดว่าการฝากเงินในธนาคารนับจากนี้ไปคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำไปอีกนานมากคล้ายๆกับในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นสิบๆปี
เพราะประเทศมีเงินเหลือเฟือ ดังนั้นการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเงินในอนาคตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงทุนในหุ้น


. การลงทุนในหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคืออย่างน้อยประมาณ 10 %ต่อปี ผมคิดว่ามีเพียงสองวิธี ถ้าคุณไม่ใช่เซียนเล่นหุ้นจริงๆก็คือ การลงทุนในหน่วยลงทุนหุ้นที่มีอยู่มากมายพยายามเลือกหน่วยลงทุนที่กระจายการลงทุนมากที่สุด
อย่าลงในกองทุนที่ลงเฉพาะหุ้นบางประเภทเช่นหุ้นไฮเทค หุ้นพลังงาน หรือแม้แต่หุ้นปันผลเมื่อเลือกบริษัทที่ดีมีมาตราฐานแล้วก็ถือหน่วยลงทุนไว้ยาวนานหรือตลอดไป


ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในหุ้นคุณจะต้องศึกษาวิธีการลงทุนอย่างลึกซึ้ง และแน่นอนต้องเป็นการลงทุนแบบValue Investmentที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนจนคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนเองและถือหุ้นไว้ยาวนานแทบจะตลอดชีวิต


ทำได้ดังที่ว่าผมเชื่อว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่งและมีทรัพย์สินเหนือกว่าดัชนีอย่างแน่นอน

ขอบเขตแห่งความสามารถ

ขอบเขตแห่งความสามารถ
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวก็คือการลงทุนในสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ เรียกว่า ลงทุนภายในขอบเขตแห่งความสามารถของคุณ
ถ้าคุณอยู่ในวงการบันเทิงและคุณเลือกลงทุนซื้อหุ้นในกลุ่มบันเทิงคุณก็มีแต้มต่อ เมื่อเทียบกับนักลงทุนที่ไม่รู้จักธุรกิจนี้ดี เช่นเดียวกันถ้าอาชีพของคุณอยู่ในแวดวงของปิโตรเคมี คุณย่อมรู้ว่าปิโตรเคมีในเมืองไทยนั้นมีอะไรบ้าง ภาวะตลาดของสินค้าเป็นอย่างไรและคุณควรซื้อหุ้นปิโตรเคมีตอนไหน


แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องทำงานในวงการนั้น ๆ ถึงจะรู้จักธุรกิจพอที่จะลงทุนได้ สิ่งที่จำเป็นก็คือคุณต้องรู้จักธุรกิจแต่ละอย่างอย่างเพียงพอ ที่สำคัญก็คือคุณจะต้องรู้ว่าธุรกิจนั้นเขา “หากิน” หรือทำกำไรกันอย่างไร อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแข่งขัน อะไรเป็นรายได้หลักที่ทำกำไรให้กับธุรกิจ


ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น คุณจะต้องรู้ว่ากำไรมาจากการขายหน้าโฆษณา ไม่ได้มาจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งมักจะไม่มีกำไรเลย นั่นคือรายได้จากการขายหนังสือพิมพ์อาจจะเท่ากับค่าใช้จ่ายในการผลิตหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ที่บริษัทหนังสือพิมพ์ทำกำไรได้ก็เป็นเพราะค่าโฆษณา ดังนั้น หนังสือพิมพ์ที่มีโฆษณามากก็จะมีกำไรมาก และการที่จะมีโฆษณามากได้ก็ต้องเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาดมีคนอ่านมาก


นอกจากเรื่องของรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว หนังสือพิมพ์ยังเป็นสินค้าที่ผู้อ่านหรือผู้บริโภคมีความภักดีหรือ “ติด” ที่จะอ่านฉบับเดิม การที่จะเปลี่ยนไปอ่านฉบับอื่นนั้นค่อนข้างจะยาก เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ที่เป็นผู้นำในด้านของยอดขายหรือมีคนอ่านมากก็มักจะเป็นผู้นำต่อไป หนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ ๆ มักจะเกิดได้ยาก


ถ้าจะสรุปก็คือ หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ขาย good will หรือค่าความนิยม หัวหนังสือพิมพ์หรือก็คือชื่อของหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่มีค่าถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาด และนี่คือจุดเด่นของหนังสือพิมพ์ นั่นก็คือ รายได้และกำไรในอนาคตของหนังสือพิมพ์นั้นมักจะเป็นรายรับที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและมีค่าใช่จ่ายน้อยเพราะเป็นรายได้จากค่าโฆษณาซึ่งบริษัทได้รับเพิ่มโดยมีต้นทุนที่น้อยมาก



วิธีหากินหรือทำกำไรของธุรกิจนั้นบ่อยครั้งคนที่ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งจะไม่ทราบหรือเข้าใจผิดเพราะไปมองในสิ่งที่เห็นได้ชัดหรือถูกทำให้ไขว้เขวจากชื่อของธุรกิจที่ปรากฏ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองนั้น ข้อเท็จจริงก็คือสินค้าหรือรายได้ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นกากถั่วเหลืองที่ขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์


ธุรกิจโรงแรมนั้นปรากฏว่าโรงแรมส่วนใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองกลับมีรายได้จากการขายอาหารหรือจัดงานเลี้ยงต่าง ๆถึง 50% และเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงกว่าการให้เช่าห้องพัก ส่วนโรงภาพยนตร์นั้นผมเองก็ยังไม่มั่นใจนักแต่มีคนพูดว่ากำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำมาจากการขายข้าวโพดคั่ว น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ซึ่งมีกำไรต่อหน่วยในอัตราที่สูงมาก


ที่กล่าวมาเป็นธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวและคนส่วนใหญ่มักจะได้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ยังมีธุรกิจอีกมากที่ “เข้าใจยาก” เช่นธุรกิจเกี่ยวกับเท็คโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือพวกปิโตรเคมีทั้งหลาย ธุรกิจเหล่านี้ผมขอสารภาพว่าผมไม่รู้ว่าเขา “หากิน” กันอย่างไร ผมรู้เพียงแต่ว่าในบางช่วงเวลาจะเกิดการขาดแคลนสินค้าในระดับโลกและราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วทำให้บริษัทผู้ผลิตมีกำไรมหาศาล แต่หลังจากการขาดแคลนสักระยะหนึ่งก็จะมีคนสร้างโรงงานหรือกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากมายและทำให้สินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาสินค้าลดลงมหาศาลและทำให้บริษัทผู้ผลิตขาดทุนจนแทบล้มละลาย


แต่สิ่งที่ผมไม่รู้ก็คือ เมื่อไรสินค้าจะขาดและเมื่อไรสินค้าจะล้นตลาด ว่าที่จริงผมไม่รู้แม้กระทั่งว่า IC หรือแผงวงจรรวมต่าง ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร หรือสินค้าปิโตรเคมีที่มีชื่อเรียกเป็นอักษรย่อภาษาอังกฤษ 4 – 5 ตัวนั้นมีลักษณะทางกายภาพอย่างไรและเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง


สิ่งที่ผมรู้จักดีจริง ๆ มีไม่มากนักส่วนใหญ่มักจะเป็นธุรกิจที่เป็น Low Tech หรือสินค้าที่ใช้เทคโนยี่ต่ำ สินค้าหรือบริการเหล่านั้นเป็นสินค้าที่อยู่ใน Circle of Competence หรือขอบเขตแห่งความสามารถของผม ส่วนสินค้า Hi tech ส่วนใหญ่ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ผมไม่รู้จักนั้นก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ผมไม่มีความสามารถหรือไม่เข้าใจธุรกิจของเขาอย่างเพียงพอ เรียกว่าอยู่นอกขอบเขตความสามารถของผม


นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้จะต้องมุ่งเน้นลงทุนเฉพาะกิจการที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนเองและหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้หรือไม่มีความสามารถพอ


ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณจะต้อง กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นจริง ต้องรู้ว่าคุณรู้อะไรและไม่รู้อะไร อย่างไปคิดว่าตนเองรู้ทั้งที่ความจริงก็คือตนเองไม่รู้


ตลาดหุ้นมีบริษัทหรือกิจการให้เลือกลงทุนมากมาย ไม่มีความจำเป็นที่เราจะพยายามทำกำไรจากหุ้นทุกกลุ่มหรือทุกหุ้นที่กำลัง “ร้อน” เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เราพลาดได้ ทางที่ดีก็คือ จำกัดขอบเขตของความสามารถของเราแล้วลงทุนมากขึ้นในกิจการที่อยู่ในขอบเขตนั้น การพลาดโอกาสในสิ่งที่เราไม่รู้จักดีหรือไม่มีความสามารถนั้นมีผลต่อผลตอบแทนรวมในการลงทุนของเราน้อย ดังนั้นอย่าไป “เสียดาย” ในสิ่งที่ “ไม่ใช่ของเรา”


แม้กระทั่งวอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็ “พลาด” ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไฮเท็คเลยในช่วงที่หุ้นเหล่านั้นบูมทำกำไรให้กับนักลงทุนมหาศาล ทั้งนี้เพราะหุ้นเหล่านั้นไม่ได้อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความสามารถ” ของวอเร็น บัฟเฟตต์


ที่พูดมาทั้งหมดนั้น เรากำลังพูดถึงเรื่องขอบเขตความสามารถในการเข้าใจธุรกิจแต่ละอย่างที่เราจะลงทุนซึ่งมักจะมีความหลากหลายและต้องการการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราต้องการขยายขอบเขตนั้นออกไปให้กว้างขึ้น


แต่สิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องเข้าใจด้วยเพราะถือเป็นพื้นฐานหลักของการลงทุนก็คือเรื่องของผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและระบบการรายงานทางบัญชีของธุรกิจ เช่นเดียวกับเรื่องของการบริหารและผู้บริหารของกิจการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจถ้าคุณเป็นคนที่มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและสามารถบวกลบคูณหารได้ รวมทั้งพร้อมที่จะศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือต่าง ๆ ที่มีมากมาย


ความรู้ทางด้านการลงทุนบวกกับความเข้าใจทางธุรกิจ และวินัยที่จะลงทุนเฉพาะในกิจการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนคือองค์ประกอบของความสำเร็จที่แท้จริง ยั่งยืน และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และนี่คือคำอธิบายของคำพูดคลาสสิค ของวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ว่า “ความเสี่ยงเกิดจากการไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร”

Super Stock

Super Stock
โลกในมุมมองของ Value Investor
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นซึ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มใหญ่ซึ่งเน้นการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรนอนไม่ใคร่หลับและกระวนกระวายใจนั้น Value Investor บางคนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในราคาหุ้นที่เหมาะสม และถือหุ้นลงทุนระยะยาวกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตของหุ้นที่ดี มีจำนวนหุ้นที่มากพอ และกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูและคอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นทุกวัน

เราลองมา “คิดย้อนหลัง” โดยสมมุติว่าเราเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนคือเมื่อสิ้นปี 2536 ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังบูมเต็มที่ ดัชนีตลาดหุ้นเท่ากับประมาณ 1683 จุด ในวันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงทุนระยะยาวโดยการซื้อหุ้นที่ “ดีเยี่ยม” เรียกว่าเป็น “Super Stock” โดยไม่สนใจในเรื่องของราคา และตั้งใจว่าจะถือเก็บไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นและดัชนีตลาด


หุ้น Super Stock ที่ถูกคัดเลือกในวันนั้นคือหุ้นของบริษัทที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่ด้านการตลาดที่จะต้องเป็นบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาดสูง คือเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าได้พอสมควร มีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่ง เป็นผู้นำในด้านของยี่ห้อที่แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้นำในด้านของเทคโนโลยี่ที่น่าเกรงขาม และเป็นผู้นำในด้านของยอดขายในอุตสาหกรรม


ทางด้านการเงินนั้น Super Stock จะต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีกำไรสม่ำเสมอในระดับที่สูงและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน ส่วนในด้านของการบริหารก็มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความน่าเชื่อถือและมีบรรษัทภิบาลที่ดี


ในด้านของภาวะอุตสาหกรรมนั้น หุ้นที่จะเป็น Super Stock จะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำ แต่ก็ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามวัฏจักร หรือยอดขายเพิ่มขึ้นจากภาวะผิดปกติชั่วคราว


จากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านั้น คุณเลือกถือหุ้น “Super Stock” ถึง 12 ตัวใน 12 อุตสาหกรรมซึ่งผมถือโอกาสคัดเลือกให้โดยดูจากหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น Super Stock เนื่องจากราคาหุ้นที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับราคาพาร์ในวันนี้


หุ้น 12 ตัวที่มีราคาสูงลิ่วกว่าหุ้นอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของตนและมีคุณสมบัติหลาย ๆ ประการที่จะเป็น Super Stock ประกอบด้วยหุ้นแบงค์กรุงเทพ (BBL) หุ้นกรุงเทพประกันภัย (BKI) หุ้นไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) หุ้นไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หุ้นเสริมสุข (SSC) หุ้นไทยวาโก้ (WACOAL) หุ้นแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH) หุ้นปตท.สผ.(PTTEP) หุ้นแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) หุ้นมูราโมโต้อีเล็คตรอน (METCO) และหุ้นโรงแรมโอเรียลเต็ล (OHTL)


ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2536 หุ้น BBL มีราคา 218 บาท แต่ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 คือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BBL ลดลงเหลือเพียง 95 บาทหรือยังขาดทุนถึง 56% เช่นเดียวกับหุ้นของ BKI ที่ยังขาดทุน 33% และหุ้น LH ที่ยังขาดทุนถึง 67%


แต่หุ้นที่เหลืออีก 9 ตัวนั้นกลับมีกำไรทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1683 จุดเหลือเพียง 716 จุด หรือลดลงถึง 57% โดยหุ้น WACOAL ทำกำไร 250% หุ้น SSC กำไร 17% TPC กำไร 217% STANLY กำไร 235% SCC 161% PTTEP กำไร 425% ADVANC กำไร 128% METCO กำไร 222% และหุ้น OHTL กำไร 70% โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตหุ้น Super Stock 12 ตัวทำกำไร 121% ในเวลาประมาณ 10 ปี หรือเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณปีละ 8.25% เมื่อรวมปันผลก็จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดลดลงเฉลี่ยปีละ 8% หรือถ้ารวมปันผลก็จะลดลงประมาณ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


แต่ถ้ามองในระยะสั้น การถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ เช่นถ้าดูผลการลงทุนจากสิ้นปี 2536 ไปจนถึงวันที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็พบว่าพอร์ตของ Super Stock ขาดทุนไป 14% หลังจากถือมาประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือราคาหุ้นลดลงประมาณ 4.22% ต่อปี แต่นี่ก็เป็นการลดลงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการลดลงของดัชนีตลาดที่ตกลงมาเหลือเพียง 527 จุด หรือขาดทุนไป 69% คิดเป็นการขาดทุนเฉลี่ยถึงปีละ 28.4%


มองอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณโชคดีเริ่มเข้าตลาดหุ้นหลังจากเกิดวิกฤตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 แล้วถือหุ้น Super Stock 12 ตัว มาจนถึงวันนี้ พอร์ตของคุณจะเติบโตขึ้นถึง 304% ในเวลาประมาณ 6 ปี 8 เดือน หรือเฉลี่ยปีละ 23.3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยในขณะที่ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 36% จาก 527 จุด เป็น 716 จุด หรือให้ผลตอบแทนเพียงประมาณปีละ 4.7%


ข้อสรุปก็คือ การถือพอร์ตของหุ้น “Super Stock” ในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าคุณจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นสูงลิ่ว ในระยะสั้นหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงและคุณอาจจะ “ขาดทุน” แต่การลดลงของพอร์ตก็จะไม่มากจนทำให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ ในอีกด้านหนึ่งถ้าคุณเข้าตลาดถูกจังหวะหรือเข้าในช่วงที่ดัชนีมีราคาต่ำ การถือหุ้น Super Stock ก็ทำกำไรให้ได้อย่างงดงาม โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร


ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเป็น “Super Stock” เพราะ Super Stock ที่เกิดจากการ “มองย้อนหลัง” นั้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะยังเป็น Super Stock ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าที่จริงมีหุ้นหลายตัวที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดยังไม่ถึง 10 ปีที่อาจจะเข้าข่ายเป็น Super Stock เช่นเดียวกับหุ้นที่จดทะเบียนมานาน แต่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานจนทำให้เป็น Super Stock ได้


หน้าที่สำคัญของ Value Investor ก็คือ ค้นหาหุ้นที่จะเป็น Super Stock ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ซื้อหุ้นไว้ให้มากและถือหุ้นเหล่านั้นไว้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดขึ้น ภายใน 5 ถึง 10 ปีก็จะพบว่าพอร์ตของคุณเป็น “ขุมทอง” ที่มีค่ามหาศาล

คำสอนของศาสดา

คำสอนของศาสดา
โลกในมุมมองของ Value Investor
เบน เกรแฮม บิดาของ Value Investment เขียนหนังสือ บทความ และสอนลูกศิษย์เกี่ยวกับการลงทุนมากมาย ต่อไปนี้คือหลักการสำคัญ ๆ 10 ข้อ ที่ Value Investor ควรจดจำและพิจารณานำไปปฏิบัติ

ข้อแรก จงเป็นนักลงทุนอย่างเป็นนักเก็งกำไร โดยคำจำกัดความของนักเก็งกำไรก็คือคนที่แสวงหากำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ส่วนนักลงทุนก็คือคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของบริษัทและขายเมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไปเกินมูลค่าที่แท้จริง


ข้อสอง การคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ มีสูตรคือ


มูลค่าของหุ้น = EPS (8.5 + 2 X G)


โดย EPS คือกำไรต่อหุ้น ส่วน G คืออัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้นต่อปีโดยคิดเฉลี่ยไป 7 – 10 ปีในอนาคต ตัวอย่างเช่น หุ้น ก. มีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 2 บาทและเราคาดว่ากำไรต่อหุ้นนี้จะโตปีละ 5% โดยเฉลี่ยตลอด 10 ปีข้างหน้า มูลค่าของหุ้นจะเท่ากับ 2(8.5 + 2 X 5) หรือเท่ากับ 37 บาท


ข้อสาม จงรู้ว่ากิจการมีราคาเท่าไร สิ่งนี้ทำได้โดยเอาราคาหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่หรือที่จะมีเนื่องจากการแปลงสภาพหรือใช้สิทธิของวอแรนต์ พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเราจะเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดคนเดียวจะต้องจ่ายเงินซื้อในราคาเท่าไร


ข้อสี่ จงตระหนักว่าเราไม่สามารถคำนวณมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการ “เผื่อ” การผิดพลาดหรือจะต้องมี Margin of Safety ในการซื้อหุ้น นั่นก็คือต้องซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่คำนวณได้ไม่ต่ำกว่า 20%


ข้อห้า ต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เม็ดเงินที่จะลงทุนในหุ้นควรจะอยู่ระหว่าง 25 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือควรเป็นพันธบัตรหรือเงินสดขึ้นอยู่กับภาวะตลาดว่าหุ้นมีค่า PE ของตลาดสูงหรือต่ำหรือมีการจ่ายปันผลสูงหรือต่ำเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร การซื้อหุ้นเองก็ควรซื้อหุ้นกระจายอย่ามีหุ้นที่ “หนักพอร์ต” ควรมีหุ้นอย่างน้อย 30 ตัว (คำสอนข้อนี้จะแตกต่างจากแนวของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ถือหุ้นน้อยตัวกว่ามาก)


ข้อหก หุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานจะมีความเสี่ยงต่ำ คำว่ายาวนานสำหรับเบน เกรแฮม คือ 20 ปีขึ้นไป เขาเห็นว่าการดูแลผู้ถือหุ้นที่ดีที่สุดก็คือการที่บริษัทจ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนบริษัทที่จ่ายปันผลน้อยนั้นนอกจากจะทำให้ผู้ถือหุ้นขาดรายได้จากการลงทุนแล้ว ราคาหุ้นยังมักจะไม่ค่อยวิ่งไปไหน


ข้อเจ็ด เมื่อเกิดความสงสัยให้ยึดคุณภาพ เพราะบริษัทที่มีกำไรดี มีการจ่ายปันผลแน่นอนสม่ำเสมอ มีหนี้น้อย มีค่า PE ที่สมเหตุผลจะปลอดภัยกว่าหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ เบนเกรแฮมพูดว่า นักลงทุนจะไม่ผิดพลาดหรือเจ็บตัวหนักจากการซื้อหุ้นคุณภาพดีในราคาที่ยุติธรรม แต่เขาจะเสียหายมากจากการซื้อหุ้นเน่าโดยเฉพาะที่ถูกปั่นทำราคาด้วยวิธีการต่าง ๆ และบ่อยครั้งอยู่เหมือนกันที่เขาตัดสินใจผิดพลาดโดยการไปซื้อหุ้นของกิจการที่ดีแต่ไปซื้อในช่วงที่ตลาดบูมเป็นกระทิงเปลี่ยวซึ่งทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปถึงยอดดอย


ข้อแปด ระวังตัวเลขข้อมูลจากบริษัท เนื่องจากข้อมูลกำไรของบริษัทและการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตเป็นสิ่งที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่ง ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกตกแต่งให้ดูดีกว่าความเป็นจริง หรือสร้างภาพให้ดีเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้น ควรศึกษาให้ลึกซึ้งเสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไร


ข้อเก้า จงอดทน เบน เกรแฮม พูดว่า นักลงทุนทุกคนควรเตรียมตัวเตรียมใจในการรับกับภาวะที่ตลาดตกต่ำในบางช่วงเวลาสั้น ๆ ปีหรือสองปี ซึ่งเขาอาจจะขาดทุน “เป็นตัวเลข” แต่ถ้าเขาไม่ขายและถือหุ้นต่อไป เขาก็มักจะได้เงินคืน โดยทั่วไปแล้วถ้าถือหุ้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โอกาสได้กำไรในอัตราที่เหมาะสมจะมีสูง


ข้อสิบ คิดเอง อย่าซื้อขายหุ้นตามแห่ เบนบอกว่ามีเงื่อนไขสองประการในการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ข้อหนึ่งคือคุณจะต้องคิดอย่างถูกต้อง และข้อสองคุณจะต้องคิดเอง อย่าเชื่อคนอื่น


คำสอนของเบน เกรแฮม มีมานานแล้ว สานุศิษย์ของเบน เกรแฮม ที่ประสบความสำเร็จสูงต่างก็นำมาประยุกต์ใช้และแนะนำสั่งสอนนักลงทุนรุ่นใหม่ต่อกันมานานจนหลาย ๆ เรื่องเราคิดว่าเป็นความคิดของคนที่พูด แต่เมื่อศึกษาย้อนกลับไปจะพบว่าพื้นฐานนั้นมาจากหนังสือหรือคำสอนของเบน เกรแฮม ที่อาจจะ “ซึม” เข้าไปอยู่ในความคิดของลูกศิษย์อย่างไม่รู้ตัว คำสอนสิบข้อนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นใน “คัมภีร์ไบเบิล” จากศาสดาที่ชื่อว่า เบน เกรแฮม

แต้มต่อ

แต้มต่อ
โลกในมุมมองของ Value Investor
คำโบราณที่ว่า แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งวาสนานั้นแข่งไม่ได้ ดูเหมือนจะมีความเป็นจริงอยู่มากทั้งในเรื่องของชีวิต ธุรกิจ และ หุ้น
การแข่งขันเพื่อความสำเร็จในชีวิตนั้น มักจะมีความไม่เท่าเทียมกันของผู้แข่งขันนั่นก็คือ คนเกิดมาไม่เท่ากันหรืออาจจะเรียกว่ามีวาสนาไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาตัวโต บางคนตัวเล็ก บางคนเกิดมามีไอคิวสูง บางคนก็ไม่ฉลาดนัก บางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนแต่งเท่าไรก็ไม่ขึ้น บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่มีตระกูลสูงหรือร่ำรวย แต่บางคนเกิดจากพ่อแม่ที่ยากจน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะชนะในการแข่งขันเพื่อความสำเร็จของคนเรานั้น ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ที่ความพยายามหรือการฝึกฝนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานะบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้หรือเป็นเรื่องของวาสนา


คนที่โชคดีมีสถานะที่ได้เปรียบนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ชนะเสมอไป การที่จะประสบความสำเร็จได้ยังต้องอาศัยความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก แต่การมีสถานะที่ดีนั้นเท่ากับมี “แต้มต่อ” ซึ่งจะทำให้เขาได้เปรียบคู่แข่ง และการได้เปรียบนี้เป็นการได้เปรียบที่ถาวร ซึ่งจะทำให้โอกาสชนะของเขามีมากกว่าคนอื่น


แต้มต่อในชีวิตของคนที่ผมเห็นว่าสามารถกำหนดความสำเร็จหรือได้ “ชัยชนะ” ในการแข่งขันมีหลายข้อ เริ่มตั้งแต่เรื่องของไอคิวหรือความฉลาดซึ่งผมเห็นว่าเป็นแต้มต่อที่สำคัญมาก นั่นก็คือ คนที่เกิดมา “หัวดี” นั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะมีค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นอัจฉริยะเรียนหนังสือจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แบบนี้ ความสำเร็จก็รออยู่แค่เอื้อม


ความฉลาดที่โดดเด่นนั้น ผมคิดว่าควรเป็นความฉลาดที่สมดุลมีความหลากหลายคือเก่งทั้งทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์และมีความรอบรู้หลายด้าน บางคนบอกว่ามีทั้ง IQ และ EQ สูง และนี่จะเป็นสุดยอดของคนที่จะประสบความสำเร็จเพราะเขาจะมีแต้มต่อสูงลิ่ว


รูปสมบัติ หรือ รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนประสบความสำเร็จได้ไม่น้อยไปกว่าความฉลาดเหมือนกันโดยเฉพาะที่เจ้าตัวรู้จักที่จะใช้คุณสมบัตินั้น


งานที่เหมาะกับการใช้รูปร่างหน้าตานั้นมีมากมายและเห็นได้ชัดเจนว่าคนที่รูปร่างหน้าตาดี มีแต้มต่อมหาศาลและประสบความสำเร็จสูงมากนั้นเริ่มตั้งแต่งานในวงการบันเทิงเช่น การแสดง การเป็นนางแบบ และการเป็นพิธีกรรายการต่าง ๆ ไปจนถึงงานทางการเมืองที่เรามักเห็นคนหน้าตาดีได้รับการเลือกตั้ง และได้รับการยอมรับว่าเป็นนักการเมืองขวัญใจประชาชน ทั้งหลายเหล่านี้แม้ว่าความสามารถก็มีความสำคัญ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นแต้มต่อที่ช่วยให้เขาเหล่านั้นชนะคู่แข่งและขึ้นมาเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” อย่างที่คู่แข่งไม่สามารถทำได้


ว่าที่จริงถ้าให้เลือกว่าจะเป็นคนฉลาด หรือคนสวยหรือหล่อ ผมคิดว่าคนคงอยากจะสวยหรือหล่อมากกว่า เพราะนี่คือแต้มต่อที่น่าจะนำพาไปสู่ความสำเร็จที่ง่ายและมีประสิทธิผลสูงกว่าความฉลาด ถ้าจะว่าไปคนมักไม่ค่อยรู้ว่าใครฉลาด แต่ความสวย หล่อ หรือ รูปร่างดีนั้น คนทั่วไปมองทีเดียวก็รู้แล้ว


การเกิดในตระกูลสูงหรือพ่อแม่ร่ำรวยเป็นนักธุรกิจก็เป็นพาสปอร์ตสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และอาจจะเป็นความสำเร็จที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับแต้มต่อแบบอื่น เพราะการ “รับมรดก” นั้น คุณไม่ต้องทำอะไรมากเนื่องจากคนที่มาก่อนเขาทำให้หมดแล้ว คนที่รับมรดกเพียงแต่เข้าไป “รักษา” หรือ “ต่อยอด” ในสิ่งที่ประสบความสำเร็จและดีอยู่แล้ว


นอกจากการเป็นทายาทแล้ว การแต่งงานกับคนที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงก็มีผลในทำนองเดียวกันเพียงแต่ความสำเร็จน่าจะมีความจำกัดมากกว่า อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแต้มต่อที่อาจจะ “ได้มา” แทนที่จะเป็นเรื่องของโชคชะตา


ความสามารถพิเศษหรือที่เรียกกันว่า กิฟท์ เป็นแต้มต่อที่สำคัญอีกแบบหนึ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จสูงโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เป็นยุคของการสื่อสารมวลชน ความสามารถพิเศษที่สร้างความสำเร็จสูงมีตั้งแต่การพูด กีฬา และการแสดง


หลายคนอาจจะบอกว่าความสามารถเหล่านั้นมักจะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์แต่เกิดจากความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนัก ข้อนี้ผมคงไม่เถียง ผมเชื่อว่าไม่มีใครเก่งได้โดยไม่ต้องฝึกหนัก แต่คนที่มีพรสวรรค์นั้นมักจะฝึกได้เร็วและชอบที่จะฝึกตลอดเวลา และนี่คือแต้มต่อที่ทำให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น


การแข่งขันทางธุรกิจเองก็มีเรื่องของ “แต้มต่อ” ที่จะทำให้บริษัทหนึ่งได้เปรียบบริษัทอื่นและทำให้ประสบความสำเร็จสูง


แต้มต่อของธุรกิจเองก็มีหลากหลายและเราต้องค้นให้พบ ลักษณะสำคัญของแต้มต่อทางธุรกิจก็คือจะต้องเป็นสิ่งที่บริษัทมีและทำให้บริษัทได้เปรียบคนอื่น และสิ่งที่บริษัทมีนั้น บริษัทอื่น ๆ ไม่มีและการที่บริษัทอื่นจะสร้างหรือแสวงหามาก็ทำได้ยากมากหรือต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้มา


เป็นการยากที่จะบอกว่าอะไรคือแต้มต่อในแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองในการทำธุรกิจ แต่แต้มต่อหลัก ๆ ที่นำมาประยุกต์ได้มี 2 แบบนั่นก็คือ


การเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น บริษัทที่จะมีแต้มต่อนี้ได้อย่างถาวรก็คือบริษัทที่ผลิตมากกว่าคนอื่นมาก ๆ เพราะการผลิตมากทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงเนื่องจากสามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมากซึ่งจะทำให้ได้ราคาต่ำ นอกจากนั้นเครื่องจักรที่ใช้มักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า


แต้มต่อสำคัญแบบที่สองคือ การเป็นบริษัทที่ขายสินค้าที่มีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นความแตกต่างจริงหรือเป็นความแตกต่างที่เกิดจาก “ความรู้สึก” ของลูกค้า


การที่บริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากกว่า หรือสามารถขายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ความแตกต่างที่โดดเด่นของสินค้าจะทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่งได้ หรือสามารถทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นแบบใด นี่คือแต้มต่อสำคัญทางธุรกิจที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งขันเป็นเวลานาน และหุ้นของบริษัทเหล่านี้คือหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนหากราคาไม่แพงเกินไป

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์
โลกในมุมมองของ Value Investor
พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าคุณต้องมองไปข้างหน้าอย่ามองกระจกหลัง นั่นก็คืออย่างไปสนใจอดีต สนใจแต่อนาคต เพราะหุ้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ผมเองเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าอนาคตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะฉะนั้นเพื่อความแน่ใจ ผมมักจะมองดูอดีตด้วยว่าที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไร และก็ไม่ใช่มองแต่ตลาดหุ้นไทย แต่ผมจะมองไปถึงตลาดหุ้นในโลกโดยเฉพาะตลาดของสหรัฐซึ่งมีข้อมูลที่ผมหาได้มากกว่าที่อื่น



ผมคงไม่พูดถึงหุ้นแต่ละกลุ่มหรือแต่ละตัวซึ่งมีรายละเอียดมากเกินไป แต่จะพูดถึงตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่ผมมองดูแล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควรว่าอดีตหรือประวัติศาสตร์นั้นบางทีมันก็ “ซ้ำรอย” เดิม และถ้าเราศึกษาให้ดีก็อาจจะช่วยให้เรามีสติและความระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน


ประวัติศาสตร์บทที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ เรื่องของวิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งผมว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าหุ้นไทยต่อจากนี้จะไปทางไหนมองจากมุมทางประวัติศาสตร์?


วิกฤติและการฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ผมอยากจะเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว เพราะผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายประการตั้งแต่ความรุนแรงที่เรียกว่าเป็นการถล่มทลายครั้งใหญ่หรือ great crash ของตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศที่ประเทศไทยน่าจะตามหลังอยู่ 70 – 80 ปี


ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์คเกิดวิกฤตินั้น เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในช่วงเฟื่องฟูมาหลายปี เป็นช่วงที่สหรัฐกำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและกำลังจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลกโดยมีอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู เช่น รถยนต์ เหล็ก และอื่น ๆ ในด้านของรัฐบาลเองก็มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งไม่มีการขาดดุลงบประมาณ ประเทศไม่มีการขาดดุลการค้า ทุกอย่างดูดีไปหมด


ในช่วงประมาณปี 2536 ถึง 2540 ก่อนเกิดการลดค่าเงินบาทนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 10% ติดต่อกันหลายปี ถือเป็น “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจไทย อนาคตของประเทศสดใสมากถึงขนาดที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตขึ้นจนใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกในอนาคต ฐานะการเงินของรัฐบาลเข้มแข็งมาก ไม่มีการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้น้อย


ในปี 1929 ที่เกิดวิกฤติในสหรัฐนั้น พูดกันว่านอกจากตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปแล้ว ระบบการเงินของสหรัฐไม่พร้อมที่จะรับกับการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบการเงินที่ผูกอยู่กับมาตรฐานทองคำ ไม่มีระบบการค้ำประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นก็ขาดการควบคุมเพราะยังไม่มีก.ล.ต ทำให้มีการปั่นหุ้นหรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยในตลาด มีการใช้มาร์จินในการลงทุนสูงมากคือสามารถวางเงินเพียง 10% ก็ซื้อหุ้นได้ 100% นักลงทุนในตลาดเองก็ประกอบไปด้วยรายย่อยประเภท “แมงเม่า” เป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วธนาคารกลางกลับแก้ปัญหาผิดทางโดยการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องและทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น


ปี 2540 ที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและถือเป็นจุดวิกฤตนั้น ระบบการเงินของไทยเป็นต้นเหตุที่สำคัญ เพราะการเปิดเสรีให้เงินไหลเข้าประเทศโดยยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวทำให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนง่ายและมากเกินไป ระบบการค้ำประกันเงินฝากยังไม่มีและคนยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของสถาบันการเงิน ในตลาดหุ้นเองนั้นการปั่นหุ้นดูเหมือนจะมีกันแพร่หลาย มีการใช้มาร์จินสูง และก็เช่นเดียวกับสหรัฐในปี 1929 ที่นักลงทุนในตลาดส่วนมากเป็นรายย่อยประเภท “แมงเม่า” ซึ่งลงทุนระยะสั้นและถอนเงินจากตลาดทันทีที่ตกใจ เมื่อเกิดวิกฤติแล้วแบงค์ชาติก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้น


ทางด้านของจิตวิทยาสังคมเองก็มีเรื่องเล่า จริงบ้างไม่จริงบ้างว่านักเล่นหุ้นอเมริกันจำนวนมากต้องฆ่าตัวตายเพราะขาดทุน โดยวิธีที่พูดกันมากก็คือการกระโดดจากตึกสูง ส่วนของไทยเองนั้นคงจะยังจำกันได้ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยปืนที่ตลาดหลักทรัพย์ คนจำนวนมากทั้งในสหรัฐและประเทศไทยต้องตกงาน ในประเทศไทยคนที่มีการศึกษาและความรู้สูงต้องไปขับแท็กซี่หรือไม่ก็ไปขายแซนด์วิช แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ สถิติคนฆ่าตัวตายก็คงเป็นปกติ เพราะคนที่ซื้อขายหุ้นทั้งในสหรัฐและไทยในช่วงเวลานั้นยังมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ


ในด้านของตลาดหุ้นเองนั้น หลังจากเกิดวิกฤติในปี 1929 แล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตกต่ำลงต่อไปอีก 2 ปีคือในปี 1930 และ 1931 ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ที่เคยขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 381 จุดในปี 1929 ลดลงเหลือเพียง 41 จุดในปี 1932 หรือเป็นการลดลงถึง 89% ในเวลา 3 ปี พูดง่าย ๆ ถ้ามีหุ้นอยู่ 100 เหรียญโดยเฉลี่ยจะเหลือเพียง 11 เหรียญ


ตลาดหุ้นไทยเองนั้นดัชนีหุ้นเคยขึ้นสูงสุดในปี 2536 ที่ประมาณ 1760 จุดในปี 2536 แต่การตกที่รุนแรงเกิดในปี 2540 และต่อเนื่องมาถึงปี 2541 ที่ดัชนีลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุด คิดแล้วเป็นการร่วงลงถึงประมาณ 89% เหมือนกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์คและหุ้นจำนวนมากกลายเป็นเศษกระดาษ


การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์คหลังจากหุ้นตกลงมาต่ำสุดในปี 1932 นั้นน่าประทับใจมากเพราะหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกันถึง 5 ปี ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณที่ 194 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 374% ก่อนที่จะถล่มทะลายลงมาอีกครั้งหนึ่ง


ตลาดหุ้นไทยเองหลังจากตกลงถึงพื้นในปี 2541 แล้วก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างแรงในปี 2542 และแม้ว่าจะปรับตัวลงมาแรงอีกครั้งในปี 2543 แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ดัชนีได้ปรับขึ้นมาประมาณ 220% แล้วในเวลาเกือบ 6 ปี


ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นนิวยอร์คแบบตรง ๆ การฟื้นตัวหลังวิกฤติของตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ถึงประมาณเกือบ 950 จุด ก่อนที่จะถล่มลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นเรื่องอันตรายอยู่มากเหมือนกันหากจะยึดประวัติศาสตร์นี้เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะถึงแม้ว่าประวัติที่ผ่านมาจะเป็นอย่างนั้น แต่อนาคตชะตาอาจแปรผันไปได้ ประวัติศาสตร์นั้นแม้ว่าบ่อยครั้งมักจะซ้ำรอยแต่ก็ไม่เคยซ้ำรอย 100% การลงทุนที่ระมัดระวัง และอยู่ในหลักการที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์การลงทุนส่วนตัวของคุณจะดีอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หุ้นสิ่งพิมพ์

หุ้นสิ่งพิมพ์
โลกในมุมมองของ Value Investor
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้

1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ


หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมและอาจจะอีกหลายคนที่เป็น Value

Investor ก็คือหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์

สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมากรองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมชอบอ่าน

หนังสือและคิดว่า Value Investor โดยทั่วไปก็ชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นผมจึงเข้าใจธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์พอสมควร เช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับธุรกิจอาหารซึ่ง

ทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่คนมีการศึกษาจะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่

คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน

ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว” หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำ

เสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน

“ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวน

มาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้า ๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่

คือคุณสมบัติข้อที่สอง

เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการ

สำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อ

ไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่แค่

เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริง ๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี

ไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง

กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ผม

คิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่

เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการ

เพิมพ์ซ้ำบ่อย ๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่

ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่น ๆ

ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า

ธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผม ก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้

สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า

PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ย

ของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่ง

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะ

ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของ

ราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ

แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่

กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่า

นี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อ

ภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่าง

รวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้

ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ

ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนใน

หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment

ทุกประการ