วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Super Stock

Super Stock
โลกในมุมมองของ Value Investor
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นซึ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มใหญ่ซึ่งเน้นการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรนอนไม่ใคร่หลับและกระวนกระวายใจนั้น Value Investor บางคนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในราคาหุ้นที่เหมาะสม และถือหุ้นลงทุนระยะยาวกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตของหุ้นที่ดี มีจำนวนหุ้นที่มากพอ และกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูและคอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นทุกวัน

เราลองมา “คิดย้อนหลัง” โดยสมมุติว่าเราเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนคือเมื่อสิ้นปี 2536 ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังบูมเต็มที่ ดัชนีตลาดหุ้นเท่ากับประมาณ 1683 จุด ในวันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงทุนระยะยาวโดยการซื้อหุ้นที่ “ดีเยี่ยม” เรียกว่าเป็น “Super Stock” โดยไม่สนใจในเรื่องของราคา และตั้งใจว่าจะถือเก็บไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นและดัชนีตลาด


หุ้น Super Stock ที่ถูกคัดเลือกในวันนั้นคือหุ้นของบริษัทที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่ด้านการตลาดที่จะต้องเป็นบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาดสูง คือเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าได้พอสมควร มีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่ง เป็นผู้นำในด้านของยี่ห้อที่แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้นำในด้านของเทคโนโลยี่ที่น่าเกรงขาม และเป็นผู้นำในด้านของยอดขายในอุตสาหกรรม


ทางด้านการเงินนั้น Super Stock จะต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีกำไรสม่ำเสมอในระดับที่สูงและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน ส่วนในด้านของการบริหารก็มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความน่าเชื่อถือและมีบรรษัทภิบาลที่ดี


ในด้านของภาวะอุตสาหกรรมนั้น หุ้นที่จะเป็น Super Stock จะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำ แต่ก็ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามวัฏจักร หรือยอดขายเพิ่มขึ้นจากภาวะผิดปกติชั่วคราว


จากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านั้น คุณเลือกถือหุ้น “Super Stock” ถึง 12 ตัวใน 12 อุตสาหกรรมซึ่งผมถือโอกาสคัดเลือกให้โดยดูจากหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น Super Stock เนื่องจากราคาหุ้นที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับราคาพาร์ในวันนี้


หุ้น 12 ตัวที่มีราคาสูงลิ่วกว่าหุ้นอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของตนและมีคุณสมบัติหลาย ๆ ประการที่จะเป็น Super Stock ประกอบด้วยหุ้นแบงค์กรุงเทพ (BBL) หุ้นกรุงเทพประกันภัย (BKI) หุ้นไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) หุ้นไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หุ้นเสริมสุข (SSC) หุ้นไทยวาโก้ (WACOAL) หุ้นแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH) หุ้นปตท.สผ.(PTTEP) หุ้นแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) หุ้นมูราโมโต้อีเล็คตรอน (METCO) และหุ้นโรงแรมโอเรียลเต็ล (OHTL)


ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2536 หุ้น BBL มีราคา 218 บาท แต่ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 คือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BBL ลดลงเหลือเพียง 95 บาทหรือยังขาดทุนถึง 56% เช่นเดียวกับหุ้นของ BKI ที่ยังขาดทุน 33% และหุ้น LH ที่ยังขาดทุนถึง 67%


แต่หุ้นที่เหลืออีก 9 ตัวนั้นกลับมีกำไรทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1683 จุดเหลือเพียง 716 จุด หรือลดลงถึง 57% โดยหุ้น WACOAL ทำกำไร 250% หุ้น SSC กำไร 17% TPC กำไร 217% STANLY กำไร 235% SCC 161% PTTEP กำไร 425% ADVANC กำไร 128% METCO กำไร 222% และหุ้น OHTL กำไร 70% โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตหุ้น Super Stock 12 ตัวทำกำไร 121% ในเวลาประมาณ 10 ปี หรือเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณปีละ 8.25% เมื่อรวมปันผลก็จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดลดลงเฉลี่ยปีละ 8% หรือถ้ารวมปันผลก็จะลดลงประมาณ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


แต่ถ้ามองในระยะสั้น การถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ เช่นถ้าดูผลการลงทุนจากสิ้นปี 2536 ไปจนถึงวันที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็พบว่าพอร์ตของ Super Stock ขาดทุนไป 14% หลังจากถือมาประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือราคาหุ้นลดลงประมาณ 4.22% ต่อปี แต่นี่ก็เป็นการลดลงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการลดลงของดัชนีตลาดที่ตกลงมาเหลือเพียง 527 จุด หรือขาดทุนไป 69% คิดเป็นการขาดทุนเฉลี่ยถึงปีละ 28.4%


มองอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณโชคดีเริ่มเข้าตลาดหุ้นหลังจากเกิดวิกฤตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 แล้วถือหุ้น Super Stock 12 ตัว มาจนถึงวันนี้ พอร์ตของคุณจะเติบโตขึ้นถึง 304% ในเวลาประมาณ 6 ปี 8 เดือน หรือเฉลี่ยปีละ 23.3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยในขณะที่ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 36% จาก 527 จุด เป็น 716 จุด หรือให้ผลตอบแทนเพียงประมาณปีละ 4.7%


ข้อสรุปก็คือ การถือพอร์ตของหุ้น “Super Stock” ในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าคุณจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นสูงลิ่ว ในระยะสั้นหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงและคุณอาจจะ “ขาดทุน” แต่การลดลงของพอร์ตก็จะไม่มากจนทำให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ ในอีกด้านหนึ่งถ้าคุณเข้าตลาดถูกจังหวะหรือเข้าในช่วงที่ดัชนีมีราคาต่ำ การถือหุ้น Super Stock ก็ทำกำไรให้ได้อย่างงดงาม โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร


ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเป็น “Super Stock” เพราะ Super Stock ที่เกิดจากการ “มองย้อนหลัง” นั้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะยังเป็น Super Stock ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าที่จริงมีหุ้นหลายตัวที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดยังไม่ถึง 10 ปีที่อาจจะเข้าข่ายเป็น Super Stock เช่นเดียวกับหุ้นที่จดทะเบียนมานาน แต่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานจนทำให้เป็น Super Stock ได้


หน้าที่สำคัญของ Value Investor ก็คือ ค้นหาหุ้นที่จะเป็น Super Stock ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ซื้อหุ้นไว้ให้มากและถือหุ้นเหล่านั้นไว้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดขึ้น ภายใน 5 ถึง 10 ปีก็จะพบว่าพอร์ตของคุณเป็น “ขุมทอง” ที่มีค่ามหาศาล

ไม่มีความคิดเห็น: