วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

หุ้นค้าปลีก

หุ้นค้าปลีก
โลกในมุมมองของ Value Investor
ข่าวการลดเวลาเปิดห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์เพื่อการประหยัดพลังงานอาจทำให้คนที่ถือหุ้นของบริษัทเหล่านั้นหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ราคาหุ้นก็ไม่ได้ถูกกระทบอะไรมากนัก อาจจะเพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารายได้และกำไรของกิจการจะหดหายไปมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ใช้บริการอาจจะปรับพฤติกรรมและยังมาใช้บริการเหมือนเดิมในขณะที่ต้นทุนโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าอาจจะลดลง โดยรวมแล้วพื้นฐานของกิจการอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนั่นคือกิจการยังดีเหมือนเดิม


หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ หุ้นของกิจการค้าปลีกที่เป็นห้างร้านนี้บางทีก็เรียกรวม ๆ กันว่า Modern Trade หรือการค้าขายปลีกสมัยใหม่ นับเป็นแนวโน้มที่สำคัญของสังคมทั่วโลก เพราะเป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย และมีต้นทุนต่ำเนื่องจากมีการประหยัดจากขนาด และระบบการค้าแบบนี้จะค่อย ๆ เข้ามาแทนการค้าขายปลีกแบบดั้งเดิมที่ทำโดยครอบครัวหรือพูดง่าย ๆ ก็คือร้านโชวห่วย ตลาดสด และร้านค้าปลีกอื่น ๆ
ในเมืองไทยนั้นธุรกิจ Modern Trade กำลังเติบโตอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกมากที่น่าจะเป็นเป้าหมายของ Value Investor ในการเลือกลงทุน ผมจะลองนึกดูว่ามีอะไรบ้าง

ข้อแรกซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของธุรกิจนี้ก็คือ ยอดขายของธุรกิจค่อนข้างสม่ำเสมอเพราะเป็นการขายสินค้าให้กับคนนับล้าน ๆ คนซึ่งมักจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจนี้จึงเป็นธุรกิจที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก นอกจากนั้นมันยังเป็นธุรกิจที่เข้าใจง่ายและนักลงทุนเกือบทุกคนได้สัมผัสและใช้บริการเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามหุ้นได้ใกล้ชิดและรวดเร็ว


ข้อสองร้านค้าปลีกเหล่านี้ทำธุรกิจซื้อมาขายไปโดยมีการบวกกำไรลงบนต้นทุนของสินค้าทุกรายการ เพราะฉะนั้นธุรกิจจะมีกำไรเสมอ ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและมักจะเกิดเฉพาะกับร้านที่ยังมียอดขายต่ำซึ่งมีต้นทุนคงที่เช่นค่าจ้างพนักงาน ค่าไฟฟ้า และค่าเช่าสถานที่เป็นต้นที่อยู่ในระดับสูง แต่เมื่อยอดขายของร้านสูงขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว การทำกำไรแทบจะแน่นอน


ข้อสาม ธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้ ขายสินค้าเป็นเงินสด ในขณะที่ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ได้เครดิต 2 – 3 เดือนขึ้นไป เพราะฉะนั้นบริษัทเหล่านี้มักจะมีสภาพคล่องทางการเงินสูงไม่ค่อยต้องกู้หนี้มากนัก แม้ว่าจะมีการขยายงานค่อนข้างรวดเร็ว บางบริษัทที่เริ่มชะลอตัวหรือหยุดขยายเงินสดก็มักจะท่วมบริษัท ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น


ข้อสี่ห้างที่ประสบความสำเร็จนั่นคือมีโมเดลธุรกิจที่ทำงานได้ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน มีระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ดี ระบบฝึกอบรมพนักงานที่มีมาตรฐาน การจัดการที่ดี หรือสรุปว่ามียี่ห้อที่ติดตลาดแล้วจะสามารถก็อปปี้ร้านต้นแบบนี้ไปเปิดในสถานที่อื่น ๆ ทั่วประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก และนี่คือเส้นทางการเติบโตที่สามารถจะดำเนินไปต่อเนื่องยาวนานเพราะยังมีจังหวัดอีกมากมายที่ยังไม่มีร้านค้าแบบ Modern Trade ในท้องถิ่น

ข้อห้า ธุรกิจค้าปลีกแบบ Modern Trade เหล่านี้ ยิ่งเติบโตมียอดขายมากขึ้นก็จะยิ่งได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในราคาต่อหน่วยที่ถูกลง นอกจากนั้นยังสามารถต่อรองขอ “เงินพิเศษ” จากผู้ส่งสินค้าได้หลาย ๆ อย่างซึ่งรวมถึงการวางสินค้าในห้าง ตำแหน่งของชั้นวางสินค้า ฯลฯ


ข้อหก เมื่อห้างประสบความสำเร็จมียี่ห้อที่ติดตลาดเป็นแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดคนเข้าห้างได้ ห้างหลายแห่งก็สามารถทำตัวเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คือ นอกจากจะสร้างอาคารสำหรับเป็นร้านของตนเองแล้วก็ยังสร้างเพื่อให้คนอื่นมาเช่าเพื่อขายสินค้าอื่น ๆ ด้วย ราคาค่าเช่าก็แน่นอนว่าสูงลิ่วเพราะถือว่าเป็นทำเลทองในการค้า และนี่ก็เป็นรายได้ที่แน่นอนอีกอย่างหนึ่งของ Modern Trade


ดูไปแล้วกิจการห้างสรรพสินค้าและดิสเค้าท์สโตร์ที่ประสบความสำเร็จมีกำไรแล้ว จะเป็นกิจการที่มั่นคงมาก โอกาสที่กำไรจะถดถอยลงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะทำให้กิจการเสียหายรุนแรงน่าจะมีน้อย โอกาสที่จะเติบโตต่อไปน่าจะยังเปิดกว้าง แม้ว่าการเติบโตจะไม่หวือหวามากนัก แต่ความมั่นคงน่าจะมีสูง ข้อสรุปของผมก็คือธุรกิจนี้ถ้าไม่ใช่เกรด A ก็ไม่ต่ำกว่าเกรด B และน่าจะเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนถือยาวได้อย่างสบายใจถ้าราคาหุ้นไม่แพงนั่นคือ PE ไม่เกิน 10 เท่าและจ่ายปันผลในหลักประมาณ 4 – 5% ขึ้นไป

หุ้นที่เข้าข่ายเป็น Modern Trade คือค้าปลีกและมีร้านค้าในลักษณะที่เป็นเครือข่ายทั่วประเทศนั้นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพาณิชย์แต่ในกลุ่มอื่นก็น่าจะมีด้วย ที่ชัดเจนก็มีหุ้น BIGC, CP7-11, HMPRO, MAKRO, ROBINS นอกกลุ่มนี้ก็น่าจะรวมถึง SE-ED ที่เป็นร้านเครือข่ายขายหนังสือและไอทีซิตี้(IT) ที่ผมเข้าใจว่าเป็นร้านขายอุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ผมเองไม่แน่ใจว่าจะมีหุ้นตัวอื่นอีกหรือไม่ แต่ถ้าเข้าลักษณะที่เป็นร้านค้าปลีกแบบซื้อมาขายไปและเป็นเครือข่ายทั่วประเทศก็นับว่าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

แม้ว่าหุ้น Modern Trade ที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจ และมีการเติบโตต่อเนื่องมานานพอสมควรและดูแล้วหุ้นหลายตัวก็มีราคาไม่แพง แต่ถ้าดูถึงการซื้อขายหุ้นก็จะพบว่ามีค่อนข้างน้อย เรียกว่านักลงทุนไม่ค่อยสนใจแต่นี่ก็คือคุณลักษณะของตลาดหุ้นไทยนั่นก็คือ คนไม่ใคร่สนใจหุ้นดีที่มั่นคง แต่ชอบหุ้นของกิจการที่ไม่ดีแต่หวือหวา มีโอกาสได้เสียเร็ว น้อยคนที่จะสนใจกิจการที่กำไรค่อนข้างแน่นอนจ่ายปันผลค่อนข้างแน่นอนและค่อย ๆ เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15% แต่นี่เป็นโอกาสของ Value Investor ที่ยึดคติว่ากำไรน้อยไม่ว่าแต่อย่าให้ขาดทุน

อาณาจักร

อาณาจักร
โลกในมุมมองของ Value Investor
สมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของธุรกิจในประเทศไทยก็คือข้าว ผู้นำอาณาจักรข้าวที่ยิ่งใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีชื่อเสียง พูดอะไรออกไปคนทั่วไปรวมถึงผู้นำของรัฐบาลก็ต้องรับฟัง เจ้าของอาณาจักรข้าวถือเป็นคนร่ำรวยระดับประเทศ ลูกหลานของเขาก็เป็นไฮโซที่ทุกคนอิจฉา

อาณาจักรข้าวอยู่ไม่นานก็เสื่อมโทรมลง การค้าข้าวคงได้กำไรน้อยลงไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการขึ้นมาของอาณาจักรสิ่งทอ จ้าวพ่อสิ่งทอคือคนที่มีบารมีเป็นที่เกรงขามของนักธุรกิจทั่วไป กำไรของการทำสิ่งทอคงจะสูงมากทำให้มีการขยายงานออกไปรวดเร็วจนต้องมีการกู้เงินมาใช้มหาศาล แต่แล้วสิ่งทอก็ประสบกับการแข่งขันอย่างหนักจากประเทศที่ก้าวตามไทยทั่วโลก

การเสื่อมลงของธุรกิจสิ่งทอทำให้อาณาจักรสิ่งทอที่เคยยิ่งใหญ่หลายแห่งล้มลง เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักจ้าวพ่อสิ่งทอที่โด่งดังในอดีตแล้ว แต่อาจจะได้ยินข่าวว่าที่ดินแปลงงามบางแปลงที่เคยเป็นฐานใหญ่ของอาณาจักรสิ่งทอบางแห่งกำลังจะถูกใช้สร้างสถานที่ราชการสำคัญ
อุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างในเมืองไทยไม่ปรากฎว่ามีใครสามารถสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้ นั่นคือธุรกิจต่างก็ต่อสู้แข่งขันกันไม่มีใครโดดเด่นจนสามารถขยายกิจการครอบคลุมตลาดในวงกว้างจนมีอำนาจเหนือบริษัทเล็กบริษัทน้อยอื่น ๆ อุตสาหกรรมบางอย่างมีคนพยายามสร้างอาณาจักรจนเกือบจะสำเร็จแต่ก็พลาดในตอนท้ายที่สุดก็มี
ที่เห็นอยู่เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คืออาณาจักรของเอกธนกิจหรือฟินวันในวงการเงินทุนหลักทรัพย์ที่เกือบจะกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้ถ้าไม่ใช่เพราะภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ทำให้อาณาจักรล่มสลายเสียก่อน และแน่นอน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำลายอาณาจักรฟินวันก็คือเรื่องของหนี้สินที่สูงมากที่ถูกนำมาใช้ในการขยายอาณาจักร
อาณาจักรที่ประสบความสำเร็จและอยู่ต่อเนื่องมายาวนานแม้ว่าการขยายตัวของอาณาจักรจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ ตามการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมนั้นในประเทศก็คืออาณาจักรของกลุ่มสหพัฒน์ในกลุ่มของสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มของเซ็นทรัลในธุรกิจค้าปลีกที่เป็นห้างสรรพสินค้า การที่อาณาจักรทั้งสองกู้หนี้น้อยน่าจะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรสามารถดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงภาวะวิกฤติที่ผ่านมาหลายครั้ง
เช่นเดียวกับอาณาจักรทางการเกษตรของกลุ่มซีพีซึ่งเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเป็นจ้าวธุรกิจการเกษตรและต่อเนื่องมาถึงอาหาร พร้อม ๆ กับการขยายตัวไปในธุรกิจอื่น ๆ อีกหลายอย่างแม้ว่าจะยังไม่สามารถที่จะสร้างเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับธุรกิจอาหารได้
อาณาจักรที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานแต่เติบโตเร็วมากน่าจะเป็นอาณาจักรสื่อสารของกลุ่มชินซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ขยายตัวเร็วทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และควบคู่กันมาก็คืออาณาจักรของเหล้าเบียร์ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเก่าแก่แต่การเติบโตของกลุ่มเบียร์ช้างจนกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็ถือว่าเป็นอาณาจักรที่ค่อนข้างใหม่ที่เกิดขึ้นมาแทนที่อาณาจักรเดิมที่มีอยู่

ผมเขียนเล่าเรื่องของอาณาจักรต่าง ๆ ก็เพราะอาณาจักรนั้นมีผลกับหุ้นที่เราซื้อขายในตลาดอยู่ไม่น้อย การเฟื่องฟูหรือความเสื่อมของอาณาจักรมักจะส่งผลถึงความเฟื่องฟูของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในอาณาจักรด้วย เพราะฉะนั้น ประเด็นสำคัญข้อหนึ่งก็คือ เราจะต้องรู้ว่าวงจรชีวิตของอาณาจักรเป็นอย่างไร

ประเด็นสำคัญข้อสองก็คือ อาณาจักรแต่ละแห่งมีวัฒนธรรมและวิธีการบริหารงานของตนเอง ถ้าเรารู้ว่าพฤติกรรมของอาณาจักรเป็นอย่างไร โอกาสก็เป็นไปได้สูงว่าบริษัทที่อยู่ในอาณาจักรก็จะมีแบบแผนที่คล้ายกัน

แน่นอนว่าเราอยากลงทุนกับบริษัทที่อยู่ในอาณาจักรที่ยังเติบโตต่อไปได้อีกนาน โดยที่ความเสี่ยงของการเสื่อมโทรมหรือล่มสลายมีน้อย นั่นคือ ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ มีหนี้น้อย และมีความระมัดระวังในการขยายอาณาจักร เช่นเดียวกัน เราอยากอยู่กับอาณาจักรที่เจ้าของมีธรรมาภิบาลสูง และมองประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเรา

Investment Zone

Investment Zone
โลกในมุมมองของ Value Investor
การตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นแต่ละตัวนั้น ผมมีหลักการง่าย ๆ อยู่ในใจ หลักการนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาของหุ้นแต่ละตัว เพื่อลดความยุ่งยากในการอธิบายผมจะขอสมมุติก่อนว่าคุณภาพของหุ้นที่ผมจะพูดถึงนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด สิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปในที่นี้ก็คือเรื่องของราคาของหุ้น
ในภาวะปัจจุบัน ถ้าผมเจอหุ้นที่มีค่า PE หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้นต่ำกว่า 10 เท่า ผมก็ถือว่านี่เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ผมก็จะพิจารณาว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจที่จะซื้อหรือไม่ เหตุผลก็คือ หุ้นตัวนี้มีคุณภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นหุ้น Value ได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
แน่นอน การดูค่า PE เราต้องดูว่าเป็นค่า PE ที่ถูกต้อง นั่นคือกำไรของบริษัทเป็นกำไรที่จะต้องสามารถดำรงอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่ใช่กิจการของบริษัทที่เป็นวัฎจักรเช่นสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มักมีกำไรขึ้นลงตามราคาของสินค้าในตลาด เช่นเดียวกัน การดูให้ละเอียดถึงค่า PB หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี ค่าปันผลตอบแทน และอื่น ๆ ที่เป็นตัวบอกถึงความถูกความแพงก็จะยิ่งช่วยให้บอกได้ถูกต้องขึ้นว่า หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่ แต่ในขั้นนี้เราจะพูดเฉพาะค่า PE เป็นหลัก
หุ้นที่มีค่า PE ตั้งแต่ 4 หรือ 5 – 10 เท่า ผมจะถือว่าหุ้นอยู่ใน “โซนซื้อ” หรือ “โซนขาว” ซึ่งเป็นโซนที่อยู่ในข่ายที่จะซื้อได้โดยโอกาสที่จะชนะมีมากกว่าแพ้ถ้าเราพร้อมที่จะถือยาวและถือหุ้นแบบนี้หลาย ๆ ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ แต่ก็แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นที่อยู่ในโซนนี้ทุกตัวที่ผมซื้อ เพราะหุ้นที่อยู่ในโซนซื้อเองก็มีมาก หุ้นบางตัวจะน่าซื้อกว่าหุ้นอีกตัวหนึ่งเพราะเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาอาจจะดีกว่า เปรียบไปก็คงเหมือนกับสาวงามที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกให้เข้าประกวด ทุกคนสวยหมดแต่มีบางคนที่สวยกว่าอีกคนหนึ่ง สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ก็คือนางงามหรือหุ้นที่ดีที่สุด
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 10 แต่ไม่เกิน 20 เท่า เป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนอยู่เฉย ๆ” หรือ “โซนเทา” นี่เป็นหุ้นที่ผมจะไม่ทำอะไร คือถ้ามีอยู่ก็ไม่ขาย และถ้าไม่มีก็ไม่ซื้อ เหตุผลก็คือ มันเป็นโซนที่บอกได้ยากว่าหุ้นแพงหรือถูกมากน้อยแค่ไหน เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะแพงกว่าค่าเฉลี่ยที่ PE 10 เท่า แต่คุณภาพของหุ้นก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกัน การคำนวณหาอัตราส่วน คุณภาพต่อราคา เองก็เป็นศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อคิดถึงค่าคอมมิชชั่นและความแตกต่างของราคาซื้อราคาขายและประเด็นเรื่องความเข้าใจในตัวกิจการและอื่น ๆ ผมจึงมักอยู่เฉย ๆ ถ้ามีหุ้นที่ “มีกำไรอยู่แล้ว” และอยู่เฉย ๆ อีกเช่นกันสำหรับหุ้นอื่น ๆ ที่ผมยังไม่มี แม้ว่าหลายตัวดูเหมือนว่าจะน่าสนใจมากในแง่ของการเติบโตของกำไร
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 20 เท่า ผมถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนขาย” หรือ “โซนดำ” นี่คือโซนที่ผมจะขายหุ้นที่ผมมีอยู่แม้ว่าหุ้นจะมีผลงานที่โดดเด่นมากทั้งด้านของราคาหุ้นและผลการดำเนินงานของบริษัท การมีค่า PE ถึง 20 เท่านั้นแสดงให้เห็นว่าหุ้นมีราคาแพงมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงในอนาคตอาจจะสูงเกินไป เช่นเดียวกัน อัตราส่วนคุณภาพต่อราคาอาจจะต่ำกว่าหุ้นตัวอื่นบางตัวในตลาด ดังนั้นผมจึงไม่อยากเสี่ยงที่จะถือไว้
โซนของการลงทุนที่พูดถึงนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าหุ้นมีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด แต่ในทางปฎิบัติผมเองก็มักจะเลือกหุ้นที่มีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากซึ่งสำหรับผม มันคือการเผื่อค่าความปลอดภัยหรือ Margin of Safety ของผม และนี่อาจจะแตกต่างจากแนวความคิดแบบ Value Investment แบบดั้งเดิมที่มักให้ความสนใจทางด้านราคามากกว่า ซึ่งผมเองก็เห็นว่าไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกัน ในกรณีนั้น นักลงทุนอาจจะตั้ง Margin of Safety ของตนเองโดยการกำหนดโซนของการลงทุนของตนเองว่า โซนขาวคือโซนที่มีค่า PE ไม่เกิน 8 เท่า โซนเทา จาก 8 – 15 และโซนดำ ตั้งแต่ 15 เท่าขึ้นไป
ว่าที่จริง โซนการลงทุนของแต่ละคนก็ไม่น่าจะเหมือนกันขึ้นอยู่กับสไตล์ การกล้ารับความเสี่ยง อารมณ์และนิสัยส่วนตัว และอาจจะรวมถึงอายุและประสบการณ์ในการลงทุน การกำหนดโซนขาวสำหรับหลายคนอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกำหนดโซนเทานั้นผมคิดว่าหลายคนอาจจะทำได้ลำบากกว่า เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนก็คือ การอยู่เฉย ๆ ฟังดูเหมือนกับศาสตร์ของเซน แต่นี่คือสุดยอดของการลงทุน

หมดยุคหุ้นวัฏจักร ?

หมดยุคหุ้นวัฏจักร ?
โลกในมุมมองของ Value Investor
การลงทุนในหุ้นวัฎจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละหลายปีนั้นเป็นศิลปะที่ผมคิดว่าต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบสุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับการที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของกิจการและพฤติกรรมของหุ้น


ลองมาดูกรณีของหุ้นอะโรเมติกส์หรือ ATC ซึ่งผมคิดว่าเป็นหุ้นวัฎจักรตัวหนึ่งที่สามารถที่จะเป็นตัวแทนของหุ้นวัฎจักรได้ค่อนข้างดี โดยบริษัทนี้ผลิตสินค้าปิโตรเคมีหลายชนิดที่มักมีราคาขึ้นลงเป็นวัฎจักร


ถ้าคุณติดตามบริษัทมานานพอคุณจะรู้ว่าบริษัทประสบกับความยากลำบากมานานหลายปีนับจากปีที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจคือปี 2540 ซึ่งบริษัทขาดทุนกว่าหมื่นล้านบาทซึ่งน่าจะเป็นผลจากการลดค่าเงินบาทที่ทำให้บริษัทขาดทุนมหาศาล หลังจากนั้นบริษัทก็มักจะขาดทุนมาเกือบทุกปี ปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากลงทุนในหุ้นที่ประสบปัญหาผลการดำเนินงานอย่างนั้น แต่ถ้าพอถึงสิ้นปี 2544 คุณรู้ว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเริ่มปรับตัวดีขึ้นและผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2545 คุณตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาประมาณ 2.3 บาท
ปี 2545 ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นตามคาด ถึงสิ้นปีการขาดทุนของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 200 ล้านบาท ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 5.2 บาท คุณสามารถทำกำไรได้ 126% ในเวลาเพียง 1 ปี นี่เป็นการใช้ความรู้ในเรื่องของธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ขายหรือซื้อสินค้าของบริษัท หรือจะเป็นฝ่ายบัญชี หรืออาจจะเป็นเพราะคุณทราบมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของการวิเคราะห์เรื่องความถูกหรือแพงของหุ้นเลย ว่าที่จริงถ้าคุณใช้สูตรในการคิดคำนวณราคาหุ้นต่าง ๆ ผลก็จะออกมาว่าราคาหุ้นที่ 2.3 บาทนั้นเป็นราคาที่แพงเกินไป ค่า PE ยังติดลบ ปันผลก็ยังไม่จ่าย และอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้คุณสรุปว่าหุ้นยังไม่น่าซื้อ
ถ้าคุณไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นในตอนสิ้นปี 2544 เพราะคุณดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทและพบว่าบริษัทยังขาดทุนถึงกว่า 3,500 ล้านบาท และคุณก็ไม่รู้ว่าราคาปิโตรเคมีกำลังเพิ่มขึ้น แต่คุณมาเห็นว่าเมื่อสิ้นปี 2545 บริษัทมีขาดทุนเพียงประมาณ 200 ล้านบาทและคุณเชื่อว่าราคาปิโตรเคมีน่าจะเป็น “ขาขึ้น” แล้ว คุณจึงตัดสินใจซื้อหุ้น ATC ที่ราคาหุ้นละ 5.2 และถือไว้จนถึงสิ้นปี 2546 คุณก็จะได้กำไรถึง 1,121 % หรือ 11.21 เท่าในเวลาเพียงปีเดียวเพราะราคาหุ้น ATC เพิ่มขึ้นเป็น 63.5 บาทต่อหุ้น และถ้าคุณเป็นคนเดียวกับคนที่รู้เรื่องปิโตรเคมีดีที่ซื้อหุ้นตั้งแต่สิ้นปี 2544 คุณก็ได้กำไรถึง 26.6 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี


ผลการดำเนินงานของปี 2546 ของบริษัทดีกว่าที่ทุกคนคาด บริษัทมีกำไรถึงประมาณ 4,000 ล้านบาท และแนวโน้มของราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นทุกคนคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เกือบทุกคนแนะนำให้ซื้อ สถาบันลงทุนต่างก็ต้องมีหุ้นตัวนี้เก็บเข้าพอร์ต หุ้นตัวนี้เป็น “ดาว” อย่างแท้จริง นักลงทุนทั่วไปต่างก็เข้ามาซื้อที่ราคา 63.5 บาทโดยหวังว่าจะได้กำไรอย่างรวดเร็ว เป้าหมายราคานั้น “100 บาทก็อาจจะไม่แพง” เมื่อคำนึงถึง “การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดและอนาคตที่สดใส”

ผลการดำเนินงานในปี 2547 ของบริษัทเป็นไปตามคาดหรือน่าจะพูดว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก เพราะบริษัททำกำไรถึงกว่า 10,000 ล้านบาท จากยอดขายกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหน สิ้นปี 2547 ราคาหุ้นอยู่ที่ 62.5 บาท ขาดทุนอยู่ 1-2% แต่หลาย ๆ แห่งก็ยังแนะนำให้ซื้อเพราะเมื่อดูตาม “พื้นฐาน” แล้ว หุ้นมีราคาถูกมาก ค่า PE เหลือเพียง 5.8 เท่า แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวลงบ้าง แต่กำไรก็ยังน่าจะสูงมากอยู่ดี คนที่ซื้อไว้ก็ยังไม่ถอย Value Investor หลายคนเข้ามาซื้อเพราะหุ้นทั้ง “ถูกสุดยอดและดี กำไรลดยังไงก็คุ้ม”


กำไรในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของบริษัทยังดีตามคาด และแม้ว่าจะลดลงจากปี 2547 แต่ก็ยังสูงถึง 4,544 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นถึง 4.71 บาท แต่ราคาหุ้นของบริษัทกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 33.5 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 หรือลดลงไปจากสิ้นปีที่แล้วถึง 46.4% และนี่คือผลของการวิเคราะห์หุ้นวัฎจักรโดยใช้วิธีการวิเคราะห์หุ้นแบบปกติ และทำโดยคนที่ไม่รู้จักธุรกิจและพฤติกรรมของหุ้นกลุ่มนี้


ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้น ATC ในขณะนี้ถูก หรือแพง หรือแนะนำให้ซื้อหรือขาย แต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่มีความสามารถจะบอกได้เนื่องจากไม่รู้จักธุรกิจนี้ดีพอ แต่ในแง่ของพฤติกรรมหุ้นนั้น ผมคิดว่า เราไม่สามารถหวังว่าหุ้นจะขึ้นไปรุนแรงอย่างที่มันเคยเป็นในช่วงดีดตัวขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนวัฎจักร แต่ถ้าถามว่า “ขาลง” ของหุ้นสิ้นสุดหรือยัง คำตอบก็แบบเดิมนั่นคือ บอกไม่ได้ เพราะราคาของหุ้นวัฎจักรนั้น มันไม่ได้ตามวัฎจักรของราคาผลิตภัณฑ์ในเวลาที่ตรงกัน เกมของหุ้นวัฎจักรนั้นเป็นเกมที่ ความเสี่ยงสูง – ผลตอบแทนสูง ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในฐานะไหนของเกม

ลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในไทย

ลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในไทย
โลกในมุมมองของ Value Investor
หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้นมีมากมาย และแม้ว่าบัฟเฟตต์เองจะไม่เคยอธิบายวิธีการลงทุนของตนเองอย่างละเอียด แต่ความคิดและวิธีการลงทุนของเขานั้น ผมคิดว่าถูกฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจน ทั้งหมดนั้นถูกสนับสนุนและยืนยันจากการลงทุนที่ผ่านมาของเขา ดังนั้น ผมคิดว่าเรารู้ว่าบัฟเฟตต์ลงทุนอย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ เราสามารถประยุกต์ใช้วิธีการของเขาในตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่?


คำตอบของผมก็คือ หลักการของบัฟเฟตต์นั้นใช้ได้แน่นอน และยิ่งเรายึดถือมันได้มากเท่าไร ผลการลงทุนของเราก็น่าจะดีขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอน เราคงทำผลงานได้ไม่เท่าเขา เพราะเราอยู่ในตลาดหุ้นที่มีทางเลือกน้อยกว่ามาก เช่นเดียวกับข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยในประเทศที่ทำให้การลงทุนในเมืองไทยนั้น ถึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ก็ยังน่าจะห่างชั้นกับสิ่งที่บัฟเฟตต์และผู้ที่ติดตามเขาในสหรัฐทำได้


ข้อแรกก็คือ บัฟเฟตต์เลือกลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก แต่ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อค นั่นคือเป็นหุ้นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการตลาดสุดยอดและสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระดับที่ดี มีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีกำไรสูงเมื่อเทียบกับยอดขายและส่วนของผู้ถือหุ้น มีหนี้น้อยและเป็นกิจการที่ต้องการเงินลงทุนต่ำแต่สร้างกระแสเงินสดสูง และที่สำคัญ มีผู้บริหารที่ดีเยี่ยมและไว้ใจได้ ทั้งหมดนี้หาได้ยากในตลาดหุ้นไทย แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถหาบริษัทที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเพื่อลงทุนได้
ความยากลำบากในการที่จะหาหุ้นที่มีคุณภาพในระดับของหุ้นบัฟเฟตต์ในตลาดหุ้นไทยทำให้ Value Investor ส่วนใหญ่ “ถอดใจ” เขาคิดว่า ในเมื่อหาบริษัทแบบนี้ไม่ได้ เขาก็เลยเลิกสนใจปัจจัยทางด้านคุณภาพของกิจการหรือให้น้ำหนักน้อย แต่เน้นไปที่ปัจจัยทางด้านราคาหรือสภาวะอื่น ๆ ซึ่งถอยห่างจากแนวทางของบัฟเฟตต์


ข้อสอง บัฟเฟตต์ มองหาหุ้นที่มีความแน่นอนสูงมากในด้านของผลการดำเนินงานและคุณสมบัตินี้จะต้องดำเนินต่อไปได้ยาวนาน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจต่ำ พูดง่าย ๆ เขาสามารถคาดการณ์อนาคตของธุรกิจไปข้างหน้าได้ยาวนานและด้วยความมั่นใจที่สูงมาก ประเด็นนี้ผมเห็นว่าไม่ได้มีปัญหามากนักแม้ว่ามันจะตัดหุ้นขนาดใหญ่ ๆ หลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์หรือทำธุรกิจที่มีความผันผวนมาก แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างค่อนข้างจะมีความมั่นใจ


ต่อจากข้อสองก็คือข้อสาม นั่นคือ การลงทุนแบบเน้นหุ้นจำนวนน้อยตัวหรือการลงทุนแบบโฟคัส คือทุ่มเงินซื้อหุ้นจำนวนมากในหุ้นที่ตนเองมีความมั่นใจสูงมาก จะเรียกว่าเป็นการ “ตีแตก” ก็น่าจะได้ และนี่คือกลยุทธ์แบบบัฟเฟตต์ที่จะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยมากและยาวนานได้ ในความเห็นของผม แนวทางของบัฟเฟตต์ข้อนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือ นักลงทุนมักจะประสบกับอารมณ์ประเภท “รักพี่เสียดายน้อง” หรือ “ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม”
นั่นคือ เขามักจะพบหุ้นดีที่อดใจไม่ได้และจะต้องซื้อร่ำไป และในที่สุดก็จะพบว่าตนเองมีหุ้นกระจายไปมากจนทำให้ผลตอบแทนวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย


แนวทางแบบบัฟเฟตต์ข้อสี่นั้นต่อมาจากข้อหนึ่ง นั่นคือ การถือหุ้นที่ดีเยี่ยมมาก ๆ ให้ยาวนานที่สุดโดยไม่มีการเทรดหรือซื้อขายแม้ว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าต้นทุนมีกำไรมหาศาล นี่เป็นแนวที่ทำได้และควรทำ แม้ว่าการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่เสียภาษีกำไรในขณะที่ในตลาดหุ้นสหรัฐเขาจะต้องเสียภาษีซึ่งทำให้บัฟเฟตต์พยายามหลีกเลี่ยงการขายหุ้นทำกำไรในระยะสั้น แต่เลือกที่จะถือยาวเพื่อเลื่อนเวลาการจ่ายภาษีออกไปให้นานที่สุด
การถือหุ้น “ชนะ” ให้ยาวนานที่สุดนั้น ผมคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดกำไรสูงสุด แต่ความยากลำบากสำหรับนักลงทุนก็คือความคิดที่ว่า หุ้นเมื่อขึ้นไปมากและเร็ว จะปรับตัวลง ดังนั้นเราควรขายทำกำไรไปก่อนแล้วค่อยกลับไปซื้อเก็บใหม่ทีหลังเมื่อหุ้นปรับตัวลง นี่เป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเรารู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่าที่เราขายไป แต่โอกาสผิดนั้นมีมาก และเมื่อผิดแล้วเรามักจะไม่กลับไปซื้ออีก ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียหุ้นซุปเปอร์สต็อคตัวนั้นไปตลอดกาล

วิวัฒนาการ

วิวัฒนาการ
โลกในมุมมองของ Value Investor
นักลงทุนที่จริงจังและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งนั้น ผมเชื่อว่าจะต้องมีวิวัฒนาการในเรื่องของหลักความคิดและวิธีการลงทุนไม่มากก็น้อย ความหมายก็คือ เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยความคิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบและสามารถใช้หลักการและวิธีการนั้นได้ตลอดไป นอกจากนั้น ภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้แนวทางที่เคยใช้และประสบความสำเร็จอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อไป อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ บางทีแทบไม่รู้ตัว
วิวัฒนาการที่รุนแรงจนอาจจะเรียกว่าเป็นการปฎิวัติวิธีการลงทุนที่ผมคิดว่าเป็นทางบวกก็คือ การปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยึดแนวทางแบบ Value Investment นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่หลาย ๆ คน เขาอาจจะไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการนี้เลยเพราะคำว่า Value Investment ไม่ใช่เรื่องที่คนไม่รู้จักอีกต่อไป และนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มต้นชีวิตการลงทุนในแนวทางนี้อย่างมั่นคง
วิวัฒนาการเรื่องที่สองที่ผมคิดว่าน่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อความมั่งคั่งส่วนตัวก็คือ การจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ความคิดของการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน และหุ้น กับความคิดในการเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะอย่าง เป็นเรื่องที่จะตัดสินชะตากรรมทางการเงินของคนได้มหาศาล
ผมเองเริ่มจากการกระจายการลงทุนตามตำราที่ร่ำเรียนมาและโดยสามัญสำนึก แต่วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ และกลายเป็นคนที่มีทรัพย์สิน 99% อยู่ในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิด สำหรับหลาย ๆ คน นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะความผิดพลาดถ้าเกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นหายนะ แต่สำหรับผม นี่คือวิวัฒนาการ ดังนั้น ผมคิดว่าผมปรับตัวกับมันได้เป็นอย่างดี และเท่าที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สำหรับอีกหลายคน การปรับตัวจากการมีหุ้นเพียงน้อยตัวเป็นหุ้นมากตัว หรือการมีพันธบัตร มีหน่วยลงทุน หรือมีความหลากหลายของการลงทุนอาจจะเป็นวิวัฒนาการที่ดีขึ้นก็เป็นได้
วิวัฒนาการต่อมาที่ผมคิดว่ากำลังเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ของผมก็คือ การวิ่งหา “คุณภาพ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ลดความเข้มข้นทางด้านราคาที่ถูกของหุ้นลง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหุ้นที่มีราคาถูกอาจจะมีน้อยลงในภาวะปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงที่ผมเริ่มการลงทุนแบบ Value Investment ใหม่ ๆ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ
วิวัฒนาการอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องระยะเวลาของการถือครองหุ้น เมื่อคนมีประสบการณ์การลงทุนมานานขึ้น ระยะเวลาของการถือหุ้นอาจจะเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ก็น่าจะนานขึ้น การ
“Take Profit” หรือ การ “Cut Loss” อาจจะเปลี่ยนแปลง หลาย ๆ คน “Let Profit Run” และ “Cut Loss” เร็ว นี้เป็นวิวัฒนาการที่อาจจะสำคัญมากสำหรับหลายคน สำหรับผมเอง วิวัฒนาการของผมก็คือ ผมแทบจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมถือหุ้นยาวเกินกว่าที่จะพูดถึงเรื่องกำไร เพราะหุ้นเกือบทุกตัวถ้าจะนับกำไรก็มีกำไรมหาศาล แต่เป็นกำไรที่ถือมา 5 หรือ 10 ปี ซึ่งทำให้ไม่มีความหมายมากนักในแง่ของการลงทุน
วิวัฒนาการที่ผมคิดว่า Value Investor น่าจะต้องมีก็คือเรื่องของความคึกคักของหุ้น นี่คือความคิดว่าหุ้นที่น่าสนใจหรือเข้าข่ายที่จะซื้อจะต้องเป็นหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงพอสมควร มีรายงานการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรืออย่างน้อยต้องเป็นหุ้นที่มีการพูดถึงกันในอินเตอร์เน็ตในหมู่ Value Investor ด้วยกัน เช่นเดียวกัน หุ้นที่เข้าข่ายจะต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น เหล่านี้ ผมคิดว่าวิวัฒนาการควรจะเป็นการเคลื่อนจากการดูกิจกรรมของหุ้นมาเป็นการดูกิจกรรมทางธุรกิจและผลการดำเนินงาน เพราะนี่คือวิวัฒนาการที่จะนำให้เราไปสู่การเป็น Value Investor ที่ดีขึ้น และจะทำให้เราสามารถค้นพบหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนมหาศาลได้
วิวัฒนาการที่ผมเริ่มสังเกตอีกอย่างหนึ่งและน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการลงทุนในแง่ผลตอบแทนก็คือ การซื้อหุ้นแต่ละตัวในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจำได้ว่าในช่วงแรกของการลงทุนแบบ Value Investment ของผมนั้น ผมซื้อเป็นหลักร้อยหรือพันหุ้นก็ถือว่ามากแล้ว แต่ในระยะหลังดูเหมือนว่าผมจะซื้อเป็นหลักแสนหรือล้านหุ้นในหุ้นแต่ละตัว เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีการแตกพาร์ของหุ้นจาก 10 บาทเป็น 1 บาทเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพอร์ตของหุ้นมีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นผลจากการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดี และอีกส่วนหนึ่งมาจากการพยายามที่จะเน้นลงทุนในหุ้นน้อยตัวลงและแต่ละตัวมีจำนวนหุ้นที่มากขึ้น ประสบการณ์ของผมก็คือ หุ้นที่ผมมีมากอย่างมีนัยสำคัญมักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นที่เป็นเบี้ยหัวแตก
ผมเชื่อว่าผมคงจะมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อย ทั้งอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว Value Investor ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่จริงจังกับการลงทุน ถ้าเราลงทุนมา 5 ปีแล้วและเมื่อมองย้อนหลังกลับไปพบว่าเรายังทำแบบเดิมทุกอย่างเราคงจะต้องทบทวนว่ามีอะไรผิดหรือไม่ เป็นไปได้ว่าเรายังทำอย่างเดิมทุกอย่างเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีอะไรผิด แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเรากำลังจมอยู่กับกลยุทธ์ที่ล้มเหลวไม่ก้าวหน้าและจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น อย่าลืมว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็บอกว่าตนเองนั้นมีวิวัฒนาการ สิ่งที่เขาทำในวันนี้ แตกต่างไปมากจากสิ่งที่เขาทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้น ๆ ในชีวิตการลงทุนของเขา

ห้างกับหุ้น

ห้างกับหุ้น
โลกในมุมมองของ Value Investor
ไอเดียบรรเจิดล่าสุดทางด้านสังคมที่เสนอให้มีการเอาวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเข้ามาอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือช็อปปิงมอลนั้นผมคงไม่วิจารณ์ว่าดีหรือไม่ แต่นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ ห้างคือวิถีชีวิตของคนเมือง นับวันเราจะใช้ชีวิตมากขึ้นในห้างร้านสมัยใหม่ที่ติดเครื่องปรับอากาศ มีสินค้าที่จำเป็นเกือบทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันทั้งอาหารการกิน ของใช้ เสื้อผ้า การศึกษาพิเศษ การออกกำลัง และความบันเทิง ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมอลก็กำลังถูกทอดทิ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปหา รวมถึงวัด
ในเมื่อห้างมีอิทธิพลต่อชีวิตมากขนาดนี้และกำลังมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่คิดจะทำอะไรก็จะต้องคิดถึงห้าง สมัยก่อนแบ็งค์ไม่เคยสนใจที่จะนำความสะดวกไปถึงลูกค้าเดี๋ยวนี้ธนาคารต้องแย่งกันไปเปิดในห้างถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าจริง ๆ แม้แต่ไปรษณีย์ที่ไม่มีคู่แข่งก็เริ่มเข้ามาให้บริการในห้าง สรุปว่าถ้าต้องการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะที่เป็นคนที่มีรายได้ชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่สำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสามารถมองข้ามห้างสมัยใหม่ไปได้

ในมุมมองของการลงทุนแบบ Value Investment ห้างจึงเป็นเป้าหมายที่ต้องจับตามอง เป็นแหล่งที่ต้องติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิด ถ้าการลงทุนนั้นเหมือนกับการรบ นี่คือสมรภูมิที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พูดง่าย ๆ คุณมองข้ามห้างไม่ได้ ส่วนตัวผมเอง ผมเข้าห้างเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละหน ผมจ่ายตลาดซื้ออาหารเพื่อรับประทานทั้งสัปดาห์ ผมซื้อหนังสือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้าง ผมรับประทานอาหารภัตตาคารในห้าง ผมดื่มและกินขนมที่ขายในห้าง ผมดูภาพยนต์ส่วนใหญ่ในห้าง ผมซื้อของใช้ทั้งหลายตั้งแต่เครื่องเสียง หลอดไฟ ยา เฟอร์นิเจอร์ ก็อกน้ำ แผ่นซีดี ยา และอื่น ๆ ที่จะคิดได้ในห้าง ผมรู้ว่าหลายอย่างที่ขายในห้างนั้นแพงกว่าที่ขายข้างนอก แต่ผมคิดว่ามันคุ้มกว่าการที่จะต้องเดินทางไปและที่สำคัญ ผมมั่นใจกับคุณภาพของสินค้าในห้างมากกว่า

คนที่เป็นอย่างผมคงมีไม่น้อยและคงจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนไทยมีรายได้มากขึ้น มีคนชั้นกลางมากขึ้นซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงเห็นห้างเจริญขึ้นเรื่อย ๆ มีห้างเปิดใหม่มากขึ้น คนเข้าห้างมากขึ้น นี่เป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นมันจึงเป็นที่ที่เราจะสามารถหาหุ้นที่โตเร็วและยั่งยืนได้มาก

วิธีการหาหุ้นโตเร็วหรือหุ้นที่แข็งแกร่งทางด้านการตลาดในห้างนั้นที่ง่ายที่สุดก็คือการดูว่ามีธุรกิจนั้นในห้างที่ประสบความสำเร็จมีการขยายตัวไปเรื่อย ๆ หรือไม่ ที่จริงถ้าเราไปช็อปตามมอลต่าง ๆ เวียนไปเรื่อย ๆ อย่างที่ผมมักจะทำ เราก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าธุรกิจไหนกำลังรุ่งและจะมีฐานะทางการแข่งขันโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ และธุรกิจไหนกำลังถดถอยลง เพราะธรรมชาติของการทำงานของห้างนั้นช่วยสนับสนุน “ผู้ชนะ” และลงโทษ “ผู้แพ้” ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

ห้างแต่ละแห่งจะมีพื้นที่จำกัด ดังนั้น การจัดพื้นที่ของห้างจะต้องเลือกสินค้าที่จะทำยอดขายได้สูงสุดหรือสินค้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ที่ดึงดูดคนให้มาใช้บริการที่ห้าง ดังนั้นห้างมักจะอนุญาตให้ผู้ขายเพียงรายเดียว หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 2 หรือ 3 รายที่จะเข้ามาขายในห้างได้ ดังนั้นรายที่เป็นผู้นำก็จะได้พื้นที่ขายในขณะที่รายที่เป็นรองต้องไปขายที่อื่นซึ่งไม่ใช่ห้างหรือเป็นห้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดขายถดถอยลงซึ่งก็จะไปซ้ำเติมให้เป็นรองเพิ่มขึ้น และวนเวียนเป็นวงจรที่เลวร้ายอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการคัดเลือกจะได้ธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการเปิดมอลใหม่ ๆ และยอดขายของมอลเก่าเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะหรือจะเป็นผู้ชนะโดยสังเกตจากการปรากฎตัวของสินค้าหรือบริการในมอลของบริษัทจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก นั่นคือคุณเพียงแต่ต้องสังเกต และพยายามเป็น ”นักช็อปสัญจร” แล้วคุณก็จะรู้ว่า ใครคือผู้ชนะในธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ตัวผู้ให้บริการเป็นมอลหรือห้างสรรพสินค้าเอง ใครคือผู้ชนะในธุรกิจโรงหนัง ร้านหนังสือ อาหารจานด่วน ซุปเปอร์มาร์เก็ต และถ้าคุณสังเกตให้ละเอียดขึ้นไปอีกเช่นเข้าไปจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างก็จะพบสินค้ามากมายและสามารถบอกได้ว่าสินค้าของบริษัทไหนคือผู้นำ จาก “พื้นที่” วางสินค้าในชั้น

แน่นอน การค้นหาผู้ชนะไม่ใช่กระบวนการเดียวในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุน แต่นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญอันดับแรก ๆ ที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะลงทุน หลังจากนั้นเราจะต้องพิจารณาถึงเรื่องของราคาหุ้นและปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ว่าที่จริงนักลงทุนหลายคนไม่ได้ชอบลงทุนในผู้ชนะด้วยซ้ำเนื่องจากราคาหุ้นของผู้ชนะมักจะแพงกว่าหุ้นผู้แพ้ ศิลปะในการเลือกหุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ Value Investment ก็คือการที่เรารู้ว่าบริษัทอยู่ในฐานะอะไรในเชิงของธุรกิจ และสถานที่ที่จะค้นพบความจริงนี้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ ห้าง