ขอบเขตแห่งความสามารถ
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวก็คือการลงทุนในสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ เรียกว่า ลงทุนภายในขอบเขตแห่งความสามารถของคุณ
ถ้าคุณอยู่ในวงการบันเทิงและคุณเลือกลงทุนซื้อหุ้นในกลุ่มบันเทิงคุณก็มีแต้มต่อ เมื่อเทียบกับนักลงทุนที่ไม่รู้จักธุรกิจนี้ดี เช่นเดียวกันถ้าอาชีพของคุณอยู่ในแวดวงของปิโตรเคมี คุณย่อมรู้ว่าปิโตรเคมีในเมืองไทยนั้นมีอะไรบ้าง ภาวะตลาดของสินค้าเป็นอย่างไรและคุณควรซื้อหุ้นปิโตรเคมีตอนไหน
แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องทำงานในวงการนั้น ๆ ถึงจะรู้จักธุรกิจพอที่จะลงทุนได้ สิ่งที่จำเป็นก็คือคุณต้องรู้จักธุรกิจแต่ละอย่างอย่างเพียงพอ ที่สำคัญก็คือคุณจะต้องรู้ว่าธุรกิจนั้นเขา “หากิน” หรือทำกำไรกันอย่างไร อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแข่งขัน อะไรเป็นรายได้หลักที่ทำกำไรให้กับธุรกิจ
ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น คุณจะต้องรู้ว่ากำไรมาจากการขายหน้าโฆษณา ไม่ได้มาจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งมักจะไม่มีกำไรเลย นั่นคือรายได้จากการขายหนังสือพิมพ์อาจจะเท่ากับค่าใช้จ่ายในการผลิตหรือน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ที่บริษัทหนังสือพิมพ์ทำกำไรได้ก็เป็นเพราะค่าโฆษณา ดังนั้น หนังสือพิมพ์ที่มีโฆษณามากก็จะมีกำไรมาก และการที่จะมีโฆษณามากได้ก็ต้องเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาดมีคนอ่านมาก
นอกจากเรื่องของรายได้และค่าใช้จ่ายแล้ว หนังสือพิมพ์ยังเป็นสินค้าที่ผู้อ่านหรือผู้บริโภคมีความภักดีหรือ “ติด” ที่จะอ่านฉบับเดิม การที่จะเปลี่ยนไปอ่านฉบับอื่นนั้นค่อนข้างจะยาก เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ที่เป็นผู้นำในด้านของยอดขายหรือมีคนอ่านมากก็มักจะเป็นผู้นำต่อไป หนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ ๆ มักจะเกิดได้ยาก
ถ้าจะสรุปก็คือ หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ขาย good will หรือค่าความนิยม หัวหนังสือพิมพ์หรือก็คือชื่อของหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่มีค่าถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ติดตลาด และนี่คือจุดเด่นของหนังสือพิมพ์ นั่นก็คือ รายได้และกำไรในอนาคตของหนังสือพิมพ์นั้นมักจะเป็นรายรับที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและมีค่าใช่จ่ายน้อยเพราะเป็นรายได้จากค่าโฆษณาซึ่งบริษัทได้รับเพิ่มโดยมีต้นทุนที่น้อยมาก
วิธีหากินหรือทำกำไรของธุรกิจนั้นบ่อยครั้งคนที่ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งจะไม่ทราบหรือเข้าใจผิดเพราะไปมองในสิ่งที่เห็นได้ชัดหรือถูกทำให้ไขว้เขวจากชื่อของธุรกิจที่ปรากฏ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองนั้น ข้อเท็จจริงก็คือสินค้าหรือรายได้ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นกากถั่วเหลืองที่ขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์
ธุรกิจโรงแรมนั้นปรากฏว่าโรงแรมส่วนใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมืองกลับมีรายได้จากการขายอาหารหรือจัดงานเลี้ยงต่าง ๆถึง 50% และเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงกว่าการให้เช่าห้องพัก ส่วนโรงภาพยนตร์นั้นผมเองก็ยังไม่มั่นใจนักแต่มีคนพูดว่ากำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำมาจากการขายข้าวโพดคั่ว น้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ซึ่งมีกำไรต่อหน่วยในอัตราที่สูงมาก
ที่กล่าวมาเป็นธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวและคนส่วนใหญ่มักจะได้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ยังมีธุรกิจอีกมากที่ “เข้าใจยาก” เช่นธุรกิจเกี่ยวกับเท็คโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือพวกปิโตรเคมีทั้งหลาย ธุรกิจเหล่านี้ผมขอสารภาพว่าผมไม่รู้ว่าเขา “หากิน” กันอย่างไร ผมรู้เพียงแต่ว่าในบางช่วงเวลาจะเกิดการขาดแคลนสินค้าในระดับโลกและราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วทำให้บริษัทผู้ผลิตมีกำไรมหาศาล แต่หลังจากการขาดแคลนสักระยะหนึ่งก็จะมีคนสร้างโรงงานหรือกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากมายและทำให้สินค้าล้นตลาด ทำให้ราคาสินค้าลดลงมหาศาลและทำให้บริษัทผู้ผลิตขาดทุนจนแทบล้มละลาย
แต่สิ่งที่ผมไม่รู้ก็คือ เมื่อไรสินค้าจะขาดและเมื่อไรสินค้าจะล้นตลาด ว่าที่จริงผมไม่รู้แม้กระทั่งว่า IC หรือแผงวงจรรวมต่าง ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร หรือสินค้าปิโตรเคมีที่มีชื่อเรียกเป็นอักษรย่อภาษาอังกฤษ 4 – 5 ตัวนั้นมีลักษณะทางกายภาพอย่างไรและเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
สิ่งที่ผมรู้จักดีจริง ๆ มีไม่มากนักส่วนใหญ่มักจะเป็นธุรกิจที่เป็น Low Tech หรือสินค้าที่ใช้เทคโนยี่ต่ำ สินค้าหรือบริการเหล่านั้นเป็นสินค้าที่อยู่ใน Circle of Competence หรือขอบเขตแห่งความสามารถของผม ส่วนสินค้า Hi tech ส่วนใหญ่ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ผมไม่รู้จักนั้นก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ผมไม่มีความสามารถหรือไม่เข้าใจธุรกิจของเขาอย่างเพียงพอ เรียกว่าอยู่นอกขอบเขตความสามารถของผม
นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้จะต้องมุ่งเน้นลงทุนเฉพาะกิจการที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนเองและหลีกเลี่ยงการลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้หรือไม่มีความสามารถพอ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณจะต้อง กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นจริง ต้องรู้ว่าคุณรู้อะไรและไม่รู้อะไร อย่างไปคิดว่าตนเองรู้ทั้งที่ความจริงก็คือตนเองไม่รู้
ตลาดหุ้นมีบริษัทหรือกิจการให้เลือกลงทุนมากมาย ไม่มีความจำเป็นที่เราจะพยายามทำกำไรจากหุ้นทุกกลุ่มหรือทุกหุ้นที่กำลัง “ร้อน” เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เราพลาดได้ ทางที่ดีก็คือ จำกัดขอบเขตของความสามารถของเราแล้วลงทุนมากขึ้นในกิจการที่อยู่ในขอบเขตนั้น การพลาดโอกาสในสิ่งที่เราไม่รู้จักดีหรือไม่มีความสามารถนั้นมีผลต่อผลตอบแทนรวมในการลงทุนของเราน้อย ดังนั้นอย่าไป “เสียดาย” ในสิ่งที่ “ไม่ใช่ของเรา”
แม้กระทั่งวอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็ “พลาด” ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไฮเท็คเลยในช่วงที่หุ้นเหล่านั้นบูมทำกำไรให้กับนักลงทุนมหาศาล ทั้งนี้เพราะหุ้นเหล่านั้นไม่ได้อยู่ใน “ขอบเขตแห่งความสามารถ” ของวอเร็น บัฟเฟตต์
ที่พูดมาทั้งหมดนั้น เรากำลังพูดถึงเรื่องขอบเขตความสามารถในการเข้าใจธุรกิจแต่ละอย่างที่เราจะลงทุนซึ่งมักจะมีความหลากหลายและต้องการการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราต้องการขยายขอบเขตนั้นออกไปให้กว้างขึ้น
แต่สิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องเข้าใจด้วยเพราะถือเป็นพื้นฐานหลักของการลงทุนก็คือเรื่องของผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและระบบการรายงานทางบัญชีของธุรกิจ เช่นเดียวกับเรื่องของการบริหารและผู้บริหารของกิจการ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจถ้าคุณเป็นคนที่มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและสามารถบวกลบคูณหารได้ รวมทั้งพร้อมที่จะศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือต่าง ๆ ที่มีมากมาย
ความรู้ทางด้านการลงทุนบวกกับความเข้าใจทางธุรกิจ และวินัยที่จะลงทุนเฉพาะในกิจการที่อยู่ในขอบเขตแห่งความสามารถของตนคือองค์ประกอบของความสำเร็จที่แท้จริง ยั่งยืน และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และนี่คือคำอธิบายของคำพูดคลาสสิค ของวอเร็น บัฟเฟตต์ที่ว่า “ความเสี่ยงเกิดจากการไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร”
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น